อ่านตัวบท · ไม่ตีความ

คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ฉบับฉบับมหาจุฬาฯฉบับนี้ไม่มีเรื่องที่ตำแหน่งนี้แสดง

สังยุตตนิกาย นิทานวรรค อภิสมัยสังยุตต์ มหาวรรคที่ ๗ อัสสุตวตาสูตรที่ ๒

อรรถกถาแปลไทย

ชั้นตัวบทอรรถกถาอธิบายพระไตรปิฎกข้อ ๒๓๕16 ข้อ1 ฉบับคำแปลไทย · ต้นฉบับยังไม่มีในคลังนี้

อรรถกถาแปลไทย · อ้างว่าได้รับอนุญาต แต่ยังไม่มีเอกสาร


ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

อรรถกถาอัสสุตวตาสูตรที่ ๒

ในอัสสุตวตาสูตรที่ ๒ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.

บทว่า สุขเวทนียํ ได้แก่ เป็นปัจจัยแห่งสุขเวทนา.

บทว่า ผสฺสํ ได้แก่ จักขุสัมผัสเป็นต้น.

ถามว่า ก็จักขุสัมผัสไม่เป็นปัจจัยแก่สุขเวทนามิใช่หรือ.

แก้ว่า ไม่เป็นปัจจัยโดยสหชาตปัจจัย แต่เป็นปัจจัยแก่ชวนะเวทนา โดยอุปนิสสยปัจจัย ซึ่งพระองค์ตรัสหมายเอาคำนั้น. แม้ในโสตสัมผัสเป็นต้นก็นัยนี้.

บทว่า ตชฺชํ ได้แก่ เกิดแต่เวทนานั้น คือสมควรแก่ผัสสะนั้น. อธิบายว่า สมควรแก่ผัสสะนั้น.

บทว่า ทุกฺขเวทนียํ เป็นต้น พึงทราบโดยนัยที่กล่าวแล้วนั่นแล.

บทว่า สงฺฆฏสโมธานา ได้แก่ โดยการครูดสีกันและการรวมกัน. อธิบายว่า โดยการเสียดสีและการรวมกัน.

บทว่า อุสฺมา ได้แก่ อาการร้อน.

บทว่า เตโช อภินิพฺพตฺตติ ความว่า ไม่ควรถือเอาว่า ลูกไฟย่อมออกไป.

ก็บทว่า อุสฺมา นี้ เป็นไวพจน์แห่งอาการร้อนนั่นเอง.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทฺวินฺนํ กฏฺฐานํ ได้แก่ ไม้สีไฟทั้งสอง.

ในสองอย่างนั้น วัตถุเหมือนไม้สีไฟอันล่าง อารมณ์เหมือนไม้สีไฟอันบน ผัสสะเหมือนการครูดสี เวทนาเหมือนธาตุไออุ่น.

จบอรรถกถาอัสสุตวตาสูตรที่ ๒ -----------------------------------------------------

๒. อัสสุตวตาสูตรที่ ๒ [ฉบับเฉลิมพระเกียรติฯ]

๒. ทุติยอัสสุตวาสูตร ว่าด้วยปุถุชนผู้มิได้สดับ สูตรที่ ๒ [๖๒] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระกาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวันอารามของอนาถบิณฑิกคฤหบดี ใกล้พระนครสาวัตถี ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสดังนี้ว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ปุถุชนผู้มิได้สดับแล้วพึงเบื่อหน่ายได้บ้าง พึงคลายกำหนัดได้บ้าง พึงหลุดพ้นได้บ้าง ในร่างกายซึ่งเกิดมาจากมหาภูตรูป๔ นี้ ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร เพราะเหตุว่า ความเจริญก็ดี ความเสื่อมก็ดี ความเกิดก็ดี ความตายก็ดีย่อมปรากฏแก่ร่างกายซึ่งเกิดมาจากมหาภูตรูป ๔ นี้ ฉะนั้นปุถุชนผู้มิได้สดับแล้วจึงเบื่อหน่ายได้บ้าง คลายกำหนัดได้บ้าง หลุดพ้นได้บ้างในร่างกายนั้น ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย แต่ว่าในสิ่งที่ตถาคตเรียกว่า 'จิต' บ้าง 'มโน' บ้าง'วิญญาณ' บ้างนั้น ปุถุชนผู้มิได้สดับแล้วไม่อาจที่จะเบื่อหน่ายได้ ไม่อาจที่จะคลายกำหนัดได้ ไม่อาจที่จะหลุดพ้นได้เลย ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร เพราะเหตุว่าจิตนี้อันปุถุชนผู้มิได้สดับแล้วรวบไว้ ถือไว้ ยึดไว้ด้วยตัณหาทิฏฐิมาเป็นเวลาช้านานแล้วว่า 'นั่นของเรา เราเป็นนั่น นั่นเป็นอัตตาของเรา' ฉะนั้นปุถุชนผู้มิได้สดับแล้วจึงไม่อาจที่จะเบื่อหน่ายได้ ไม่อาจที่จะคลายกำหนัดได้ไม่อาจที่จะหลุดพ้นในจิตนั้นได้เลย ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย การที่ปุถุชนผู้มิได้สดับแล้วพึงยึดมั่นร่างกายซึ่งเกิดมาจากมหาภูตรูป ๔ นี้โดยความเป็นตัวตนยังดีกว่า แต่การยึดมั่นจิตโดยความเป็นตัวตนไม่ได้เลย ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร เพราะเหตุว่าร่างกายซึ่งเกิดมาจากมหาภูต ๔ นี้ย่อมปรากฏว่าดำราอยู่ได้ ๑ ปีบ้าง ๒ ปีบ้าง ๓ ปีบ้าง๔ ปีบ้าง ๕ ปีบ้าง ๑๐ ปีบ้าง ๒๐ ปีบ้าง ๓๐ ปีบ้าง ๔๐ ปีบ้าง ๕๐ ปีบ้าง๑๐๐ ปีบ้าง เกิน ๑๐๐ ปีบ้าง แต่ว่าสิ่งที่ตถาคตเรียกว่า 'จิต' บ้าง 'มโน' บ้าง'วิญญาณ' บ้างนั้นในตอนกลางคืนและตอนกลางวัน ดวงหนึ่งเกิดขึ้น ดวงหนึ่งก็ดับไป ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้ได้สดับแล้วย่อมใส่ใจแยบคายด้วยดีซึ่งปฏิจจสมุปบาทในร่างกายและจิตนั้นว่า 'เพราะเหตุดังนี้ เมื่อสิ่งนี้มีสิ่งนี้จึงมี เพราะสิ่งนี้เกิดขึ้น สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น เมื่อสิ่งนี้ไม่มี สิ่งนี้จึงไม่มีเพราะสิ่งนี้ดับ สิ่งนี้จึงดับ คือ เพราะอาศัยผัสสะอันเป็นปัจจัยแห่งสุขเวทนาจึงเกิดสุขเวทนาขึ้น เพราะผัสสะอันเป็นปัจจัยแห่งสุขเวทนานั้นดับไป สุขเวทนาที่เกิดขึ้นเพราะอาศัยผัสสะอันเป็นปัจจัยแห่งสุขเวทนาจึงดับ จึงสงบไป เพราะอาศัยผัสสะอันเป็นปัจจัยแห่งทุกขเวทนา จึงเกิดทุกขเวทนาขึ้นเพราะผัสสะอันเป็นปัจจัยแห่งทุกขเวทนานั้นดับไป ทุกขเวทนาที่เกิดขึ้นเพราะอาศัยผัสสะอันเป็นปัจจัยแห่งทุกขเวทนานั้นจึงดับ จึงสงบไป เพราะอาศัยผัสสะอันเป็นปัจจัยแห่งเวทนาที่มิใช่ทุกข์มิใช่สุขจึงเกิดอทุกขมสุขเวทนาขึ้นเพราะผัสสะอันเป็นปัจจัยแห่งอทุกขมสุขเวทนานั้นดับไป อทุกขมสุขเวทนาที่เกิดขึ้นเพราะอาศัยผัสสะอันเป็นปัจจัยแห่งอทุกขมสุขเวทนานั้นจึงดับ จึงสงบไป' ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะไม้สองอันครูดสีกัน จึงเกิดความร้อนเกิดไฟขึ้น แต่ถ้าแยกไม้สองอันนั้นแหละออกเสียจากกัน ความร้อนซึ่งเกิดจากการครูดสีกันนั้นก็ดับไป สงบไป แม้ฉันใด เพราะอาศัยผัสสะอันเป็นปัจจัยแห่งสุขเวทนา จึงเกิดสุขเวทนาขึ้น เพราะผัสสะอันเป็นปัจจัยแห่งสุขเวทนานั้นดับไป สุขเวทนาที่เกิดขึ้นเพราะอาศัยผัสสะอันเป็นปัจจัยแห่งสุขเวทนาจึงดับ จึงสงบไป เพราะอาศัยผัสสะอันเป็นปัจจัยแห่งทุกขเวทนา จึงเกิดทุกขเวทนาขึ้น เพราะผัสสะอันเป็นปัจจัยแห่งทุกขเวทนานั้นดับไป ทุกขเวทนาที่เกิดขึ้นเพราะอาศัยผัสสะอันเป็นปัจจัยแห่งทุกขเวทนานั้นจึงดับจึงสงบไป เพราะอาศัยผัสสะอันเป็นปัจจัยแห่งเวทนาที่มิใช่ทุกข์มิใช่สุขจึงเกิดอทุกขมสุขเวทนาขึ้นเพราะผัสสะอันเป็นปัจจัยแห่งอทุกขมสุขเวทนา นั้นดับไป อทุกขมสุขเวทนาที่เกิดขึ้นเพราะอาศัยผัสสะอันเป็นปัจจัยแห่งอทุกขสุขเวทนานั้นจึงดับจึงสงบไปฉันนั้นเหมือนกัน ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้ได้สดับแล้วเห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมเบื่อหน่ายทั้งในผัสสะ ย่อมเบื่อหน่ายทั้งในเวทนา ย่อมเบื่อหน่ายทั้งในสัญญา ย่อมเบื่อหน่ายทั้งในสังขารทั้งหลาย ย่อมเบื่อหน่ายทั้งในวิญญาณเมื่อเบื่อหน่าย ย่อมคลายกำหนัด เพราะคลายกำหนัด จึงหลุดพ้น เมื่อหลุดพ้นแล้ว ก็มีญาณหยั่งรู้ว่าหลุดพ้นแล้ว รู้ชัดว่า 'ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำได้ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มีอีก'ดังนี้แล” (๒) -----------------------------------------------------

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสารdocs/legal/PERMISSIONS.md#อรรถกถา