เอกัจจมัตถีติกถา
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
เอกจฺจมตฺถีติกถา
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๗ พระอภิธรรมปิฎก เล่มที่ ๔ กถาวัตถุปกรณ์ เอกัจจมัตถีติกถา
อตีตํ อตฺถีติ ฯ เอกจฺจํ อตฺถิ เอกจฺจํ นตฺถีติ ฯ เอกจฺจํ นิรุทฺธํ เอกจฺจํ น นิรุทฺธํ เอกจฺจํ วิคตํ เอกจฺจํ อวิคตํ เอกจฺจํ อตฺถงฺคตํ เอกจฺจํ น อตฺถงฺคตํ เอกจฺจํ อพฺภตฺถงฺคตํ เอกจฺจํ น อพฺภตฺถงฺคตนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
สกวาที อดีตมีอยู่ หรือ? ปรวาที อดีตบางอย่างมีอยู่ อดีตบางอย่างไม่มีอยู่? ส. อดีตบางอย่างดับไปแล้ว บางอย่างยังไม่ดับไป บางอย่างปราศไปแล้วบางอย่างยังไม่ปราศไป บางอย่างอัสดงคตแล้ว บางอย่างยังไม่อัสดงคตบางอย่างสาบสูญไปแล้ว บางอย่างยังไม่สาบสูญไป หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
อตีตํ เอกจฺจํ อตฺถิ เอกจฺจํ นตฺถีติ ฯ อามนฺตา ฯ อตีตา อวิปกฺกวิปากา ธมฺมา เอกจฺเจ อตฺถิ เอกจฺเจ นตฺถีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. อดีตบางอย่างมีอยู่ บางอย่างไม่มีอยู่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ธรรมอันยังไม่ให้ผลที่เป็นอดีต บางอย่างมีอยู่ บางอย่างไม่มีอยู่ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
อตีตํ เอกจฺจํ อตฺถิ เอกจฺจํ นตฺถีติ ฯ อามนฺตา ฯ อตีตา วิปกฺกวิปากา ธมฺมา เอกจฺเจ อตฺถิ เอกจฺเจ นตฺถีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. อดีตบางอย่างมีอยู่ บางอย่างไม่มีอยู่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ธรรมอันให้ผลแล้วที่เป็นอดีต บางอย่างมีอยู่ บางอย่างไม่มีอยู่ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
อตีตํ เอกจฺจํ อตฺถิ เอกจฺจํ นตฺถีติ ฯ อามนฺตา ฯ อตีตา อวิปากา ธมฺมา เอกจฺเจ อตฺถิ เอกจฺเจ นตฺถีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. อดีตบางอย่างมีอยู่ บางอย่างไม่มีอยู่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ธรรมอันไม่มีวิบากที่เป็นอดีต บางอย่างมีอยู่ บางอย่างไม่มีอยู่ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
อตีตํ เอกจฺจํ อตฺถิ เอกจฺจํ นตฺถีติ ฯ อามนฺตา ฯ กึ อตฺถิ กึ นตฺถีติ ฯ อตีตา อวิปกฺกวิปากา ธมฺมา เต อตฺถิ อตีตา วิปกฺกวิปากา ธมฺมา เต นตฺถีติ ฯ
ส. อดีตบางอย่างมีอยู่ บางอย่างไม่มีอยู่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. อะไรมีอยู่ อะไรไม่มีอยู่? ป. ธรรมอันยังไม่ให้ผลที่เป็นอดีตมีอยู่ ธรรมอันให้ผลแล้วที่เป็นอดีตไม่มีอยู่
อตีตา อวิปกฺกวิปากา ธมฺมา เต อตฺถีติ ฯ อามนฺตา ฯ อตีตา วิปกฺกวิปากา ธมฺมา เต อตฺถีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. ธรรมอันยังไม่ให้ผลล่วงไปแล้ว ธรรมเหล่านั้นยังมีอยู่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ธรรมอันให้ผลแล้ว ล่วงไปแล้ว ธรรมเหล่านั้นยังมีอยู่ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
อตีตา อวิปกฺกวิปากา ธมฺมา เต อตฺถีติ ฯ อามนฺตา ฯ อตีตา อวิปากา ธมฺมา เต อตฺถีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. ธรรมอันยังไม่ให้ผล ล่วงไปแล้ว ธรรมเหล่านั้นยังมีอยู่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ธรรมอันไม่มีวิบาก ล่วงไปแล้ว ธรรมเหล่านั้นยังมีอยู่ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
อตีตา วิปกฺกวิปากา ธมฺมา เต นตฺถีติ ฯ อามนฺตา ฯ อตีตา อวิปกฺกวิปากา ธมฺมา เต นตฺถีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อตีตา วิปกฺกวิปากา ธมฺมา เต นตฺถีติ ฯ อามนฺตา ฯ อตีตา อวิปากา ธมฺมา เต นตฺถีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. ธรรมอันให้ผลแล้ว ล่วงไปแล้ว ธรรมเหล่านั้นไม่มีอยู่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ธรรมอันยังไม่ให้ผล ล่วงไปแล้ว ธรรมเหล่านั้นไม่มีอยู่ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ธรรมอันให้ผลแล้ว ล่วงไปแล้ว ธรรมเหล่านั้นไม่มีอยู่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ธรรมอันไม่มีวิบาก ล่วงไปแล้ว ธรรมเหล่านั้นไม่มีอยู่ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
อตีตา อวิปกฺกวิปากา ธมฺมา เต อตฺถีติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ อตีตา อวิปกฺกวิปากา ธมฺมา นิรุทฺธาติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ อตีตา อวิปกฺกวิปากา ธมฺมา นิรุทฺธา โน วต เร วตฺตพฺเพ อตีตา อวิปกฺกวิปากา ธมฺมา นิรุทฺธา เต อตฺถีติ ฯ
ส. ธรรมอันยังไม่ให้ผล ล่วงไปแล้ว ธรรมเหล่านั้นยังมีอยู่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ธรรมอันยังไม่ให้ผล ที่เป็นอดีต ดับไปแล้วมิใช่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. หากว่า ธรรมยังไม่ให้ผลที่เป็นอดีตดับไปแล้ว ก็ต้องไม่กล่าวว่า ธรรมอันยังไม่ให้ผลที่เป็นอดีตดับไปแล้ว ธรรมเหล่านั้นยังมีอยู่
อตีตา อวิปกฺกวิปากา ธมฺมา นิรุทฺธา เต อตฺถีติ ฯ อามนฺตา ฯ อตีตา วิปกฺกวิปากา ธมฺมา นิรุทฺธา เต อตฺถีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อตีตา อวิปกฺกวิปากา ธมฺมา นิรุทฺธา เต อตฺถีติ ฯ อามนฺตา ฯ อตีตา อวิปากา ธมฺมา นิรุทฺธา เต อตฺถีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อตีตา วิปกฺกวิปากา ธมฺมา นิรุทฺธา เต นตฺถีติ ฯ อามนฺตา ฯ อตีตา อวิปกฺกวิปากา ธมฺมา นิรุทฺธา เต นตฺถีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อตีตา วิปกฺกวิปากา ธมฺมา นิรุทฺธา เต นตฺถีติ ฯ อามนฺตา ฯ อตีตา อวิปากา ธมฺมา นิรุทฺธา เต นตฺถีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. ธรรมอันยังไม่ให้ผลที่เป็นอดีต ดับไปแล้ว ธรรมเหล่านั้นยังมีอยู่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ธรรมอันให้ผลแล้วที่เป็นอดีตดับไปแล้ว ธรรมเหล่านั้นยังมีอยู่ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ธรรมอันยังไม่ให้ผลที่เป็นอดีตดับไปแล้ว ธรรมเหล่านั้นยังมีอยู่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ธรรมอันไม่มีวิบากที่เป็นอดีตดับไปแล้ว ธรรมเหล่านั้นยังมีอยู่ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ธรรมอันให้ผลแล้วที่เป็นอดีตดับไปแล้ว ธรรมเหล่านั้นไม่มีอยู่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ธรรมอันยังไม่ให้ผลที่เป็นอดีตดับไปแล้ว ธรรมเหล่านั้นไม่มีอยู่ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ธรรมอันให้ผลแล้วที่เป็นอดีตดับไปแล้ว ธรรมเหล่านั้นไม่มีอยู่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ธรรมอันไม่มีวิบากที่เป็นอดีตดับไปแล้ว ธรรมเหล่านั้นไม่มีอยู่ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
อตีตา อวิปกฺกวิปากา ธมฺมา นิรุทฺธา เต อตฺถีติ ฯ อามนฺตา ฯ อตีตา วิปกฺกวิปากา ธมฺมา นิรุทฺธา เต นตฺถีติ ฯ อามนฺตา ฯ อตีตา เอกเทสํ วิปกฺกวิปากา ธมฺมา เอกเทสํ อวิปกฺกวิปากา ธมฺมา นิรุทฺธา เต เอกจฺเจ อตฺถิ เอกจฺเจ นตฺถีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. ธรรมอันยังไม่ให้ผลที่เป็นอดีตดับไปแล้ว ธรรมเหล่านั้นยังมีอยู่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ธรรมอันให้ผลแล้วที่เป็นอดีตดับไปแล้ว ธรรมเหล่านั้นไม่มีอยู่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ธรรมอันให้ผลแล้วส่วนหนึ่ง ยังไม่ให้ผลส่วนหนึ่งที่เป็นอดีตดับไปแล้วธรรมเหล่านั้น บางส่วนมีอยู่ บางส่วนไม่มีอยู่ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
น วตฺตพฺพํ อตีตา อวิปกฺกวิปากา ธมฺมา เต อตฺถีติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ อตีตา อวิปกฺกวิปากา ธมฺมา วิปจฺจิสฺสนฺตีติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ อตีตา อวิปกฺกวิปากา ธมฺมา วิปจฺจิสฺสนฺติ ฯ เตน วต เร วตฺตพฺเพ อตีตา อวิปกฺกวิปากา ธมฺมา เต อตฺถีติ ฯ อตีตา อวิปกฺกวิปากา ธมฺมา วิปจฺจิสฺสนฺตีติ กตฺวา เต อตฺถีติ ฯ อามนฺตา ฯ วิปจฺจิสฺสนฺตีติ กตฺวา ปจฺจุปฺปนฺนาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ วิปจฺจิสฺสนฺตีติ กตฺวา ปจฺจุปฺปนฺนาติ ฯ อามนฺตา ฯ ปจฺจุปฺปนฺนา ธมฺมา นิรุชฺฌิสฺสนฺตีติ กตฺวา เต นตฺถีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ป. ไม่พึงกล่าวว่า ธรรมอันยังไม่ให้ผลล่วงไปแล้ว ธรรมเหล่านั้นมีอยู่ หรือ? ส. ถูกแล้ว ป. ธรรมอันยังไม่ให้ผลที่เป็นอดีต ยังจักให้ผลมิใช่ หรือ? ส. ถูกแล้ว ป. หากว่า ธรรมอันยังไม่ให้ผลที่เป็นอดีต ยังจักให้ผล ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า ธรรมอันยังไม่ให้ผลล่วงไปแล้ว ธรรมเหล่านั้นยังมีอยู่ ส. ธรรมอันยังไม่ให้ผลล่วงไปแล้ว ธรรมเหล่านั้นชื่อว่า มีอยู่ เพราะทำอธิบายว่า ยังจักให้ผล หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ชื่อว่าปัจจุบัน เพราะทำอธิบายว่า ยังจักให้ผล หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ชื่อว่าปัจจุบัน เพราะทำอธิบายว่า ยังจักให้ผล หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ธรรมที่เป็นปัจจุบัน ก็ชื่อว่าไม่มีอยู่ เพราะทำอธิบายว่า จักดับไปด้วยหรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
อนาคตํ อตฺถีติ ฯ เอกจฺจํ อตฺถิ เอกจฺจํ นตฺถีติ ฯ เอกจฺจํ ชาตํ เอกจฺจํ อชาตํ เอกจฺจํ สญฺชาตํ เอกจฺจํ อสญฺชาตํ ฯ เอกจฺจํ นิพฺพตฺตํ เอกจฺจํ อนิพฺพตฺตํ ฯ เอกจฺจํ ปาตุภูตํ เอกจฺจํ อปาตุภูตนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. อนาคตมีอยู่ หรือ? ป. บางอย่างมีอยู่ บางอย่างไม่มีอยู่ ส. อนาคตบางอย่างเกิดแล้ว บางอย่างยังไม่เกิด บางอย่างเกิดพร้อมแล้วบางอย่างยังไม่เกิดพร้อม บางอย่างบังเกิดแล้ว บางอย่างยังไม่บังเกิด บางอย่างปรากฏแล้ว บางอย่างยังไม่ปรากฏ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
อนาคตํ เอกจฺจํ อตฺถิ เอกจฺจํ นตฺถีติ ฯ อามนฺตา ฯ อนาคตา อุปฺปาทิโน ธมฺมา เอกจฺเจ อตฺถิ เอกจฺเจ นตฺถีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อนาคตํ เอกจฺจํ ฯเปฯ อนุปฺปาทิโน ธมฺมา ฯเปฯ
ส. อนาคตบางอย่างมีอยู่ บางอย่างไม่มีอยู่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. อุปปาทิธรรม (ธรรมจักเกิดขึ้น) ที่เป็นอนาคต บางอย่างมีอยู่ บางอย่างไม่มีอยู่ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. อนาคตบางอย่าง ฯลฯ อนุปปาทิธรรม (ธรรมจักไม่เกิดขึ้น) ฯลฯ
อนาคตํ เอกจฺจํ อตฺถิ เอกจฺจํ นตฺถีติ ฯ อามนฺตา ฯ กึ อตฺถิ กึ นตฺถีติ ฯ อนาคตา อุปฺปาทิโน ธมฺมา เต อตฺถิ อนาคตา อนุปฺปาทิโน ธมฺมา เต นตฺถีติ ฯ อนาคตา อุปฺปาทิโน ธมฺมา เต อตฺถีติ ฯ อามนฺตา ฯ อนาคตา อนุปฺปาทิโน ธมฺมา เต อตฺถีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อนาคตา อนุปฺปาทิโน ธมฺมา เต นตฺถีติ ฯ อามนฺตา ฯ อนาคตา อุปฺปาทิโน ธมฺมา เต นตฺถีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อนาคตา อุปฺปาทิโน ธมฺมา เต อตฺถีติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ อนาคตา อุปฺปาทิโน ธมฺมา อชาตาติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ อนาคตา อุปฺปาทิโน ธมฺมา อชาตา ฯ โน วต เร วตฺตพฺเพ อนาคตา อุปฺปาทิโน ธมฺมา เต อตฺถีติ ฯ
ส. อนาคตบางอย่างมีอยู่ บางอย่างไม่มีอยู่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. อะไรมีอยู่ อะไรไม่มีอยู่? ป. อุปปาทิธรรมที่เป็นอนาคตมีอยู่ อนุปปาทิธรรมที่เป็นอนาคตไม่มีอยู่ ส. อุปปาทิธรรมเป็นอนาคตมีอยู่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. อนุปปาทิธรรมที่เป็นอนาคตมีอยู่ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. อนุปปาทิธรรมที่เป็นอนาคตไม่มีอยู่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. อุปปาทิธรรมที่เป็นอนาคตมีอยู่ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. อุปปาทิธรรมที่เป็นอนาคตมีอยู่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. อุปปาทิธรรมที่เป็นอนาคต ยังไม่เกิดมิใช่หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. หากว่า อุปปาทิธรรมที่เป็นอนาคตยังไม่เกิด ก็ต้องไม่กล่าวว่า อุปปาทิธรรมที่เป็นอนาคตมีอยู่
อนาคตา อุปฺปาทิโน ธมฺมา อชาตา เต อตฺถีติ ฯ อามนฺตา ฯ อนาคตา อนุปฺปาทิโน ธมฺมา อชาตา เต อตฺถีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อนาคตา อนุปฺปาทิโน ธมฺมา อชาตา เต นตฺถีติ ฯ อามนฺตา ฯ อนาคตา อุปฺปาทิโน ธมฺมา อชาตา เต นตฺถีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. อุปปาทิธรรมที่เป็นอนาคตยังไม่เกิด ธรรมทั้งหลายนั้นมีอยู่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. อนุปปาทิธรรมที่เป็นอนาคตยังไม่เกิด ธรรมเหล่านั้นมีอยู่ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. อนุปปาทิธรรมที่เป็นอนาคตยังไม่เกิด ไม่มีอยู่ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. อุปปาทิธรรมที่เป็นอนาคตยังไม่เกิด ไม่มีอยู่ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
น วตฺตพฺพํ อนาคตา อุปฺปาทิโน ธมฺมา เต อตฺถีติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ อนาคตา อุปฺปาทิโน ธมฺมา อุปฺปชฺชิสฺสนฺตีติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ อนาคตา อุปฺปาทิโน ธมฺมา อุปฺปชฺชิสฺสนฺติ ฯ เตน วต เร วตฺตพฺเพ อนาคตา อุปฺปาทิโน ธมฺมา เต อตฺถีติ ฯ
ป. ไม่พึงกล่าวว่า อุปปาทิธรรมที่เป็นอนาคตมีอยู่ หรือ? ส. ถูกแล้ว ป. อุปปาทิธรรมที่เป็นอนาคต จักบังเกิดขึ้นมิใช่ หรือ? ส. ถูกแล้ว ป. หากว่า อุปปาทิธรรมที่เป็นอนาคตจักบังเกิดขึ้น ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า อุปปาทิธรรมที่เป็นอนาคตมีอยู่
อนาคตา อุปฺปาทิโน ธมฺมา อุปฺปชฺชิสฺสนฺตีติ ฯ กตฺวา เต อตฺถีติ ฯ อามนฺตา ฯ อุปฺปชฺชิสฺสนฺตีติ กตฺวา ปจฺจุปฺปนฺนาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อุปฺปชฺชิสฺสนฺตีติ กตฺวา ปจฺจุปฺปนฺนาติ ฯ อามนฺตา ฯ ปจฺจุปฺปนฺนา ธมฺมา นิรุชฺฌิสฺสนฺตีติ กตฺวา เต นตฺถีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ เอกจฺจมตฺถีติกถา ฯ ------
ส. อุปปาทิธรรมที่เป็นอนาคต ชื่อว่ามีอยู่ เพราะทำอธิบายว่า จักบังเกิดขึ้นหรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ชื่อว่าปัจจุบัน เพราะทำอธิบายไว้ว่า จักบังเกิดขึ้น หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ชื่อว่าปัจจุบัน เพราะทำอธิบายไว้ว่า จักบังเกิดขึ้นหรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ธรรมที่เป็นปัจจุบัน ชื่อว่าไม่มีอยู่ เพราะทำอธิบายว่า จักดับไป หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ เอกัจจมัตถีติกถา จบ -----------------------------------------------------
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องของฉบับหนึ่งอยู่ในอีกฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๗. เอกัจจมัตถีติกถา ว่าด้วยบางอย่างมีอยู่ ๑. อตีตาทิเอกัจจกถา ว่าด้วยสภาวธรรมบางอย่างที่เป็นอดีต เป็นต้น
สก. สภาวธรรมที่เป็นอดีตมีอยู่ใช่ไหม ปร. สภาวธรรมที่เป็นอดีตบางอย่างมีอยู่ บางอย่างไม่มี สก. สภาวธรรมที่เป็นอดีตบางอย่างดับไปแล้ว บางอย่างยังไม่ดับไป บางอย่างหายไปแล้ว บางอย่างยังไม่หายไป บางอย่างสูญไปแล้ว บางอย่างยังไม่สูญไปบางอย่างดับสูญไปแล้ว บางอย่างยังไม่ดับสูญไปใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ @เชิงอรรถ : @ ปร. หมายถึงภิกษุในนิกายกัสสปิกะ (อภิ.ปญฺจ.อ. ๒๙๙/๑๗๘) @ เพราะมีความเห็นว่า วิบากที่ยังไม่ให้ผล มีอยู่ ส่วนวิบากที่ให้ผลแล้ว ไม่มี (อภิ.ปญฺจ.อ. ๒๙๙/๑๗๘)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๒๒๙}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๗. เอกัจจมัตถีติกถา สก. สภาวธรรมที่เป็นอดีตบางอย่างมีอยู่ บางอย่างไม่มีใช่ไหม ปร. ใช่ สก. สภาวธรรมที่เป็นอดีตที่ยังไม่ให้ผล บางเหล่ามีอยู่ บางเหล่าไม่มีใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. สภาวธรรมที่เป็นอดีตบางอย่างมีอยู่ บางอย่างไม่มีใช่ไหม ปร. ใช่ สก. สภาวธรรมที่เป็นอดีตที่ให้ผลแล้ว บางเหล่ามีอยู่ บางเหล่าไม่มีใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. สภาวธรรมที่เป็นอดีตบางอย่างมีอยู่ บางอย่างไม่มีใช่ไหม ปร. ใช่ สก. สภาวธรรมที่เป็นอดีตที่ไม่มีวิบาก บางเหล่ามีอยู่ บางเหล่าไม่มีใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. สภาวธรรมที่เป็นอดีตบางอย่างมีอยู่ บางอย่างไม่มีใช่ไหม ปร. ใช่ สก. สภาวธรรมอะไรมีอยู่ สภาวธรรมอะไรไม่มีอยู่ ปร. สภาวธรรมที่เป็นอดีตที่ยังไม่ให้ผลเหล่านั้นมีอยู่ สภาวธรรมที่เป็นอดีตที่ให้ผลแล้วเหล่านั้นไม่มีอยู่ สก. สภาวธรรมที่เป็นอดีตที่ยังไม่ให้ผลเหล่านั้นมีอยู่ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. สภาวธรรมที่เป็นอดีตที่ให้ผลแล้วเหล่านั้นมีอยู่ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. สภาวธรรมที่เป็นอดีตที่ยังไม่ให้ผลเหล่านั้นมีอยู่ใช่ไหม ปร. ใช่
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๒๓๐}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๗. เอกัจจมัตถีติกถา สก. สภาวธรรมที่เป็นอดีตที่ไม่มีผลเหล่านั้นมีอยู่ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. สภาวธรรมที่เป็นอดีตที่ให้ผลแล้วเหล่านั้นไม่มีใช่ไหม ปร. ใช่ สก. สภาวธรรมที่เป็นอดีตที่ยังไม่ให้ผลเหล่านั้นไม่มีใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. สภาวธรรมที่เป็นอดีตที่ให้ผลแล้วเหล่านั้นไม่มีใช่ไหม ปร. ใช่ สก. สภาวธรรมที่เป็นอดีตที่ไม่มีผลเหล่านั้นไม่มีใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. สภาวธรรมที่เป็นอดีตที่ยังไม่ให้ผลเหล่านั้นมีอยู่ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. สภาวธรรมที่เป็นอดีตที่ยังไม่ให้ผลดับไปแล้วมิใช่หรือ ปร. ใช่ สก. หากสภาวธรรมที่เป็นอดีตที่ยังไม่ให้ผลดับไปแล้ว ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า “สภาวธรรมที่เป็นอดีตที่ยังไม่ให้ผลดับไปแล้วเหล่านั้นมีอยู่” สก. สภาวธรรมที่เป็นอดีตที่ยังไม่ให้ผลดับไปแล้วเหล่านั้นมีอยู่ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. สภาวธรรมที่เป็นอดีตที่ให้ผลดับไปแล้วเหล่านั้นมีอยู่ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. สภาวธรรมที่เป็นอดีตที่ยังไม่ให้ผลดับไปแล้วเหล่านั้นมีอยู่ใช่ไหม ปร. ใช่
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๒๓๑}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๗. เอกัจจมัตถีติกถา สก. สภาวธรรมที่เป็นอดีตที่ไม่มีผลดับไปแล้วเหล่านั้นมีอยู่ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. สภาวธรรมที่เป็นอดีตที่ให้ผลดับไปแล้วเหล่านั้นไม่มีใช่ไหม ปร. ใช่ สก. สภาวธรรมที่เป็นอดีตที่ยังไม่ให้ผลดับไปแล้วเหล่านั้นไม่มีใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. สภาวธรรมที่เป็นอดีตที่ให้ผลดับไปแล้วเหล่านั้นไม่มีใช่ไหม ปร. ใช่ สก. สภาวธรรมที่เป็นอดีตที่ไม่มีผลดับไปแล้วเหล่านั้นไม่มีใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. สภาวธรรมที่เป็นอดีตที่ยังไม่ให้ผลดับไปแล้วเหล่านั้นมีอยู่ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. สภาวธรรมที่เป็นอดีตที่ให้ผลดับไปแล้วเหล่านั้นไม่มีใช่ไหม ปร. ใช่ สก. สภาวธรรมที่เป็นอดีต ส่วนหนึ่งให้ผลแล้ว อีกส่วนหนึ่งยังไม่ให้ผล ดับไปแล้วเหล่านั้น บางเหล่ามีอยู่ บางเหล่าไม่มีใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ปร. ท่านไม่ยอมรับว่า “สภาวธรรมที่เป็นอดีตที่ยังไม่ให้ผลเหล่านั้นมีอยู่” ใช่ไหม สก. ใช่ ปร. สภาวธรรมที่เป็นอดีตที่ยังไม่ให้ผลก็จักให้ผลมิใช่หรือ สก. ใช่ ปร. หากสภาวธรรมที่เป็นอดีตที่ยังไม่ให้ผลก็จักให้ผล ดังนั้น ท่านจึงควรยอมรับว่า “สภาวธรรมที่เป็นอดีตที่ยังไม่ให้ผลเหล่านั้นมีอยู่”
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๒๓๒}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๗. เอกัจจมัตถีติกถา สก. เพราะท่านเข้าใจว่า “สภาวธรรมที่เป็นอดีตที่ยังไม่ให้ผลจักให้ผล” จึงยอมรับว่า “สภาวธรรมเหล่านั้นมีอยู่” ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. เพราะท่านเข้าใจว่า “สภาวธรรมที่เป็นอดีตที่ยังไม่ให้ผลจักให้ผล” จึงยอมรับว่า “สภาวธรรมเหล่านั้นเป็นปัจจุบัน” ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. เพราะท่านเข้าใจว่า “สภาวธรรมที่เป็นอดีตที่ยังไม่ให้ผลจักให้ผล” จึงยอมรับว่า “สภาวธรรมเหล่านั้นเป็นปัจจุบัน” ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. เพราะท่านเข้าใจว่า “สภาวธรรมที่เป็นปัจจุบันจักดับ” จึงยอมรับว่า“สภาวธรรมเหล่านั้นไม่มี” ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ๒. อนาคตาทิเอกัจจกถา ว่าด้วยสภาวธรรมบางอย่างที่เป็นอนาคต เป็นต้น
สก. สภาวธรรมที่เป็นอนาคตมีอยู่ใช่ไหม ปร. บางอย่างมีอยู่ บางอย่างไม่มี สก. สภาวธรรมที่เป็นอนาคตบางอย่างเกิด บางอย่างไม่เกิด บางอย่างเกิดอย่างดี บางอย่างไม่เกิดอย่างดี บางอย่างบังเกิด บางอย่างไม่บังเกิด บางอย่างปรากฏ บางอย่างไม่ปรากฏใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ @เชิงอรรถ : @ เพราะมีความเห็นว่า กรรมที่สั่งสมไว้ซึ่งยังไม่ให้ผลเป็นสิ่งที่มีปรากฏจึงตอบรับ (อภิ.ปญฺจ.อ. ๒๙๙/๑๗๙)@ ปร. หมายถึงภิกษุในนิกายกัสสปิกะ (อภิ.ปญฺจ.อ. ๓๐๐/๑๗๘-๑๗๙) @ เพราะมีความเห็นว่า วิปากธรรมบางอย่างจะเกิดขึ้นในอนาคตอย่างแน่นอน (อภิ.ปญฺจ.อ. ๓๐๐/๑๗๘-๑๗๙)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๒๓๓}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๗. เอกัจจมัตถีติกถา สก. สภาวธรรมที่เป็นอนาคต บางอย่างมีอยู่ บางอย่างไม่มีใช่ไหม ปร. ใช่ สก. สภาวธรรมที่เป็นอนาคตซึ่งจักเกิดขึ้น บางเหล่ามีอยู่ บางเหล่าไม่มี ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. สภาวธรรมที่เป็นอนาคต บางอย่างมีอยู่ บางอย่างไม่มีใช่ไหม ปร. ใช่ สก. สภาวธรรมที่เป็นอนาคตซึ่งจักไม่เกิดขึ้น บางเหล่ามีอยู่ บางเหล่าไม่มี ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. สภาวธรรมที่เป็นอนาคต บางอย่างมีอยู่ บางอย่างไม่มีใช่ไหม ปร. ใช่ สก. สภาวธรรมอะไรมีอยู่ สภาวธรรมอะไรไม่มี ปร. สภาวธรรมที่เป็นอนาคตซึ่งจักเกิดขึ้นเหล่านั้นมีอยู่ สภาวธรรมที่เป็น อนาคตที่จักไม่เกิดขึ้นเหล่านั้นไม่มี สก. สภาวธรรมที่เป็นอนาคตซึ่งจักเกิดขึ้นเหล่านั้นมีอยู่ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. สภาวธรรมที่เป็นอนาคตซึ่งจักไม่เกิดขึ้นเหล่านั้นมีอยู่ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. สภาวธรรมที่เป็นอนาคตซึ่งจักไม่เกิดขึ้นเหล่านั้นไม่มีใช่ไหม ปร. ใช่ สก. สภาวธรรมที่เป็นอนาคตซึ่งจักเกิดขึ้นเหล่านั้นไม่มีใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๒๓๔}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๗. เอกัจจมัตถีติกถา สก. สภาวธรรมที่เป็นอนาคตซึ่งจักเกิดขึ้นเหล่านั้นมีอยู่ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. สภาวธรรมที่เป็นอนาคตซึ่งจักเกิดขึ้นยังไม่เกิดใช่ไหม ปร. ใช่ สก. หากสภาวธรรมที่เป็นอนาคตซึ่งจักเกิดขึ้น ยังไม่เกิด ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า “สภาวธรรมที่เป็นอนาคตซึ่งจักเกิดขึ้นเหล่านั้นมีอยู่” สก. สภาวธรรมที่เป็นอนาคตซึ่งจักเกิดขึ้นแต่ยังไม่เกิดเหล่านั้นมีอยู่ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. สภาวธรรมที่เป็นอนาคตซึ่งจักไม่เกิดขึ้น และยังไม่เกิดเหล่านั้นมีอยู่ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. สภาวธรรมที่เป็นอนาคตซึ่งจักไม่เกิดขึ้น และยังไม่เกิดเหล่านั้นไม่มี ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. สภาวธรรมที่เป็นอนาคตซึ่งจักเกิดขึ้น แต่ยังไม่เกิดเหล่านั้นไม่มีใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ปร. ท่านไม่ยอมรับว่า “สภาวธรรมที่เป็นอนาคตซึ่งจักเกิดขึ้นเหล่านั้นมีอยู่” ใช่ไหม สก. ใช่ ปร. สภาวธรรมที่เป็นอนาคตซึ่งจักเกิดขึ้น จักเกิดขึ้นมิใช่หรือ สก. ใช่ ปร. หากสภาวธรรมที่เป็นอนาคตซึ่งจักเกิดขึ้น จักเกิดขึ้น ดังนั้น ท่านจึง ควรยอมรับว่า “สภาวธรรมที่เป็นอนาคตซึ่งจักเกิดขึ้นเหล่านั้นมีอยู่”
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๒๓๕}
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๘. สติปัฏฐานกถา สก. เพราะท่านเข้าใจว่า “สภาวธรรมที่เป็นอนาคตซึ่งจักเกิดขึ้น จักเกิดขึ้น”จึงยอมรับว่า “สภาวธรรมที่เป็นอนาคตซึ่งจักเกิดขึ้นแน่นอนมีอยู่” ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. เพราะท่านเข้าใจว่า “สภาวธรรมที่เป็นอนาคตซึ่งจักเกิดขึ้น จักเกิดขึ้น”จึงยอมรับว่า “สภาวธรรมที่เป็นอนาคตซึ่งจักเกิดขึ้นแน่นอนเป็นปัจจุบัน” ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. เพราะท่านเข้าใจว่า “สภาวธรรมที่เป็นอนาคตซึ่งจักเกิดขึ้น จักเกิดขึ้น”จึงยอมรับว่า “สภาวธรรมที่เป็นอนาคตซึ่งจักเกิดขึ้นแน่นอนเป็นปัจจุบัน” ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. เพราะท่านเข้าใจว่า “สภาวธรรมที่เป็นปัจจุบันจักดับ” จึงยอมรับว่า “สภาวธรรมที่ปัจจุบันเหล่านั้นไม่มี” ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ เอกัจจมัตถีติกถา จบ
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาเอกัจจมัตถีติกถา ว่าด้วยบางอย่างมีอยู่
บัดนี้ ชื่อว่า เรื่องบางอย่างมีอยู่.
ในปัญหาเหล่านั้น ชนเหล่าใดย่อมสำคัญว่าอดีตธรรมบางอย่างมีอยู่ ดุจนิกายกัสสปิกะทั้งหลายเพื่อทำลายลัทธิแห่งชนเหล่านั้น สกวาทีจึงถามว่า "อดีตมีอยู่หรือ" คำวิสัชชนาว่า "อดีตบางอย่างมีอยู่" เป็นต้น เป็นของปรวาที. พึงทราบความหมายแห่งคำวิสัชชนาของปรวาทีนั้นว่า วิปากธรรมอันยังไม่ให้ผลมีอยู่ วิปากธรรมที่ให้ผลแล้วไม่มีอยู่. คำซักถามว่า "อดีตบางอย่างดับไปแล้ว" เป็นของสกวาที.
อธิบายเนื้อความแห่งปัญหานั้นว่า ถ้าว่า อดีตธรรมบางอย่างมี บางอย่างไม่มีตามลัทธิของท่านไซร้ ครั้นเมื่อความเป็นเช่นนั้นมีอยู่ อดีตธรรมบางอย่างที่ดับไป และอดีตธรรมบางอย่างที่ยังไม่ดับไป ก็จะปรากฏว่าตั้งอยู่เหมือนกัน.
แม้ในคำทั้งหลาย คำว่า "บางอย่างปราศจากไปแล้ว" ก็นัยนี้เหมือนกัน.
คำนี้ว่า "ธรรมอันยังไม่ให้ผลที่เป็นอดีตบางอย่าง" ท่านสกวาทีกล่าวเพื่อจะท้วงว่า ท่านย่อมต้องการความมีอยู่แห่งวิปากที่ยังไม่ให้ผลทั้งหลาย แต่ธรรมแม้เหล่านั้นก็เป็นอดีตธรรมทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นตามลัทธิของท่าน อดีตธรรมบางอย่างมีอยู่ ฉันใด ธรรมทั้งหลายแม้เป็นวิบากที่ยังไม่ให้ผลบางอย่างมีอยู่ บางอย่างไม่มีอยู่ ฉันนั้น หรือ.
คำว่า "ธรรมอันให้ผลแล้ว" นี้ ท่านกล่าวเพื่อจะท้วงด้วยสามารถแห่งวิบากธรรมที่ปรวาทีนั้น ปรารถนาความไม่มีอยู่แห่งธรรมเหล่านั้น
คำว่า "ไม่มีวิบาก" นี้ ท่านกล่าวเพื่อจะท้วงด้วยสามารถแห่งความเป็นอัพยากตะทั้งหลาย. คำรับรองด้วยคำปฏิเสธด้วย ในอนุโลมและปฏิโลมทั้งปวง บัณฑิตพึงทราบด้วยสามารถแห่งราสีทั้ง ๓ เหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้.
ธรรมคือวิบากอันให้ผลแล้วส่วนหนึ่ง ยังไม่ให้ผลส่วนหนึ่งที่เป็นอดีต ธรรมเหล่านั้น ท่านเรียกว่า วิบากที่ให้ผลยังไม่หมด.
จริงอยู่ ปฏิสนธิ เกิดแล้วด้วยกรรมใด ภวังคจิตก็ดี จุติจิตก็ดี ก็เป็นวิบากของกรรมนั้นนั่นแหละ เพราะฉะนั้นวิบากนั้นตั้งแต่ปฏิสนธิจนถึงจุติ จึงชื่อว่าเป็นวิบากที่ยังให้ผลไม่หมด. ข้อนี้ ท่านกล่าวหมายเอาธรรมเช่นนั้น.
คำถามว่า "ธรรมเหล่านั้นชื่อว่า มีอยู่ เพราะทำอธิบายว่า ยังจักให้ผลหรือ?" เป็นของสกวาที. ธรรมทั้งหลายที่เป็นไปโดยมาก ท่านย่อมกล่าวว่า มีอยู่ แม้แก่บุคคลผู้ทรงธรรม แม้แก่ผู้หลับ ฉันใดคำรับรองของปรวาที หมายเอาความมีอยู่แห่งธรรมเหล่านั้น ด้วยสามารถแห่งโวหารของชาวโลก ฉันนั้น.
ในปัญหาที่ ๒ "ชื่อว่าปัจจุบัน เพราะทำอธิบายว่า ยังจักให้ผลหรือ?" คำรับรองเป็นของปรวาที เพราะตั้งอยู่ในลัทธิว่า ชื่อว่ากรรมปัจจัยอันหนึ่ง อันบัณฑิตนับพร้อมแล้วว่าความไม่พินาศไปมีอยู่แก่กรรมทั้งหลาย. แม้ในคำเป็นต้นว่า "อนาคตมีอยู่หรือ" สกวาทีกล่าวหมายเอาธรรมทั้งหลายอันจักบังเกิดขึ้นว่า บางอย่างมีอยู่. คำที่เหลือในที่ทั้งปวง มีเนื้อความตื้นทั้งนั้น เพราะมีนัยอันกล่าวแล้วในหนหลังแล.
อรรถกถาเอกัจจมัตถีติกถา จบ. -----------------------------------------------------