อ่านตัวบท · ไม่ตีความ

คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ฉบับฉบับมหาจุฬาฯจับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกันแสดงอรรถกถา
ฉบับหลวง · ทั้งหมด · ตำแหน่งที่กำลังอ่าน ข้อ ๑๓๔๕

ข้อ ๑๓๔๕–๑๓๕๔

ชั้นตัวบทพุทธพจน์พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ 10 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง 10 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ 4 ข้อ4 ฉบับเทียบฉบับได้ข้อต่อข้อ

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง


บาลีและคำแปล

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๙ พระอภิธรรมปิฎก เล่มที่ ๖ ยมกปกรณ์ ภาค ๒

ข้อ ๑๓๔๕

โย จกฺขุนฺทฺริยํ น ปริชานาติ โส โทมนสฺสินฺทฺริยํ นปฺปชหตีติ: อนาคามิมคฺคสมงฺคี จกฺขุนฺทฺริยํ น ปริชานาติ โน จ โทมนสฺสินฺทฺริยํ นปฺปชหติ เทฺว มคฺคสมงฺคิโน ฐเปตฺวา อวเสสา ปุคฺคลา จกฺขุนฺทฺริยญฺจ น ปริชานนฺติ โทมนสฺสินฺทฺริยญฺจ นปฺปชหนฺติ ฯ โย วา ปน โทมนสฺสินฺทฺริยํ นปฺปชหติ โส จกฺขุนฺทฺริยํ น ปริชานาตีติ: อคฺคมคฺคสมงฺคี โทมนสฺสินฺทฺริยํ นปฺปชหติ โน จ จกฺขุนฺทฺริยํ น ปริชานาติ เทฺว มคฺคสมงฺคิโน ฐเปตฺวา อวเสสา ปุคฺคลา โทมนสินฺทฺริยญฺจ นปฺปชหนฺติ จกฺขุนฺทฺริยญฺจ น ปริชานนฺติ ฯ

ผู้ใดย่อมไม่กำหนดรู้จักขุนทรีย์ ผู้นั้นย่อมไม่ละ โทมนัสสินทรีย์หรือ ผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรค ย่อมไม่กำหนดรู้จักขุนทรีย์ แต่จะไม่ละโทมนัสสินทรีย์ก็หาไม่ เว้นบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรค ๒จำพวก บุคคลที่เหลือย่อมไม่กำหนดรู้จักขุนทรีย์ และย่อมไม่ละโทมนัสสินทรีย์ หรือว่า ผู้ใดย่อมไม่ละโทมนัสสินทรีย์ ผู้นั้นย่อมไม่กำหนดรู้จักขุนทรีย์ ผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรค ย่อมไม่ละโทมนัสสินทรีย์ แต่จะไม่กำหนดรู้จักขุนทรีย์ก็หาไม่ เว้นบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรค ๒จำพวกเสีย บุคคลที่เหลือย่อมไม่ละโทมนัสสินทรีย์ และย่อมไม่กำหนดรู้จักขุนทรีย์

ข้อ ๑๓๔๖

โย จกฺขุนฺทฺริยํ น ปริชานาติ โส อนญฺญาตญฺญสฺสามีตินฺทฺริยํ น ภาเวตีติ: อฏฺฐมโก จกฺขุนฺทฺริยํ น ปริชานาติ โน จ อนญฺญาตญฺญสฺสามีตินฺทฺริยํ น ภาเวติ เทฺว มคฺคสมงฺคิโน ฐเปตฺวา อวเสสา ปุคฺคลา จกฺขุนฺทฺริยญฺจ น ปริชานนฺติ อนญฺญาตญฺญสฺสามีตินฺทฺริยญฺจ ทฺริยญฺจ น ภาเวนฺติ ฯ โย วา ปน อนญฺญาตญฺญสฺสามีตินฺทฺริยํ น ภาเวติ โส จกฺขุนฺทฺริยํ น ปริชานาตีติ: อคฺคมคฺคสมงฺคี อนญฺญาตญฺญสฺสามีตินฺทฺริยํ น ภาเวติ โน จ จกฺขุนฺทฺริยํ น ปริชานาติ เทฺว มคฺคสมงฺคิโน ฐเปตฺวา อวเสสา ปุคฺคลา อนญฺญาตญฺญสฺสามีตินฺทฺริยญฺจ น ภาเวนฺติ จกฺขุนฺทฺริยญฺจ น ปริชานนฺติ ฯ

ผู้ใดย่อมไม่กำหนดรู้จักขุนทรีย์ ผู้นั้นย่อมไม่เจริญ อนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์หรือ บุคคลที่ ๘ ย่อมไม่กำหนดรู้จักขุนทรีย์ แต่จะไม่เจริญอนัญญาตัญญัส-*สามีตินทรีย์ก็หาไม่ เว้นบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรค ๒ จำพวกเสียบุคคลที่เหลือย่อมไม่กำหนดรู้จักขุนทรีย์ และย่อมไม่เจริญอนัญญาตัญญัสสามี-*ตินทรีย์ หรือว่า ผู้ใดไม่เจริญอนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ ผู้นั้นย่อมไม่กำหนดรู้จักขุนทรีย์ บุคคลผู้ที่พร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรค ย่อมไม่เจริญอนัญญาตัญญัส-*สามีตินทรีย์ แต่จะไม่กำหนดรู้จักขุนทรีย์ก็หาไม่ เว้นบุคคลผู้ที่พร้อมเพรียงด้วยมรรค ๒ จำพวกเสีย บุคคลที่เหลือ ย่อมไม่เจริญอนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์และย่อมไม่กำหนดรู้จักขุนทรีย์

ข้อ ๑๓๔๗

โย จกฺขุนฺทฺริยํ น ปริชานาติ โส อญฺญินฺทฺริยํ น ภาเวตีติ: อามนฺตา ฯ โย วา ปน อญฺญินฺทฺริยํ น ภาเวติ โส จกฺขุนฺทฺริยํ น ปริชานาตีติ: อามนฺตา ฯ

ผู้ใดย่อมไม่กำหนดรู้จักขุนทรีย์ ผู้นั้นย่อมไม่เจริญ อัญญินทรีย์หรือ ถูกแล้ว หรือว่า ผู้ใดย่อมไม่เจริญอัญญินทรีย์ ผู้นั้นย่อมไม่กำหนดรู้จักขุนทรีย์ ถูกแล้ว

ข้อ ๑๓๔๘

โย จกฺขุนฺทฺริยํ น ปริชานาติ โส อญฺญาตาวินฺทฺริยํ น สจฺฉิกโรตีติ: โย อคฺคผลํ สจฺฉิกโรติ โส จกฺขุนฺทฺริยํ น ปริชานาติ โน จ อญฺญาตาวินฺทฺริยํ น สจฺฉิกโรติ อคฺคมคฺคสมงฺคิญฺจ อรหนฺตญฺจ ฐเปตฺวา อวเสสา ปุคฺคลา จกฺขุนฺทฺริยญฺจ น ปริชานนฺติ อญฺญาตาวินฺทฺริยญฺจ น สจฺฉิกโรนฺติ ฯ โย วา ปน อญฺญาตาวินฺทฺริยํ น สจฺฉิกโรติ โส จกฺขุนฺทฺริยํ น ปริชานาตีติ: อคฺคมคฺคสมงฺคี อญฺญาตาวินฺทฺริยํ น สจฺฉิกโรติ โน จ จกฺขุนฺทฺริยํ น ปริชานาติ อคฺคมคฺคสมงฺคิญฺจ อรหนฺตญฺจ ฐเปตฺวา อวเสสา ปุคฺคลา อญฺญาตาวินฺทฺริยญฺจ น สจฺฉิกโรนฺติ จกฺขุนฺทฺริยญฺจ น ปริชานนฺติ ฯ

ผู้ใดย่อมไม่กำหนดรู้จักขุนทรีย์ ผู้นั้นย่อมไม่ทำให้ แจ้งซึ่งอัญญาตาวินทรีย์หรือ ผู้ใดย่อมทำให้แจ้งซึ่งอรหัตผล ผู้นั้นย่อมไม่กำหนดรู้จักขุนทรีย์ แต่จะไม่ทำให้แจ้งซึ่งอัญญาตาวินทรีย์ก็หาไม่ เว้นผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรคและพระอรหันต์เสีย บุคคลที่เหลือ ย่อมไม่กำหนดรู้จักขุนทรีย์ และไม่ทำให้แจ้งซึ่งอัญญาตาวินทรีย์ หรือว่า ผู้ใดย่อมไม่ทำให้แจ้งซึ่งอัญญาตาวินทรีย์ ผู้นั้นย่อมไม่กำหนดรู้จักขุนทรีย์ ผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรค ย่อมไม่ทำให้แจ้งซึ่งอัญญาตา-*วินทรีย์ แต่จะไม่กำหนดรู้จักขุนทรีย์ก็หาไม่ เว้นผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรค และพระอรหันต์เสีย บุคคลที่เหลือ ย่อมไม่ทำให้แจ้งซึ่งอัญญาตา-*วินทรีย์ และย่อมไม่กำหนดรู้จักขุนทรีย์

ข้อ ๑๓๔๙

โย โทมนสฺสินฺทฺริยํ นปฺปชหติ โส อนญฺญาตญฺญสฺสามีตินฺทฺริยํ น ภาเวตีติ: อฏฺฐมโก โทมนสฺสินฺทฺริยํ นปฺปชหติ โน จ อนญฺญาตญฺญสฺสามีตินฺทฺริยํ น ภาเวติ เทฺว มคฺคสมงฺคิโน ฐเปตฺวา อวเสสา ปุคฺคลา โทมนสฺสินฺทฺริยญฺจ นปฺปชหนฺติ อนญฺญาตญฺญสฺสามีตินฺทฺริยญฺจ น ภาเวนฺติ ฯ โย วา ปน อนญฺญาตญฺญสฺสามีตินฺทฺริยํ น ภาเวติ โส โทมนสฺสินฺทฺริยํ นปฺปชหตีติ: อนาคามิมคฺคสมงฺคี อนญฺญาตญฺญสฺสามีตินฺทฺริยํ น ภาเวติ โน จ โทมนสฺสินฺทฺริยํ นปฺปชหติ เทฺว มคฺคสมงฺคิโน ฐเปตฺวา อวเสสา ปุคฺคลา อนญฺญาตญฺญสฺสามีตินฺทฺริยญฺจ น ภาเวนฺติ โทมนสฺสินฺทฺริยญฺจ นปฺปชหนฺติ ฯ

ผู้ใดย่อมไม่ละโทมนัสสินทรีย์ ผู้นั้นย่อมไม่เจริญ อนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์หรือ บุคคลที่ ๘ ย่อมไม่ละโทมนัสสินทรีย์ แต่จะไม่เจริญอนัญญาตัญญัส-*สามีตินทรีย์ก็หาไม่ เว้นบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรค ๒ จำพวกเสีย บุคคลที่เหลือ ย่อมไม่ละโทมนัสสินทรีย์ และไม่เจริญอนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ หรือว่า ผู้ใดย่อมไม่เจริญอนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ ผู้นั้นย่อมไม่ละโทมนัสสินทรีย์ ผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรค ย่อมไม่เจริญอนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ แต่จะไม่ละโทมนัสสินทรีย์ก็หาไม่ เว้นบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรค ๒ จำพวกเสีย บุคคลที่เหลือ ย่อมไม่เจริญอนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์และย่อมไม่ละโทมนัสสินทรีย์

ข้อ ๑๓๕๐

โย โทมนสฺสินฺทฺริยํ นปฺปชหติ โส อญฺญินฺทฺริยํ น ภาเวตีติ: เทฺว ปุคฺคลา โทมนสฺสินฺทฺริยํ นปฺปชหนฺติ โน จ อญฺญินฺทฺริยํ น ภาเวนฺติ ตโย มคฺคสมงฺคิโน ฐเปตฺวา อวเสสา ปุคฺคลา โทมนสฺสินฺทฺริยญฺจ นปฺปชหนฺติ อญฺญินฺทฺริยญฺจ น ภาเวนฺติ ฯ โย วา ปน อญฺญินฺทฺริยํ น ภาเวติ โส โทมนสฺสินฺทฺริยํ นปฺปชหตีติ: อามนฺตา ฯ

ผู้ใดย่อมไม่ละโทมนัสสินทรีย์ ผู้นั้นย่อมไม่เจริญ อัญญินทรีย์หรือ บุคคล ๒ จำพวก ย่อมไม่ละโทมนัสสินทรีย์ แต่จะไม่เจริญอัญญินทรีย์ก็หาไม่ เว้นบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรค ๓ จำพวกเสีย บุคคลที่เหลือย่อมไม่ละโทมนัสสินทรีย์ และย่อมไม่เจริญอัญญินทรีย์ หรือว่า ผู้ใดย่อมไม่เจริญอัญญินทรีย์ ผู้นั้นย่อมไม่ละโทมนัสสินทรีย์ ถูกแล้ว

ข้อ ๑๓๕๑

โย โทมนสฺสินฺทฺริยํ นปฺปชหติ โส อญฺญาตาวินฺทฺริยํ น สจฺฉิกโรตีติ: โย อคฺคผลํ สจฺฉิกโรติ โส โทมนสฺสินฺทฺริยํ นปฺปชหติ โน จ อญฺญาตาวินฺทฺริยํ น สจฺฉิกโรติ อนาคามิมคฺคสมงฺคิญฺจ อรหนฺตญฺจ ฐเปตฺวา อวเสสา ปุคฺคลา โทมนสฺสินฺทฺริยญฺจ นปฺปชหนฺติ อญฺญาตาวินฺทฺริยญฺจ น สจฺฉิกโรนฺติ ฯ โย วา ปน อญฺญาตาวินฺทฺริยํ น สจฺฉิกโรติ โส โทมนสฺสินฺทฺริยํ นปฺปชหตีติ: อนาคามิมคฺคสมงฺคี อญฺญาตาวินฺทฺริยํ น สจฺฉิกโรติ โน จ โทมนสฺสินฺทฺริยํ นปฺปชหติ อนาคามิมคฺคสมงฺคิญฺจ อรหนฺตญฺจ ฐเปตฺวา อวเสสา ปุคฺคลา อญฺญาตาวินฺทฺริยญฺจ น สจฺฉิกโรนฺติ โทมนสฺสินฺทฺริยญฺจ นปฺปชหนฺติ ฯ

ผู้ใดย่อมไม่ละโทมนัสสินทรีย์ ผู้นั้นย่อมไม่ทำให้ แจ้งซึ่งอัญญาตาวินทรีย์หรือ ผู้ใดย่อมทำให้แจ้งซึ่งอรหัตผล ผู้นั้นย่อมไม่ละโทมนัสสินทรีย์ แต่จะไม่ทำให้แจ้งซึ่งอัญญาตาวินทรีย์ก็หาไม่ เว้นบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรค และพระอรหันต์เสีย บุคคลที่เหลือ ย่อมไม่ละโทมนัสสินทรีย์และย่อมไม่ทำให้แจ้งซึ่งอัญญาตาวินทรีย์ หรือว่า ผู้ใดย่อมไม่ทำให้แจ้งซึ่งอัญญาตาวินทรีย์ ผู้นั้นย่อมไม่ละโทมนัสสินทรีย์ ผู้ที่มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรค ย่อมไม่ทำให้แจ้งซึ่งอัญญาตา-*วินทรีย์ แต่จะไม่ละโทมนัสสินทรีย์ก็หาไม่ เว้นบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรค และพระอรหันต์เสีย บุคคลที่เหลือ ย่อมไม่ทำให้แจ้งซึ่งอัญญาตาวินทรีย์ และย่อมไม่ละโทมนัสสินทรีย์

ข้อ ๑๓๕๒

โย อนญฺญาตญฺญสฺสามีตินฺทฺริยํ น ภาเวติ โส อญฺญินฺทฺริยํ น ภาเวตีติ: ตโย มคฺคสมงฺคิโน อนญฺญาตญฺญสฺสามีตินฺทฺริยํ น ภาเวนฺติ โน จ อญฺญินฺทฺริยํ น ภาเวนฺติ จตฺตาโร มคฺคสมงฺคิโน ฐเปตฺวา อวเสสา ปุคฺคลา อนญฺญาตญฺญสฺสามีตินฺทฺริยญฺจ น ภาเวนฺติ อญฺญินฺทฺริยญฺจ น ภาเวนฺติ ฯ โย วา ปน อญฺญินฺทฺริยํ น ภาเวติ โส อนญฺญาตญฺญสฺสามีตินฺทฺริยํ น ภาเวตีติ: อฏฺฐมโก อญฺญินฺทฺริยํ น ภาเวติ โน จ อนญฺญาตญฺญสฺสามีตินฺทฺริยํ น ภาเวติ จตฺตาโร มคฺคสมงฺคิโน ฐเปตฺวา อวเสสา ปุคฺคลา อญฺญินฺทฺริยญฺจ น ภาเวนฺติ อนญฺญาตญฺญสฺสามีตินฺทฺริยญฺจ น ภาเวนฺติ ฯ

ผู้ใดย่อมไม่เจริญอนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ ผู้นั้น ย่อมไม่เจริญอัญญินทรีย์หรือ บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรค ๓ จำพวก ย่อมไม่เจริญอนัญญา-*ตัญญัสสามีตินทรีย์ แต่จะไม่เจริญอัญญินทรีย์ก็หาไม่ เว้นบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรค ๔ จำพวกเสีย บุคคลที่เหลือย่อมไม่เจริญอนัญญาตัญญัสสามี-*ตินทรีย์ และย่อมไม่เจริญอัญญินทรีย์ หรือว่า ผู้ใดย่อมไม่เจริญอัญญินทรีย์ ผู้นั้นย่อมไม่เจริญอนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ บุคคลที่ ๘ ย่อมไม่เจริญอัญญินทรีย์ แต่จะไม่เจริญอนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ก็หาไม่ เว้นบุคคลผู้ที่พร้อมเพรียงด้วยมรรค ๔ จำพวกเสีย บุคคลที่เหลือ ย่อมไม่เจริญอัญญินทรีย์ และย่อมไม่เจริญอนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์

ข้อ ๑๓๕๓

โย อนญฺญาตญฺญสฺสามีตินฺทฺริยํ น ภาเวติ โส อญฺญาตาวินฺทฺริยํ น สจฺฉิกโรตีติ: โย อคฺคผลํ สจฺฉิกโรติ โส อนญฺญาตญฺญสฺสามีตินฺทฺริยํ น ภาเวติ โน จ อญฺญาตาวินฺทฺริยํ น สจฺฉิกโรติ อฏฺฐมกญฺจ อรหนฺตญฺจ ฐเปตฺวา อวเสสา ปุคฺคลา อนญฺญาตญฺญสฺสามีตินฺทฺริยญฺจ น ภาเวนฺติ อญฺญาตาวินฺทฺริยญฺจ น สจฺฉิกโรนฺติ ฯ โย วา ปน อญฺญาตาวินฺทฺริยํ น สจฺฉิกโรติ โส อนญฺญาตญฺญสฺสามีตินฺทฺริยํ น ภาเวตีติ: อฏฺฐมโก อญฺญาตาวินฺทฺริยํ น สจฺฉิกโรติ โน จ อนญฺญาตญฺญสฺสามีตินฺทฺริยํ น ภาเวติ อฏฺฐมกญฺจ อรหนฺตญฺจ ฐเปตฺวา อวเสสา ปุคฺคลา อญฺญาตาวินฺทฺริยญฺจ น สจฺฉิกโรนฺติ อนญฺญาตญฺญสฺสามีตินฺทฺริยญฺจ น ภาเวนฺติ ฯ

ผู้ใดย่อมไม่เจริญอนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ ผู้นั้น ย่อมไม่กระทำให้แจ้งซึ่งอัญญาตาวินทรีย์หรือ ผู้ใดย่อมทำให้แจ้งซึ่งอรหัตผล ผู้นั้นย่อมไม่เจริญอนัญญาตัสญัสสามี-*ตินทรีย์ แต่จะไม่ทำให้แจ้งซึ่งอัญญาตาวินทรีย์ก็หาไม่ เว้นบุคคลที่ ๘ และพระอรหันต์เสีย บุคคลที่เหลือย่อมไม่เจริญอนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ และไม่ทำให้แจ้งซึ่งอัญญาตาวินทรีย์ หรือว่า ผู้ใดย่อมไม่ทำให้แจ้งซึ่งอัญญาตาวินทรีย์ ผู้นั้นย่อมไม่เจริญอนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ บุคคลที่ ๘ ย่อมไม่กระทำให้แจ้งซึ่งอัญญาตาวินทรีย์ แต่จะไม่เจริญอนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ก็หาไม่ เว้นบุคคลที่ ๘ และพระอรหันต์เสีย บุคคลที่เหลือย่อมไม่ทำให้แจ้งซึ่งอัญญาตาวินทรีย์ และย่อมไม่เจริญอนัญญาตัญญัส-*สามีตินทรีย์

ข้อ ๑๓๕๔

โย อญฺญินฺทฺริยํ น ภาเวติ โส อญฺญาตาวินฺทฺริยํ น สจฺฉิกโรตีติ: โย อคฺคผลํ สจฺฉิกโรติ โส อญฺญินฺทฺริยํ น ภาเวติ โน จ อญฺญาตาวินฺทฺริยํ น สจฺฉิกโรติ ตโย มคฺคสมงฺคิโน จ อรหนฺตญฺจ ฐเปตฺวา อวเสสา ปุคฺคลา อญฺญินฺทฺริยญฺจ น ภาเวนฺติ อญฺญาตาวินฺทฺริยญฺจ น สจฺฉิกโรนฺติ ฯ โย วา ปน อญฺญาตาวินฺทฺริยํ น สจฺฉิกโรติ โส อญฺญินฺทฺริยํ น ภาเวตีติ: ตโย มคฺคสมงฺคิโน อญฺญาตาวินฺทฺริยํ น สจฺฉิกโรนฺติ โน จ อญฺญินฺทฺริยํ น ภาเวนฺติ ตโย มคฺคสมงฺคิโน จ อรหนฺตญฺจ ฐเปตฺวา อวเสสา ปุคฺคลา อญฺญาตาวินฺทฺริยญฺจ น สจฺฉิกโรนฺติ อญฺญินฺทฺริยญฺจ น ภาเวนฺติ ฯ ----------

ผู้ใดย่อมไม่เจริญอัญญินทรีย์ ผู้นั้นย่อมไม่ทำให้ แจ้งซึ่งอัญญาตาวินทรีย์หรือ ผู้ใดย่อมทำให้แจ้งซึ่งอรหัตผล ผู้นั้นย่อมไม่เจริญอัญญินทรีย์ แต่จะไม่ทำให้แจ้งซึ่งอัญญาตาวินทรีย์ก็หาไม่ เว้นบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรค๓ จำพวก และพระอรหันต์เสีย บุคคลที่เหลือ ย่อมไม่เจริญอัญญินทรีย์ และย่อมไม่ทำให้แจ้งซึ่งอัญญาตาวินทรีย์ หรือว่า ผู้ใดย่อมไม่ทำให้แจ้งซึ่งอัญญาตาวินทรีย์ ผู้นั้นย่อมไม่เจริญอัญญินทรีย์ ผู้ที่พร้อมเพรียงด้วยมรรค ๓ จำพวก ย่อมไม่ทำให้แจ้งซึ่งอัญญาตาวินทรีย์แต่จะไม่เจริญอัญญินทรีย์ก็หาไม่ เว้นบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรค ๓จำพวก และพระอรหันต์เสีย บุคคลที่เหลือย่อมไม่ทำให้แจ้งซึ่งอัญญาตาวินทรีย์และย่อมไม่เจริญอัญญินทรีย์

ฉบับมหาจุฬาฯ

ชั้นตัวบทพุทธพจน์

หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน

เปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

ปัจจนีกะ จักขุนทรียมูลกนัย

ข้อ ๔๓๙

อนุ. บุคคลใดไม่ใช่กำลังกำหนดรู้จักขุนทรีย์ บุคคลนั้นก็ไม่ใช่กำลัง ละโทมนัสสินทรีย์ใช่ไหม

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๙ หน้า : ๖๐๘}

พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๑๐. อินทรียยมก] ๓. ปริญญาวาร ๑. ปัจจุปปันนวาร วิ. บุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรคไม่ใช่กำลังกำหนดรู้จักขุนทรีย์ แต่มิใช่ไม่กำลังละโทมนัสสินทรีย์ เว้นบุคคล ๒ จำพวกผู้พร้อมเพรียงด้วยมรรคแล้วบุคคลที่เหลือไม่ใช่กำลังกำหนดรู้จักขุนทรีย์และไม่ใช่กำลังละโทมนัสสินทรีย์ ปฏิ. บุคคลใดไม่ใช่กำลังละโทมนัสสินทรีย์ บุคคลนั้นก็ไม่ใช่กำลังกำหนด รู้จักขุนทรีย์ใช่ไหม วิ. บุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยอรหัตตมรรคไม่ใช่กำลังละโทมนัสสินทรีย์ แต่มิใช่ไม่กำลังกำหนดรู้จักขุนทรีย์ เว้นบุคคล ๒ จำพวกผู้พร้อมเพรียงด้วยมรรคแล้วบุคคลที่เหลือไม่ใช่กำลังละโทมนัสสินทรีย์และไม่ใช่กำลังกำหนดรู้จักขุนทรีย์ อนุ. บุคคลใดไม่ใช่กำลังกำหนดรู้จักขุนทรีย์ บุคคลนั้นก็ไม่ใช่กำลังเจริญ อนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ใช่ไหม วิ. บุคคลที่ ๘ ไม่ใช่กำลังกำหนดรู้จักขุนทรีย์ แต่มิใช่ไม่กำลังเจริญ อนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ เว้นบุคคล ๒ จำพวกผู้พร้อมเพรียงด้วยมรรคแล้วบุคคลที่เหลือไม่ใช่กำลังกำหนดรู้จักขุนทรีย์ และไม่ใช่กำลังเจริญอนัญญาตัญ- ญัสสามีตินทรีย์ ปฏิ. บุคคลใดไม่ใช่กำลังเจริญอนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ บุคคลนั้นก็ไม่ใช่ กำลังกำหนดรู้จักขุนทรีย์ใช่ไหม วิ. บุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยอรหัตมรรคไม่ใช่กำลังเจริญอนัญญาตัญ- ญัสสามีตินทรีย์ แต่มิใช่ไม่กำลังกำหนดรู้จักขุนทรีย์ เว้นบุคคล ๒ จำพวกผู้พร้อมเพรียงด้วยมรรคแล้ว บุคคลที่เหลือไม่ใช่กำลังเจริญอนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์และไม่ใช่กำลังกำหนดรู้จักขุนทรีย์ อนุ. บุคคลใดไม่ใช่กำลังกำหนดรู้จักขุนทรีย์ บุคคลนั้นก็ไม่ใช่กำลังเจริญ อัญญินทรีย์ใช่ไหม วิ. ใช่ ปฏิ. บุคคลใดไม่ใช่กำลังเจริญอัญญินทรีย์ บุคคลนั้นก็ไม่ใช่กำลังกำหนด รู้จักขุนทรีย์ใช่ไหม วิ. ใช่

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๙ หน้า : ๖๐๙}

พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๑๐. อินทรียยมก] ๓. ปริญญาวาร ๑. ปัจจุปปันนวาร อนุ. บุคคลใดไม่ใช่กำลังกำหนดรู้จักขุนทรีย์ บุคคลนั้นก็ไม่ใช่กำลังทำให้ แจ้งอัญญาตาวินทรีย์ใช่ไหม วิ. บุคคลใดทำให้แจ้งอรหัตตผล บุคคลนั้นไม่ใช่กำลังกำหนดรู้จักขุนทรีย์ แต่มิใช่ไม่กำลังทำให้แจ้งอัญญาตาวินทรีย์ เว้นบุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยอรหัตต-มรรคและอรหันตบุคคลแล้ว บุคคลที่เหลือไม่ใช่กำลังกำหนดรู้จักขุนทรีย์และก็ไม่ใช่กำลังทำให้แจ้งอัญญาตาวินทรีย์ ปฏิ. บุคคลใดไม่ใช่กำลังทำให้แจ้งอัญญาตาวินทรีย์ บุคคลนั้นก็ไม่ใช่กำลัง กำหนดรู้จักขุนทรีย์ใช่ไหม วิ. บุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยอรหัตตมรรคไม่ใช่กำลังทำให้แจ้งอัญญาตา- วินทรีย์ แต่มิใช่ไม่กำลังกำหนดรู้จักขุนทรีย์ เว้นบุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วย อรหัตตมรรคและอรหันตบุคคลแล้ว บุคคลที่เหลือไม่ใช่กำลังทำให้แจ้งอัญญาตา-วินทรีย์และก็ไม่ใช่กำลังกำหนดรู้จักขุนทรีย์ จักขุนทรียมูลกนัย จบ โทมนัสสินทรียมูลกนัย

ข้อ ๔๔๐

อนุ. บุคคลใดไม่ใช่กำลังละโทมนัสสินทรีย์ บุคคลนั้นก็ไม่ใช่กำลัง เจริญอนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ใช่ไหม วิ. บุคคลที่ ๘ ไม่ใช่กำลังละโทมนัสสินทรีย์ แต่มิใช่ไม่กำลังเจริญ อนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ เว้นบุคคล ๒ จำพวกผู้พร้อมเพรียงด้วยมรรคแล้วบุคคลที่เหลือไม่ใช่กำลังละโทมนัสสินทรีย์และก็ไม่ใช่กำลังเจริญอนัญญาตัญ- ญัสสามีตินทรีย์ ปฏิ. บุคคลใดไม่ใช่กำลังเจริญอนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ บุคคลนั้นก็ไม่ใช่ กำลังละโทมนัสสินทรีย์ใช่ไหม วิ. บุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรคไม่ใช่กำลังเจริญอนัญญาตัญ- ญัสสามีตินทรีย์ แต่มิใช่ไม่กำลังละโทมนัสสินทรีย์ เว้นบุคคล ๒ จำพวกผู้พร้อมเพรียงด้วยมรรคแล้ว บุคคลที่เหลือไม่ใช่กำลังเจริญอนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์และก็ไม่ใช่กำลังละโทมนัสสินทรีย์

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๙ หน้า : ๖๑๐}

พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๑๐. อินทรียยมก] ๓. ปริญญาวาร ๑. ปัจจุปปันนวาร อนุ. บุคคลใดไม่ใช่กำลังละโทมนัสสินทรีย์ บุคคลนั้นก็ไม่ใช่กำลังเจริญ อัญญินทรีย์ใช่ไหม วิ. บุคคล ๒ จำพวกไม่ใช่กำลังละโทมนัสสินทรีย์ แต่มิใช่ไม่กำลังเจริญ อัญญินทรีย์ เว้นบุคคล ๓ จำพวกผู้พร้อมเพรียงด้วยมรรคแล้ว บุคคลที่เหลือไม่ใช่กำลังละโทมนัสสินทรีย์และก็ไม่ใช่กำลังเจริญอัญญินทรีย์ ปฏิ. บุคคลใดไม่ใช่กำลังเจริญอัญญินทรีย์ บุคคลนั้นก็ไม่ใช่กำลังละ โทมนัสสินทรีย์ใช่ไหม วิ. ใช่ อนุ. บุคคลใดไม่ใช่กำลังละโทมนัสสินทรีย์ บุคคลนั้นก็ไม่ใช่กำลังทำให้แจ้ง อัญญาตาวินทรีย์ใช่ไหม วิ. บุคคลใดกำลังทำให้แจ้งอรหัตตผล บุคคลนั้นไม่ใช่กำลังละโทมนัส- สินทรีย์ แต่มิใช่ไม่กำลังทำให้แจ้งอัญญาตาวินทรีย์ เว้นบุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรคและอรหันตบุคคลแล้ว บุคคลที่เหลือไม่ใช่กำลังละโทมนัสสินทรีย์และก็ไม่ใช่กำลังทำให้แจ้งอัญญาตาวินทรีย์ ปฏิ. บุคคลใดไม่ใช่กำลังทำให้แจ้งอัญญาตาวินทรีย์ บุคคลนั้นก็ไม่ใช่กำลัง ละโทมนัสสินทรีย์ใช่ไหม วิ. บุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรคไม่ใช่กำลังทำให้แจ้งอัญญาตา- วินทรีย์ แต่มิใช่ไม่กำลังละโทมนัสสินทรีย์ เว้นบุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วย อนาคามิมรรคและอรหันตบุคคลแล้ว บุคคลที่เหลือไม่ใช่กำลังทำให้แจ้งอัญญาตา-วินทรีย์และก็ไม่ใช่กำลังละโทมนัสสินทรีย์ โทมนัสสินทรียมูลกนัย จบ อนัญญาตัญญัสสามีตินทรียมูลกนัย

ข้อ ๔๔๑

อนุ. บุคคลใดไม่ใช่กำลังเจริญอนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ บุคคล นั้นก็ไม่ใช่กำลังเจริญอัญญินทรีย์ใช่ไหม

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๙ หน้า : ๖๑๑}

พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๑๐. อินทรียยมก] ๓. ปริญญาวาร ๑. ปัจจุปปันนวาร วิ. บุคคล ๓ จำพวกผู้พร้อมเพรียงด้วยมรรคไม่ใช่กำลังเจริญอนัญญาตัญ- ญัสสามีตินทรีย์ แต่มิใช่ไม่กำลังเจริญอัญญินทรีย์ เว้นบุคคล ๔ จำพวกผู้พร้อมเพรียงด้วยมรรคแล้ว บุคคลที่เหลือไม่ใช่กำลังเจริญอนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์และก็ไม่ใช่กำลังเจริญอัญญินทรีย์ ปฏิ. บุคคลใดไม่ใช่กำลังเจริญอัญญินทรีย์ บุคคลนั้นก็ไม่ใช่กำลังเจริญ อนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ใช่ไหม วิ. บุคคลที่ ๘ ไม่ใช่กำลังเจริญอัญญินทรีย์ แต่มิใช่ไม่กำลังเจริญ อนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ เว้นบุคคล ๔ จำพวกผู้พร้อมเพรียงด้วยมรรคแล้วบุคคลที่เหลือไม่ใช่กำลังเจริญอัญญินทรีย์ และก็ไม่ใช่กำลังเจริญอนัญญาตัญ- ญัสสามีตินทรีย์ อนุ. บุคคลใดไม่ใช่กำลังเจริญอนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ บุคคลนั้นก็ไม่ ใช่กำลังทำให้แจ้งอัญญาตาวินทรีย์ใช่ไหม วิ. บุคคลใดกำลังทำให้แจ้งอรหัตตผล บุคคลนั้นไม่ใช่กำลังเจริญอนัญญาตัญ-ญัสสามีตินทรีย์ แต่มิใช่ไม่กำลังทำให้แจ้งอัญญาตาวินทรีย์ เว้นบุคคลที่ ๘ และอรหันตบุคคลแล้ว บุคคลที่เหลือไม่ใช่กำลังเจริญอนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์และก็ไม่ใช่กำลังทำให้แจ้งอัญญาตาวินทรีย์ ปฏิ. บุคคลใดไม่ใช่กำลังทำให้แจ้งอัญญาตาวินทรีย์ บุคคลนั้นก็ไม่ใช่กำลัง เจริญอนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ใช่ไหม วิ. บุคคลที่ ๘ ไม่ใช่กำลังทำให้แจ้งอัญญาตาวินทรีย์ แต่มิใช่ไม่กำลัง เจริญอนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ เว้นบุคคลที่ ๘ และอรหันตบุคคลแล้ว บุคคลที่เหลือไม่ใช่กำลังทำให้แจ้งอัญญาตาวินทรีย์ และก็ไม่ใช่กำลังเจริญอนัญญาตัญ-ญัสสามีตินทรีย์ อนัญญาตัญญัสสามีตินทรียมูลกนัย จบ อัญญินทรียมูลกนัย

ข้อ ๔๔๒

อนุ. บุคคลใดไม่ใช่กำลังเจริญอัญญินทรีย์ บุคคลนั้นก็ไม่ใช่กำลัง ทำให้แจ้งอัญญาตาวินทรีย์ใช่ไหม

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๙ หน้า : ๖๑๒}

พระอภิธรรมปิฎก ยมก [๑๐. อินทรียยมก] ๓. ปริญญาวาร ๒. อตีตวาร วิ. บุคคลใดกำลังทำให้แจ้งอรหัตตผล บุคคลนั้นไม่ใช่กำลังเจริญอัญญินทรีย์ แต่มิใช่ไม่กำลังทำให้แจ้งอัญญาตาวินทรีย์ เว้นบุคคล ๓ จำพวกผู้พร้อมเพรียงด้วยมรรคและอรหันตบุคคลแล้ว บุคคลที่เหลือไม่ใช่กำลังเจริญอัญญินทรีย์และก็ไม่ใช่กำลังทำให้แจ้งอัญญาตาวินทรีย์ ปฏิ. บุคคลใดไม่ใช่กำลังทำให้แจ้งอัญญาตาวินทรีย์ บุคคลนั้นก็ไม่ใช่กำลัง เจริญอัญญินทรีย์ใช่ไหม วิ. บุคคล ๓ จำพวกผู้พร้อมเพรียงด้วยมรรคไม่ใช่กำลังทำให้แจ้งอัญญาตา-วินทรีย์ แต่มิใช่ไม่กำลังเจริญอัญญินทรีย์ เว้นบุคคล ๓ จำพวกผู้พร้อมเพรียงด้วยมรรคและอรหันตบุคคลแล้ว บุคคลที่เหลือไม่ใช่กำลังทำให้แจ้งอัญญาตาวินทรีย์และก็ไม่ใช่กำลังเจริญอัญญินทรีย์ อัญญินทรียมูลกนัย จบ

อรรถกถา

ชั้นตัวบทอรรถกถาอธิบายพระไตรปิฎก

อรรถกถายึดที่ข้อ ๓๗๙ ซึ่งครอบมาถึงข้อที่กำลังอ่าน

เปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

อรรถกถาอินทริยยมก

บัดนี้เป็นการพรรณนาอินทริยยมก ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงในลำดับต่อจากธรรมยมก เพราะทรงรวบรวมธรรมทั้งหลายมีกุศลธรรมเป็นต้น ที่พระองค์ทรงแสดงแล้วในมูลยมกเหล่านั้นให้เป็นส่วนหนึ่ง ด้วยอำนาจแห่งธรรมที่ได้อยู่ ในอินทริยยมกนั้นพึงทราบการกำหนดพระบาลี โดยนัยที่กล่าวแล้วในขันธยมกเป็นต้น.

ก็แม้ในอินทริยยมกนี้ มหาวาระ ๓ มีปัณณัตติวาระเป็นต้น และอนันตรวาระ ที่เหลือก็เป็นเช่นกับที่มาแล้วในยมกทั้งหลายมีขันธยมกเป็นต้นพร้อมด้วยประเภทแห่งกาลเป็นต้น แต่ว่ายมกทั้งหลายมีมากกว่าธาตุยมกเพราะความที่แห่งอินทรีย์ทั้งหลายมีมาก ก็ท่านไม่ประกอบ ชิวหายตนะและกายายตนะกับด้วยจักขวายตนะและจักขุธาตุ ในนัยอันมีจักขวายตนะและจักขุธาตุเป็นมูล ในปุคคลวาระเป็นต้น ในหนหลัง และไม่ถือเอายมกทั้งหลาย มีชิวหายตนะและกายายตนะเป็นมูล ฉันใดแม้ในอินทริยยมกนี้ ท่านก็ไม่ประกอบชิวหินทรีย์และกายินทรีย์ ในนัยอันมีจักขุนทรีย์เป็นมูล และไม่ถือเอายมกทั้งหลายที่มีชิวหินทรีย์และกายินทรีย์เป็นมูล ฉันนั้น

พึงทราบเหตุในการไม่ถือเอายมกทั้งหลายเหล่านั้น ตามนัยที่ท่านกล่าวไว้แล้วในยมกนั้นนั่นแหละ.

ส่วนมนินทรีย์ พึงทราบว่า ท่านประกอบแล้วด้วยมูลทั้งหลายมีจักขุนทรีย์เป็นมูลเป็นต้น ฉันใด แม้กับมูลทั้งหลายมีอิตถินทรีย์เป็นมูล ก็ฉันนั้นนั่นแหละ มนินทรีย์ย่อมถึงการประกอบ เพราะเหตุใด เพราะเหตุนั้น พึงทราบว่า ท่านไม่ประกอบแล้ว โดยลำดับ บทที่วางไว้ (แต่) ประกอบไว้ในที่สุดกับมูลทั้งหลายมีจักขนุทรีย์เป็นต้น แม้ทั้งหมด.

ท่านประกอบอิตถินทรีย์กับจักขุนทริย์, ปุริสินทรีย์กับจักขุนทรีย์, ชีวิตินทรีย์กับจักขุนทรีย์, สุขินทรีย์ ทุกขินทรีย์ โทมนัสสินทรีย์ไม่มีในปฏิสนธิ เพราะเหตุนั้นท่านจึงไม่ถือเอา.

โสมนัสสินทริย์ อุเบกขินทรีย์ ท่านถือเอาแล้วในปฏิสนธิ เพราะเกิดมีพร้อมกับการเกิดขึ้น อินทรีย์ ๕ อย่างมีสัทธินทรีย์เป็นต้นก็เหมือนอย่างนั้นอินทรีย์ที่เป็นโลกุตตร ๓ อย่าง ท่านก็ไม่ถือเอา เพราะไม่มีในปฏิสนธิ อินทรีย์เหล่าใดท่านถือเอาแล้วด้วยอำนาจแห่งอินทรีย์เหล่านั้นพึงทราบการนับยมกในนัยอันมีจักขุนทรีย์เป็นมูลในอินทริยยมกนี้ ด้วยประการฉะนี้ ก็ในที่มี้พึงทราบการนับยมกในนัยอันมีจักขุทรีย์เป็นมูลในที่นี้ฉันใด ในที่ทั้งปวงก็ฉันนั้นพึงทราบการกำหนดพระบาลีในวาระทั้งหลายอย่างนี้ก่อนว่า ก็ยมกเหล่าใดที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงถือเอาแล้วควรนับยมกทั้งหลายด้วยสามารถแห่งยมกเหล่านั้น.

อีกอย่างหนึ่ง เมื่อนับ พึงนับด้วยสามารถแห่งโมฆะปุจฉา.

ก็ในการวินิจฉัยเนื้อความนี้ พึงทราบนัยมุขนี้ดังต่อไปนี้.

คำว่า สจกฺขุกานํ น อิตฺถีนํ ท่านกล่าวแล้วด้วยสามารถแห่งสัตว์ทั้งหลายที่มีรูป มีพรหมปาริสัชชาเป็นต้น และด้วยสามารถแห่งบุรุษเพศและผู้ไม่มีเพศ เพราะว่าอิตถินทรีย์ย่อมไม่เกิดแก่พรหม บุรุษเพศ และผู้ไม่มีเพศเหล่านั้น.

คำว่า สจกฺขุกานํ น ปุริสานํ ท่านกล่าวแล้วด้วยสามารถแห่งรูปพรหมด้วย แห่งสตรีเพศและบุคคลผู้ไม่มีเพศด้วย เพราะว่า ปุริสินทรีย์ย่อมไม่เกิดแก่รูปพรหม สตรีและผู้ไม่มีเพศเหล่านั้น.

คำว่า อจกฺขุกานํ อุปปชฺชนฺตานํ เตสํ ชีวิตินฺทริยํ อุปฺปชฺชติ ท่านกล่าวหมายเอาสัตว์ทั้งหลายในเอกโวการภพ จตุโวการภพและในกามธาตุ.

คำว่า สจกฺขุกานํ วินา โสมนสฺเสน ท่านกล่าวแล้วด้วยสามารถแห่งบุคคลผู้ปฏิสนธิด้วยมหาวิบากปฏิสนธิ ๔ ที่เกิดพร้อมด้วยอุเบกขา.

คำว่า สจกฺขุกานํ วินา อุเปกฺขาย ท่านกล่าวด้วยสามารถแห่งบุคคลผู้ปฏิสนธิพร้อมด้วยโสมนัส.

คำว่า อุเปกฺขาย อจกฺขุกานํ ท่านกล่าวด้วยสามารถแห่งอเหตุกปฏิสนธิ.

คำว่า อเหตุกานํ ท่านกล่าวแล้วเพราะความไม่มีแห่งอินทรีย์ทั้งหลายมีสัทธินทรีย์เป็นต้น กับด้วยอเหตุกปฏิสนธิ.

จริงอยู่ ในอเหตุกปฏิสนธิ ย่อมไม่มีศรัทธา สติ ปัญญาแน่นอน แต่สมาธิและวิริยะ ย่อมไม่ถึงความเป็นอินทรีย์.

คำว่า สเหตุกานํ อจกฺขุกานํ ท่านกล่าวแล้วด้วยอำนาจคัพภเสยยกสัตว์ และพรหมที่ไม่มีรูป ก็พวกสเหตุกะอื่นชื่อว่า อจกฺขุโก = ไม่มีจักขุ ย่อมไม่มี.

คำว่า สจกฺขุกานํ อเหตุกานํ ท่านกล่าวหมายเอาสัตว์ในอบายด้วยสามารถแห่งโอปปาติกะ.

คำว่า สจกฺขุกานํ ญาณวิปฺปยุตฺตานํ ท่านกล่าวหมายเอาสัตว์ที่ปฏิสนธิด้วยเหตุสอง ในกามธาตุ.

คำว่า สจกฺขุกานํ ญาณสมฺปยุตฺตานํ กล่าวหมายเอารูปพรหมด้วย เทวดาและมนุษย์ในกามาวจรด้วย.

คำว่า ญาณสมฺปยุตฺตานํ อจกฺขุกานํ ท่านกล่าวหมายเอาอรูปพรหม และติเหตุกสัตว์ผู้เกิดในครรภ์.

ในชีวิตินทรีย์มูล คำว่า วินา โสมนสฺเสน อุปฺปชฺชนฺตานํ ท่านกล่าวหมายเอาชีวิตินทรีย์แม้ทั้งสองอย่าง.

คำว่า ปวตฺเต โสมนสฺสวิปฺปยุตฺตจิตฺตสฺส อุปฺปาทกฺขเณ ท่านกล่าวหมายเอาอรูปชีวิตินทรีย์.

พึงทราบการประกอบ ชีวิตินทรีย์ด้วยสามารถปฏิสนธิและปวัตติ แม้ในที่ทั้งปวงโดยนัยนี้แม้ในมูลทั้งหลายมีโสมนัสสินทรีย์เป็นมูลเป็นต้น พึงถือเอาเนื้อความด้วยสามารถแห่งปฏิสนธิและปวัตตินั่นแหละแต่ในปฏิโลมนัย ในนิโรธวาระ พึงทราบการเกิด การไม่เกิด การดับและการไม่ดับ ในจุติ ปฏิสนธิและปวัตติแม้ทั้ง ๓ กาลด้วยสามารถแห่งธรรมทั้งหลายเหล่านั้นด้วย เหล่าอื่นด้วยตามที่ได้.

ในอนาคตวาระ คำว่า เอเตเนว ภาเวน ดังนี้ อธิบายว่า ด้วยการถือเอาปุริสปฏิสนธินั่นแหละ เพราะไม่ถึงซึ่งอิตถีภาวะ ในลำดับด้วยปุริสภาวะนั้นนั่นแหละ.

คำวิสัชนาว่า กติจิ ภเว ทสฺเสตฺวา ปรินิพฺพายิสฺสนฺติ อธิบายว่า บุรุษใดถือเอาแล้วซึ่งปฏิสนธิในภพไรๆ ไม่ถึงแล้วซึ่งอิตถีภาวะ จักปรินิพพานเทียว (หมายความว่าเกิดในภพใดด้วยเพศใด จักปรินิพพานด้วยเพศนั้นในภพนั้น)

แม้ในปัญหาที่สองก็นัยนี้ ก็บทว่า มนินทรีย์ด้วยไม่เกิดในภังคขณะแห่งอุปัตติจิตของสุทธาวาสพรหม ดังนี้ในอดีตวาระด้วยปัจจุบันวาระ (ปัจจุปันนาตีตวาระ) อธิบายว่า บัณฑิตไม่ถือเอาเนื้อความด้วยอำนาจการก้าวล่วงอุปาทขณะเหมือนกับในจิตตยมกแต่ควรถือเอาด้วยอำนาจแห่งการไม่เคยเกิดขึ้นในภพนั้น พึงทราบการวินิจฉัยเนื้อความในปวัตติวาระ แม้ทั้งหมดโดยนัยมุขนี้.

ก็ในปริญญาวาระ ท่านแสดงจักขุโสตยมกอย่างเดียวเท่านั้น ในมูลทั้งหลายมีจักขุมูลเป็นต้น ก็เพราะท่านแสดงอินทรีย์ทั้งหลายที่บุคคลไม่ควรกำหนดรู้ ที่เป็นโลกิยอัพยากตะด้วย ที่เจือด้วยโลกิยอัพยากตะด้วย แม้ที่เหลือเหตุนั้นท่านจึงแสดงอินทรีย์ ที่ท่านไม่แสดงเหล่านั้น โดยนัยนี้นั่นเทียว ก็เพราะอกุศลเป็นธรรมอันบุคคลพึงละโดยส่วนเดียวกุศลพึงเจริญโดยส่วนเดียว โลกุตตระอันเป็นอัพยากตะอันบุคคลพึงทำให้แจ้ง เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ย่อมละโทมนัสสินทรีย์ ย่อมเจริญอนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ ย่อมกระทำให้แจ้งซึ่งอัญญาตาวินทรีย์ก็อัญญินทรีย์บุคคลควรเจริญก็มี ควรทำให้แจ้งก็มี อัญญินทรีย์นั้น ท่านถือเอาด้วยอำนาจการภาวนา (การทำให้เจริญ).

ในคำทั้งหลายเหล่านั้น คำว่า เทฺว ปุคฺคลา ได้แก่ ผู้พร้อมเพรียงด้วยสกทาคามี และผู้พร้อมเพรียงด้วยอรหัตตมรรค ในบุคคลทั้งสองนั้น คนหนึ่งชื่อว่า ย่อมไม่ละโทมนัสสินทรีย์ เพราะไม่สามารถตัดขาดได้ คนหนึ่งชื่อว่า ย่อมไม่ละโทมนัส เพราะความที่ท่านละโทมนัสสินทรีย์แล้ว.

บทว่า จกฺขุนฺทฺริยํ น ปริชานาติ ได้แก่ย่อมไม่รู้ทั่ว เพราะความที่แห่งท่านไม่สามารถยังมรรคที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้นได้บัณฑิตพึงทราบเนื้อความในคำวิสัชนาทั้งปวงโดยนัยนี้. อรรถกถาอินทริยยมก จบ.

นิคมคาถา

ก็หญิงชายผู้ใดถึงพร้อมด้วยกิจดำรงอยู่ในโอวาทของพระศาสดาสัมมาสัมพุทธะพระองค์ใดผู้ทำกิจเสร็จแล้วหญิงชายผู้นั้น กำหนดตั้งมั่นในโอวาทของพระจอมมุนีไว้ดีแล้ว ย่อมเป็นผู้ก้าวล่วงอำนาจของพระยายม. พระสัมมาสัมพุทธะผู้ทรงเป็นเทพยิ่งกว่าเทพทั้งปวง ผู้ไม่มีมลทินอันจะนำไปสู่อำนาจของพระยายมเสด็จประทับอยู่ท่ามกลางเทวบริษัทหมู่ใหญ่ในเทวบุรี ทรงประกาศปกรณ์ชื่อว่ายมก ฉันใด ข้าพเจ้า (พระพุทธโฆษาจารย์) ปรารภอรรถกถาแห่งปกรณ์ยมกนั้น เพื่อแสดงวิธีกำหนดพระบาลีและนัยแห่งอรรถในคำปุจฉาวิสัชนา.

บัดนี้ อรรถกถาแห่งปกรณ์นี้นั้นถึงความสำเร็จแล้วด้วยแบบแผนมีประมาณ ๕ ภาณวาร โดยปราศจากอันตรายในโลกที่มีอันตรายมากฉันใด ขอสัตว์ทั้งหลายจงเป็นผู้มีความสำเร็จในหิตานุหิตประโยชน์ พรั่งพร้อมด้วยความสุข และขอมโนรถแม้ทั้งปวงของสรรพสัตว์ทั้งหลายจงถึงความสำเร็จฉันนั้น เทอญ.

อรรถกถาแห่งยมก จบ. -----------------------------------------------------

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/pali/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๔

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้docs/legal/PERMISSIONS.md#มจร

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสารdocs/legal/PERMISSIONS.md#อรรถกถา