อ่านตัวบท · ไม่ตีความ

คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ฉบับฉบับมหาจุฬาฯจับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกันแสดงอรรถกถา
ฉบับหลวง · บาลี (อักษรไทย) · ตำแหน่งที่กำลังอ่าน ข้อ ๕๔๔

ข้อ ๕๔๔–๕๕๕

ชั้นตัวบทพุทธพจน์พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ 12 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง 12 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ 1 ข้อ4 ฉบับเทียบฉบับได้ข้อต่อข้อ

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง


กุสโล ธมฺโม กุสลสฺส ธมฺมสฺส อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย อารมฺมณูปนิสฺสโย อนนฺตรูปนิสฺสโย ปกตูปนิสฺสโย ฯ {๕๔๔.๑} อารมฺมณูปนิสฺสโย: ทานํ ทตฺวา สีลํ สมาทิยิตฺวา อุโปสถกมฺมํ กตฺวา ตํ ครุํ กตฺวา ปจฺจเวกฺขติ ปุพฺเพ สุจิณฺณานิ ครุํ กตฺวา ปจฺจเวกฺขติ ฌานา วุฏฺฐหิตฺวา ฌานํ ครุํ กตฺวา ปจฺจเวกฺขติ เสกฺขา โคตฺรภุํ ครุํ กตฺวา ปจฺจเวกฺขนฺติ โวทานํ ครุํ กตฺวา ปจฺจเวกฺขนฺติ เสกฺขา มคฺคา วุฏฺฐหิตฺวา มคฺคํ ครุํ กตฺวา ปจฺจเวกฺขนฺติ ฯ {๕๔๔.๒} อนนฺตรูปนิสฺสโย: ปุริมา ปุริมา กุสลา ขนฺธา ปจฺฉิมานํ ปจฺฉิมานํ กุสลานํ ขนฺธานํ อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย อนุโลมํ โคตฺรภุสฺส อนุโลมํ โวทานสฺส โคตฺรภุ มคฺคสฺส โวทานํ มคฺคสฺส อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ {๕๔๔.๓} ปกตูปนิสฺสโย: สทฺธํ อุปนิสฺสาย ทานํ เทติ สีลํ สมาทิยติ อุโปสถกมฺมํ กโรติ ฌานํ อุปฺปาเทติ วิปสฺสนํ อุปฺปาเทติ มคฺคํ อุปฺปาเทติ อภิญฺญํ อุปฺปาเทติ สมาปตฺตึ อุปฺปาเทติ สีลํ ... สุตํ ... จาคํ ... ปญฺญํ อุปนิสฺสาย ทานํ เทติ สีลํ สมาทิยติ อุโปสถกมฺมํ กโรติ ฌานํ อุปฺปาเทติ วิปสฺสนํ อุปฺปาเทติ มคฺคํ อุปฺปาเทติ อภิญฺญํ อุปฺปาเทติ สมาปตฺตึ อุปฺปาเทติ สทฺธา ... สีลํ สุตํ จาโค ... ปญฺญา สทฺธาย สีลสฺส สุตสฺส จาคสฺส ปญฺญาย อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย {๕๔๔.๔} ปฐมสฺส ฌานสฺส ปริกมฺมํ ปฐมสฺส ฌานสฺส อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย ทุติยสฺส ฌานสฺส ปริกมฺมํ ทุติยสฺส ฌานสฺส อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย ตติยสฺส ฌานสฺส ปริกมฺมํ ตติยสฺส ฌานสฺส อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย จตุตฺถสฺส ฌานสฺส ปริกมฺมํ จตุตฺถสฺส ฌานสฺส อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย อากาสานญฺจายตนสฺส ปริกมฺมํ อากาสานญฺจายตนสฺส อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย วิญฺญานญฺจายตนสฺส ปริกมฺมํ วิญฺญาณญฺจายตนสฺส อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย อากิญฺจญฺญายตนสฺส ปริกมฺมํ อากิญฺจญฺญายตนสฺส อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย เนวสญฺญานาสญฺญายตนสฺส ปริกมฺมํ เนวสญฺญานาสญฺญายตนสฺส อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย {๕๔๔.๕} ปฐมํ ฌานํ ทุติยสฺส ฌานสฺส อุปนิสยปจฺจเยน ปจฺจโย ฯเปฯ จตุตฺถํ ฌานํ อากาสานญฺจายตนสฺส อากาสานญฺจายตนํ วิญฺญาณญฺจายตนสฺส วิญฺญาณญฺจาตยนํ อากิญฺจญฺญายตนสฺส อากิญฺจญฺญายตนํ เนวสญฺญานาสญฺญายตนสฺส อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย ทิพฺพสฺส จกฺขุสฺส ปริกมฺมํ ทิพฺพสฺส จกฺขุสฺส อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย ทิพฺพาย โสตธาตุยา ปริกมฺมํ ทิพฺพาย โสตธาตุยา อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย อิทฺธิวิธญาณสฺส ปริกมฺมํ อิทฺธิวิธญาณสฺส อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย เจโตปริยญาณสฺส ปริกมฺมํ เจโตปริยญาณสฺส อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย ปุพฺเพนิวาสานุสฺสติญาณสฺส ปริกมฺมํ ปุพฺเพนิวาสานุสฺสติญาณสฺส อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย ยถากมฺมูปคญาณสฺส ปริกมฺมํ ยถากมฺมูปคญาณสฺส อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย {๕๔๔.๖} อนาคตํสญาณสฺส ปริกมฺมํ อนาคตํสญาณสฺส อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย ทิพฺพํ จกฺขุ ทิพฺพาย โสตธาตุยา อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย ทิพฺพา โสตธาตุ อิทฺธิวิธญาณสฺส อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย อิทฺธิวิธญาณํ เจโตปริยญาณสฺส อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย เจโตปริยญาณํ ปุพฺเพนิวาสานุสฺสติญาณสฺส อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย ปุพฺเพนิวาสานุสฺสติญาณํ ยถากมฺมูปคญาณสฺส อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย ยถากมฺมูปคญาณํ อนาคตํสญาณสฺส อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย ปฐมสฺส มคฺคสฺส ปริกมฺมํ ปฐมสฺส มคฺคสฺส อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย ทุติยสฺส มคฺคสฺส ปริกมฺมํ ทุติยสฺส มคฺคสฺส อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย ตติยสฺส มคฺคสฺส ปริกมฺมํ ตติยสฺส มคฺคสฺส อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย {๕๔๔.๗} จตุตฺถสฺส มคฺคสฺส ปริกมฺมํ จตุตฺถสฺส มคฺคสฺส อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย ปฐโม มคฺโค ทุติยสฺส มคฺคสฺส อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย ทุติโย มคฺโค ตติยสฺส มคฺคสฺส อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย ตติโย มคฺโค จตุตฺถสฺส มคฺคสฺส อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย เสกฺขา มคฺคํ อุปนิสฺสาย อนุปฺปนฺนํ สมาปตฺตึ อุปฺปาเทนฺติ อุปฺปนฺนํ สมาปชฺชนฺติ สงฺขาเร อนิจฺจโต ทุกฺขโต อนตฺตโต วิปสฺสนฺติ มคฺโค เสกฺขานํ อตฺถปฏิสมฺภิทาย ธมฺมปฏิสมฺภิทาย นิรุตฺติปฏิสมฺภิทาย ปฏิภาณปฏิสมฺภิทาย ฐานาฐานโกสลฺลสฺส อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ

กุสโล ธมฺโม อกุสลสฺส ธมฺมสฺส อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย อารมฺมณูปนิสฺสโย ปกตูปนิสฺสโย ฯ อารมฺมณูปนิสฺสโย: ทานํ ทตฺวา สีลํ สมาทิยิตฺวา อุโปสถกมฺมํ กตฺวา ตํ ครุํ กตฺวา อสฺสาเทติ อภินนฺทติ ตํ ครุํ กตฺวา ราโค อุปฺปชฺชติ ทิฏฺฐิ อุปฺปชฺชติ ปุพฺเพ สุจิณฺณานิ ครุํ กตฺวา อสฺสาเทติ อภินนฺทติ ตํ ครุํ กตฺวา ราโค อุปฺปชฺชติ ทิฏฺฐิ อุปฺปชฺชติ ฌานา วุฏฺฐหิตฺวา ฌานํ ครุํ กตฺวา อสฺสาเทติ อภินนฺทติ ตํ ครุํ กตฺวา ราโค อุปฺปชฺชติ ทิฏฺฐิ อุปฺปชฺชติ ฯ {๕๔๕.๑} ปกตูปนิสฺสโย: สทฺธํ อุปนิสฺสาย มานํ ชปฺเปติ ทิฏฺฐึ คณฺหาติ สีลํ ... สุตํ ... จาคํ ... ปญฺญํ อุปนิสฺสาย มานํ ชปฺเปติ ทิฏฺฐึ คณฺหาติ สทฺธา ... สีลํ สุตํ จาโค ... ปญฺญา ราคสฺส โทสสฺส โมหสฺส มานสฺส ทิฏฺฐิยา ปตฺถนาย อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ

กุสโล ธมฺโม อพฺยากตสฺส ธมฺมสฺส อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย อารมฺมณูปนิสฺสโย อนนฺตรูปนิสฺสโย ปกตูปนิสฺสโย ฯ อารมฺมณูปนิสฺสโย: อรหา มคฺคา วุฏฺฐหิตฺวา มคฺคํ ครุํ กตฺวา ปจฺจเวกฺขติ ฯ {๕๔๖.๑} อนนฺตรูปนิสฺสโย: กุสลํ วุฏฺฐานสฺส มคฺโค ผลสฺส เสกฺขานํ อนุโลมํ ผลสมาปตฺติยา นิโรธา วุฏฺฐหนฺตสฺส เนวสญฺญา- นาสญฺญายตนกุสลํ ผลสมาปตฺติยา อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ {๕๔๖.๒} ปกตูปนิสฺสโย: สทฺธํ อุปนิสฺสาย อตฺตานํ อาตาเปติ ปริตาเปติ ปริยิฏฺฐิมูลกํ ทุกฺขํ ปจฺจนุโภติ สีลํ ... สุตํ ... จาคํ ... ปญฺญํ อุปนิสฺสาย อตฺตานํ อาตาเปติ ปริตาเปติ ปริยิฏฺฐิมูลกํ ทุกฺขํ ปจฺจนุโภติ สทฺธา ... สีลํ สุตํ จาโค ... ปญฺญา กายิกสฺส สุขสฺส กายิกสฺส ทุกฺขสฺส ผลสมาปตฺติยา อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย กุสลํ กมฺมํ วิปากสฺส อุปนิสฺสย ปจฺจเยน ปจฺจโย อรหา มคฺคํ อุปนิสฺสาย อนุปฺปนฺนํ กิริยสมาปตฺตึ อุปฺปาเทติ อุปฺปนฺนํ สมาปชฺชติ สงฺขาเร อนิจฺจโต ทุกฺขโต อนตฺตโต วิปสฺสติ มคฺโค อรหโต อตฺถปฏิสมฺภิทาย ธมฺมปฏิสมฺภิทาย นิรุตฺติปฏิสมฺภิทาย ปฏิภาณปฏิสมฺภิทาย ฐานาฐานโกสลฺลสฺส อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย มคฺโค ผลสมาปตฺติยา อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ

อกุสโล ธมฺโม อกุสลสฺส ธมฺมสฺส อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย อารมฺมณูปนิสฺสโย อนนฺตรูปนิสฺสโย ปกตูปนิสฺสโย ฯ {๕๔๗.๑} อารมฺมณูปนิสฺสโย: ราคํ ครุํ กตฺวา อสฺสาเทติ อภินนฺทติ ตํ ครุํ กตฺวา ราโค อุปฺปชฺชติ ทิฏฺฐิ อุปฺปชฺชติ ทิฏฺฐึ ครุํ กตฺวา อสฺสาเทติ อภินนฺทติ ตํ ครุํ กตฺวา ราโค อุปฺปชฺชติ ทิฏฺฐิ อุปฺปชฺชติ ฯ อนนฺตรูปนิสฺสโย: ปุริมา ปุริมา อกุสลา ขนฺธา ปจฺฉิมานํ ปจฺฉิมานํ อกุสลานํ ขนฺธานํ อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ {๕๔๗.๒} ปกตูปนิสฺสโย: ราคํ อุปนิสฺสาย ปาณํ หนติ อทินฺนํ อาทิยติ มุสา ภณติ ปิสุณํ ภณติ ผรุสํ ผณติ สมฺผํ ปลปติ สนฺธึ ฉินฺทติ นิลฺโลปํ หรติ เอกาคาริกํ กโรติ ปริปนฺเถ ติฏฺฐติ ปรทารํ คจฺฉติ คามฆาตํ กโรติ นิคมฆาตํ กโรติ มาตรํ ชีวิตา โวโรเปติ ปิตรํ ชีวิตา โวโรเปติ อรหนฺตํ ชีวิตา โวโรเปติ ทุฏฺเฐน จิตฺเตน ตถาคตสฺส โลหิตํ อุปฺปาเทติ สงฺฆํ ภินฺทติ โทสํ อุปนิสฺสาย ... โมหํ อุปนิสฺสาย มานํ อุปนิสฺสาย ทิฏฺฐึ อุปนิสฺสาย ... ปตฺถนํ อุปนิสฺสาย ปาณํ หนติ ฯเปฯ สงฺฆํ ภินฺทติ ราโค ... โทโส โมโห มาโน ทิฏฺฐิ ... ปตฺถนา ราคสฺส โทสสฺส โมหสฺส มานสฺส ทิฏฺฐิยา ปตฺถนาย อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ

ปาณาติปาโต ปาณาติปาตสฺส อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย ปาณาติปาโต อทินฺนาทานสฺส ... กาเมสุ มิจฺฉาจารสฺส มุสาวาทสฺส ปิสุณาวาจาย ผรุสวาจาย สมฺผปฺปลาปสฺส อภิชฺฌาย พฺยาปาทสฺส ... มิจฺฉาทิฏฺฐิยา อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ อทินฺนาทานํ อทินฺนาทานสฺส กาเมสุ มิจฺฉาจารสฺส มุสาวาทสฺส ฯ สงฺขิตฺตํ ฯ มิจฺฉาทิฏฺฐิยา ปาณาติปาตสฺส อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ จกฺกํ พนฺธิตพฺพํ ฯ

กาเมสุ มิจฺฉาจาโร ... มุสาวาโท ปิสุณาวาจา ผรุสวาจา สมฺผปฺปลาโป อภิชฺฌา พฺยาปาโท ... ฯ มิจฺฉาทิฏฺฐิ มิจฺฉาทิฏฺฐิยา อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย มิจฺฉาทิฏฺฐิ ปาณาติปาตสฺส ... อทินฺนาทานสฺส กาเมสุ มิจฺฉาจารสฺส มุสาวาทสฺส ปิสุณาวาจาย ผรุสวาจาย สมฺผปฺปลาปสฺส อภิชฺฌาย ... พฺยาปาทสฺส อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ

มาตุฆาตกมฺมํ มาตุฆาตกมฺมสฺส อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย มาตุฆาตกมฺมํ ปิตุฆาตกมฺมสฺส ... อรหนฺตฆาตกมฺมสฺส รุหิรุปฺปาทกมฺมสฺส สงฺฆเภทกมฺมสฺส ... นิยตมิจฺฉาทิฏฺฐิยา อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ ปิตุฆาตกมฺมํ ปิตุฆาตกมฺมสฺส ... อรหนฺตฆาตกมฺมสฺส รุหิรุปฺปาทกมฺมสฺส สงฺฆเภทกมฺมสฺส นิยตมิจฺฉาทิฏฺฐิยา ... มาตุฆาตกมฺมสฺส อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ อรหนฺตฆาตกมฺมํ ... รุหิรุปฺปาทกมฺมํ ... สงฺฆเภทกมฺมํ ... ฯ นิยตมิจฺฉาทิฏฺฐิ ... นิยตมิจฺฉาทิฏฺฐิยา อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย นิยตมิจฺฉาทิฏฺฐิ มาตุฆาตกมฺมสฺส อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย ปิตุฆาตกมฺมสฺส ... อรหนฺตฆาตกมฺมสฺส ... รุหิรุปฺปาทกมฺมสฺส ... สงฺฆเภทกมฺมสฺส อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ จกฺกํ กาตพฺพํ ฯ

อกุสโล ธมฺโม กุสลสฺส ธมฺมสฺส อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย ปกตูปนิสฺสโย: ราคํ อุปนิสฺสาย ทานํ เทติ สีลํ สมาทิยติ อุโปสถกมฺมํ กโรติ ฌานํ อุปฺปาเทติ วิปสฺสนํ อุปฺปาเทติ มคฺคํ อุปฺปาเทติ อภิญฺญํ อุปฺปาเทติ สมาปตฺตึ อุปฺปาเทติ โทสํ ... โมหํ มานํ ทิฏฺฐึ ... ปตฺถนํ อุปนิสฺสาย ทานํ เทติ สีลํ สมาทิยติ อุโปสถกมฺมํ กโรติ ฌานํ อุปฺปาเทติ วิปสฺสนํ อุปฺปาเทติ มคฺคํ อุปฺปาเทติ อภิญฺญํ อุปฺปาเทติ สมาปตฺตึ อุปฺปาเทติ ฯ ราโค ... โทโส โมโห มาโน ทิฏฺฐิ ... ปตฺถนา สทฺธาย สีลสฺส สุตสฺส จาคสฺส ปญฺญาย อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ {๕๕๑.๑} ปาณํ หนฺตฺวา ตสฺส ปฏิฆาตตฺถาย ทานํ เทติ สีลํ สมาทิยติ อุโปสถกมฺมํ กโรติ ฌานํ อุปฺปาเทติ วิปสฺสนํ อุปฺปาเทติ มคฺคํ อุปฺปาเทติ อภิญฺญํ อุปฺปาเทติ สมาปตฺตึ อุปฺปาเทติ ฯ อทินฺนํ อาทิยิตฺวา ... มุสา ภณิตฺวา ปิสุณํ ภณิตฺวา ผรุสํ ภณิตฺวา สมฺผํ ปลปิตฺวา สนฺธึ ฉินฺทิตฺวา นิลฺโลปํ หริตฺวา เอกาคาริกํ กริตฺวา ปริปนฺเถ ฐตฺวา ปรทารํ คนฺตฺวา คามฆาตํ กริตฺวา ... นิคมฆาตํ กริตฺวา ตสฺส ปฏิฆาตตฺถาย ทานํ เทติ สีลํ สมาทิยติ อุโปสถกมฺมํ กโรติ ฌานํ อุปฺปาเทติ วิปสฺสนํ อุปฺปาเทติ มคฺคํ อุปฺปาเทติ อภิญฺญํ อุปฺปาเทติ สมาปตฺตึ อุปฺปาเทติ ฯ มาตรํ ชีวิตา โวโรเปตฺวา ตสฺส ปฏิฆาตตฺถาย ทานํ เทติ สีลํ สมาทิยติ อุโปสถกมฺมํ กโรติ ฯ ปิตรํ ชีวิตา โวโรเปตฺวา ... อรหนฺตํ ชีวิตา โวโรเปตฺวา ... ทุฏฺเฐน จิตฺเตน ตถาคตสฺส โลหิตํ อุปฺปาเทตฺวา ... สงฺฆํ ภินฺทิตฺวา ตสฺส ปฏิฆาตตฺถาย ทานํ เทติ สีลํ สมาทิยติ อุโปสถกมฺมํ กโรติ ฯ

อกุสโล ธมฺโม อพฺยากตสฺส ธมฺมสฺส อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย อนนฺตรูปนิสฺสโย ปกตูปนิสฺสโย ฯ อนนฺตรูปนิสฺสโย: อกุสลํ วุฏฺฐานสฺส อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ ปกตูปนิสฺสโย: ราคํ อุปนิสฺสาย อตฺตานํ อาตาเปติ ปริตาเปติ ปริยิฏฺฐิมูลกํ ทุกฺขํ ปจฺจนุโภติ โทสํ ... โมหํ มานํ ทิฏฺฐึ ... ปตฺถนํ อุปนิสฺสาย อตฺตานํ อาตาเปติ ปริตาเปติ ปริยิฏฺฐิมูลกํ ทุกฺขํ ปจฺจนุโภติ ฯ ราโค ... โทโส โมโห มาโน ทิฏฺฐิ ... ปตฺถนา กายิกสฺส สุขสฺส กายิกสฺส ทุกฺขสฺส ผลสมาปตฺติยา อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ อกุสลํ กมฺมํ วิปากสฺส อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ

อพฺยากโต ธมฺโม อพฺยากตสฺส ธมฺมสฺส อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย อารมฺมณูปนิสฺสโย อนนฺตรูปนิสฺสโย ปกตูปนิสฺสโย ฯ {๕๕๓.๑} อารมฺมณูปนิสฺสโย: อรหา ผลํ ครุํ กตฺวา ปจฺจเวกฺขติ นิพฺพานํ ครุํ กตฺวา ปจฺจเวกฺขติ นิพฺพานํ ผลสฺส อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ อนนฺตรูปนิสฺสโย: ปุริมา ปุริมา วิปากาพฺยากตา กิริยาพฺยากตา ขนฺธา ปจฺฉิมานํ ปจฺฉิมานํ วิปากาพฺยากตานํ กิริยาพฺยากตานํ ขนฺธานํ อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย ภวงฺคํ อาวชฺชนาย กิริยํ วุฏฺฐานสฺส อรหโต อนุโลมํ ผลสมาปตฺติยา นิโรธา วุฏฺฐหนฺตสฺส เนวสญฺญานาสญฺญายตนกิริยํ ผลสมาปตฺติยา อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ {๕๕๓.๒} ปกตูปนิสฺสโย: กายิกํ สุขํ กายิกสฺส สุขสฺส กายิกสฺส ทุกฺขสฺส ผลสมาปตฺติยา อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย กายิกํ ทุกฺขํ กายิกสฺส สุขสฺส กายิกสฺส ทุกฺขสฺส ผลสมาปตฺติยา อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย อุตุ กายิกสฺส สุขสฺส กายิกสฺส ทุกฺขสฺส ผลสมาปตฺติยา อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย โภชนํ กายิกสฺส สุขสฺส กายิกสฺส ทุกฺขสฺส ผลสมาปตฺติยา อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย เสนาสนํ กายิกสฺส สุขสฺส กายิกสฺส ทุกฺขสฺส ผลสมาปตฺติยา อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย กายิกํ สุขํ ... กายิกํ ทุกฺขํ อุตุ โภชนํ ... เสนาสนํ กายิกสฺส สุขสฺส กายิกสฺส ทุกฺขสฺส ผลสมาปตฺติยา อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย ผลสมาปตฺติยา กายิกสฺส สุขสฺส อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย อรหา กายิกํ สุขํ อุปนิสฺสาย อนุปฺปนฺนํ กิริยสมาปตฺตึ อุปฺปาเทติ อุปฺปนฺนํ สมาปชฺชติ สงฺขาเร อนิจฺจโต ทุกฺขโต อนตฺตโต วิปสฺสติ กายิกํ ทุกฺขํ ... อุตุํ โภชนํ ... เสนาสนํ อุปนิสฺสาย อนุปฺปนฺนํ กิริยสมาปตฺตึ อุปฺปาเทติ อุปฺปนฺนํ สมาปชฺชติ สงฺขาเร อนิจฺจโต ทุกฺขโต อนตฺตโต วิปสฺสติ ฯ

อพฺยากโต ธมฺโม กุสลสฺส ธมฺมสฺส อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย อารมฺมณูปนิสฺสโย อนนฺตรูปนิสฺสโย ปกตูปนิสฺสโย ฯ {๕๕๔.๑} อารมฺมณูปนิสฺสโย: เสขา ผลํ ครุํ กตฺวา ปจฺจเวกฺขนฺติ นิพฺพานํ ครุํ กตฺวา ปจฺจเวกฺขนฺติ นิพฺพานํ โคตฺรภุสฺส โวทานสฺส มคฺคสฺส อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ อนนฺตรูปนิสฺสโย: อาวชฺชนา กุสลานํ ขนฺธานํ อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ {๕๕๔.๒} ปกตูปนิสฺสโย: กายิกํ สุขํ อุปนิสฺสาย ทานํ เทติ สีลํ สมาทิยติ อุโปสถกมฺมํ กโรติ ฌานํ อุปฺปาเทติ วิปสฺสนํ อุปฺปาเทติ มคฺคํ อุปฺปาเทติ อภิญฺญํ อุปฺปาเทติ สมาปตฺตึ อุปฺปาเทติ กายิกํ ทุกฺขํ ... อุตุํ ... โภชนํ ... เสนาสนํ อุปนิสฺสาย ทานํ เทติ สีลํ สมาทิยติ อุโปสถกมฺมํ กโรติ ฌานํ อุปฺปาเทติ วิปสฺสนํ อุปฺปาเทติ มคฺคํ อุปฺปาเทติ อภิญฺญํ อุปฺปาเทติ สมาปตฺตึ อุปฺปาเทติ กายิกํ สุขํ ... กายิกํ ทุกฺขํ อุตุ โภชนํ ... เสนาสนํ สทฺธาย สีลสฺส สุตสฺส จาคสฺส ปญฺญาย อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ

อพฺยากโต ธมฺโม อกุสลสฺส ธมฺมสฺส อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย อารมฺมณูปนิสฺสโย อนนฺตรูปนิสฺสโย ปกตูปนิสฺสโย ฯ {๕๕๕.๑} อารมฺมณูปนิสฺสโย: จกฺขุํ ครุํ กตฺวา อสฺสาเทติ อภินนฺทติ ตํ ครุํ กตฺวา ราโค อุปฺปชฺชติ ทิฏฺฐิ อุปฺปชฺชติ โสตํ ... ฆานํ ชิวฺหํ กายํ รูเป สทฺเท คนฺเธ รเส โผฏฺฐพฺเพ ... วตฺถุํ วิปากาพฺยากเต กิริยาพฺยากเต ขนฺเธ ครุํ กตฺวา อสฺสาเทติ อภินนฺทติ ตํ ครุํ กตฺวา ราโค อุปฺปชฺชติ ทิฏฺฐิ อุปฺปชฺชติ ฯ อนนฺตรูปนิสฺสโย: อาวชฺชนา อกุสลานํ ขนฺธานํ อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ {๕๕๕.๒} ปกตูปนิสฺสโย: กายิกํ สุขํ อุปนิสฺสาย ปาณํ หนติ อทินฺนํ อาทิยติ มุสา ภณติ ปิสุณํ ภณติ ผรุสํ ภณติ สมฺผํ ปลปติ สนฺธึ ฉินฺทติ นิลฺโลปํ หรติ เอกาคาริกํ กโรติ ปริปนฺเถ ติฏฺฐติ ปรทารํ คจฺฉติ คามฆาตํ กโรติ นิคมฆาตํ กโรติ มาตรํ ชีวิตา โวโรเปติ ปิตรํ ชีวิตา โวโรเปติ อรหนฺตํ ชีวิตา โวโรเปติ ทุฏฺเฐน จิตฺเตน ตถาคตสฺส โลหิตํ อุปฺปาเทติ สงฺฆํ ภินฺทติ กายิกํ ทุกฺขํ ... อุตุํ ... โภชนํ ... เสนาสนํ อุปนิสฺสาย ปาณํ หนติ ฯ สงฺขิตฺตํ ฯ สงฺฆํ ภินฺทติ ฯ กายิกํ สุขํ ... กายิกํ ทุกฺขํ อุตุ โภชนํ ... เสนาสนํ ราคสฺส โทสสฺส โมหสฺส มานสฺส ทิฏฺฐิยา ปตฺถนาย อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย ฯ

ฉบับมหาจุฬาฯ

ชั้นตัวบทพุทธพจน์

หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน

เปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

อุปนิสสยปัจจัย

ข้อ ๔๒๓

สภาวธรรมที่เป็นกุศลเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่เป็นกุศลโดยอุปนิสสย- ปัจจัย มี ๓ อย่าง คือ อารัมมณูปนิสสยะ อนันตรูปนิสสยะ และปกตูปนิสสยะ อารัมมณูปนิสสยะ ได้แก่ บุคคลให้ทาน สมาทานศีล รักษาอุโบสถแล้ว พิจารณากุศลนั้นให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่น พิจารณากุศลที่เคยสั่งสมไว้ดีแล้วให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่น ออกจากฌานแล้วพิจารณาฌานให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่น พระเสขะพิจารณาโคตรภูให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่น พิจารณาโวทานให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่น ออกจากมรรคแล้วพิจารณามรรคให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่น อนันตรูปนิสสยะ ได้แก่ ขันธ์ที่เป็นกุศลซึ่งเกิดก่อนๆ เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ที่ เป็นกุศลซึ่งเกิดหลังๆ โดยอุปนิสสยปัจจัย อนุโลมเป็นปัจจัยแก่โคตรภู อนุโลมเป็นปัจจัยแก่โวทาน โคตรภูเป็นปัจจัยแก่มรรค โวทานเป็นปัจจัยแก่มรรคโดยอุปนิสสยปัจจัย ปกตูปนิสสยะ ได้แก่ บุคคลอาศัยศรัทธาแล้วให้ทาน สมาทานศีล รักษา อุโบสถ ทำฌานให้เกิดขึ้น ทำวิปัสสนาให้เกิดขึ้น ทำมรรคให้เกิดขึ้น ทำอภิญญาให้เกิดขึ้น ทำสมาบัติให้เกิดขึ้น อาศัยศีล ฯลฯ สุตะ ฯลฯ จาคะ ฯลฯ ปัญญาแล้วให้ทาน สมาทานศีล รักษาอุโบสถ ทำฌานให้เกิดขึ้น ทำวิปัสสนาให้เกิดขึ้น ทำมรรคให้เกิดขึ้น ทำอภิญญาให้เกิดขึ้น ทำสมาบัติให้เกิดขึ้น ศรัทธา ... ศีล ... สุตะ ... จาคะ ... ปัญญาเป็นปัจจัยแก่ศรัทธา ... ศีล ... สุตะ ... จาคะ... ปัญญาโดยอุปนิสสยปัจจัย

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๔๐ หน้า : ๒๗๑}

พระอภิธรรมปิฎก ธัมมานุโลม [ติกปัฏฐาน] ๑. กุสลติกะ ๗. ปัญหาวาร บริกรรมปฐมฌานเป็นปัจจัยแก่ปฐมฌานโดยอุปนิสสยปัจจัย บริกรรมทุติย-ฌานเป็นปัจจัยแก่ทุติยฌานโดยอุปนิสสยปัจจัย บริกรรมตติยฌานเป็นปัจจัยแก่ตติยฌานโดยอุปนิสสยปัจจัย บริกรรมจตุตถฌานเป็นปัจจัยแก่จตุตถฌานโดยอุปนิสสยปัจจัย บริกรรมอากาสานัญจายตนะเป็นปัจจัยแก่อากาสานัญจายตนะโดยอุปนิสสยปัจจัย บริกรรมวิญญาณัญจายตนะเป็นปัจจัยแก่วิญญาณัญจายตนะโดยอุปนิสสยปัจจัย บริกรรมอากิญจัญญายตนะเป็นปัจจัยแก่อากิญจัญญายตนะโดยอุปนิสสยปัจจัย บริกรรมเนวสัญญานาสัญญายตนะเป็นปัจจัยแก่เนวสัญญา-นาสัญญายตนะโดยเป็นอุปนิสสยปัจจัย ปฐมฌานเป็นปัจจัยแก่ทุติยฌานโดย อุปนิสสยปัจจัย ฯลฯ จตุตถฌานเป็นปัจจัยแก่อากาสานัญจายตนะโดยอุปนิสสย-ปัจจัย อากาสานัญจายตนะเป็นปัจจัยแก่วิญญาณัญจายตนะ ... วิญญาณัญจายตนะเป็นปัจจัยแก่อากิญจัญญายตนะ ... อากิญจัญญายตนะเป็นปัจจัยแก่เนวสัญญา-นาสัญญายตนะโดยอุปนิสสยปัจจัย บริกรรมทิพพจักขุเป็นปัจจัยแก่ทิพพจักขุโดยอุปนิสสยปัจจัย บริกรรมทิพพ-โสตธาตุเป็นปัจจัยแก่ทิพพโสตธาตุโดยอุปนิสสยปัจจัย บริกรรมอิทธิวิธญาณเป็นปัจจัยแก่อิทธิวิธญาณโดยอุปนิสสยปัจจัย บริกรรมเจโตปริยญาณเป็นปัจจัยแก่เจโตปริยญาณโดยอุปนิสสยปัจจัย บริกรรมปุพเพนิวาสานุสสติญาณเป็นปัจจัยแก่ปุพเพนิวาสานุสสติญาณโดยอุปนิสสยปัจจัย บริกรรมยถากัมมูปคญาณเป็นปัจจัยแก่ยถากัมมูปคญาณโดยอุปนิสสยปัจจัย บริกรรมอนาคตังสญาณเป็นปัจจัยแก่อนาคตังสญาณโดยอุปนิสสยปัจจัย ทิพพจักขุเป็นปัจจัยแก่ทิพพโสตธาตุโดยอุปนิสสยปัจจัย ทิพพโสตธาตุเป็น ปัจจัยแก่อิทธิวิธญาณโดยอุปนิสสยปัจจัย อิทธิวิธญาณเป็นปัจจัยแก่เจโตปริย-ญาณโดยอุปนิสสยปัจจัย เจโตปริยญาณเป็นปัจจัยแก่ปุพเพนิวาสานุสสติญาณโดยอุปนิสสยปัจจัย ปุพเพนิวาสานุสสติญาณเป็นปัจจัยแก่ยถากัมมูปคญาณโดย อุปนิสสยปัจจัย ยถากัมมูปคญาณเป็นปัจจัยแก่อนาคตังสญาณโดยอุปนิสสยปัจจัยบริกรรมปฐมมรรคเป็นปัจจัยแก่ปฐมมรรคโดยอุปนิสสยปัจจัย บริกรรมทุติยมรรคเป็นปัจจัยแก่ทุติยมรรคโดยอุปนิสสยปัจจัย บริกรรมตติยมรรคเป็นปัจจัยแก่ตติยมรรคโดยอุปนิสสยปัจจัย บริกรรมจตุตถมรรคเป็นปัจจัยแก่จตุตถมรรคโดยอุปนิสสยปัจจัย

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๔๐ หน้า : ๒๗๒}

พระอภิธรรมปิฎก ธัมมานุโลม [ติกปัฏฐาน] ๑. กุสลติกะ ๗. ปัญหาวาร ปฐมมรรคเป็นปัจจัยแก่ทุติยมรรคโดยอุปนิสสยปัจจัย ทุติยมรรคเป็นปัจจัยแก่ตติย-มรรคโดยอุปนิสสยปัจจัย ตติยมรรคเป็นปัจจัยแก่จตุตถมรรคโดยอุปนิสสยปัจจัยพระเสขะอาศัยมรรคทำสมาบัติที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้น เข้าสมาบัติที่เกิดขึ้นแล้ว เห็นแจ้งสังขารโดยเป็นสภาวะไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา มรรคของพระเสขะเป็นปัจจัยแก่อัตถปฏิสัมภิทา ธัมมปฏิสัมภิทา นิรุตติปฏิสัมภิทา ปฏิภาณปฏิสัมภิทาและความเป็นผู้ฉลาดในฐานะและมิใช่ฐานะโดยอุปนิสสยปัจจัย (๑) สภาวธรรมที่เป็นกุศลเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่เป็นอกุศลโดยอุปนิสสยปัจจัยมี ๒ อย่าง คือ อารัมมณูปนิสสยะและปกตูปนิสสยะ อารัมมณูปนิสสยะ ได้แก่ บุคคลให้ทาน สมาทานศีล รักษาอุโบสถแล้ว ยินดีเพลิดเพลินกุศลนั้นให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่น เพราะทำความยินดีเพลิดเพลินกุศลนั้นให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่น ราคะจึงเกิดขึ้น ทิฏฐิจึงเกิดขึ้น เพราะยินดีเพลิดเพลินกุศลที่เคยสั่งสมไว้ดีแล้วให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่น เพราะทำความยินดีเพลิดเพลินกุศลนั้นให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่น ราคะจึงเกิดขึ้น ทิฏฐิจึงเกิดขึ้น บุคคลออกจากฌานแล้วยินดีเพลิดเพลินฌานให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่นแล้ว เพราะทำความยินดีเพลิดเพลินฌานนั้นให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่น ราคะจึงเกิดขึ้น ทิฏฐิจึงเกิดขึ้น ปกตูปนิสสยะ ได้แก่ บุคคลอาศัยศรัทธาแล้วมีมานะ ถือทิฏฐิ อาศัยศีล ฯลฯ สุตะ ฯลฯ จาคะ ฯลฯ ปัญญาแล้วมีมานะ ถือทิฏฐิ ศรัทธา ... ศีล ... สุตะ ... จาคะ ... ปัญญาเป็นปัจจัยแก่ราคะ ... โทสะ ... โมหะ ... มานะ ... ทิฏฐิ ... ความปรารถนาโดยอุปนิสสยปัจจัย (๒) สภาวธรรมที่เป็นกุศลเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตโดยอุปนิสสย-ปัจจัย มี ๓ อย่าง คือ อารัมมณูปนิสสยะ อนันตรูปนิสสยะและปกตูปนิสสยะ อารัมมณูปนิสสยะ ได้แก่ พระอรหันต์ออกจากมรรคแล้วพิจารณามรรคให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่น อนันตรูปนิสสยะ ได้แก่ กุศลเป็นปัจจัยแก่วุฏฐานะ มรรคเป็นปัจจัยแก่ผลอนุโลมของพระเสขะเป็นปัจจัยแก่ผลสมาบัติ เนวสัญญานาสัญญายตนกุศลของท่านผู้ออกจากนิโรธเป็นปัจจัยแก่ผลสมาบัติโดยอุปนิสสยปัจจัย

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๔๐ หน้า : ๒๗๓}

พระอภิธรรมปิฎก ธัมมานุโลม [ติกปัฏฐาน] ๑. กุสลติกะ ๗. ปัญหาวาร ปกตูปนิสสยะ ได้แก่ บุคคลอาศัยศรัทธาแล้วทำตนให้เดือดร้อน ให้ร้อนรนเสวยทุกข์มีการแสวงหาเป็นมูล อาศัยศีล ฯลฯ สุตะ ฯลฯ จาคะ ฯลฯ ปัญญาแล้วทำตนให้เดือดร้อน ให้ร้อนรน เสวยทุกข์มีการแสวงหาเป็นมูล ศรัทธา ... ศีล... สุตะ ... จาคะ ... ปัญญาเป็นปัจจัยแก่สุขทางกาย ทุกข์ทางกายและผลสมาบัติโดยอุปนิสสยปัจจัย กรรมที่เป็นกุศลเป็นปัจจัยแก่วิบากโดยอุปนิสสยปัจจัย พระอรหันต์อาศัยมรรคแล้วทำกิริยาสมาบัติที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้น เข้ากิริยาสมาบัติที่เกิดขึ้นแล้วเห็นแจ้งสังขารโดยเป็นสภาวะไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา มรรคของพระอรหันต์เป็นปัจจัยแก่อัตถปฏิสัมภิทา ธัมมปฏิสัมภิทา นิรุตติปฏิสัมภิทา ปฏิภาณปฏิสัมภิทา และความเป็นผู้ฉลาดในฐานะและมิใช่ฐานะโดยอุปนิสสยปัจจัยมรรคเป็นปัจจัยแก่ผลสมาบัติโดยอุปนิสสยปัจจัย (๓) สภาวธรรมที่เป็นอกุศลเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่เป็นอกุศลโดยอุปนิสสยปัจจัยมี ๓ อย่าง คือ อารัมมณูปนิสสยะ อนันตรูปนิสสยะและปกตูปนิสสยะ อารัมมณูปนิสสยะ ได้แก่ บุคคลยินดีเพลิดเพลินราคะให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่น เพราะทำความยินดีเพลิดเพลินราคะนั้นให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่นราคะจึงเกิดขึ้น ทิฏฐิจึงเกิดขึ้น ยินดีเพลิดเพลินทิฏฐิให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่นเพราะทำความยินดีเพลิดเพลินทิฏฐินั้นให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่น ราคะจึงเกิดขึ้นทิฏฐิจึงเกิดขี้น อนันตรูปนิสสยะ ได้แก่ ขันธ์ที่เป็นอกุศลซึ่งเกิดก่อนๆ เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ที่เป็นอกุศลซึ่งเกิดหลังๆ โดยอุปนิสสยปัจจัย ปกตูปนิสสยะ ได้แก่ บุคคลอาศัยราคะแล้วฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ พูดเท็จ พูดส่อเสียด พูดคำหยาบ พูดเพ้อเจ้อ งัดแงะ ปล้นไม่ให้เหลือ ปล้นเรือนหลังเดียวดักจี้ที่ทางเปลี่ยว ล่วงเกินภรรยาผู้อื่น ฆ่าชาวบ้าน ฆ่าชาวนิคม ฆ่ามารดา ฆ่าบิดาฆ่าพระอรหันต์ มีจิตประทุษร้ายทำพระโลหิตของพระตถาคตให้ห้อ ทำลายสงฆ์ให้แตกกัน อาศัยโทสะ ฯลฯ โมหะ ฯลฯ มานะ ฯลฯ ทิฏฐิ ฯลฯ ความปรารถนาแล้วฆ่าสัตว์ ฯลฯ ทำลายสงฆ์ให้แตกกัน ราคะ ฯลฯ โทสะ ฯลฯ โมหะ ฯลฯ มานะ ฯลฯ ทิฏฐิ ฯลฯ ความปรารถนาเป็นปัจจัยแก่ราคะ ฯลฯ โทสะ ฯลฯ โมหะ ฯลฯ มานะ ฯลฯ ทิฏฐิ ฯลฯ ความปรารถนาโดยอุปนิสสยปัจจัย

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๔๐ หน้า : ๒๗๔}

พระอภิธรรมปิฎก ธัมมานุโลม [ติกปัฏฐาน] ๑. กุสลติกะ ๗. ปัญหาวาร ปาณาติบาตเป็นปัจจัยแก่ปาณาติบาตโดยอุปนิสสยปัจจัย ปาณาติบาตเป็น ปัจจัยแก่อทินนาทาน ฯลฯ กาเมสุมิจฉาจาร ฯลฯ มุสาวาท ฯลฯ ปิสุณาวาจาฯลฯ ผรุสวาจา ฯลฯ สัมผัปปลาปะ ฯลฯ อภิชฌา ฯลฯ พยาบาท ฯลฯ มิจฉาทิฏฐิโดยอุปนิสสยปัจจัย อทินนาทานเป็นปัจจัยแก่อทินนาทาน ... กาเมสุ-มิจฉาจาร ... มุสาวาท ... (ย่อ) มิจฉาทิฏฐิ ... ปาณาติบาตโดยอุปนิสสยปัจจัย (พึงผูกให้เป็นจักกนัย) กาเมสุมิจฉาจาร ฯลฯ มุสาวาท ฯลฯ ปิสุณาวาจา ฯลฯ ผรุสวาจา ฯลฯ สัมผัปปลาปะ ฯลฯ อภิชฌา ฯลฯ พยาบาท ฯลฯ มิจฉาทิฏฐิเป็นปัจจัย แก่มิจฉาทิฏฐิโดยอุปนิสสยปัจจัย มิจฉาทิฏฐิเป็นปัจจัยแก่ปาณาติปาต ฯลฯ อทินนาทาน ฯลฯ กาเมสุมิจฉาจาร ฯลฯ มุสาวาท ฯลฯ ปิสุณาวาจา ฯลฯ ผรุสวาจา ฯลฯ สัมผัปปลาปะ ฯลฯ อภิชฌา ฯลฯ พยาบาทโดยอุปนิสสยปัจจัยมาตุฆาตกรรมเป็นปัจจัยแก่มาตุฆาตกรรมโดยอุปนิสสยปัจจัย มาตุฆาตกรรมเป็นปัจจัยแก่ปิตุฆาตกรรม ... อรหันตฆาตกรรม ... โลหิตุปปาทกรรม ... สังฆเภทกรรม ... นิยตมิจฉาทิฏฐิโดยอุปนิสสยปัจจัย ปิตุฆาตกรรมเป็นปัจจัยแก่ปิตุฆาตกรรม ... อรหันตฆาตกรรม ... โลหิตุปปาทกรรม ... สังฆเภทกรรม ... นิยตมิจฉาทิฏฐิ ... มาตุฆาตกรรมโดยอุปนิสสยปัจจัย อรหันตฆาตกรรมเป็นปัจจัยแก่อรหันตฆาตกรรม ... โลหิตุปปาทกรรม ฯลฯ โลหิตุปปาทกรรมเป็นปัจจัยแก่โลหิตุปปาทกรรม ฯลฯ สังฆเภทกรรมเป็นปัจจัยแก่สังฆเภทกรรม ฯลฯ นิยตมิจฉาทิฏฐิเป็นปัจจัยแก่นิยตมิจฉาทิฏฐิโดยอุปนิสสย-ปัจจัย นิยตมิจฉาทิฏฐิเป็นปัจจัยแก่มาตุฆาตกรรมโดยอุปนิสสยปัจจัย ... เป็นปัจจัยแก่ปิตุฆาตกรรม ฯลฯ อรหันตฆาตกรรม ฯลฯ โลหิตุปปาทกรรม ฯลฯ สังฆเภทกรรมโดยอุปนิสสยปัจจัย (พึงทำให้เป็นจักกนัย) (๑) สภาวธรรมที่เป็นอกุศลเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่เป็นกุศลโดยอุปนิสสยปัจจัยมีอย่างเดียว คือ ปกตูปนิสสยะ ได้แก่ บุคคลอาศัยราคะแล้วจึงให้ทาน สมาทานศีล รักษาอุโบสถ ทำฌานให้เกิดขึ้น ทำวิปัสสนาให้เกิดขึ้น ทำมรรคให้เกิดขึ้นทำอภิญญาให้เกิดขึ้น ทำสมาบัติให้เกิดขึ้น อาศัยโทสะ ... โมหะ ... มานะ ...

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๔๐ หน้า : ๒๗๕}

พระอภิธรรมปิฎก ธัมมานุโลม [ติกปัฏฐาน] ๑. กุสลติกะ ๗. ปัญหาวาร ทิฏฐิ ... ความปรารถนาจึงให้ทาน สมาทานศีล รักษาอุโบสถ ทำฌานให้เกิดขึ้นทำวิปัสสนาให้เกิดขึ้น ทำมรรคให้เกิดขึ้น ทำอภิญญาให้เกิดขึ้น ทำสมาบัติให้เกิดขึ้น ราคะ ... โทสะ ... โมหะ ... มานะ ... ทิฏฐิ ... ความปรารถนาเป็นปัจจัยแก่ศรัทธา ... ศีล ... สุตะ ... จาคะ ... ปัญญาโดยอุปนิสสยปัจจัยบุคคลฆ่าสัตว์แล้วประสงค์จะลบล้างปาณาติบาตกรรมนั้น จึงให้ทาน สมาทานศีลรักษาอุโบสถ ทำฌานให้เกิดขึ้น ทำวิปัสสนาให้เกิดขึ้น ทำมรรคให้เกิดขึ้น ทำ อภิญญาให้เกิดขึ้น ทำสมาบัติให้เกิด ขึ้น บุคคลลักทรัพย์ พูดเท็จ ... พูดส่อเสียด... พูดคำหยาบ ... พูดเพ้อเจ้อ ... งัดแงะ ... ปล้นไม่ให้เหลือ ... ปล้นเรือนหลังเดียว... ดักจี้ที่ทางเปลี่ยว ... ล่วงเกินภรรยาผู้อื่น ... ฆ่าชาวบ้าน ... ฆ่าชาวนิคมประสงค์จะลบล้างกรรมชั่วนั้น จึงให้ทาน สมาทานศีล รักษาอุโบสถ ทำฌานให้เกิดขึ้น ทำวิปัสสนาให้เกิดขึ้น ทำมรรคให้เกิดขึ้น ทำอภิญญาให้เกิดขึ้น ทำสมาบัติให้เกิดขึ้น ฆ่ามารดา ประสงค์จะลบล้างมาตุฆาตกรรมนั้น จึงให้ทาน สมาทานศีลรักษาอุโบสถ ฆ่าบิดา ... ฆ่าพระอรหันต์ ... มีจิตประทุษร้ายทำพระโลหิตของพระตถาคตให้ห้อ ... ทำลายสงฆ์ให้แตกกัน ประสงค์จะลบล้างสังฆเภทกรรมนั้นจึงให้ทาน สมาทานศีล รักษาอุโบสถ (๒) สภาวธรรมที่เป็นอกุศลเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตโดยอุปนิสสย-ปัจจัย มี ๒ อย่าง คือ อนันตรูปนิสสยะและปกตูปนิสสยะ อนันตรูปนิสสยะ ได้แก่ อกุศลเป็นปัจจัยแก่วุฏฐานะโดยอุปนิสสยปัจจัย ปกตูปนิสสยะ ได้แก่ บุคคลอาศัยราคะแล้วทำตนให้เดือดร้อนให้ร้อนรนเสวยทุกข์มีการแสวงหาเป็นมูล อาศัยโทสะ ... โมหะ ... มานะ ... ทิฏฐิ ... ความปรารถนา ทำตนให้เดือดร้อนให้ร้อนรน เสวยทุกข์มีการแสวงหาเป็นมูล ราคะ ... โทสะ ... โมหะ ... มานะ ... ทิฏฐิ ... ความปรารถนาเป็นปัจจัยแก่สุขทางกายทุกข์ทางกายและผลสมาบัติโดยอุปนิสสยปัจจัย กรรมที่เป็นอกุศลเป็นปัจจัยแก่วิบากโดยอุปนิสสยปัจจัย (๓) สภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตโดย อุปนิสสยปัจจัย มี ๓ อย่าง คือ อารัมมณูปนิสสยะ อนันตรูปนิสสยะ และ ปกตูปนิสสยะ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๔๐ หน้า : ๒๗๖}

พระอภิธรรมปิฎก ธัมมานุโลม [ติกปัฏฐาน] ๑. กุสลติกะ ๗. ปัญหาวาร อารัมมณูปนิสสยะ ได้แก่ พระอรหันต์พิจารณาผลให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่น พิจารณานิพพานให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่น นิพพานเป็นปัจจัยแก่ผลโดยอุปนิสสยปัจจัย อนันตรูปนิสสยะ ได้แก่ ขันธ์ที่เป็นอัพยากตวิบากและที่เป็นอัพยากตกิริยาซึ่งเกิดก่อนๆ เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ที่เป็นอัพยากตวิบากและที่เป็นอัพยากตกิริยาซึ่งเกิดหลังๆ โดยอุปนิสสยปัจจัย ภวังคจิตเป็นปัจจัยแก่อาวัชชนจิต กิริยาเป็นปัจจัยแก่วุฏฐานะ อนุโลมของพระอรหันต์เป็นปัจจัยแก่ผลสมาบัติ เนวสัญญานาสัญญา-ยตนกิริยาของท่านผู้ออกจากนิโรธเป็นปัจจัยแก่ผลสมาบัติโดยอุปนิสสยปัจจัย ปกตูปนิสสยะ ได้แก่ สุขทางกายเป็นปัจจัยแก่สุขทางกาย ทุกข์ทางกาย และผลสมาบัติโดยอุปนิสสยปัจจัย ทุกข์ทางกายเป็นปัจจัยแก่สุขทางกาย ทุกข์ทางกายและผลสมาบัติโดยอุปนิสสยปัจจัย อุตุเป็นปัจจัยแก่สุขทางกาย ทุกข์ทางกายและผลสมาบัติโดยอุปนิสสยปัจจัย โภชนะเป็นปัจจัยแก่สุขทางกาย ทุกข์ทางกายและผลสมาบัติโดยอุปนิสสยปัจจัย เสนาสนะเป็นปัจจัยแก่สุขทางกาย ทุกข์ทางกายและผลสมาบัติโดยอุปนิสสยปัจจัย สุขทางกาย ... ทุกข์ทางกาย ... อุตุ ... โภชนะ ... เสนาสนะเป็นปัจจัยแก่สุขทางกาย ทุกข์ทางกายและผลสมาบัติโดยอุปนิสสยปัจจัย ผลสมาบัติเป็นปัจจัยแก่สุขทางกายโดยอุปนิสสยปัจจัย พระอรหันต์อาศัยสุขทางกายแล้วทำกิริยาสมาบัติที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้น เข้ากิริยาสมาบัติที่เกิดขึ้นแล้ว เห็นแจ้งสังขารโดยเป็นสภาวะไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา อาศัยทุกข์ทางกาย ... อุตุ ... โภชนะ ... เสนาสนะแล้ว ทำกิริยาสมาบัติที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้น เข้ากิริยาสมาบัติที่เกิดขึ้นแล้ว เห็นแจ้งสังขารโดยเป็นสภาวะไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา (๑) สภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่เป็นกุศลโดยอุปนิสสย-ปัจจัย มี ๓ อย่าง คือ อารัมมณูปนิสสยะ อนันตรูปนิสสยะและปกตูปนิสสยะ อารัมมณูปนิสสยะ ได้แก่ พระเสขะพิจารณาผลให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่นพิจารณานิพพานให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่น นิพพานเป็นปัจจัยแก่โคตรภูโวทานและมรรคโดยอุปนิสสยปัจจัย

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๔๐ หน้า : ๒๗๗}

พระอภิธรรมปิฎก ธัมมานุโลม [ติกปัฏฐาน] ๑. กุสลติกะ ๗. ปัญหาวาร อนันตรูปนิสสยะ ได้แก่ อาวัชชนจิตเป็นปัจจัยแก่ขันธ์ที่เป็นกุศลโดย อุปนิสสยปัจจัย ปกตูปนิสสยะ ได้แก่ บุคคลอาศัยสุขทางกายแล้วให้ทาน สมาทานศีล รักษาอุโบสถ ทำฌานให้เกิดขึ้น ทำวิปัสสนาให้เกิดขึ้น ทำมรรคให้เกิดขึ้น ทำ อภิญญาให้เกิดขึ้น ทำสมาบัติให้เกิดขึ้น อาศัยทุกข์ทางกาย ... อุตุ ... โภชนะ ... เสนาสนะแล้ว จึงให้ทาน สมาทานศีล รักษาอุโบสถ ทำฌานให้เกิดขึ้น ทำ วิปัสสนาให้เกิดขึ้น ทำมรรคให้เกิดขึ้น ทำอภิญญาให้เกิดขึ้น ทำสมาบัติให้เกิดขึ้นสุขทางกาย ... ทุกข์ทางกาย ... อุตุ ... โภชนะ ... เสนาสนะเป็นปัจจัยแก่ศรัทธา... ศีล ... สุตะ ... จาคะ ... ปัญญาโดยอุปนิสสยปัจจัย (๒) สภาวธรรมที่เป็นอัพยากฤตเป็นปัจจัยแก่สภาวธรรมที่เป็นอกุศลโดยอุปนิสสย-ปัจจัย มี ๓ อย่าง คือ อารัมมณูปนิสสยะ อนันตรูปนิสสยะและปกตูปนิสสยะ อารัมมณูปนิสสยะ ได้แก่ บุคคลยินดีเพลิดเพลินจักษุให้เป็นอารมณ์อย่าง หนักแน่น เพราะทำความยินดีเพลิดเพลินจักษุนั้นให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่นราคะจึงเกิดขึ้น ทิฏฐิจึงเกิดขึ้น บุคคลยินดีเพลิดเพลินโสตะ ... ฆานะ ... ชิวหา ... กาย ... รูป ... เสียง ... กลิ่น ... รส ... โผฏฐัพพะ ... หทัยวัตถุ ... ขันธ์ที่เป็นอัพยากตวิบากและที่เป็นอัพยากตกิริยาให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่น เพราะทำความยินดีเพลิดเพลินโสตะเป็นต้นนั้นให้เป็นอารมณ์อย่างหนักแน่น ราคะจึงเกิดขึ้นทิฏฐิจึงเกิดขึ้น อนันตรูปนิสสยะ ได้แก่ อาวัชชนจิตเป็นปัจจัยแก่ขันธ์ที่เป็นอกุศลโดย อุปนิสสยปัจจัย ปกตูปนิสสยะ ได้แก่ บุคคลอาศัยสุขทางกายแล้วฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ พูดเท็จพูดส่อเสียด พูดคำหยาบ พูดเพ้อเจ้อ งัดแงะ ปล้นไม่ให้เหลือ ปล้นเรือนหลังเดียวดักจี้ที่ทางเปลี่ยว ล่วงเกินภรรยาผู้อื่น ฆ่าชาวบ้าน ฆ่าชาวนิคม ฆ่ามารดา ฆ่าบิดาฆ่าพระอรหันต์ มีจิตประทุษร้ายทำพระโลหิตของพระตถาคตให้ห้อ ทำลายสงฆ์ให้แตกกัน

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๔๐ หน้า : ๒๗๘}

พระอภิธรรมปิฎก ธัมมานุโลม [ติกปัฏฐาน] ๑. กุสลติกะ ๗. ปัญหาวาร อาศัยทุกข์ทางกาย ... อุตุ ... โภชนะ ... เสนาสนะแล้วฆ่าสัตว์ (ย่อ)ทำลายสงฆ์ให้แตกกัน สุขทางกาย ... ทุกข์ทางกาย ... อุตุ ... โภชนะ ... เสนาสนะเป็นปัจจัยแก่ราคะ... โทสะ ... โมหะ ... มานะ ... ทิฏฐิ ... ความปรารถนาโดยอุปนิสสยปัจจัย (๓)

อรรถกถา

ชั้นตัวบทอรรถกถาอธิบายพระไตรปิฎกเปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

อรรถกถาอุปนิสสยปัจจัย

พึงทราบวินิจฉัยใน อุปนิสสยปัจจัย ต่อไป :-

สองบทว่า สทฺธํ อุปนิสฺสาย คือ ทำศรัทธา ได้แก่ความเชื่อในกรรม ผลของกรรม โลกนี้และโลกหน้าเป็นต้น ให้เป็นที่อาศัยอย่างมั่นคงเหมือนอย่างว่าคนเชื่อว่าภายใต้แผ่นดินมีน้ำแล้ว ขุดซึ่งแผ่นดิน ฉันใด กุลบุตรมีศรัทธาก็ฉันนั้น เชื่อผลและอานิสงส์ของทานเป็นต้นแล้วย่อมบริจาคทานเป็นต้น เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า สทฺธํ อุปนิสฺสาย.

ในคำว่า สีลํ อุปนิสฺสาย เป็นต้น อธิบายว่า ทำธรรมมีศีลเป็นต้นเหล่านี้ให้เป็นอุปนิสสัย.

จริงอยู่ บุคคลผู้มีศีลเป็นผู้ฉลาดในศีลานุภาพ และในอานิสงส์แห่งศีล เพราะอาศัยศีลจึงให้ทานแก่คนผู้มีศีล สมาทานศีลชั้นสูงๆ ขึ้นไปรักษาอุโบสถในวันปักษ์มีวัน ๑๔ ค่ำเป็นต้นให้บริสุทธิ์ ไม่ให้ขาด เพราะอาศัยศีลสมบัติ ย่อมยังคุณธรรมมีฌานเป็นต้นให้เกิดขึ้น. แม้บุคคลผู้ได้ยินได้ฟังมาก หยั่งรู้ซึ่งสมบัติทุกอย่างอันเนื่องด้วยบุญกิริยาวัตถุมีทานเป็นต้น และความแตกต่างกันแห่งความเศร้าหมองและผ่องแผ้วแห่งกุศลมีทานเป็นต้นด้วยสุตมยปัญญาแล้ว อาศัยสุตะบำเพ็ญกุศลมีทานเป็นต้น.

แม้บุคคลผู้เสียสละ มีใจน้อมไปในทางบริจาค อาศัยการถึงพร้อมด้วยจาคธรรมของตนจึงให้ทาน สมาทานศีล เพราะเข้าใจว่า ทานที่บุคคลมีศีลให้แล้วย่อมมีผลมาก รักษาอุโบสถเพราะการปฏิบัติอย่างนั้น จึงเป็นผู้มีจิตบริสุทธิ์ ย่อมทำให้คุณธรรมมีฌานเป็นต้นเกิดขึ้นได้.

ฝ่ายบุคคลผู้มีปัญญากำหนดรู้ประโยชน์ในโลกนี้และโลกหน้า และอุบายที่จะข้ามพ้นจากโลก อาศัยความรู้อย่างทั่วถึงว่า เพราะข้อปฏิบัตินี้บุคคลอาจทำตนให้ลุถึงประโยชน์ในโลกนี้บ้าง ประโยชน์ในโลกหน้าบ้าง และแม้อุบายที่ข้ามพ้นจากโลกด้วย ดังนี้ย่อมบำเพ็ญกุศลมีทานเป็นต้นจะเป็นอุปนิสสัยแห่งทานเป็นต้น อย่างเดียวเท่านั้นก็หาไม่ ย่อมเป็นอุปนิสสัยแม้แห่งศรัทธาเป็นต้นของตนซึ่งจะเกิดต่อไปในภายภาคหน้าเพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ศรัทธา ศีล สุตะ จาคะ ปัญญาเป็นอุปนิสสยปัจจัยแก่ศรัทธา ศีล สุตะ จาคะ ปัญญา.

บทว่า ปริกมฺมํ ผู้ศึกษาพึงถือเอาบริกรรมในส่วนเบื้องต้น ไม่ใช่ที่เป็นอนันตรปัจจัย บริกรรมแห่งทิพจักขุญาณนั้นแหละ ย่อมมีแก่ญาณทั้งสองนี้ คือยถากัมมูปคญาณ อนาคตตังสญาณ หามีบริกรรมต่างออกไปไม่ ญาณทั้งสองนี้เป็นบริวารแห่งทิพจักขุนั่นเอง เมื่อทิพจักขุนั้นสำเร็จแล้ว ญาณทั้งสองนี้ก็สำเร็จด้วย. แม้เมื่อเป็นเช่นนั้น ผู้ศึกษาพึงทราบว่า บริกรรมแห่งทิพจักขุญาณที่มุ่งต่อการน้อมใจไปเพื่อความรู้อย่างนั้นเป็นบริกรรมแห่งญาณทั้งสองนั้นเพราะว่าญาณทั้งสองนี้จะมีคติเหมือนทิพจักขุทุกอย่างก็หาไม่ ฉะนั้น จึงมีบริกรรมพิเศษในญาณทั้งสองนี้อีกแล.

คำว่า ทิพฺพจกฺขุ ทิพฺพาย โสตธาตุยา ความว่า ทิพจักขุของบุคคลผู้เห็นรูปในที่ไกล แล้วต้องการจะฟังเสียงแห่งรูปเหล่านั้น เป็นอุปนิสสยปัจจัยแก่ความผ่องใสแห่งโสตธาตุ. ก็ทิพโสตธาตุย่อมเป็นอุปนิสสยปัจจัยแก่อิทธิวิธญาณ ด้วยอำนาจความเป็นผู้ได้ยินเสียงแห่งรูปเหล่านั้น แล้วประสงค์จะไปในที่นั้น.

บัณฑิตพึงทราบความเป็นอุปนิสสยปัจจัย ด้วยอำนาจความเป็นอุปการะแก่ธรรมนั้นๆ ในที่ทั้งปวง ด้วยประการฉะนี้.

คำว่า มคฺคํ อุปนิสฺสาย อนุปฺปนฺนํ สมาปตฺตึ ความว่า พระอริยบุคคลเหล่าใดยังสมาบัตินั้นๆ ให้เกิดขึ้น เพราะอันตรายในหนทางเป็นสภาพเบาบางแล้ว และละได้แล้วด้วยมรรคนั้นๆ ฉะนั้น มรรคของพระอริยบุคคลเหล่านั้น จึงชื่อว่าเป็นอุปนิสสยปัจจัยแก่สมาบัติ.

บทว่า วิปสฺสนฺติ คือ ย่อมเห็นแจ้ง เพื่อต้องการมรรคเบื้องสูงขึ้นไป.

คำว่า อตฺถปฏิสมฺภิทา เป็นอาทิ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้โดยที่ปฏิสัมภิทาทั้งหลาย สำเร็จได้เพราะการได้บรรลุมรรคนั่นเอง. ก็แลมรรคนั่นเองชื่อว่าเป็นอุปนิสสัย เพราะเป็นไปในอารมณ์นั้นๆ ภายหลัง ปฏิสัมภิทาเหล่านี้สำเร็จแล้วด้วยประการฉะนี้.

คำว่า สทฺธํ อุปนิสฺสาย มานํ ชปฺเปติ ความว่า ย่อมยังมานะให้เป็นไปว่าเราเป็นผู้มีศรัทธาเลื่อมใส.

สองบทว่า ทิฏฺฐึ คณฺหาติ ความว่า บุคคลไปด้วยอำนาจความเชื่อในคำนั้นๆ ไม่พิจารณาเนื้อความด้วยปัญญา คือย่อมถือเอาทิฏฐิด้วยอำนาจความเห็นผิดว่า บุคคลมีอยู่เป็นต้น.

คำว่า สีลํ สุตํ จาคํ ปญฺญํ ความว่า เกิดมานะขึ้นว่า เราเป็นผู้มีศีล เป็นผู้สดับแล้ว มีการสละ มีความรู้ทุกด้าน. ก็เมื่อบุคคลยังความสำคัญผิดด้วยอำนาจทิฏฐิให้เกิดขึ้นในศีล สุตะ จาคะและปัญญา เหมือนความสำคัญผิดด้วยอำนาจมานะ ย่อมถือเอาซึ่งทิฏฐิ.

พึงทราบวินิจฉัยในคำว่า ราคสฺส เป็นต้น.

บรรดาทิฏฐิและมานะเหล่านั้น ธรรมหนึ่งๆ เป็นอุปนิสสยปัจจัยแก่ราคะในเวลาอาศัยสมบัติมีศรัทธาเป็นต้นแล้วยกย่องตนเป็นอุปนิสสยปัจจัยแก่โทสะในเวลาอาศัยสมบัติ มีศรัทธาเป็นต้นแล้วเย้ยหยันผู้อื่น เป็นอุปนิสสยปัจจัยแก่โมหะ ที่สัมปยุตตด้วยราคะและโทสะทั้งสองเพราะอาศัยมานะและทิฏฐิมีประการดังกล่าวแล้ว อาศัยสมบัติมีศรัทธาเป็นต้นแล้วปรารถนาภวสมบัติและโภคสมบัติ. โลกิยกุศลเท่านั้นที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงไว้ในอธิการนี้ด้วยประการฉะนี้.

ส่วนโลกุตตรกุศลเป็นธรรมสงบ ประณีต สูงสุด กำจัดอกุศลได้เด็ดขาด ฉะนั้นจึงไม่เป็นอุปนิสสยปัจจัยแก่อกุศล เหมือนพระจันทร์ไม่เป็นอุปนิสสัยแก่ความมืดฉะนั้น. เพราะเหตุนั้นโลกุตตรกุศลนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงไม่ทรงถือเอาในอธิการนี้.

คำว่า อาตาเปติ เป็นต้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้เพื่อแสดงอัพยากตธรรมด้วยอำนาจกายิกทุกข์.

จริงอยู่ ผู้มีศรัทธาอาศัยศรัทธา ไม่ย่อท้อต่อความหนาวจัด ร้อนจัด เอาใจใส่ในการก่อสร้างเป็นต้นมีประการต่างๆ ชื่อว่าย่อมทำตนให้เดือดร้อน. บุคคลคิดว่า เราได้โภคสมบัติแล้วจักทำบุญ ชื่อว่าย่อมเสวยทุกข์อันมีการแสวงหาเป็นมูล. แม้บุคคลผู้มีศีล ชื่อว่าย่อมทำตนให้เดือดร้อน ด้วยอำนาจการถือธุดงค์มีการอยู่กลางแจ้งเป็นวัตร (อัพโภกาสิกวัตร) เป็นต้น เพื่อรักษาศีล ชื่อว่าย่อมเสวยทุกข์อันมีการแสวงหาเป็นมูล ด้วยอำนาจการเที่ยวแสวงหาอาหารเป็นต้น. แม้บุคคลผู้สดับแล้วคิดว่า เราจะปฏิบัติให้เหมาะสมแก่ความเป็นพหูสูต ปฏิบัติอยู่ตามนัยที่กล่าวแล้วนั่นแล ชื่อว่าย่อมทำตนให้เดือดร้อน. ชื่อว่าย่อมเสวยทุกข์อันมีการแสวงหาเป็นมูล. แม้บุคคลผู้เสียสละเพราะจิตใจน้อมไปในการบริจาค สละเสียจนไม่เหลือปัจจัยไว้เลี้ยงชีพตน หรือทำการสละอวัยวะเป็นต้น ชื่อว่าทำตนให้เดือดร้อน ชื่อว่าย่อมเสวยทุกข์อันมีการแสวงหาเป็นมูล เพื่อได้มาซึ่งวัตถุที่จะนำมาบริจาค. แม้บุคคลผู้มีปัญญาอาศัยความมีปัญญา ไม่คำนึงถึงความหนาวร้อนเป็นต้น พยายามสนใจในการท่องจำ ด้วยคิดว่า เราจักมีปัญญาให้สูงขึ้นๆ ชื่อว่าย่อมทำตนให้เดือดร้อน. เห็นโทษในมิจฉาชีพและอานิสงส์ในสัมมาชีพ ละมิจฉาชีพและหาเครื่องเลี้ยงชีวิต ด้วยอาชีวะอันหมดจด ชื่อว่าย่อมเสวยทุกข์อันมีการแสวงหาเป็นมูล.

สองบทว่า กายิกสฺส สุขสฺส คือ แก่ความสุขทางกายในเวลาความสุขเกิดขึ้นแก่กาย ซึ่งมีรูปอันประณีต มีศรัทธาเป็นต้นเป็นสมุฏฐานถูกต้องแล้วในเวลาใช้สอยอุปกรณ์แห่งความสุข ซึ่งเกิดขึ้นเพราะอาศัยสมบัติมีศรัทธาเป็นต้น, และแก่ความสุขทางกายอันมีรูป มีปราโมทย์และปีติซึ่งมีความเดือดร้อนด้วยอำนาจแห่งอุปกรณ์ความสุขเหล่านั้นเป็นมูล เป็นสมุฏฐานถูกต้องแล้ว,และแก่ความสุขทางกาย ในเวลาวิบากสุขเกิดขึ้น เพราะอุปกรณ์แห่งความสุขเหล่านั้น ทำแล้วในกาลเกิดขึ้นแห่งความสุข,และแก่ทุกข์ทางกาย ในเวลาทุกข์เกิดขึ้นตามนัยที่กล่าวแล้วนั้นแล และในเวลามีการฆ่าและจองจำ อันบุคคลผู้อดกลั้นไม่ได้ด้วยคุณสมบัติ มีศรัทธาเป็นต้นประกอบแล้ว. ก็ในเวลาผลสมาบัติอาศัยศรัทธาเป็นต้นเป็นไป ธรรมหนึ่งๆ ในบรรดาธรรมมีศรัทธาเป็นต้นนี้ พึงทราบว่า เป็นอุปนิสสยปัจจัยแก่ผลสมาบัติด้วย.

สองบทว่า กุสลํ กมฺมํ คือ กุศลเจตนาเป็นอุปนิสสยปัจจัยแก่วิบากของตน. แต่เจตนานั้นได้เฉพาะที่มีกำลังเท่านั้น ที่มีกำลังอ่อนย่อมไม่ได้.

ในข้อนั้นมีเรื่องดังต่อไปนี้ (เป็นอุทาหรณ์) :-

เล่ากันมาว่า หญิงคนหนึ่งต้องการจะผูกคอตาย จึงห้อยเชือกไว้ที่ต้นไม้ จัดแจงของที่ควรจัดอยู่. ทีนั้นโจรคนหนึ่งคิดว่าตอนกลางคืนเราเข้าไปยังเรือนนั้น แล้วจักเอาเชือกเส้นนี้มัดสิ่งของบางอย่างแล้วลักไป จึงเอามีดเข้าไปตัด ลำดับนั้นเชือกนั้นได้กลายเป็นงูพิษขู่แล้ว โจรกลัวไม่กล้าเข้าไป หญิงนั้นออกจากเรือน สอดคอเข้าไปในบ่วงเชือกผูกคอตายแล้ว พลวเจตนาห้ามเสียซึ่งอันตรายแล้ว เป็นอุปนิสสยปัจจัยแก่วิบากของตนด้วยประการฉะนี้.

แต่คำนี้ก็ไม่ควรถือโดยแน่นอน เพราะว่า กรรมที่ได้โอกาสห้ามอันตรายแห่งวิบากอย่างนี้แล้วย่อมให้ผล ส่วนกรรมที่ยังวิบากให้เกิดกล่าวไม่ได้ว่า ไม่เป็นอุปนิสสัยแก่วิบาก.

ในคำว่า กมฺมํ นี้ บัณฑิตพึงทราบว่า ได้แก่กรรมที่เป็นไปในภูมิทั้ง ๔.

ก็คำที่ท่านกล่าวไว้ว่า มรรคเป็นอุปนิสสยปัจจัยแก่ผลสมาบัติ ข้างหน้านั้น กล่าวด้วยอำนาจธรรมที่ไม่มีเจตนา. เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงแสดงไว้ว่า ธรรมที่ยังวิบากให้เกิดขึ้นนั่นแหละเป็นอุปนิสสยปัจจัยแก่วิบากของตน.

คำว่า ราคํ อุปนิสฺสาย ปาณํ หนติ ความว่า ประโยชน์ใดย่อมมีโดยเป็นสาระในวัตถุใด ผิดแล้วในวัตถุนั้น หรือว่าฆ่าสัตว์เพื่อประโยชน์นั้น. แม้ในอทินนาทานเป็นต้น ผู้ศึกษาพึงทราบเนื้อความโดยอุบายนี้.

คำว่า สนฺธึ ฉินฺทติ เป็นต้น ตรัสไว้ด้วยอำนาจอทินนาทาน.

คำว่า สนฺธึ ในอธิการนั้นหมายเอาฝาเรือน.

สองบทว่า นิลฺโลปํ หรติ คือ แอบเข้าไปขโมย.

สองบทว่า เอกาคาริกํ กโรติ คือ ร่วมกันหลายๆ คน ล้อมปล้นเรือนหลังเดียว.

สองบทว่า ปริปนฺเถ ติฏฺฐติ คือ ดักทำร้ายคนเดินทาง.

ในคำว่า โทสํ อุปนิสฺสาย เป็นต้น ความว่า ทำโทสะที่เกิดขึ้นด้วยอำนาจความแค้นว่า เขาได้สร้างความฉิบหายวายวอดให้กับเราเป็นต้น ให้เป็นอุปนิสสัย.

คำว่า โมหํ อุปนิสฺสาย คือ ทำโมหะที่ปิดบังโทษในปาณาติบาตเป็นต้น ให้เป็นอุปนิสสัย.

สองบทว่า มานํ อุปนสฺสาย คือ ทำมานะว่า ทำไมจึงฆ่าไม่ได้ ทำไมเราจึงลักไม่ได้ให้เป็นอุปนิสสัย. หรืออธิบายว่า ถูกใครเขาดูถูกเหยียดหยาม แล้วยกเอาการดูถูกนั้นมาเป็นอุปนิสสัยบ้าง.

สองบทว่า ทิฏฺฐึ อุปนิสฺสาย คือ ทำทิฏฐิในยัญทั้งหลายให้เป็นอุปนิสสัย เหมือนพราหมณ์ทั้งหลาย และพวกปาราสิกะและมิลักขะเป็นต้น.

สองบทว่า ปตฺถนํ อุปนิสฺสาย คือ ทำความปรารถนามีอาทิอย่างนี้ว่า ถ้างานชิ้นนี้ของข้าพเจ้าสำเร็จ ก็จักทำพลีกรรมอย่างนี้แก่ท่าน หรือ ท่านจงนำเครื่องบวงสรวงเทวดาชนิดโน้มมาให้ข้าพเจ้า หรือจงนำเอาไปให้คนโน้น หรือว่าท่านจงมาร่วมเป็นสหายของเราซึ่งกำลังทำงานเหล่านี้อยู่ให้เป็นอุปนิสสัย.

ในคำว่า ราโค โทโส มาโน ทิฏฺฐิ ปตฺถนา ราคสฺส นี้ ราคะเป็นอุปนิสสัยแก่ราคะด้วย แก่ธรรมมีโทสะเป็นต้นด้วย. แม้ในโทสะเป็นต้นก็นัยนี้เหมือนกัน.

สองบทว่า ปาณาติปาโต ปาณาติปาตสฺส ความว่า บุคคลผู้ฆ่าสัตว์ ย่อมจะฆ่าสัตว์อื่นอีก เพราะตั้งอยู่ในความที่ไม่สำรวม. หรือว่าย่อมฆ่าญาติมิตรของผู้ที่ถูกเขาฆ่าแล้วประทุษร้ายต่อเพิ่มอีก. ปาณาติบาตเป็นอุปนิสสยปัจจัยแก่ปาณาติบาตด้วยประการฉะนี้.

อนึ่ง ปาณาติบาตเป็นอุปนิสสยปัจจัยแก่อทินนาทานเป็นต้น ในเวลาฆ่าเจ้าของ หรือคนเฝ้าลักเอาของเขาไป, ในการฆ่าสามีแล้วล่วงภรรยาเขา,ในเวลาพูดเท็จว่าไม่ได้ฆ่า, ในเวลาพูดส่อเสียดเพื่อปกปิดกรรมที่ตัวเองทำแล้ว, หรือเพื่อต้องการทำกรรมที่ยังไม่ได้ทำ ในเวลาพูดคำหยาบ คำเพ้อเจ้อ โดยนัยนั้นในเวลาเพ่งเล็งสมบัติที่อยากได้ของผู้อื่น, ในเวลาคิดว่าเมื่อเขาถูกฆ่าตายแล้วพวกพ้องมิตรอำมาตย์ของเขาต้องสูญสิ้นไปเป็นต้นและในเวลาถือความเห็นผิดด้วยอำนาจผู้ทำกรรมที่ทำได้ยากว่า ปาณาติบาตของเราจักหนักแน่นอยู่นี้ เป็นต้น.

บัณฑิตพึงทราบเนื้อความในความหมุนไปในธรรมมีอทินนาทานเป็นต้นเป็นมูลโดยอุบายนี้.

สองบทว่า มาตุฆาตกมฺมํ มาตุฆาตกมฺมสฺส ความว่า มาตุฆาตกรรมเป็นอุปนิสสยปัจจัยแก่มาตุฆาตกรรม สำหรับบุคคลผู้เห็นคนอื่นฆ่ามารดาแล้วฆ่าซึ่งมารดาของตนบ้าง เข้าใจว่าการทำอย่างนั้นสมควร หรือด้วยอำนาจการฆ่าในภพหนึ่งแล้วฆ่าในภพอื่นอีก หรือในภพเดียวกันด้วยสามารถแห่งการสั่งบ่อยๆ ว่าท่านจงไปฆ่ามารดาของเรา หรือด้วยอำนาจการประหารครั้งที่ ๒ เพื่อให้ตายแน่นอนด้วยการประหาร ๒ ครั้ง.

แม้บทที่เหลือ ผู้ศึกษาพึงทราบเนื้อความตามที่เหมาะสมโดยนัยนี้เหมือนกัน.

อาจารย์บางพวกกล่าวว่า อกุศลที่มีกำลัง หาเป็นอุปนิสสยปัจจัยแก่อกุศลที่มีกำลังอ่อนไม่ เพราะฉะนั้น เทศนาพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสไว้ด้วยอำนาจอนันตริยกรรมที่เนื่องด้วยกรรมบถเท่านั้น. ดังนั้น ไม่ควรยึดถือโดยแน่นอน. เพราะว่าบุคคลทำกรรมมีปาณาติบาตเป็นต้นแล้ว ถูกท้วงติว่า ทำไมจึงทำอย่างนั้น ย่อมทำอาการโกรธบ้าง เดือดร้อนบ้าง ก็เมื่อกิเลสมีประมาณน้อยเกิดแล้ว เขาปล่อยให้กิเลสนั้นขยายตัวไม่ยอมทำ การล่วงละเมิดได้ เพราะฉะนั้น อกุศลที่มีกำลังย่อมเป็นอุปนิสสยปัจจัยแก่อกุศลที่หย่อนกำลังไป และอกุศลที่หย่อนกำลังก็ย่อมเป็นอุปนิสสยปัจจัย แม้แต่อกุศลที่มีกำลังได้เหมือนกันก็คำใดที่ท่านกล่าวไว้ในวรรณนานิทเทสแห่งปัจจยวิภังค์ว่า ธรรมที่ชื่อว่าเป็นอุปนิสสยปัจจัย เพราะอรรถว่า เป็นเหตุมีกำลังคำนั้นท่านกล่าวไว้ เพราะภาวะแห่งการเป็นเหตุเท่านั้นมีกำลัง ไม่ใช่เพราะตัวปัจจัยธรรมซึ่งเป็นที่เข้าไปอิงอาศัย.

จริงอยู่ กรรมและกิเลสทั้งหลาย ที่มีกำลังมากก็ดี ที่หย่อนกำลังก็ดี จัดว่าเป็นเหตุที่มีกำลังทั้งนั้น.

พึงทราบวินิจฉัยในคำว่า ราคํ อุปนิสฺสาย ทานํ เทติ เป็นต้นต่อไป.

บุคคลเข้าไปอาศัยความยินดีในอุปปัตติภพ หรือในโภคะทั้งหลายว่า ทำไมหนอเราจึงจะเข้าถึงความเป็นสหายของเหล่าเทพชั้นจาตุมหาราชิกาเป็นต้น ดังนี้แล้วจึงให้ทานแม้ในการสมาทานศีลและรักษาอุโบสถเป็นต้น ก็นัยนี้เหมือนกัน ก็บุคคลเมื่อทำฌานให้เกิดเพื่อต้องการข่มราคะ ทำวิปัสสนาให้เกิดเพื่อต้องการลดราคะทำมรรคให้เกิดเพื่อต้องการตัดภพตัดชาติ ชื่อว่าเข้าไปอิงอาศัยราคะทำให้เกิดขึ้น.

อนึ่ง เมื่อยังอภิญญาและสมาบัติให้เกิด เพื่อต้องการให้ปราศจากราคะ ก็ชื่อว่าเข้าไปอิงอาศัยราคะให้เกิดขึ้นเหมือนกัน.

จริงอยู่ ด้วยความต้องการเท่านี้ ผู้นั้นย่อมเป็นคนปราศจากราคะได้.

บทว่า สทฺธาย คือ ความเชื่ออันเป็นไปด้วยอำนาจทานเป็นต้น.

แม้ในศีลเป็นต้น ก็นัยนี้เหมือนกัน. เหมือนอย่างว่า เมื่อยังศรัทธาเป็นต้นให้เกิดด้วยอำนาจทานเป็นต้น ชื่อว่าเข้าไปอิงอาศัยราคะให้เกิด ฉันใดผู้ศึกษาพึงทราบว่า แม้ราคะเป็นต้นก็ชื่อว่าเป็นอุปนิสสยปัจจัยแก่ศรัทธาเป็นต้น ฉันนั้น.

สองบทว่า ตสฺส ปฏิฆาตตฺถาย คือ เพื่อห้ามเสียซึ่งวิบากนั้น. อธิบายว่า เพื่อไม่ให้โอกาสแห่งวิบากเกิดขึ้น ในสัปปฏิฆาตธรรมทั้งหลาย มีอธิบายเพียงเท่านี้.

ถามว่า อนันตริยกรรมเหล่าใดไม่มีปฏิฆาต ทำไม พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ตสฺส ปฏิฆาตตฺถาย ไว้ในอนันตริยกรรมเหล่านั้น.

แก้ว่า ตรัสด้วยอำนาจอัธยาศัยแห่งบุคคลนั้น.

จริงอยู่ ผู้นั้นย่อมมีอัธยาศัยว่าจะประพฤติเพื่อต้องการจะกำจัดสิ่งนั้น (วิบาก). พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงถือเอาอัธยาศัยนั้น จึงตรัสไว้อย่างนี้.

คำว่า ราคํ อุปนิสฺสาย อตฺตานํ อาตาเปติ ผู้ศึกษาพึงทราบความทั้งหมดโดยนัยก่อนนั่นเทียวว่า บุคคลเห็นอยู่ซึ่งส่วนบุญ โดยเป็นการกระทำได้ยากของผู้ยินดีแล้วในสมบัติใดเล่า ย่อมทำอย่างนั้นบ้าง.

สองบทว่า กายิกสฺส สุขสฺส คือ ความสุขที่ได้เพราะการทำกุศลด้วยอำนาจการก้าวล่วงอกุศลมีราคะเป็นต้น หรือว่าด้วยอำนาจการบริโภคกามแห่งบุคคลผู้ยังไม่เห็นโทษด้วยอำนาจราคะเป็นต้น.

บทว่า ทุกฺขสฺส คือ ความทุกข์ที่เกิดขึ้นด้วยอำนาจการย่างกิเลสเป็นต้น (การทำตนเองให้เดือดร้อน) หรือความทุกข์ที่เกิดขึ้นด้วยอำนาจการฆ่า และการจองจำที่เป็นไปเพราะเหตุแห่งราคะเป็นต้น.

บทว่า ผลสมาปตฺติยา หมายถึง คุณธรรมที่พระโยคาวจรให้เกิดขึ้น เพราะตัดกิเลสมีราคะเป็นต้นได้ หรือหมายถึงคุณชาติที่ท่านผู้เบื่อหน่ายราคะเป็นต้นเหล่านั้นเข้าถึงแล้ว.

สองบทว่า กายิกํ สุขํ เป็นต้น ความว่าเมื่อความสุขเกิดขึ้น บุคคลยินดีความสุขนั้น ทำความสุขนั้นให้เกิดบ่อยๆ ด้วยปัจจัยอย่างเดียวกันนั่นเอง ความสุขคราวก่อนเชื่อว่าเป็นอุปนิสสยปัจจัย แก่ความสุขคราวหลัง.

ก็ในบรรดาความหนาวเป็นต้น เมื่อบุคคลช่องเสพเกินไปซึ่งความร้อนมีความร้อนเพราะไฟเป็นต้น ความสุขเบื้องต้นย่อมเป็นอุปนิสสยปัจจัยแก่ความทุกข์ภายหลัง.

อีกอย่างหนึ่งในอธิการนี้ กายิกสุขของบุคคลผู้ดื่มด่ำในกามทั้งหลายว่า สัมผัสแห่งแขนที่มีขนอ่อนนุ่มของปริพาชิกานี้ เป็นสุขจริงหนอ ดังนี้ ย่อมเป็นอุปนิสสยปัจจัยแห่งกายิกทุกข์ในนรก. ส่วนเมื่อพระโยคีผู้มีความสุขเพราะไม่มีโรค เข้าผลสมาบัติ กายิกสุขย่อมเป็นอุปนิสสยปัจจัยแก่ผลสมาบัติ.

ก็เมื่อบุคคลเสพอยู่ซึ่งความสุขเพื่อกำจัดทุกข์ เหมือนพระผู้มีพระภาคเจ้าเข้าผลสมาบัติระงับอาพาธ เพื่อกำจัดทุกข์ กายิกทุกข์ย่อมเป็นอุปนิสสยปัจจัยแก่กายิกสุขและผลสมาบัติ. ฤดูที่สบายย่อมเป็นอุปนิสสยปัจจัยแก่สุขและผลสมาบัติ และฤดูที่ไม่สบายย่อมเป็นอุปนิสสยปัจจัยแก่ทุกข์.

อีกอย่างหนึ่ง เมื่อบุคคลปรารถนาเสวยความสุข อันเกิดแล้วด้วยอำนาจรูปอันตั้งอยู่แล้วในสมาบัติ เพราะข่มความไม่สบายเพราะฤดูไว้ ฤดูแม้จะไม่สบาย (ของท่าน) ก็เป็นปัจจัยแก่ผลสมาบัติได้เหมือนกัน.

แม้ในโภชนะและเสนาสนะก็นัยนี้เหมือนกัน.

คำว่า กายิกํ สุขํ เป็นต้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงไว้รวมกันโดยเฉพาะอีก. แต่ผู้ศึกษาพึงทราบความเป็นปัจจัยแห่งธรรมเหล่านั้น ตามนัยที่กล่าวแล้วในหนหลังเหมือนกัน.

คำว่า ผลสมาปตฺติ กายิกสฺส สุขสฺส คือ ความสุขที่เกิดขึ้นด้วยอำนาจรูปที่มีสมาบัติเป็นสมุฏฐาน.

จริงอยู่ พระโยคีออกจากสมาบัติแล้ว ย่อมได้เสวยความสุขนั้น.

ในคำว่า กายิกํ อุปนิสฺสาย สุขํ ทานํ เป็นต้น ผู้ศึกษาพึงทราบความสุขและความทุกข์ เป็นอุปนิสสยปัจจัยด้วยอำนาจสุขที่ได้รับแล้วยังไม่เสื่อมไปว่าไฉนหนอ ความสุขนี้ของเราไม่พึงเสื่อมไป หรือด้วยอำนาจการบรรลุสุขที่ตนยังไม่ถึงว่า ไฉนหนอ เราพึงเข้าถึงความสุขอย่างนี้ในกาลต่อไปแม้ในทุกข์ก็พึงทราบด้วยอำนาจความเสื่อมไปว่า ไฉนหนอ ทุกข์พึงเสื่อมไป หรือด้วยอำนาจปรารถนาไม่ให้ทุกข์เกิดขึ้น ทุกข์อย่างนี้ไม่พึงเกิดต่อไป.

ฤดู โภชนะและเสนาสนะ มีนัยดังกล่าวแล้วนั่นเอง.

แม้ในคำว่า กายิกํ สุขํ เป็นต้นอีก มีความว่า เพราะศรัทธาย่อมเกิดแม้แก่บุคคลผู้ถึงสุขได้เช่นในคำว่า ดูก่อนโมคคัลลานะผู้นิรทุกข์ การเข้าถึงพระพุทธเจ้านั้นว่าเป็นสรณะเป็นการดีแล, ย่อมเกิดแก่บุคคลแม้ถึงทุกข์ก็ได้เช่นในคำว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ตรัสรู้ชอบด้วยพระองค์เองพระองค์นั้น ย่อมทรงแสดงธรรมเพื่อกำหนดรู้ทุกข์อย่างนี้.

อนึ่ง บุคคลย่อมทำให้บริบูรณ์ในศีลเป็นต้น เพื่อประกอบตนไว้ในสุข และพรากเสียจากความทุกข์ เพราะฉะนั้น สุขและทุกข์ พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงแสดงโดยเป็นอุปนิสสัยแห่งศรัทธาเป็นต้น.

แม้ฤดูเป็นต้น ผู้ศึกษาพึงประกอบอธิบายตามสมควร.

แม้ในคำว่า กายิกํ สุขํ อุปนิสฺสาย ปาณํ หนติ เป็นต้น พึงทราบความที่สุขเป็นต้น เป็นอุปนิสสยปัจจัยตามแนวทางแห่งนัยที่ข้าพเจ้ากล่าวแล้วนั่นเอง.

ก็ในบทภาชนีย์แห่งอุปนิสสยปัจจัยนี้ ผู้ศึกษาพึงทราบว่าอุปนิสสยปัจจัยทั้งสามทรงจำแนกไว้ ๒๓ วาระ คือกุศล ๘ อกุศล ๖ อัพยากตะ ๙ วาระนี้คือกุศลเป็นปัจจัยแก่กุศล ด้วยอำนาจของอุปนิสสยปัจจัย ๓ วาระ แก่อกุศล ๒ วาระ แก่อัพยากตะ ๓ วาระอกุศลเป็นปัจจัยแก่อกุศล ด้วยอำนาจของอุปนิสสยปัจจัย ๓ วาระ แก่กุศล ๑ วาระ แก่อัพยากตะ ๒ วาระแม้อัพยากตะก็เป็นปัจจัยแก่อัพยากตะด้วยอำนาจของอุปนิสสยปัจจัย ๓ วาระ แก่กุศล ๓ วาระ แก่อกุศล ๓ วาระ.

อรรถกถาอุปนิสสยปัจจัย จบ. -----------------------------------------------------

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/pali/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๔

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้docs/legal/PERMISSIONS.md#มจร

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสารdocs/legal/PERMISSIONS.md#อรรถกถา