อ่านตัวบท · ไม่ตีความ

คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

๑๐. ปายาสิราชัญญสูตร

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๓๐๑–๓๓๐พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ 30 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง 30 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ 36 ข้อ4 ฉบับเทียบฉบับได้ข้อต่อข้อ

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง


บาลีและคำแปล

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

ปายาสิราชญฺญสุตฺตํ

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๐ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒ ทีฆนิกาย มหาวรรค ๑๐. ปายาสิราชัญญสูตร (๒๓)

ข้อ ๓๐๑

เอวมฺเม สุตํ ฯ เอกํ สมยํ อายสฺมา กุมารกสฺสโป โกสเลสุ จาริกํ จรมาโน มหตา ภิกฺขุสงฺเฆน สทฺธึ ปญฺจมตฺเตหิ ภิกฺขุสเตหิ เยน เสตพฺยา นาม โกสลานํ นครํ ตทวสริ ฯ ตตฺร สุทํ อายสฺมา กุมารกสฺสโป เสตพฺยายํ วิหรติ อุตฺตเรน เสตพฺยํ สีสปาวเน ฯ เตน โข ปน สมเยน ปายาสิ ราชญฺโญ เสตพฺยํ อชฺฌาวสติ สตฺตุสฺสทํ สติณกฏฺโฐทกํ สธญฺญํ ราชโภคฺคํ รญฺญา ปเสนทินา โกสเลน ทินฺนํ ราชทายํ พฺรหฺมเทยฺยํ ฯ {๓๐๑.๑} เตน โข ปน สมเยน ปายาสิสฺส ราชญฺญสฺส เอวรูปํ ปาปกํ ทิฏฺฐิคตํ อุปฺปนฺนํ โหติ อิติปิ นตฺถิ ปโร โลโก นตฺถิ สตฺตา โอปปาติกา นตฺถิ สุกตทุกฺกฏานํ กมฺมานํ ผลํ วิปาโกติ ฯ อสฺโสสุํ โข เสตพฺยกา พฺราหฺมณคหปติกา สมโณ ขลุ โภ กุมารกสฺสโป สมณสฺส โคตมสฺส สาวโก โกสเลสุ จาริกํ จรมาโน มหตา ภิกฺขุสงฺเฆน สทฺธึ ปญฺจมตฺเตหิ ภิกฺขุสเตหิ เสตพฺยํ อนุปฺปตฺโต เสตพฺยายํ วิหรติ อุตฺตเรน เสตพฺยํ สีสปาวเน ฯ ตํ โข ปน ภวนฺตํ กุมารกสฺสปํ เอวํกลฺยาโณ กิตฺติสทฺโท อพฺภุคฺคโต ปณฺฑิโต พฺยตฺโต เมธาวี พหุสฺสุโต จิตฺตกถี กลฺยาณปฏิภาโณ พุทฺโธ เจว อรหา จ สาธุ โข ปน ตถารูปานํ อรหตํ ทสฺสนํ โหตีติ ฯ อถโข เสตพฺยกา พฺราหฺมณคหปติกา เสตพฺยาย นิกฺขมิตฺวา สงฺฆสงฺฆีคณีภูตา อุตฺตเรนมุขา คจฺฉนฺติ เยน สีสปาวนํ ฯ

ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้- สมัยหนึ่ง ท่านพระกุมารกัสสปเที่ยวจาริกไปในโกศลชนบท พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ประมาณ ๕๐๐ รูป ลุถึงนครแห่งชาวโกศลชื่อเสตัพยะ ได้ยินว่า สมัยนั้น ท่านพระกุมารกัสสปอยู่ ณ ป่าไม้สีเสียดด้านเหนือนครเสตัพยะเขตนครเสตัพยะ ฯ ก็สมัยนั้น เจ้าปายาสิครองเสตัพยนครซึ่งคับคั่งด้วยประชาชน และหมู่สัตว์ สมบูรณ์ด้วยหญ้า ด้วยไม้ ด้วยน้ำ สมบูรณ์ด้วยธัญญาหาร ซึ่งเป็นราชสมบัติอันพระเจ้าปเสนทิโกศลพระราชทานปูนบำเหน็จให้เป็นส่วนพรหมไทย สมัยนั้น ทิฐิอันลามกเห็นปานนี้บังเกิดแก่เจ้าปายาสิว่า แม้เพราะเหตุนี้ โลกหน้าไม่มีเหล่าสัตว์ผู้ผุดเกิดขึ้นไม่มี ผลวิบากของกรรมที่สัตว์ทำดีทำชั่วไม่มี ฯ พราหมณ์และคฤหบดีชาวนครเสตัพยะ ได้ทราบข่าวว่า ท่านพระกุมารกัสสปสาวกของพระสมณโคดม เที่ยวจาริกไปในโกศลชนบท พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ ประมาณ ๕๐๐ รูป ลุถึงนครเสตัพยะแล้ว อยู่ ณ ป่าไม้สีเสียดด้านเหนือนครเสตัพยะ เขตนครเสตัพยะ กิตติศัพท์อันงามของท่านกุมารกัสสปองค์นั้นขจรไปแล้วอย่างนี้ว่า เป็นบัณฑิต เฉียบแหลม มีปัญญา เป็นพหูสูตมีถ้อยคำอันวิจิตร มีปฏิภาณดี เป็นทั้งพุทธบุคคล เป็นทั้งพระอรหันต์ ก็การได้เห็นพระอรหันต์ทั้งหลายเห็นปานนั้น ย่อมเป็นการดีแล ดังนี้ ครั้งนั้นพราหมณ์และคฤหบดีชาวนครเสตัพยะ พากันออกจากนครเสตัพยะเป็นหมู่ๆ บ่ายหน้าทางทิศอุดรไปยังป่าไม้สีเสียด ฯ

ข้อ ๓๐๒

เตน โข ปน สมเยน ปายาสิ ราชญฺโญ อุปริปาสาเท ทิวาเสยฺยํ อุปคโต โหติ ฯ อทฺทสา โข ปายาสิ ราชญฺโญ เสตพฺยเก พฺราหฺมณคหปติเก เสตพฺยาย นิกฺขมิตฺวา สงฺฆสงฺฆีคณีภูเต อุตฺตเรนมุเข คจฺฉนฺเต ทิสฺวา ขตฺตํ อามนฺเตสิ กึ นุ โข โภ ขตฺเต เสตพฺยกา พฺราหฺมณคหปติกา เสตพฺยาย นิกฺขมิตฺวา สงฺฆสงฺฆีคณีภูตา อุตฺตเรนมุขา คจฺฉนฺติ เยน สีสปาวนนฺติ ฯ {๓๐๒.๑} อตฺถิ โข โภ สมโณ กุมารกสฺสโป สมณสฺส โคตมสฺส สาวโก โกสเลสุ จาริกํ จรมาโน มหตา ภิกฺขุสงฺเฆน สทฺธึ ปญฺจมตฺเตหิ ภิกฺขุสเตหิ เสตพฺยํ อนุปฺปตฺโต เสตพฺยายํ วิหรติ อุตฺตเรน เสตพฺยํ สีสปาวเน ตํ โข ปน ภวนฺตํ กุมารกสฺสปํ เอวํกลฺยาโณ กิตฺติสทฺโท อพฺภุคฺคโต ปณฺฑิโต วิยตฺโต เมธาวี พหุสฺสุโต จิตฺตกถี กลฺยาณปฏิภาโณ พุทฺโธ เจว อรหา จ ตเมเต ภวนฺตํ กุมารกสฺสปํ ทสฺสนาย อุปสงฺกมิสฺสนฺตีติ ฯ เตนหิ โภ ขตฺเต เยน เสตพฺยกา พฺราหฺมณคหปติกา เตนุปสงฺกม อุปสงฺกมิตฺวา เสตพฺยเก พฺราหฺมณคหปติเก เอวํ วเทหิ ปายาสิ โภ ราชญฺโญ เอวมาห อาคเมนฺตุ กิร ภวนฺโต ปายาสิ ราชญฺโญ สมณํ กุมารกสฺสปํ ทสฺสนาย อุปสงฺกมิสฺสตีติ ปุรา สมโณ กุมารกสฺสโป เสตพฺยเก พฺราหฺมณคหปติเก พาเล อพฺยตฺเต สญฺญาเปติ อิติปิ อตฺถิ ปโร โลโก อตฺถิ สตฺตา โอปปาติกา อตฺถิ สุกตทุกฺกฏานํ กมฺมานํ ผลํ วิปาโกติ นตฺถิ หิ โภ ขตฺเต ปโร โลโก นตฺถิ สตฺตา โอปปาติกา นตฺถิ สุกตทุกฺกฏานํ กมฺมานํ ผลํ วิปาโกติ ฯ เอวํ โภติ โข โส ขตฺตา ปายาสิสฺส ราชญฺญสฺส ปฏิสฺสุตฺวา เยน เสตพฺยกา พฺราหฺมณคหปติกา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา เสตพฺยเก พฺราหฺมณคหปติเก เอตทโวจ ปายาสิ โภ ราชญฺโญ เอวมาห อาคเมนฺตุ กิร ภวนฺโต ปายาสิ ราชญฺโญ สมณํ กุมารกสฺสปํ ทสฺสนาย อุปสงฺกมิสฺสตีติ ฯ {๓๐๒.๒} อถโข ปายาสิ ราชญฺโญ เสตพฺยเกหิ พฺราหฺมณคหปติเกหิ ปริวุโต เยน สีสปาวนํ เยนายสฺมา กุมารกสฺสโป เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา อายสฺมตา กุมารกสฺสเปน สทฺธึ สมฺโมทิ สมฺโมทนียํ กถํ สาราณียํ วีติสาเรตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ ฯ เสตพฺยกาปิ โข พฺราหฺมณคหปติกา อปฺเปกจฺเจ อายสฺมนฺตํ กุมารกสฺสปํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทึสุ อปฺเปกจฺเจ อายสฺมตา กุมารกสฺสเปน สทฺธึ สมฺโมทึสุ สมฺโมทนียํ กถํ สาราณียํ วีติสาเรตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทึสุ อปฺเปกจฺเจ เยนายสฺมา กุมารกสฺสโป เตนญฺชลึ ปณาเมตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทึสุ อปฺเปกจฺเจ นามโคตฺตํ สาเวตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทึสุ อปฺเปกจฺเจ ตุณฺหีภูตา เอกมนฺตํ นิสีทึสุ ฯ {๓๐๒.๓} เอกมนฺตํ นิสินฺโน โข ปายาสิ ราชญฺโญ อายสฺมนฺตํ กุมารกสฺสปํ เอตทโวจ อหญฺหิ โภ กสฺสป เอวํวาที เอวํทิฏฺฐี อิติปิ นตฺถิ ปโร โลโก นตฺถิ สตฺตา โอปปาติกา นตฺถิ สุกตทุกฺกฏานํ กมฺมานํ ผลํ วิปาโกติ ฯ โสหํ ราชญฺญ เอวํวาทึ เอวํทิฏฺฐึ อทฺทสํ วา อสฺโสสึ วา กถญฺหิ นาม เอวํ วเทยฺย อิติปิ นตฺถิ ปโร โลโก นตฺถิ สตฺตา โอปปาติกา นตฺถิ สุกตทุกฺกฏานํ กมฺมานํ ผลํ วิปาโกติ {๓๐๒.๔} เตนหิ ราชญฺญ ตญฺเญเวตฺถ ปฏิปุจฺฉิสฺสามิ ยถา เต ขเมยฺย ตถา นํ พฺยากเรยฺยาสิ ตํ กึ มญฺญสิ ราชญฺญ อิเม จนฺทิมสุริยา อิมสฺมึ วา โลเก ปรสฺมึ วา เทวา วา มนุสฺสา วาติ ฯ อิเม โภ กสฺสป จนฺทิมสุริยา ปรสฺมึ โลเก น อิมสฺมึ เทวา เต น มนุสฺสาติ ฯ อิมินาปิ โข เต ราชญฺญ ปริยาเยน เอวํ โหตุ อิติปิ อตฺถิ ปโร โลโก อตฺถิ สตฺตา โอปปาติกา อตฺถิ สุกตทุกฺกฏานํ กมฺมานํ ผลํ วิปาโกติ ฯ

สมัยนั้น เจ้าปายาสิ ทรงพักผ่อนกลางวันอยู่ ณ ปราสาทชั้น บน ได้เห็นพราหมณ์และคฤหบดีชาวนครเสตัพยะ พากันออกจากนครเสตัพยะเป็นหมู่ๆ บ่ายหน้าไปทางทิศอุดร จึงเรียกนายนักการมาถามว่า พ่อนักการพราหมณ์และคฤหบดีชาวนครเสตัพยะ พากันออกจากนครเสตัพยะเป็นหมู่ๆ บ่ายหน้าทางทิศอุดรไปยังป่าไม้สีเสียดทำไมกัน ฯ น. มีเรื่องอยู่พระองค์ พระสมณกุมารกัสสป สาวกของพระสมณโคดมเที่ยวจาริกไปในโกศลชนบท พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ ประมาณ ๕๐๐ รูปลุถึงนครเสตัพยะแล้ว อยู่ ณ ป่าไม้สีเสียดด้านเหนือนครเสตัพยะ เขตนครเสตัพยะ กิตติศัพท์อันงามของท่านกุมารกัสสปองค์นั้น ขจรไปแล้วอย่างนี้ว่า เป็นบัณฑิต เฉียบแหลม มีปัญญา เป็นพหูสูต มีถ้อยคำอันวิจิตร มีปฏิภาณดี เป็นทั้งพุทธบุคคล เป็นทั้งพระอรหันต์ พราหมณ์และคฤหบดีเหล่านั้นพากันเข้าไปหาเพื่อดูท่านกุมารกัสสปองค์นั้น ฯ ป. ถ้าเช่นนั้น ท่านจงเข้าไปหาเขา บอกเขาอย่างนี้ว่า ท่านทั้งหลายเจ้าปายาสิสั่งว่า ขอให้ท่านทั้งหลายจงรอก่อน เจ้าปายาสิจะเข้าไปหาพระสมณกุมารกัสสปด้วย เมื่อก่อน พระกุมารกัสสปได้ยังพราหมณ์และคฤหบดีชาวนครเสตัพยะ ผู้เขลา ไม่เฉียบแหลม ให้เข้าใจว่า แม้เพราะเหตุนี้ โลกหน้ามีอยู่เหล่าสัตว์ผู้ผุดเกิดขึ้นมีอยู่ ผลวิบากของกรรมที่สัตว์ทำดีทำชั่วมีอยู่ พ่อนักการความจริงโลกหน้าไม่มี เหล่าสัตว์ผู้ผุดเกิดขึ้นไม่มี ผลวิบากของกรรมที่สัตว์ทำดีทำชั่วไม่มี ฯ นักการรับพระดำรัสของเจ้าปายาสิแล้ว เข้าไปหาพราหมณ์และคฤหบดีชาวนครเสตัพยะ แล้วบอกว่า ท่านทั้งหลาย เจ้าปายาสิรับสั่งว่า ขอท่านทั้งหลายจงรอก่อน เจ้าปายาสิจะเสด็จเข้าไปหาพระกุมารกัสสปด้วย ฯ ลำดับนั้น เจ้าปายาสิแวดล้อมด้วยพราหมณ์และคฤหบดีชาวนครเสตัพยะเสด็จเข้าไปหาท่านพระกุมารกัสสปยังป่าไม้สีเสียด ครั้นแล้วได้ปราศรัยกับท่านพระกุมารกัสสป ครั้นผ่านการปราศรัย พอให้ระลึกถึงกันไปแล้ว จึงประทับนั่งณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ฝ่ายพราหมณ์และคฤหบดีชาวนครเสตัพยะ บางพวกก็ถวายอภิวาท บางพวกก็ปราศรัย บางพวกก็ประนมอัญชลีไปทางท่านพระกุมารกัสสป บางพวกก็ประกาศชื่อและโคตร บางพวกก็นิ่งอยู่ แล้วต่างก็นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วเจ้าปายาสิ ได้ตรัสกะท่านพระกุมารกัสสปอย่างนี้ว่าดูกรท่านกัสสป ข้าพเจ้ามีวาทะอย่างนี้ มีทิฐิอย่างนี้ว่า แม้เพราะเหตุนี้ โลกหน้าไม่มี เหล่าสัตว์ผู้ผุดเกิดขึ้นไม่มี ผลวิบากของกรรมที่สัตว์ทำดีทำชั่วไม่มี ฯ ท่านพระกุมารกัสสปถวายพรว่า ดูกรบพิตร อาตมภาพได้เห็นแล้ว หรือได้ยินแล้วซึ่งบุคคลผู้มีวาทะอย่างนี้ ผู้มีทิฐิอย่างนี้ ดำริว่า ไฉนเล่า เขาจึงกล่าวอย่างนี้ว่า แม้เพราะเหตุนี้ โลกหน้าไม่มี เหล่าสัตว์ผู้ผุดเกิดขึ้นไม่มี ผลวิบากของกรรมที่สัตว์ทำดีทำชั่วไม่มี ถ้าเช่นนั้น อาตมภาพจะขอย้อนถามบพิตรในข้อนี้บพิตรพึงทรงพยากรณ์ ตามที่ควรแก่บพิตร บพิตรจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉนพระจันทร์ และพระอาทิตย์นี้อยู่ในโลกนี้หรือในโลกหน้า เป็นเทวดาหรือมนุษย์ ฯ ป. ดูกรท่านกัสสป พระจันทร์และพระอาทิตย์นี้ อยู่ในโลกหน้า มิใช่โลกนี้ เป็นเทวดา ไม่ใช่มนุษย์ ฯ ก. ดูกรบพิตร โดยปริยายของบพิตรนี้แล ต้องเป็นอย่างนี้ว่า แม้เพราะเหตุนี้ โลกหน้ามีอยู่ เหล่าสัตว์ผู้ผุดเกิดขึ้นมีอยู่ ผลวิบากของกรรมที่สัตว์ทำดีทำชั่วมีอยู่ ฯ

ข้อ ๓๐๓

กิญฺจาปิ ภวํ กสฺสโป เอวมาห อถโข เอวมฺเม เอตฺถ โหติ อิติปิ นตฺถิ ปโร โลโก นตฺถิ สตฺตา โอปปาติกา นตฺถิ สุกตทุกฺกฏานํ กมฺมานํ ผลํ วิปาโกติ ฯ อตฺถิ ปน ราชญฺญ ปริยาโย เยน เต ปริยาเยน เอวํ โหติ อิติปิ นตฺถิ ปโร โลโก นตฺถิ สตฺตา โอปปาติกา นตฺถิ สุกตทุกฺกฏานํ กมฺมานํ ผลํ วิปาโกติ ฯ อตฺถิ โภ กสฺสป ปริยาโย เยน เม ปริยาเยน เอวํ โหติ อิติปิ นตฺถิ ปโร โลโก นตฺถิ สตฺตา โอปปาติกา นตฺถิ สุกตทุกฺกฏานํ กมฺมานํ ผลํ วิปาโกติ ฯ ยถากถํ วิย ราชญฺญาติ ฯ อิธ เม โภ กสฺสป มิตฺตามจฺจา ญาติสาโลหิตา ปาณาติปาตี อทินฺนาทายี กาเมสุ มิจฺฉาจารี มุสาวาที ปิสุณาวาจา ผรุสวาจา สมฺผปฺปลาปี อภิชฺฌาลู พฺยาปนฺนจิตฺตา มิจฺฉาทิฏฺฐี เต อปเรน สมเยน อาพาธิกา โหนฺติ ทุกฺขิตา พาฬฺหคิลานา ยทาหํ ชานามิ นทานิเม อิมมฺหา อาพาธา วุฏฺฐหิสฺสนฺตีติ ตฺยาหํ อุปสงฺกมิตฺวา เอวํ วทามิ สนฺติ โข โภ เอเก สมณพฺราหฺมณา เอวํวาทิโน เอวํทิฏฺฐิโน เย เต ปาณาติปาตี อทินฺนาทายี กาเมสุ มิจฺฉาจารี มุสาวาที ปิสุณาวาจา ผรุสวาจา สมฺผปฺปลาปี อภิชฺฌาลู พฺยาปนฺนจิตฺตา มิจฺฉาทิฏฺฐี เต กายสฺส เภทา ปรมฺมรณา อปายํ ทุคฺคตึ วินิปาตํ นิรยํ อุปปชฺชนฺตีติ {๓๐๓.๑} ภวนฺโต โข ปาณาติปาตี อทินฺนาทายี กาเมสุ มิจฺฉาจารี มุสาวาที ปิสุณาวาจา ผรุสวาจา สมฺผปฺปลาปี อภิชฺฌาลู พฺยาปนฺนจิตฺตา มิจฺฉาทิฏฺฐี สเจ เตสํ ภวติ สมณพฺราหฺมณานํ สจฺจํ วจนํ ภวนฺโต กายสฺส เภทา ปรมฺมรณา อปายํ ทุคฺคตึ วินิปาตํ นิรยํ อุปปชฺชิสฺสนฺติ สเจ โภ กายสฺส เภทา ปรมฺมรณา อปายํ ทุคฺคตึ วินิปาตํ นิรยํ อุปปชฺเชยฺยาถ เยน เม อาคนฺตฺวา อาโรเจยฺยาถ อิติปิ อตฺถิ ปโร โลโก อตฺถิ สตฺตา โอปปาติกา อตฺถิ สุกตทุกฺกฏานํ กมฺมานํ ผลํ วิปาโกติ ภวนฺโต โข ปน เม สทฺธายิกา ปจฺจยิกา ยํ ภวนฺเตภิ ทิฏฺฐํ ยถา สามํ ทิฏฺฐํ เอวเมตํ ภวิสฺสตีติ เต เม สาธูติ ปฏิสฺสุตฺวา เนว อาคนฺตฺวา อาโรเจนฺติ น ปน ทูตํ ปหิณนฺติ อยมฺปิ โข โภ กสฺสป ปริยาโย เยน เม ปริยาเยน เอวํ โหติ อิติปิ นตฺถิ ปโร โลโก นตฺถิ สตฺตา โอปปาติกา นตฺถิ สุกตทุกฺกฏานํ กมฺมานํ ผลํ วิปาโกติ ฯ

ป. ท่านกัสสปกล่าวอย่างนั้นก็จริง ถึงอย่างนั้น ในปริยายนี้ ข้าพเจ้ายังคงมีความเห็นอยู่อย่างนี้ว่า แม้เพราะเหตุนี้ โลกหน้าไม่มี เหล่าสัตว์ผู้ผุดเกิดขึ้นไม่มี ผลวิบากของกรรมที่สัตว์ทำดีทำชั่วไม่มี ฯ ก. ดูกรบพิตร ก็ปริยายซึ่งเป็นเหตุให้บพิตรยังคงมีความเห็นอยู่อย่างนี้ว่า โลกหน้าไม่มี เหล่าสัตว์ผู้ผุดเกิดขึ้นไม่มี ผลวิบากของกรรมที่สัตว์ทำดีทำชั่วไม่มี มีอยู่หรือ ฯ ป. มีอยู่ ท่านกัสสป ฯ ก. เปรียบเหมือนอะไร บพิตร ฯ ดูกรท่านกัสสป มิตรอำมาตย์ ญาติสาโลหิต ของข้าพเจ้าในโลกนี้ที่เป็นคนฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม พูดเท็จ พูดส่อเสียด พูดคำหยาบพูดเพ้อเจ้อ มากไปด้วยความเพ่งเล็ง คิดปองร้ายผู้อื่น มีความเห็นผิด สมัยอื่นคนเหล่านั้นป่วย ได้รับทุกข์เป็นไข้หนัก เมื่อใด ข้าพเจ้าทราบว่า บัดนี้ คนพวกนี้จักไม่หายจากป่วย เมื่อนั้น ข้าพเจ้าเข้าไปหาคนพวกนั้น แล้วกล่าวอย่างนี้ว่าท่านทั้งหลาย มีสมณพราหมณ์พวกหนึ่งมีวาทะอย่างนี้ มีทิฐิอย่างนี้ว่า บุคคลที่ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม พูดเท็จ พูดส่อเสียด พูดคำหยาบพูดเพ้อเจ้อ มากไปด้วยความเพ่งเล็ง คิดปองร้ายผู้อื่น มีความเห็นผิด เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก ย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก พวกท่านเป็นคนฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม พูดเท็จ พูดส่อเสียด พูดคำหยาบ พูดเพ้อเจ้อ มากไปด้วยความเพ่งเล็ง คิดปองร้ายผู้อื่น มีความเห็นผิด ถ้าคำของสมณพราหมณ์พวกนั้นเป็นจริง พวกท่านเบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก จักต้องเข้าถึง อบาย ทุคติ วินิบาต นรก ถ้าเบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก พวกท่านพึงเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรกไซร้ พึงมาบอกเราด้วยวิธีไรว่า แม้เพราะเหตุนี้โลกหน้ามีอยู่ เหล่าสัตว์ผู้ผุดเกิดขึ้นมีอยู่ ผลวิบากของกรรมที่สัตว์ทำดีทำชั่วมีอยู่พวกท่านแล พอเป็นที่เชื่อถือ พอเป็นที่ไว้ใจของเราได้ สิ่งใดที่พวกท่านเห็นสิ่งนั้นจักเป็นเหมือนดังเราเห็นเอง คนเหล่านั้นรับคำข้าพเจ้าแล้ว หาได้มาบอกไม่หาได้ส่งทูตมาไม่ ดูกรท่านกัสสป ปริยายแม้นี้แล เป็นเหตุให้ ข้าพเจ้ายังคงมีความเห็นอยู่อย่างนี้ว่า แม้เพราะเหตุนี้ โลกหน้าไม่มี เหล่าสัตว์ผู้ผุดเกิดขึ้นไม่มีผลวิบากของกรรมที่สัตว์ทำดีทำชั่วไม่มี ฯ

ข้อ ๓๐๔

เตนหิ ราชญฺญ ตญฺเญเวตฺถ ปฏิปุจฺฉิสฺสามิ ยถา เต ขเมยฺย ตถา นํ พฺยากเรยฺยาสิ ตํ กึ มญฺญสิ ราชญฺญ อิธ เต ปุริสา โจรํ อาคุจารึ คเหตฺวา ทสฺเสยฺยุํ อยนฺเต ภนฺเต โจโร อาคุจารี อิมสฺส ยํ อิจฺฉสิ ตํ ทณฺฑํ วเทหีติ เต ตฺวํ เอวํ วเทยฺยาสิ เตนหิ โภ อิมํ ปุริสํ ทฬฺหาย รชฺชุยา ปจฺฉาพาหํ คาฬฺหพนฺธนํ พนฺธิตฺวา ขุรมุณฺฑํ กาเรตฺวา ขรสฺสเรน ปณเวน รถิยาย รถิยํ สิงฺฆาฏเกน สิงฺฆาฏกํ ปริเนตฺวา ทกฺขิเณน ทฺวาเรน นิกฺขมิตฺวา ทกฺขิณโต นครสฺส อาฆาตเน สีสํ ฉินฺทถาติ เต เต สาธูติ ปฏิสฺสุตฺวา ตํ ปุริสํ ทฬฺหาย รชฺชุยา ปจฺฉาพาหํ คาฬฺหพนฺธนํ พนฺธิตฺวา ขุรมุณฺฑํ กาเรตฺวา ขรสฺสเรน ปณเวน รถิยาย รถิยํ สิงฺฆาฏเกน สิงฺฆาฏกํ ปริเนตฺวา ทกฺขิเณน ทฺวาเรน นิกฺขมิตฺวา ทกฺขิณโต นครสฺส อาฆาตเน นิสีทาเปยฺยุํ ลเภยฺย นุ โข โภ โจโร โจรฆาเตสุ อาคเมนฺตุ ตาว ภวนฺโต โจรฆาตา อมุกสฺมึ คาเม วา นิคเม วา มิตฺตามจฺจา ญาติสาโลหิตา ยาวาหํ เตสํ อุทฺทิสิตฺวา อาคจฺฉามีติ อุทาหุ วิปฺปลปนฺตสฺเสว โจรฆาตา สีสํ ฉินฺเทยฺยุนฺติ ฯ น หิ โส โภ กสฺสป โจโร ลเภยฺย โจรฆาเตสุ อาคเมนฺตุ ตาว ภวนฺโต โจรฆาตา อมุกสฺมึ คาเม วา นิคเม วา มิตฺตามจฺจา ญาติสาโลหิตา ยาวาหํ เตสํ อุทฺทิสิตฺวา อาคจฺฉามีติ อถโข นํ วิปฺปลปนฺตสฺเสว โจรฆาตา สีสํ ฉินฺเทยฺยุนฺติ ฯ {๓๐๔.๑} โส หิ นาม ราชญฺญ โจโร มนุสฺโส มนุสฺสภูเตสุ โจรฆาเตสุ น ลภิสฺสติ อาคเมนฺตุ ตาว ภวนฺโต โจรฆาตา อมุกสฺมึ คาเม วา นิคเม วา มิตฺตามจฺจา ญาติสาโลหิตา ยาวาหํ เตสํ อุทฺทิสิตฺวา อาคจฺฉามีติ กึ ปน เต มิตฺตามจฺจา ญาติสาโลหิตา ปาณาติปาตี อทินฺนาทายี กาเมสุ มิจฺฉาจารี มุสาวาที ปิสุณาวาจา ผรุสวาจา สมฺผปฺปลาปี อภิชฺฌาลู พฺยาปนฺนจิตฺตา มิจฺฉาทิฏฺฐี กายสฺส เภทา ปรมฺมรณา อปายํ ทุคฺคตึ วินิปาตํ นิรยํ อุปปนฺนา ลภิสฺสนฺติ นิรยปาเลสุ อาคเมนฺตุ ตาว ภวนฺโต นิรยปาลา ยาว มยํ ปายาสิสฺส ราชญฺญสฺส คนฺตฺวา อาโรเจม อิติปิ อตฺถิ ปโร โลโก อตฺถิ สตฺตา โอปปาติกา อตฺถิ สุกตทุกฺกฏานํ กมฺมานํ ผลํ วิปาโก อิมินาปิ โข เต ราชญฺญ ปริยาเยน เอวํ โหตุ อิติปิ อตฺถิ ปโร โลโก อตฺถิ สตฺตา โอปปาติกา อตฺถิ สุกตทุกฺกฏานํ กมฺมานํ ผลํ วิปาโกติ ฯ

ก. ดูกรบพิตร ถ้าเช่นนั้น อาตมภาพจะขอย้อนถามบพิตร ในข้อนี้ บพิตรพึงทรงพยากรณ์ตามที่ควรแก่บพิตร บพิตรจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน บุรุษในโลกนี้ จับโจรผู้ประพฤติชั่วหยาบมาแสดงแก่บพิตรว่า ข้าแต่พระองค์ ผู้นี้เป็นโจรประพฤติชั่วหยาบต่อพระองค์ พระองค์ทรงปรารถนาจะลงอาชญาอย่างใดแก่โจรผู้นี้ ขอได้ตรัสอาชญานั้นเถิด บพิตรพึงตรัสบอกบุรุษพวกนั้นอย่างนี้ว่า ถ้าเช่นนั้นพวกท่านจงเอาเชือกอย่างเหนียว มัดบุรุษนี้ให้มีมือไพล่หลังอย่างมั่นคง แล้วโกนศีรษะพาเที่ยวตระเวนไปตามถนนทุกถนน ตามตรอกทุกตรอกด้วยบัณเฑาะว์มีเสียงดัง แล้วออกทางประตูด้านทักษิณ แล้วตัดศีรษะเสียที่ตะแลงแกง ทางทิศทักษิณแห่งพระนคร บุรุษพวกนั้นรับพระดำรัสแล้ว พึงเอาเชือกอย่างเหนียวมัดบุรุษนั้นให้มีมือไพล่หลังอย่างมั่นคง แล้วโกนศีรษะพาเที่ยวตระเวนไปตามถนนทุกถนน ตามตรอกทุกตรอก ด้วยบัณเฑาะว์มีเสียงดัง แล้วออกโดยประตูด้านทักษิณ แล้วให้นั่งที่ตะแลงแกง ทางทิศทักษิณแห่งพระนคร ดูกรบพิตรโจรจะพึงได้รับหรือหนอ ซึ่งความผ่อนผันในนายเพชฌฆาตว่า ขอท่านนายเพชฌฆาตจงรอจนกว่าข้าพเจ้าจะได้ไปแจ้งแก่ มิตร อำมาตย์ ญาติสาโลหิต ในบ้านหรือนิคมโน้นแล้วจะมา หรือว่านายเพชฌฆาตจะพึงตัดศีรษะโจรผู้กำลังอ้อนวอนอยู่ ฯ ป. ดูกรท่านกัสสป โจรนั้นจะไม่พึงได้รับความผ่อนผันในนายเพชฌฆาตว่า ขอท่านนายเพชฌฆาต จงรอจนกว่าข้าพเจ้าจะได้ไปแจ้งแก่ มิตร อำมาตย์ญาติสาโลหิต ในบ้านหรือนิคมโน้นแล้วจะมา ที่แท้นายเพชฌฆาตจะพึงตัดศีรษะโจรนั้นผู้กำลังอ้อนวอนอยู่ทีเดียว ฯ ก. ดูกรบพิตร โจรนั้นเป็นมนุษย์ยังไม่ได้รับความผ่อนผันในนายเพชฌฆาตผู้เป็นมนุษย์ว่า ขอท่านนายเพชฌฆาตจงรอจนกว่า ข้าพเจ้าจะได้ไปแจ้งแก่มิตร อำมาตย์ ญาติสาโลหิตในบ้านหรือนิคมโน้นแล้วจะมา มิตร อำมาตย์ ญาติสาโลหิต ของบพิตร ที่เป็นคนฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม พูดเท็จพูดส่อเสียด พูดคำหยาบ พูดเพ้อเจ้อ มากไปด้วยความเพ่งเล็ง คิดปองร้ายผู้อื่นมีความเห็นผิด เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก เข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรกแล้วจักได้ความผ่อนผันในนายนิรยบาลละหรือว่า ขอท่านนายนิรยบาลจงรอจนกว่าข้าพเจ้าจะไปบอกแก่เจ้าปายาสิ แม้เพราะเหตุนี้ โลกหน้ามีอยู่ เหล่าสัตว์ผู้ผุดเกิดขึ้นมีอยู่ ผลวิบากของกรรมที่สัตว์ทำดีทำชั่วมีอยู่ ดูกรบพิตร โดยปริยายของบพิตรนี้แล ต้องเป็นอย่างนี้ว่า แม้เพราะเหตุนี้ โลกหน้ามีอยู่ เหล่าสัตว์ผู้ผุดเกิดขึ้นมีอยู่ ผลวิบากของกรรมที่สัตว์ทำดีทำชั่วมีอยู่ ฯ

ข้อ ๓๐๕

กิญฺจาปิ ภวํ กสฺสโป เอวมาห อถโข เอวมฺเม เอตฺถ โหติ อิติปิ นตฺถิ ปโร โลโก นตฺถิ สตฺตา โอปปาติกา นตฺถิ สุกตทุกฺกฏานํ กมฺมานํ ผลํ วิปาโกติ ฯ อตฺถิ ปน ราชญฺญ ปริยาโย เยน เต ปริยาเยน เอวํ โหติ อิติปิ นตฺถิ ปโร โลโก นตฺถิ สตฺตา โอปปาติกา นตฺถิ สุกตทุกฺกฏานํ กมฺมานํ ผลํ วิปาโกติ ฯ อตฺถิ โภ กสฺสป ปริยาโย เยน เม ปริยาเยน เอวํ โหติ อิติปิ นตฺถิ ปโร โลโก นตฺถิ สตฺตา โอปปาติกา นตฺถิ สุกตทุกฺกฏานํ กมฺมานํ ผลํ วิปาโกติ ฯ {๓๐๕.๑} ยถากถํ วิย ราชญฺญาติ ฯ อิธ เม โภ กสฺสป มิตฺตามจฺจา ญาติสาโลหิตา ปาณาติปาตา ปฏิวิรตา อทินฺนาทานา ปฏิวิรตา กาเมสุ มิจฺฉาจารา ปฏิวิรตา มุสาวาทา ปฏิวิรตา ปิสุณวาจา ปฏิวิรตา ผรุสวาจา ปฏิวิรตา สมฺผปฺปลาปา ปฏิวิรตา อนภิชฺฌาลู อพฺยาปนฺนจิตฺตา สมฺมาทิฏฺฐี เต อปเรน สมเยน อาพาธิกา โหนฺติ ทุกฺขิตา พาฬฺหคิลานา ยทาหํ ชานามิ นทานิเม อิมมฺหา อาพาธา วุฏฺฐหิสฺสนฺตีติ ตฺยาหํ อุปสงฺกมิตฺวา เอวํ วทามิ สนฺติ โข โภ เอเก สมณพฺราหฺมณา เอวํวาทิโน เอวํทิฏฺฐิโน เย เต ปาณาติปาตา ปฏิวิรตา อทินฺนาทานา ปฏิวิรตา กาเมสุ มิจฺฉาจารา ปฏิวิรตา มุสาวาทา ปฏิวิรตา ปิสุณาวาจา ปฏิวิรตา ผรุสวาจา ปฏิวิรตา สมฺผปฺปลาปา ปฏิวิรตา อนภิชฺฌาลู อพฺยาปนฺนจิตฺตา สมฺมาทิฏฺฐี เต กายสฺส เภทา ปรมฺมรณา สุคตึ สคฺคํ โลกํ อุปปชฺชนฺตีติ ภวนฺโต โข ปาณาติปาตา ปฏิวิรตา อทินฺนาทานา ปฏิวิรตา กาเมสุ มิจฺฉาจารา ปฏิวิรตา มุสาวาทา ปฏิวิรตา ปิสุณาวาจา ปฏิวิรตา ผรุสวาจา ปฏิวิรตา สมฺผปฺปลาปา ปฏิวิรตา อนภิชฺฌาลู อพฺยาปนฺนจิตฺตา สมฺมาทิฏฺฐี สเจ เตสํ ภวติ สมณพฺราหฺมณานํ สจฺจํ วจนํ ภวนฺโต กายสฺส เภทา ปรมฺมรณา สุคตึ สคฺคํ โลกํ อุปปชฺชิสฺสนฺติ สเจ โภ กายสฺส เภทา ปรมฺมรณา สุคตึ สคฺคํ โลกํ อุปปชฺเชยฺยาถ เยน เม อาคนฺตฺวา อาโรเจยฺยาถ อิติปิ อตฺถิ ปโร โลโก อตฺถิ สตฺตา โอปปาติกา อตฺถิ สุกตทุกฺกฏานํ กมฺมานํ ผลํ วิปาโกติ ภวนฺโต โข ปน เม สทฺธายิกา ปจฺจยิกา ยํ ภวนฺเตภิ ทิฏฺฐํ ยถา สามํ ทิฏฺฐํ เอวเมตํ ภวิสฺสตีติ เต เม สาธูติ ปฏิสฺสุตฺวา เนว อาคนฺตฺวา อาโรเจนฺติ น ปน ทูตํ ปหิณนฺติ อยมฺปิ โข โภ กสฺสป ปริยาโย เยน เม ปริยาเยน เอวํ โหติ อิติปิ นตฺถิ ปโร โลโก นตฺถิ สตฺตา โอปปาติกา นตฺถิ สุกตทุกฺกฏานํ กมฺมานํ ผลํ วิปาโกติ ฯ

ป. ท่านกัสสป กล่าวอย่างนั้นก็จริง ถึงอย่างนั้น ในปริยายนี้ ข้าพเจ้ายังคงมีความเห็นอยู่อย่างนี้ว่า แม้เพราะเหตุนี้ โลกหน้าไม่มี เหล่าสัตว์ผู้ผุดเกิดขึ้นไม่มี ผลวิบากของกรรมที่สัตว์ทำดีทำชั่วไม่มี ฯ ก. ดูกรบพิตร ก็ปริยายซึ่งเป็นเหตุให้บพิตรยังคงมีความเห็นอยู่อย่างนี้ว่าโลกหน้าไม่มี เหล่าสัตว์ผู้ผุดเกิดขึ้นไม่มี ผลวิบากของกรรมที่สัตว์ทำดีทำชั่วไม่มีมีอยู่หรือ ฯ ป. มีอยู่ ท่านกัสสป ฯ ก. เปรียบเหมือนอะไร บพิตร ฯ ดูกรท่านกัสสป มิตร อำมาตย์ ญาติสาโลหิต ของข้าพเจ้าในโลกนี้ที่เป็นคนงดเว้นจากการฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม งดเว้นจากพูดเท็จพูดส่อเสียด พูดคำหยาบ พูดเพ้อเจ้อ ไม่มากไปด้วยความเพ่งเล็ง ไม่คิดปองร้ายผู้อื่น มีความเห็นชอบ สมัยอื่นคนเหล่านั้นป่วย ได้รับทุกข์ เป็นไข้หนัก เมื่อใดข้าพเจ้าทราบว่า บัดนี้คนพวกนี้จักไม่หายจากป่วย เมื่อนั้น ข้าพเจ้าไปหาคนพวกนั้นแล้วกล่าวอย่างนี้ว่า ท่านทั้งหลาย มีสมณพราหมณ์พวกหนึ่ง มีวาทะอย่างนี้มีทิฐิอย่างนี้ว่า บุคคลที่งดเว้นจากการฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกามงดเว้นจากพูดเท็จ พูดส่อเสียด พูดคำหยาบ พูดเพ้อเจ้อ ไม่มากไปด้วยความเพ่งเล็ง ไม่คิดปองร้ายผู้อื่น มีความเห็นชอบ เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตกจะเข้าถึงสุคติ โลกสวรรค์ พวกท่านเป็นคนงดเว้นจากการฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม งดเว้นจากพูดเท็จ พูดส่อเสียด พูดคำหยาบ พูดเพ้อเจ้อ ไม่มากไปด้วยความเพ่งเล็ง ไม่คิดปองร้ายผู้อื่น มีความเห็นชอบ ถ้าคำของสมณพราหมณ์นั้นเป็นจริง พวกท่านเบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก จักเข้าถึงสุคติ โลกสวรรค์ถ้าเบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก พวกท่านพึงเข้าถึงสุคติ โลกสวรรค์ไซร้พึงมาบอกเราด้วยวิธีไรว่า แม้เพราะเหตุนี้ โลกหน้ามีอยู่ เหล่าสัตว์ผู้ผุดเกิดขึ้นมีอยู่ ผลวิบากของกรรมที่สัตว์ทำดีทำชั่วมีอยู่ พวกท่านแล เป็นที่เชื่อถือ เป็นที่ไว้ใจของเราได้ สิ่งที่พวกท่านเห็น สิ่งนั้นจักเป็นเหมือนดังเราเห็นเอง คนเหล่านั้นรับคำข้าพเจ้าแล้ว หาได้มาบอกไม่ หาได้ส่งทูตมาไม่ ดูกรท่านกัสสป ปริยายนี้แลเป็นเหตุให้ข้าพเจ้ายังคงมีความเห็นอยู่อย่างนี้ว่า แม้เพราะเหตุนี้ โลกหน้าไม่มีเหล่าสัตว์ผู้ผุดเกิดขึ้นไม่มี ผลวิบากของกรรมที่สัตว์ทำดีทำชั่วไม่มี ฯ

ข้อ ๓๐๖

เตนหิ ราชญฺญ อุปมนฺเต กริสฺสามิ อุปมายปีเธกจฺเจ วิญฺญู ปุริสา ภาสิตสฺส อตฺถํ อาชานนฺติ เสยฺยถาปิ ราชญฺญ ปุริโส คูถกูเป สสีสโก นิมฺมุคฺโค อสฺส อถ ตฺวํ ปุริเส อาณาเปยฺยาสิ เตนหิ โภ ตํ ปุริสํ ตมฺหา คูถกูปา อุทฺธรถาติ เต เต สาธูติ ปฏิสฺสุตฺวา ตํ ปุริสํ ตมฺหา คูถกูปา อุทฺธเรยฺยุํ เต ตฺวํ เอวํ วเทยฺยาสิ เตนหิ โภ ตสฺส ปุริสสฺส กายา เวฬุเปสิกาหิ คูถํ สุนิมฺมชฺชิตํ นิมฺมชฺชถาติ เต เต สาธูติ ปฏิสฺสุตฺวา ตสฺส ปุริสสฺส กายา เวฬุเปสิกาหิ คูถํ สุนิมฺมชฺชิตํ นิมฺมชฺเชยฺยุํ เต ตฺวํ เอวํ วเทยฺยาสิ เตนหิ โภ ตสฺส ปุริสสฺส กายํ ปณฺฑุมตฺติกาย ติกฺขตฺตุํ อุพฺพฏิตํ อุพฺพเฏถาติ เต เต สาธูติ ปฏิสฺสุตฺวา ตสฺส ปุริสสฺส กายํ ปณฺฑุมตฺติกาย ติกฺขตฺตุํ อุพฺพฏิตํ อุพฺพเฏยฺยุํ เต ตฺวํ เอวํ วเทยฺยาสิ เตนหิ โภ ตํ ปุริสํ เตเลน อพฺภญฺชิตฺวา สุขุเมน จุณฺเณน ติกฺขตฺตุํ สุปฺปโธตํ กโรถาติ เต ตํ ปุริสํ เตเลน อพฺภญฺชิตฺวา สุขุเมน จุณฺเณน ติกฺขตฺตุํ สุปฺปโธตํ กเรยฺยุํ เต ตฺวํ เอวํ วเทยฺยาสิ เตนหิ โภ ตสฺส ปุริสสฺส เกสมสฺสุํ กปฺเปถาติ เต ตสฺส ปุริสสฺส เกสมสฺสุํ กปฺเปยฺยุํ ตฺวํ เอวํ วเทยฺยาสิ เตนหิ ตสฺส ปุริสสฺส มหคฺฆญฺจ มาลํ มหคฺฆญฺจ วิเลปนํ มหคฺฆานิ จ วตฺถานิ อุปหรถาติ เต ตสฺส ปุริสสฺส มหคฺฆญฺจ มาลํ มหคฺฆญฺจ วิเลปนํ มหคฺฆานิ จ วตฺถานิ อุปหเรยฺยุํ เต ตฺวํ เอวํ วเทยฺยาสิ เตนหิ โภ ตํ ปุริสํ ปาสาทํ อาโรเปตฺวา ปญฺจ กามคุณานิ อุปฏฺฐเปถาติ เต ตํ ปุริสํ ปาสาทํ อาโรเปตฺวา ปญฺจ กามคุณานิ อุปฏฺฐเปยฺยุํ {๓๐๖.๑} ตํ กึ มญฺญสิ ราชญฺญ อปิ นุ ตสฺส ปุริสสฺส สุนฺหาตสฺส สุวิสิตฺตสฺส กปฺปิตเกสมสฺสุสฺส อามุตฺตมณิภรณสฺส โอทาตวตฺถวสนสฺส อุปริปาสาทวรคตสฺส ปญฺจหิ กามคุเณหิ สมปฺปิตสฺส สมงฺคิภูตสฺส ปริจารยมานสฺส ปุนเทว ตสฺมึ คูถกูเป นิมฺมุชฺชิตุกามฺยตา อสฺสาติ ฯ โน หีทํ โภ กสฺสป ฯ ตํ กิสฺส เหตุ ฯ อสุจิ โภ กสฺสป คูถกูโป อสุจิ เจว อสุจิสงฺขาโต จ ทุคฺคนฺโธ จ ทุคฺคนฺธสงฺขาโต จ เชคุจฺโฉ จ เชคุจฺฉสงฺขาโต จ ปฏิกูโล จ ปฏิกูลสงฺขาโต จาติ ฯ เอวเมว โข ราชญฺญ มนุสฺสา เทวานํ อสุจิ เจว อสุจิสงฺขาตา จ ทุคฺคนฺธา จ ทุคฺคนฺธสงฺขาตา จ เชคุจฺฉา จ เชคุจฺฉสงฺขาตา จ ปฏิกูลา จ ปฏิกูลสงฺขาตา จ โยชนสตํ โข ราชญฺญ มนุสฺสคนฺโธ เทเว อุพฺพาหติ กึ ปน เต มิตฺตามจฺจา ญาติสาโลหิตา ปาณาติปาตา ปฏิวิรตา อทินฺนาทานา ปฏิวิรตา กาเมสุ มิจฺฉาจารา ปฏิวิรตา มุสาวาทา ปฏิวิรตา ปิสุณาวาจา ปฏิวิรตา ผรุสวาจา ปฏิวิรตา สมฺผปฺปลาปา ปฏิวิรตา อนภิชฺฌาลู อพฺยาปนฺนจิตฺตา สมฺมาทิฏฺฐี กายสฺส เภทา ปรมฺมรฌา สุคตึ สคฺคํ โลกํ อุปปนฺนา เต อาคนฺตฺวา อาโรเจสฺสนฺติ อิติปิ อตฺถิ ปโร โลโก อตฺถิ สตฺตา โอปปาติกา อตฺถิ สุกตทุกฺกฏานํ กมฺมานํ ผลํ วิปาโกติ อิมินาปิ โข เต ราชญฺญ ปริยาเยน เอวํ โหตุ อิติปิ อตฺถิ ปโร โลโก อตฺถิ สตฺตา โอปปาติกา อตฺถิ สุกตทุกฺกฏานํ กมฺมานํ ผลํ วิปาโกติ ฯ

ดูกรบพิตร ถ้าเช่นนั้น อาตมาจักยกอุปมาถวายบพิตร บุรุษผู้เป็นวิญญูชนในโลกนี้บางพวก ย่อมทราบเนื้อความของคำพูดด้วยอุปมา ดูกรบพิตรเปรียบเหมือนบุรุษจมแล้วในหลุมคูถจมมิดศีรษะเมื่อเป็นเช่นนั้น บพิตรพึงตรัสสั่งบุรุษว่า ถ้าเช่นนั้น พวกท่านจงช่วยกัน ยกบุรุษนั้นขึ้นจากหลุมคูถนั้น พวกเขารับพระดำรัสของบพิตรแล้ว จึงช่วยกันยก บุรุษนั้นขึ้นจากหลุมคูถนั้น บพิตรพึงตรัสบอกพวกเขาอย่างนี้ว่า ถ้าเช่นนั้น พวกท่านจงเอาซี่ไม้ไผ่ขูดคูถออกจากกายบุรุษนั้นให้หมดจด พวกเขารับพระดำรัสของบพิตรแล้ว เอาซี่ไม้ไผ่ขูดคูถออกจากกายบุรุษนั้นหมดจดแล้ว บพิตรพึงตรัสบอกพวกเขา อย่างนี้ว่า ถ้าเช่นนั้น พวกท่านจงเอาดินสีเหลืองขัดสีกายบุรุษนั้นสามครั้ง พวกเขารับพระดำรัสของบพิตรแล้ว เอาดินสีเหลืองชัดสีกายบุรุษนั้นสามครั้ง บพิตรพึงตรัสสั่งพวกเขาอย่างนี้ว่าถ้าเช่นนั้นพวกท่านจงเอาน้ำมันชโลมบุรุษนั้น แล้วกระทำการลูบไล้ด้วยจุณอย่างละเอียดให้ผุดผ่องสิ้นสามครั้ง พวกเขาก็เอาน้ำมันชโลมบุรุษนั้น แล้วกระทำการลูบไล้ด้วยจุณอย่างละเอียดให้ผุดผ่องสิ้นสามครั้ง บพิตรพึงตรัสบอกพวกเขาอย่างนี้ว่าถ้าเช่นนั้น พวกท่านจงตัดผมและหนวดของบุรุษนั้น พวกเขาก็ตัดผมและหนวดของบุรุษนั้น บพิตรพึงตรัสบอกพวกเขาอย่างนี้ว่า ถ้าเช่นนั้น พวกท่านจงนำพวงดอกไม้เครื่องลูบไล้และผ้า ซึ่งล้วนมีราคามากเข้าไปให้แก่บุรุษนั้น พวกเขาก็นำพวงดอกไม้เครื่องลูบไล้และผ้า ซึ่งล้วนมีราคามากเข้าไปให้แก่บุรุษนั้น บพิตรพึงตรัสบอกพวกเขาอย่างนี้ว่า ถ้าเช่นนั้น พวกท่านจงเชิญบุรุษนั้นขึ้นสู่ปราสาท แล้วบำรุงด้วยกามคุณ ๕ พวกเขาก็เชิญบุรุษนั้นขึ้นสู่ปราสาท แล้วบำรุงด้วยกามคุณ ๕ ดูกรบพิตรบพิตรจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน เมื่อบุรุษนั้นอาบน้ำแล้ว ลูบไล้ดีแล้วตัดผมและหนวดแล้ว ประดับด้วยอาภรณ์ แก้วมณีแล้ว นุ่งผ้าขาวสะอาด ขึ้นสู่ปราสาทอย่างประเสริฐชั้นบน เพรียบพร้อมด้วยกามคุณ ๕ บำเรออยู่ จะพึงมีความประสงค์ที่จะจมลงในหลุมคูถนั้นอีก บ้างหรือหนอ ฯ ป. หามิได้ ท่านกัสสป ฯ ก. ข้อนั้นเป็นเพราะเหตุไร ฯ ป. เพราะหลุมคูถไม่สะอาด เป็นทั้งไม่สะอาด ทั้งนับว่าไม่สะอาดทั้งมีกลิ่นเหม็น ทั้งนับว่ามีกลิ่นเหม็น ทั้งน่าเกลียด ทั้งนับว่าน่าเกลียด ทั้งปฏิกูลทั้งนับว่าปฏิกูล ฯ ก. ฉันนั้นแหละ บพิตร พวกมนุษย์เป็นผู้ไม่สะอาด ทั้งนับว่าไม่สะอาดทั้งมีกลิ่นเหม็น ทั้งนับว่ามีกลิ่นเหม็น ทั้งน่าเกลียด ทั้งนับว่าน่าเกลียด ทั้งปฏิกูลทั้งนับว่าปฏิกูลของพวกเทวดา กลิ่นมนุษย์ย่อมฟุ้งไปในเทวดาตลอดร้อยโยชน์ก็มิตร อำมาตย์ ญาติสาโลหิตของบพิตร ที่เป็นคนงดเว้นจากการฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ประพฤติผิดในกาม งดเว้นจากการพูดเท็จ พูดส่อเสียด พูดคำหยาบ พูดเพ้อเจ้อไม่มากไปด้วยความเพ่งเล็ง ไม่คิดปองร้ายผู้อื่น มีความเห็นชอบ เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก ไปเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์แล้ว พวกเขาจักมาทูลพระองค์ได้ละหรือว่าแม้เพราะเหตุนี้ โลกหน้ามีอยู่ เหล่าสัตว์ผู้ผุดเกิดขึ้นมีอยู่ ผลวิบากของกรรมที่สัตว์ทำดีทำชั่วมีอยู่ ดูกรบพิตร โดยปริยายของบพิตรนี้แล ต้องเป็นอย่างนี้ว่าแม้เพราะเหตุนี้ โลกหน้ามีอยู่ เหล่าสัตว์ผู้ผุดเกิดขึ้นมีอยู่ ผลวิบากของกรรมที่สัตว์ทำดีทำชั่วมีอยู่ ฯ

ข้อ ๓๐๗

กิญฺจาปิ ภวํ กสฺสโป เอวมาห อถโข เอวมฺเม เอตฺถ โหติ อิติปิ นตฺถิ ปโร โลโก นตฺถิ สตฺตา โอปปาติกา นตฺถิ สุกตทุกฺกฏานํ กมฺมานํ ผลํ วิปาโกติ ฯ อตฺถิ ปน ราชญฺญ ปริยาโย ฯเปฯ อตฺถิ โภ กสฺสป ปริยาโย ฯเปฯ ยถากถํ วิย ราชญฺญาติ ฯ อิธ เม โภ กสฺสป มิตฺตามจฺจา ญาติสาโลหิตา ปาณาติปาตา ปฏิวิรตา อทินฺนาทานา ปฏิวิรตา กาเมสุ มิจฺฉาจารา ปฏิวิรตา มุสาวาทา ปฏิวิรตา สุราเมรยมชฺชปมาทฏฺฐานา ปฏิวิรตา เต อปเรน สมเยน อาพาธิกา โหนฺติ ทุกฺขิตา พาฬฺหคิลานา ยทาหํ ชานามิ นทานิเม อิมมฺหา อาพาธา วุฏฺฐหิสฺสนฺตีติ ตฺยาหํ อุปสงฺกมิตฺวา เอวํ วทามิ สนฺติ โข โภ เอเก สมณพฺราหฺมณา เอวํวาทิโน เอวํทิฏฺฐิโน เย เต ปาณาติปาตา ปฏิวิรตา อทินฺนาทานา ปฏิวิรตา กาเมสุ มิจฺฉาจารา ปฏิวิรตา มุสาวาทา ปฏิวิรตา สุราเมรยมชฺชปมาทฏฺฐานา ปฏิวิรตา เต กายสฺส เภทา ปรมฺมรณา สุคตึ สคฺคํ โลกํ อุปปชฺชนฺติ เทวานํ ตาวตึสานํ สหพฺยตนฺติ ภวนฺโต โข ปาณาติปาตา ปฏิวิรตา อทินฺนาทานา ปฏิวิรตา กาเมสุ มิจฺฉาจารา ปฏิวิรตา มุสาวาทา ปฏิวิรตา สุราเมรยมชฺชปมาทฏฺฐานา ปฏิวิรตา สเจ เตสํ ภวติ สมณพฺราหฺมณานํ สจฺจํ วจนํ ภวนฺโต กายสฺส เภทา ปรมฺมรณา สุคตึ สคฺคํ โลกํ อุปปชฺชิสฺสนฺติ เทวานํ ตาวตึสานํ สหพฺยตํ สเจ โข โภ กายสฺส เภทา ปรมฺมรณา สุคตึ สคฺคํ โลกํ อุปปชฺเชยฺยาถ เทวานํ ตาวตึสานํ สหพฺยตํ เยน เม อาคนฺตฺวา อาโรเจยฺยาถ อิติปิ อตฺถิ ปโร โลโก อตฺถิ สตฺตา โอปปาติกา อตฺถิ สุกตทุกฺกฏานํ กมฺมานํ ผลํ วิปาโกติ ภวนฺโต โข ปน เม สทฺธายิกา ปจฺจยิกา ยํ ภวนฺเตภิ ทิฏฺฐํ ยถา สามํ ทิฏฺฐํ เอวเมตํ ภวิสฺสตีติ เต เม สาธูติ ปฏิสฺสุตฺวา เนว อาคนฺตฺวา อาโรเจนฺติ น ปน ทูตํ ปหิณนฺติ อยมฺปิ โข โภ กสฺสป ปริยาโย เยน เม ปริยาเยน เอวํ โหติ อิติปิ นตฺถิ ปโร โลโก นตฺถิ สตฺตา โอปปาติกา นตฺถิ สุกตทุกฺกฏานํ กมฺมานํ ผลํ วิปาโกติ ฯ

ท่านกัสสปกล่าวอย่างนั้นก็จริง ถึงอย่างนั้น ในปริยายนี้ ข้าพเจ้ายังคงมีความเห็นอยู่อย่างนี้ว่า แม้เพราะเหตุนี้ โลกหน้าไม่มี เหล่าสัตว์ผู้ผุดเกิดขึ้นไม่มี ผลวิบากของกรรมที่สัตว์ทำดีทำชั่วไม่มี ฯ ดูกรบพิตร ก็ปริยายซึ่งเป็นเหตุให้บพิตรยังคงมีความเห็นอยู่อย่างนี้ว่าโลกหน้าไม่มี เหล่าสัตว์ผู้ผุดเกิดขึ้นไม่มี ผลวิบากของกรรมที่สัตว์ทำดีทำชั่วไม่มีมีอยู่หรือ ฯ มีอยู่ ท่านกัสสป ฯ เปรียบเหมือนอะไร บพิตร ดูกรท่านกัสสป มิตร อำมาตย์ ญาติสาโลหิตของข้าพเจ้าในโลกนี้ที่เป็นคนงดเว้นจากการฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม พูดเท็จ ดื่มน้ำเมาคือสุราและเมรัยอันเป็นฐานแห่งความประมาท สมัยอื่น คนเหล่านั้น ป่วยได้รับทุกข์เป็นไข้หนัก เมื่อใด ข้าพเจ้าทราบว่า บัดนี้ คนพวกนี้จักไม่หายจากป่วยเมื่อนั้น ข้าพเจ้าเข้าไปหาคนพวกนั้นแล้วกล่าวอย่างนี้ว่า ท่านทั้งหลาย มีสมณพราหมณ์ พวกหนึ่งมีวาทะอย่างนี้ มีทิฐิอย่างนี้ว่า บุคคลที่งดเว้นจากการฆ่าสัตว์ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม พูดเท็จ ดื่มน้ำเมาคือสุราและเมรัยอันเป็นฐานแห่งความประมาท เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ถึงความเป็นสหายกับเทวดาชั้นดาวดึงส์ พวกท่านเป็นคนเว้นจากการฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ประพฤติผิดในกาม พูดเท็จ ดื่มน้ำเมาคือสุราและเมรัยอันเป็นฐานแห่งความประมาทถ้าคำของสมณพราหมณ์พวกนั้นเป็นความจริง พวกท่านเบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก จักเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ถึงความเป็นสหายกับเทวดาชั้นดาวดึงส์ถ้าเบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก พวกท่านพึงเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ถึงความเป็นสหายกับเทวดาชั้นดาวดึงส์ไซร้ พึงมาบอกเราด้วยวิธีไรว่า แม้เพราะเหตุนี้โลกหน้ามีอยู่ เหล่าสัตว์ผู้ผุดเกิดขึ้นมีอยู่ ผลวิบากของกรรมที่สัตว์ทำดีทำชั่วมีอยู่พวกท่านแล พอเป็นที่เชื่อถือ พอเป็นที่ไว้ใจของเราได้ สิ่งใดที่พวกท่านเห็นสิ่งนั้นจักเป็นเหมือนดังเราเห็นเอง คนเหล่านั้นรับคำข้าพเจ้าแล้ว หาได้มาบอกไม่หาได้ส่งทูตมาไม่ ดูกรท่านกัสสปปริยายแม้นี้แล เป็นเหตุให้ข้าพเจ้ายังคงมีความเห็นอยู่อย่างนี้ว่า แม้เพราะเหตุนี้ โลกหน้าไม่มี เหล่าสัตว์ผู้ผุดเกิดขึ้นไม่มีผลวิบากของกรรมที่สัตว์ทำดีทำชั่วไม่มี ฯ

ข้อ ๓๐๘

เตนหิ ราชญฺญ ตญฺเญเวตฺถ ปฏิปุจฺฉิสฺสามิ ยถา เต ขเมยฺย ตถา นํ พฺยากเรยฺยาสิ ยํ โข ปน ราชญฺญ มานุสกํ วสฺสสตํ เทวานํ ตาวตึสานํ เอโส เอโก รตฺตินฺทิโว ตาย รตฺติยา ตึส รตฺติโย มาโส เตน มาเสน ทฺวาทสมาสิโย สํวจฺฉโร เตน สํวจฺฉเรน ทิพฺพํ วสฺสสหสฺสํ เทวานํ ตาวตึสานํ อายุปฺปมาณํ เย เต มิตฺตามจฺจา ญาติสาโลหิตา ปาณาติปาตา ปฏิวิรตา อทินฺนาทานา ปฏิวิรตา กาเมสุ มิจฺฉาจารา ปฏิวิรตา มุสาวาทา ปฏิวิรตา สุราเมรยมชฺชปมาทฏฺฐานา ปฏิวิรตา กายสฺส เภทา ปรมฺมรณา สุคตึ สคฺคํ โลกํ อุปปนฺนา เทวานํ ตาวตึสานํ สหพฺยตํ สเจ ปน เตสํ เอวํ ภวิสฺสติ ยาว มยํ เทฺว วา ตีณิ วา รตฺตินฺทิวา ทิพฺเพหิ ปญฺจหิ กามคุเณหิ สมปฺปิตา สมงฺคิภูตา ปริจาเรม อถ มยํ ปายาสิสฺส ราชญฺญสฺส คนฺตฺวา อาโรเจยฺยาม อิติปิ อตฺถิ ปโร โลโก อตฺถิ สตฺตา โอปปาติกา อตฺถิ สุกตทุกฺกฏานํ กมฺมานํ ผลํ วิปาโกติ อปิ นุ เต อาคนฺตฺวา อาโรเจยฺยุํ อิติปิ อตฺถิ ปโร โลโก อตฺถิ สตฺตา โอปปาติกา อตฺถิ สุกตทุกฺกฏานํ กมฺมานํ ผลํ วิปาโกติ ฯ โน หีทํ โภ กสฺสป อปิ หิ มยํ โภ กสฺสป จิรกาลกตาปิ ภเวยฺยาม โก ปเนตํ โภโต กสฺสปสฺส อาโรเจติ อตฺถิ เทวา ตาวตึสาติ วา เอวํทีฆายุกา เทวา ตาวตึสาติ วา น มยํ โภโต กสฺสปสฺส สทฺทหาม อตฺถิ เทวา ตาวตึสาติ วา เอวํทีฆายุกา เทวา ตาวตึสาติ วา ฯ {๓๐๘.๑} เสยฺยถาปิ ราชญฺญ ชจฺจนฺโธ ปุริโส น ปสฺเสยฺย กณฺหสุกฺกานิ รูปานิ น ปสฺเสยฺย นีลกานิ รูปานิ น ปสฺเสยฺย ปีตกานิ รูปานิ น ปสฺเสยฺย โลหิตกานิ รูปานิ น ปสฺเสยฺย มญฺเชฏฺฐกานิ รูปานิ น ปสฺเสยฺย สมวิสมํ น ปสฺเสยฺย ตารกานิ รูปานิ น ปสฺเสยฺย จนฺทิมสุริเย โส เอวํ วเทยฺย นตฺถิ กณฺหสุกฺกานิ รูปานิ นตฺถิ กณฺหสุกฺกานํ รูปานํ ทสฺสาวี นตฺถิ นีลกานิ รูปานิ นตฺถิ นีลกานํ รูปานํ ทสฺสาวี นตฺถิ ปีตกานิ รูปานิ นตฺถิ ปีตกานํ รูปานํ ทสฺสาวี นตฺถิ โลหิตกานิ รูปานิ นตฺถิ โลหิตกานํ รูปานํ ทสฺสาวี นตฺถิ มญฺเชฏฺฐกานิ รูปานิ นตฺถิ มญฺเชฏฺฐกานํ รูปานํ ทสฺสาวี นตฺถิ สมวิสมํ นตฺถิ สมวิสมสฺส ทสฺสาวี นตฺถิ ตารกานิ รูปานิ นตฺถิ ตารกานํ รูปานํ ทสฺสาวี นตฺถิ จนฺทิมสุริยา นตฺถิ จนฺทิมสุริยานํ ทสฺสาวี อหเมตํ น ชานามิ อหเมตํ น ปสฺสามิ ตสฺมา ตํ นตฺถีติ สมฺมา นุ โข โภ ราชญฺญ วทมาโน วเทยฺยาติ ฯ โน หีทํ โภ กสฺสป อตฺถิ กณฺหสุกฺกานิ รูปานิ อตฺถิ กณฺหสุกฺกานํ รูปานํ ทสฺสาวี อตฺถิ นีลกานิ รูปานิ อตฺถิ นีลกานํ รูปานํ ทสฺสาวี ฯเปฯ อตฺถิ สมวิสมํ อตฺถิ สมวิสมสฺส ทสฺสาวี อตฺถิ ตารกานิ รูปานิ อตฺถิ ตารกานํ รูปานํ ทสฺสาวี อตฺถิ จนฺทิมสุริยา อตฺถิ จนฺทิมสุริยานํ ทสฺสาวี อหเมตํ น ชานามิ อหเมตํ น ปสฺสามิ ตสฺมา ตํ นตฺถีติ น หิ โส โภ กสฺสป สมฺมา วทมาโน วเทยฺยาติ ฯ เอวเมว โข ตฺวํ ราชญฺญ ชจฺจนฺธูปโม มญฺเญ ปฏิภาสิ ยเมตํ เอวํ วเทสิ {๓๐๘.๒} โก ปเนตํ โภโต กสฺสปสฺส อาโรเจติ อตฺถิ เทวา ตาวตึสาติ วา เอวํทีฆายุกา เทวา ตาวตึสาติ วา น มยํ โภโต กสฺสปสฺส สทฺทหาม อตฺถิ เทวา ตาวตึสาติ วา เอวํทีฆายุกา เทวา ตาวตึสาติ วา น โข ราชญฺญ เอวํ ปโร โลโก ทฏฺฐพฺโพ ยถา ตฺวํ มญฺญสิ อิมินา มํสจกฺขุนา เย โข เต ราชญฺญ สมณพฺราหฺมณา อรญฺญวนปตฺถานิ ปนฺตานิ เสนาสนานิ ปฏิเสวนฺติ เต ตตฺถ อปฺปมตฺตา อาตาปิโน ปหิตตฺตา วิหรนฺตา ทิพฺพจกฺขุํ วิโสเธนฺติ เต ทิพฺเพน จกฺขุนา วิสุทฺเธน อติกฺกนฺตมานุสเกน อิมญฺเจว โลกํ ปสฺสนฺติ ปรญฺจ สตฺเต จ โอปปาติเก เอวญฺจ โข ราชญฺญ ปโร โลโก ทฏฺฐพฺโพ น เตฺวว ยถา ตฺวํ มญฺญสิ อิมินา มํสจกฺขุนา อิมินาปิ โข เต ราชญฺญ ปริยาเยน เอวํ โหตุ อิติปิ อตฺถิ ปโร โลโก อตฺถิ สตฺตา โอปปาติกา อตฺถิ สุกตทุกฺกฏานํ กมฺมานํ ผลํ วิปาโกติ ฯ

ดูกรบพิตร ถ้าเช่นนั้น อาตมภาพจะขอย้อนถามบพิตรในข้อนี้ บพิตรพึงทรงพยากรณ์ตามที่ควรแก่บพิตร ร้อยปีของมนุษย์เป็นวันหนึ่งคืนหนึ่งของพวกเทวดาชั้นดาวดึงส์ สามสิบราตรี โดยราตรีนั้น เป็นเดือนหนึ่ง สิบสองเดือนโดยเดือนนั้นเป็นปีหนึ่ง พันปีทิพย์โดยปีนั้น เป็นประมาณอายุของพวกเทวดาชั้นดาวดึงส์ มิตรอำมาตย์ ญาติสาโลหิตของบพิตร ที่เป็นคนเว้นจากการฆ่าสัตว์ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม พูดเท็จ ดื่มน้ำเมาคือสุราและเมรัยอันเป็นฐานแห่งความประมาท เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก เข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ถึงความเป็นสหายกับพวกเทวดาชั้นดาวดึงส์แล้ว ถ้าพวกเขาจักมีความคิดอย่างนี้ว่ารอเวลาที่พวกเราเพรียบพร้อมไปด้วยกามคุณ ๕ บำเรออยู่ตลอดสองคืนสองวันหรือสามคืนสามวันก่อน จะพึงไปทูลเจ้าปายาสิว่า แม้เพราะเหตุนี้ โลกหน้ามีอยู่เหล่าสัตว์ผู้ผุดเกิดขึ้นมีอยู่ ผลวิบากของกรรมที่สัตว์ทำดีทำชั่วมีอยู่ พวกเขาจะพึงมาทูลว่า แม้เพราะเหตุนี้ โลกหน้ามีอยู่ เหล่าสัตว์ผู้ผุดเกิดขึ้นมีอยู่ ผลวิบากของกรรมที่สัตว์ทำดีทำชั่วมีอยู่ บ้างหรือหนอ ฯ หามิได้ ท่านกัสสป ด้วยว่า พวกเราถึงจะทำกาละไปนานแล้วก็จริงแต่ใครเล่าบอกความข้อนี้แก่ท่านกัสสปว่า พวกเทวดาชั้นดาวดึงส์มีอยู่ หรือว่าพวกเทวดาชั้นดาวดึงส์มีอายุยืนเท่านี้ พวกเรามิได้เชื่อต่อท่านกัสสปว่า พวกเทวดาชั้นดาวดึงส์มีอยู่ หรือว่าพวกเทวดาชั้นดาวดึงส์มีอายุยืนเท่านี้ ฯ ดูกรบพิตร เปรียบเหมือนบุรุษตาบอดแต่กำเนิด ไม่พึงเห็นรูปสีดำ สีขาวสีเขียว สีเหลือง สีแดง สีแดงฝาด รูปที่เรียบและไม่เรียบ รูปดาว พระจันทร์และพระอาทิตย์ เขาจะพึงพูดอย่างนี้ว่า รูปสีดำ สีขาว สีเขียว สีเหลือง สีแดงสีแดงฝาด รูปที่เรียบ และไม่เรียบ รูปดาว พระจันทร์ พระอาทิตย์ ไม่มีผู้ที่เห็นรูปสีดำ สีขาว สีเขียว สีเหลือง สีแดง สีแดงฝาด รูปที่เรียบและไม่เรียบ รูปดาว พระจันทร์ พระอาทิตย์ก็ไม่มี เราไม่รู้สิ่งนี้ เราไม่เห็นสิ่งนี้เพราะฉะนั้น สิ่งนั้นจึงไม่มี ดูกรบพิตร บุคคลเมื่อจะพูดให้ถูก จะพึงพูดดังนั้นหรือหนอ ฯ หามิได้ ท่านกัสสป รูปสีดำ สีขาว สีเขียว สีเหลือง สีแดงสีแดงฝาด รูปที่เรียบและไม่เรียบ รูปดาว พระจันทร์ พระอาทิตย์มีอยู่ ผู้ที่เห็นรูปสีดำ สีขาว สีเขียว สีเหลือง สีแดง สีแดงฝาด รูปที่เรียบและไม่เรียบรูปดาว พระจันทร์ พระอาทิตย์ก็มีอยู่ ดูกรท่านกัสสป บุคคลนั้น เมื่อจะพูดให้ถูก จะพึงพูดว่า เราไม่รู้สิ่งนี้ เพราะฉะนั้นสิ่งนั้นจึงไม่มี ดังนี้ หาได้ไม่ ฯ ฉันนั้นแหละ บพิตร บพิตรย่อมปรากฏเหมือนคนตาบอดแต่กำเนิด เหตุพระดำรัสที่ตรัสไว้อย่างนี้ว่า ก็ใครเล่าบอกความแก่ท่านกัสสปว่า พวกเทวดาชั้นดาวดึงส์มีอยู่ หรือว่าพวกเทวดาชั้นดาวดึงส์มีอายุยืนเท่านี้ พวกเรามิได้เชื่อต่อท่านกัสสปว่า พวกเทวดาชั้นดาวดึงส์มีอยู่ หรือว่าพวกเทวดาชั้นดาวดึงส์มีอายุยืนเท่านี้ โลกหน้าบุคคลจะพึงเห็นเหมือนดังที่บพิตรทรงทราบด้วยมังสจักษุนี้ หามิได้ดูกรบพิตร สมณพราหมณ์พวกใดเสพเสนาสนะอันสงัดซึ่งอยู่ในป่า สมณพราหมณ์พวกนั้น เป็นผู้ไม่ประมาท มีความเพียร ส่งตนไปแล้วอยู่ในเสนาสนะนั้นยังทิพยจักษุให้บริสุทธิ์ มีทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ ล่วงจักษุของมนุษย์แล้ว ย่อมแลเห็นทั้งโลกนี้ทั้งโลกหน้า และเหล่าสัตว์ผู้ผุดเกิดขึ้น ก็โลกหน้า บุคคลจะพึงเห็นได้ด้วยประการฉะนี้แล หาเหมือนดังที่บพิตรทรงทราบด้วยมังสจักษุนี้ไม่ดูกรบพิตร โดยปริยายของบพิตรนี้แล ต้องเป็นอย่างนี้ว่า แม้เพราะเหตุนี้ โลกหน้ามีอยู่ เหล่าสัตว์ผู้ผุดเกิดขึ้นมีอยู่ ผลวิบากของกรรมที่สัตว์ทำดีทำชั่วมีอยู่ ฯ

ข้อ ๓๐๙

กิญฺจาปิ ภวํ กสฺสโป เอวมาห อถโข เอวมฺเม เอตฺถ โหติ อิติปิ นตฺถิ ปโร โลโก นตฺถิ สตฺตา โอปปาติกา นตฺถิ สุกตทุกฺกฏานํ กมฺมานํ ผลํ วิปาโกติ ฯ อตฺถิ ปน ราชญฺญ ปริยาโย ฯเปฯ อตฺถิ โภ กสฺสป ปริยาโย ฯเปฯ ยถากถํ วิย ราชญฺญาติ ฯ อิธาหํ โภ กสฺสป ปสฺสามิ สมณพฺราหฺมเณ สีลวนฺเต กลฺยาณธมฺเม ชีวิตุกาเม อมริตุกาเม สุขกาเม ทุกฺขปฏิกูเล ตสฺส มยฺหํ โภ กสฺสป เอวํ โหติ สเจ โข อิเม โภนฺโต สมณพฺราหฺมณา สีลวนฺโต กลฺยาณธมฺมา เอวํ ชาเนยฺยุํ อิโต โน มตานํ เสยฺโย ภวิสฺสตีติ อิทานีเม โภนฺโต สมณพฺราหฺมณา สีลวนฺโต กลฺยาณธมฺมา วิสํ วา ขาเทยฺยุํ สตฺถํ วา อาหเรยฺยุํ อุพฺพนฺธิตฺวา วา กาลํ กเรยฺยุํ ปปาเต วา ปปเตยฺยุํ ยสฺมา จ โข อิเม โภนฺโต สมณพฺราหฺมณา สีลวนฺโต กลฺยาณธมฺมา น เอวํ ชานนฺติ อิโต โน มตานํ เสยฺโย ภวิสฺสตีติ ตสฺมา อิเม โภนฺโต สมณพฺราหฺมณา สีลวนฺโต กลฺยาณธมฺมา ชีวิตุกามา อมริตุกามา สุขกามา ทุกฺขปฏิกูลา อยมฺปิ โข โภ กสฺสป ปริยาโย เยน เม ปริยาเยน เอวํ โหติ อิติปิ นตฺถิ ปโร โลโก นตฺถิ สตฺตา โอปปาติกา นตฺถิ สุกตทุกฺกฏานํ กมฺมานํ ผลํ วิปาโกติ ฯ

ท่านกัสสปกล่าวอย่างนั้นก็จริง ถึงอย่างนั้น ในปริยายนี้ ข้าพเจ้าก็ยังคงมีความเห็นอยู่อย่างนี้ว่า แม้เพราะเหตุนี้ โลกหน้าไม่มี เหล่าสัตว์ผู้ผุดเกิดขึ้นไม่มี ผลวิบากของกรรมที่สัตว์ทำดีทำชั่วไม่มี ฯ ดูกรบพิตร ก็ปริยายซึ่งเป็นเหตุให้บพิตรยังคงมีความเห็นอยู่อย่างนี้ว่าแม้เพราะเหตุนี้ โลกหน้าไม่มี เหล่าสัตว์ผู้ผุดเกิดขึ้นไม่มี ผลวิบากของกรรมที่สัตว์ทำดีทำชั่วไม่มี มีอยู่หรือ ฯ มีอยู่ ท่านกัสสป ฯ เปรียบเหมือนอะไร บพิตร ฯ ดูกรท่านกัสสป ข้าพเจ้าได้เห็นสมณพราหมณ์ในโลกนี้ ซึ่งเป็นผู้มีศีลมีกัลยาณธรรม ยังประสงค์จะมีชีวิตอยู่ ไม่ประสงค์จะตาย ยังปรารถนาความสุขเกลียดความทุกข์ ข้าพเจ้ามีความคิดเห็นว่า ถ้าท่านสมณพราหมณ์ผู้มีศีล มีกัลยาณธรรม พวกนี้จะพึงทราบอย่างนี้ว่า เมื่อเราตายไปจากโลกนี้แล้ว คุณงามความดีจักมีดังนี้ไซร้ บัดนี้ ท่านสมณพราหมณ์ผู้มีศีล มีกัลยาณธรรมพวกนี้พึงดื่มยาพิษ พึงนำมาซึ่งศาตรา พึงผูกคอตาย หรือพึงโจนลงไปในเหว ก็เพราะเหตุที่ท่านสมณพราหมณ์ผู้มีศีล มีกัลยาณธรรม พวกนี้ไม่ทราบอย่างนี้ว่า เมื่อเราตายไปจากโลกนี้แล้ว คุณงามความดีจักมี ฉะนั้น จึงยังประสงค์จะมีชีวิตอยู่ ไม่ประสงค์จะตาย ยังปรารถนาความสุข เกลียดความทุกข์ ดูกรท่านกัสสป ปริยายแม้นี้แล เป็นเหตุให้ข้าพเจ้ายังคงมีความเห็นอยู่อย่างนี้ว่า แม้เพราะเหตุนี้ โลกหน้าไม่มี เหล่าสัตว์ผู้ผุดเกิดขึ้นไม่มี ผลวิบากของกรรมที่สัตว์ทำดีทำชั่วไม่มี ฯ

ข้อ ๓๑๐

เตนหิ ราชญฺญ อุปมนฺเต กริสฺสามิ อุปมายปีเธกจฺเจ วิญฺญู ปุริสา ภาสิตสฺส อตฺถํ อาชานนฺติ ภูตปุพฺพํ ราชญฺญ อญฺญตรสฺส พฺราหฺมณสฺส เทฺว ปชาปติโย อเหสุํ เอกิสฺสา ปุตฺโต อโหสิ ทสวสฺสุทฺเทสิโก วา ทฺวาทสวสฺสุทฺเทสิโก วา เอกา คพฺภินี อุปวิชญฺญา อถโข โส พฺราหฺมโณ กาลมกาสิ อถโข โส มาณวโก มาตุสปตึ เอตทโวจ ยมิทํ โภติ ธนํ วา ธญฺญํ วา รชตํ วา ชาตรูปํ วา สพฺพนฺตํ มยฺหํ นตฺถิ ตุเยฺหตฺถ กิญฺจิ ปิตุ เม สนฺตโก โภติ ทายชฺชํ นิยฺยาเทหีติ ฯ {๓๑๐.๑} เอวํ วุตฺเต สา พฺราหฺมณี ตํ มาณวกํ เอตทโวจ อาคเมหิ ตาว ตาต ยาว วิชายามิ สเจ กุมารโก ภวิสฺสติ ตสฺสปิ เอกเทโส ภวิสฺสติ สเจ กุมาริกา ภวิสฺสติ สาปิ เต อุปโภคฺคา ภวิสฺสตีติ ฯ ทุติยมฺปิ โข โส มาณวโก มาตุสปตึ เอตทโวจ ยมิทํ โภติ ธนํ วา ธญฺญํ วา รชตํ วา ชาตรูปํ วา สพฺพนฺตํ มยฺหํ นตฺถิ ตุเยฺหตฺถ กิญฺจิ ปิตุ เม สนฺตโก โภติ ทายชฺชํ นิยฺยาเทหีติ ฯ ทุติยมฺปิ โข สา พฺราหฺมณี ตํ มาณวกํ เอตทโวจ อาคเมหิ ตาว ตาต ยาว วิชายามิ สเจ กุมารโก ภวิสฺสติ ตสฺสปิ เอกเทโส ภวิสฺสติ สเจ กุมาริกา ภวิสฺสติ สาปิ เต อุปโภคฺคา ภวิสฺสตีติ ฯ ตติยมฺปิ โข โส มาณวโก มาตุสปตึ เอตทโวจ ยมิทํ โภติ ธนํ วา ธญฺญํ วา รชตํ วา ชาตรูปํ วา สพฺพนฺตํ มยฺหํ นตฺถิ ตุเยฺหตฺถ กิญฺจิ ปิตุ เม สนฺตโก โภติ ทายชฺชํ นิยฺยาเทหีติ ฯ {๓๑๐.๒} อถโข สา พฺราหฺมณี สตฺถํ คเหตฺวา โอวรกํ ปวิสิตฺวา อุทรํ อุปฺปาเตสิ ยาว วิชานามิ ยทิ วา กุมารโก ยทิ วา กุมาริกาติ สา อตฺตานญฺเจว ชีวิตญฺจ คพฺภญฺจ สาปเตยฺยญฺจ ยถา ตํ พาลา อพฺยตฺตา อนยพฺยสนํ อาปนฺนา อโยนิโส ทายชฺชํ คเวสนฺตี เอวเมว โข ตฺวํ ราชญฺญ พาโล อพฺยตฺโต อนยพฺยสนํ อาปชฺชิสฺสสิ อโยนิโส ปรโลกํ คเวสนฺโต เสยฺยถา พฺราหฺมณี พาลา อพฺยตฺตา อนยพฺยสนํ อาปนฺนา อโยนิโส ทายชฺชํ คเวสนฺตี ฯ {๓๑๐.๓} น โข ราชญฺญ สมณพฺราหฺมณา สีลวนฺโต กลฺยาณธมฺมา อปกฺกํ ปริปาเจนฺติ อปิจ ปริปากํ อาคเมนฺติ ปณฺฑิตา ฯ อญฺเญหิ ราชญฺญ สมณพฺราหฺมณานํ สีลวนฺตานํ กลฺยาณธมฺมานํ ชีวิเตน ยถา ราชญฺญ สมณพฺราหฺมณา สีลวนฺโต กลฺยาณธมฺมา จิรํ ทีฆมทฺธานํ ติฏฺฐนฺติ ตถา พหุปุญฺญํ ปสวนฺติ พหุชนหิตาย จ ปฏิปชฺชนฺติ พหุชนสุขาย โลกานุกมฺปาย อตฺถาย หิตาย สุขาย เทวมนุสฺสานํ ฯ อิมินาปิ โข ราชญฺเญ ปริยาเยน เอวํ โหตุ อิติปิ อตฺถิ ปโร โลโก ฯเปฯ ผลํ วิปาโกติ ฯ

ดูกรบพิตร ถ้าเช่นนั้น อาตมภาพจักยกอุปมาถวายบพิตร บุรุษผู้เป็นวิญญูชนในโลกนี้ บางพวกย่อมทราบเนื้อความของคำพูดด้วยอุปมา เรื่องเคยมีมาแล้ว พราหมณ์คนหนึ่งมีภริยาสองคน ภริยาคนหนึ่งมีบุตรอายุได้ ๑๐ ปีหรือมีอายุได้ ๑๒ ปี ภริยาคนหนึ่งตั้งครรภ์จวนจะคลอด ครั้งนั้น พราหมณ์นั้นทำกาละแล้ว จึงมาณพนั้นได้พูดกะแม่เลี้ยงว่า แม่ ทรัพย์ ข้าวเปลือก เงินหรือทอง ทั้งหมดนั้นของฉัน แม่หามีส่วนอะไรในทรัพย์สมบัตินี้ไม่ ขอแม่จงมอบมรดกซึ่งเป็นของบิดาแก่ฉันเถิด เมื่อเขาพูดอย่างนั้นแล้ว นางพราหมณีกล่าวตอบมาณพนั้นว่า พ่อ ขอพ่อจงรอจนกว่าแม่จะคลอดเถิด ถ้าลูกที่คลอดออกมาเป็นชาย เขาจักได้รับส่วนหนึ่ง ถ้าเป็นหญิง ก็จักเป็นบาทปริจาริกของพ่อแม้ครั้งที่สอง มาณพก็ได้พูดกะแม่เลี้ยงอย่างนั้น ... แม้ครั้งที่สอง นางพราหมณีนั้นก็ได้พูดกะมาณพนั้นอย่างนั้น ... แม้ครั้งที่สาม มาณพนั้นก็ได้พูดกะแม่เลี้ยงอย่างนั้นว่า แม่ ทรัพย์ ข้าวเปลือก เงินหรือทองทั้งหมดนั้นเป็นของฉัน แม่หามีส่วนอะไรในทรัพย์สมบัตินี้ไม่ ขอแม่จงมอบมรดก ซึ่งเป็นของบิดาแก่ฉันเถิดลำดับนั้น นางพราหมณีนั้น ถือมีดเข้าไปในห้องน้อย แหวะท้อง เพื่อจะทราบว่าบุตรเป็นชายหรือหญิง นางพราหมณีได้ทำลายตน ชีวิต ครรภ์และทรัพย์สมบัติเพราะนางพราหมณีเป็นคนพาล ไม่ฉลาด แสวงหามรดกโดยอุบายไม่แยบคายได้ถึงความพินาศ ฉันใด บพิตรก็ฉันนั้นเหมือนกัน เป็นคนพาล ไม่ฉลาด แสวงหาโลกหน้าด้วยอุบายไม่แยบคาย จักถึงความพินาศ เหมือนนางพราหมณีผู้เป็นคนพาล ไม่ฉลาด แสวงหามรดกโดยอุบายไม่แยบคาย ได้ถึงความพินาศ ฉะนั้นดูกรบพิตร สมณพราหมณ์ผู้มีศีล มีกัลยาณธรรม ย่อมจะไม่บ่มผลที่ยังไม่สุกให้รีบสุก และผู้เป็นบัณฑิตย่อมรอผลอันสุกเอง อันชีวิตของสมณพราหมณ์ผู้มีศีลมีกัลยาณธรรม แปลกกว่าคนอื่นๆ คือว่า สมณพราหมณ์ผู้มีศีล มีกัลยาณธรรมดำรงอยู่สิ้นกาลนานเท่าใด ท่านย่อมประสพบุญมากเท่านั้น และปฏิบัติเพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุขแก่คนเป็นอันมาก เพื่ออนุเคราะห์โลก เพื่อประโยชน์ เพื่อเกื้อกูล เพื่อความสุข แก่เทวดา และมนุษย์ทั้งหลาย ดูกรบพิตรโดยปริยายนี้แล ต้องเป็นอย่างนี้ว่า แม้เพราะเหตุนี้ โลกหน้ามีอยู่ เหล่าสัตว์ผู้ผุดเกิดขึ้นมีอยู่ ผลวิบากของกรรมที่สัตว์ทำดีทำชั่วมีอยู่ ฯ

ข้อ ๓๑๑

กิญฺจาปิ ภวํ กสฺสโป เอวมาห อถโข เอวมฺเม เอตฺถ โหติ อิติปิ นตฺถิ ปโร โลโก ฯเปฯ ผลํ วิปาโกติ ฯ อตฺถิ ปน ราชญฺญ ปริยาโย ฯเปฯ อตฺถิ โภ กสฺสป ปริยาโย ฯเปฯ ยถากถํ วิย ราชญฺญาติ ฯ อิธ เม โภ กสฺสป ปุริสา โจรํ อาคุจารึ คเหตฺวา ทสฺเสนฺติ อยนฺเต ภนฺเต โจโร อาคุจารี อิมสฺส ยํ อิจฺฉสิ ตํ ทณฺฑํ วเทหีติ ตฺยาหํ เอวํ วทามิ เตนหิโภ อิมํ ปุริสํ ชีวนฺตํเยว กุมฺภิยา ปกฺขิปิตฺวา มุขํ ปิทหิตฺวา อลฺเลน จมฺเมน โอนทฺธิตฺวา อลฺลาย มตฺติกาย พหลวิเลปนํ กริตฺวา อุทฺธนํ อาโรเปตฺวา อคฺคึ เทถาติ เต เม สาธูติ ปฏิสฺสุตฺวา ตํ ปุริสํ ชีวนฺตํเยว กุมฺภิยา ปกฺขิปิตฺวา มุขํ ปิทหิตฺวา อลฺเลน จมฺเมน โอนทฺธิตฺวา อลฺลาย มตฺติกาย พหลวิเลปนํ กริตฺวา อุทฺธนํ อาโรเปตฺวา อคฺคึ เทนฺติ ฯ {๓๑๑.๑} ยทา มยํ ชานาม กาลกโต โส ปุริโสติ อถ ตํ กุมฺภึ โอโรเปตฺวา อุพฺภินฺทิตฺวา มุขํ วิวริตฺวา สณิกํ วิโลเกม อปฺเปวนามสฺส ชีวํ นิกฺขมนฺตํ ปสฺเสยฺยามาติ เนวสฺส มยํ ชีวํ นิกฺขมนฺตํ ปสฺสาม ฯ อยมฺปิ โข โภ กสฺสป ปริยาโย เยน เม ปริยาเยน เอวํ โหติ อิติปิ นตฺถิ ปโร โลโก นตฺถิ สตฺตา โอปปาติกา นตฺถิ สุกตทุกฺกฏานํ กมฺมานํ ผลํ วิปาโกติ ฯ {๓๑๑.๒} เตนหิ ราชญฺญ ตญฺเญเวตฺถ ปฏิปุจฺฉิสฺสามิ ยถา เต ขเมยฺย ตถา นํ พฺยากเรยฺยาสิ ฯ อภิชานาสิ โน ตฺวํ ราชญฺญ ทิวาเสยฺยํ อุปคโต สุปินกํ ปสฺสิตฺวา อารามรามเณยฺยกํ วนรามเณยฺยกํ ภูมิรามเณยฺยกํ โปกฺขรณีรามเณยฺยกนฺติ ฯ อภิชานามหํ โภ กสฺสป ทิวาเสยฺยํ อุปคโต สุปินกํ ปสฺสิตฺวา อารามรามเณยฺยกํ วนรามเณยฺยกํ ภูมิรามเณยฺยกํ โปกฺขรณีรามเณยฺยกนฺติ ฯ รกฺขนฺติ ตํ ตมฺหิ สมเย ขุชฺชาปิ วามนกาปิ เจลาวิกาปิ โกมาริกาปีติ ฯ เอวํ โภ กสฺสป รกฺขนฺติ มํ ตมฺหิ สมเย ขุชฺชาปิ วามนกาปิ เจลาวิกาปิ โกมาริกาปีติ ฯ อปิ นุ ตา ตุยฺหํ ชีวํ ปสฺสนฺติ ปวิสนฺตํ วา นิกฺขมนฺตํ วาติ ฯ โน หีทํ โภ กสฺสป ฯ ตา หิ นาม ราชญฺญ ตุยฺหํ ชีวนฺตสฺส ชีวนฺติโย ชีวํ น ปสฺสิสฺสนฺติ ปวิสนฺตํ วา นิกฺขมนฺตํ วา กึ ปน ตฺวํ กาลกตสฺส ชีวํ ปสฺสิสฺสสิ ปวิสนฺตํ วา นิกฺขมนฺตํ วา ฯ อิมินาปิ โข เต ราชญฺญ ปริยาเยน เอวํ โหตุ อิติปิ อตฺถิ ปโร โลโก อตฺถิ สตฺตา โอปปาติกา อตฺถิ สุกตทุกฺกฏานํ กมฺมานํ ผลํ วิปาโกติ ฯ

ท่านกัสสปกล่าวอย่างนั้นก็จริง ถึงอย่างนั้น ในปริยายนี้ ข้าพเจ้าก็ยังคงมีความเห็นอยู่อย่างนี้ว่า แม้เพราะเหตุนี้ โลกหน้าไม่มี เหล่าสัตว์ผู้ผุดเกิดขึ้นไม่มี ผลวิบากของกรรมที่สัตว์ทำดีทำชั่วไม่มี ฯ ดูกรบพิตร ก็ปริยายซึ่งเป็นเหตุให้บพิตรยังคงมีความเห็นอยู่อย่างนี้ว่าโลกหน้าไม่มี เหล่าสัตว์ผู้ผุดเกิดขึ้นไม่มี ผลวิบากของกรรมที่สัตว์ทำดีทำชั่วไม่มีมีอยู่หรือ ฯ มีอยู่ ท่านกัสสป ฯ เปรียบเหมือนอะไร บพิตร ฯ ดูกรกัสสป บุรุษของข้าพเจ้าในที่นี้ จับโจรผู้ประพฤติชั่วหยาบมาแสดงแก่ข้าพเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ โจรผู้นี้ประพฤติชั่วหยาบต่อพระองค์ พระองค์ทรงปรารถนาจะลงอาชญาอย่างใดแก่โจรผู้นี้ ขอได้ตรัสบอกอาชญานั้นเถิด ข้าพเจ้าบอกบุรุษพวกนั้นอย่างนี้ว่า ถ้าเช่นนั้น พวกท่านจงใส่บุรุษผู้นี้ซึ่งยังมีชีวิตอยู่ในหม้อแล้วปิดปากหม้อเสีย เอาหนังที่ยังสดรัด แล้วเอาดินเหนียวพอกเข้าให้หนายกขึ้นสู่เตาแล้วติดไฟ บุรุษพวกนั้นรับคำข้าพเจ้าแล้ว จึงใส่บุรุษนี้ซึ่งยังมีชีวิตอยู่เข้าในหม้อ แล้วปิดปากหม้อ เอาหนังที่ยังสดรัด แล้วเอาดินเหนียวพอกเข้าให้หนา ยกขึ้นสู่เตาแล้วติดไฟ เมื่อข้าพเจ้าทราบว่าบุรุษนั้นทำกาละแล้ว จึงให้ยกหม้อนั้นลง กะเทาะดินออกแล้วเปิดปากหม้อค่อยๆ ตรวจดูว่า บางทีจะได้เห็นชีวะของบุรุษนั้นออกมาบ้าง พวกเราไม่ได้เห็นชีวะของเขาออกมาเลย ดูกรท่านกัสสป ปริยายแม้นี้แล เป็นเหตุให้ข้าพเจ้ายังคงมีความเห็นอยู่อย่างนี้ว่า แม้เพราะเหตุนี้ โลกหน้าไม่มี เหล่าสัตว์ผู้ผุดเกิดขึ้นไม่มี ผลวิบากของกรรมที่สัตว์ทำดีทำชั่วไม่มี ฯ ดูกรบพิตร ถ้าเช่นนั้น อาตมภาพจะขอย้อนถามบพิตรในข้อนี้ บพิตรพึงทรงพยากรณ์ตามที่ควรแก่บพิตร บพิตรบรรทมกลางวัน ทรงรู้สึกฝันเห็นสวนอันน่ารื่นรมย์ ป่าอันน่ารื่นรมย์ พื้นที่อันน่ารื่นรมย์ สระโบกขรณีอันน่ารื่นรมย์บ้างหรือ ฯ เคยฝัน ท่านกัสสป ฯ ในเวลานั้น หญิงค่อม หญิงเตี้ย นางพนักงานภูษามาลา หรือกุมาริกาคอยรักษาบพิตรอยู่หรือ ฯ อย่างนั้น ท่านกัสสป ฯ คนเหล่านั้นเห็นชีวะของบพิตรเข้าหรือออกบ้างหรือเปล่า ฯ หามิได้ ท่านกัสสป ฯ ดูกรบพิตร ก็คนเหล่านั้น มีชีวิตอยู่ ยังมิได้เห็นชีวะของบพิตรผู้ยังทรงพระชนม์อยู่ เข้าหรือออกอยู่ ก็ไฉนบพิตรจักได้ทอดพระเนตรชีวะของผู้ที่ทำกาละไปแล้ว เข้าหรือออกอยู่เล่า ดูกรบพิตร โดยปริยายของบพิตรนี้แล ต้องเป็นอย่างนี้ว่า แม้เพราะเหตุนี้ โลกหน้ามีอยู่ เหล่าสัตว์ผู้ผุดเกิดขึ้นมีอยู่ ผลวิบากของกรรมที่สัตว์ทำดีทำชั่วมีอยู่ ฯ

ข้อ ๓๑๒

กิญฺจาปิ ภวํ กสฺสโป เอวมาห อถโข เอวมฺเม เอตฺถ โหติ อิติปิ นตฺถิ ปโร โลโก นตฺถิ สตฺตา โอปปาติกา นตฺถิ สุกตทุกฺกฏานํ กมฺมานํ ผลํ วิปาโกติ ฯ อตฺถิ ปน ราชญฺญ ปริยาโย ฯเปฯ อตฺถิ โภ กสฺสป ปริยาโย ฯเปฯ ยถากถํ วิย ราชญฺญาติ ฯ อิธ เม โภ กสฺสป ปุริสา โจรํ อาคุจารึ คเหตฺวา ทสฺเสนฺติ อยนฺเต ภนฺเต โจโร อาคุจารี อิมสฺส ยํ อิจฺฉสิ ตํ ทณฺฑํ วเทหีติ ตฺยาหํ เอวํ วทามิ เตนหิ โภ อิมํ ปุริสํ ชีวนฺตํเยว ตุลาย ตุเลตฺวา ชิยาย อนสฺสาสกํ มาเรตฺวา ปุนเทว ตุลาย ตุเลถาติ เต เม สาธูติ ปฏิสฺสุตฺวา ตํ ปุริสํ ชีวนฺตํเยว ตุลาย ตุเลตฺวา ชิยาย อนสฺสาสกํ มาเรตฺวา ปุเนว ตุลาย ตุเลนฺติ ฯ ยทา โส ชีวติ ตทา ลหุตโร จ โหติ มุทุตโร จ กมฺมญฺญตโร จ ยทา ปน โส กาลกโต โหติ ตทา ครุตโร จ โหติ ปตฺถินฺนตโร จ อกมฺมญฺญตโร จ ฯ อยมฺปิ โข โภ กสฺสป ปริยาโย เยน เม ปริยาเยน เอวํ โหติ อิติปิ นตฺถิ ปโร โลโก นตฺถิ สตฺตา โอปปาติกา นตฺถิ สุกตทุกฺกฏานํ กมฺมานํ ผลํ วิปาโกติ ฯ

ท่านกัสสปกล่าวอย่างนั้นก็จริง ถึงอย่างนั้นในปริยายนี้ ข้าพเจ้าก็ยังคงมีความเห็นอยู่อย่างนี้ว่า แม้เพราะเหตุนี้ โลกหน้าไม่มี เหล่าสัตว์ผู้ผุดเกิดขึ้นไม่มี ผลวิบากของกรรมที่สัตว์ทำดีทำชั่วไม่มี ฯ ดูกรบพิตร ก็ปริยายซึ่งเป็นเหตุให้บพิตรยังคงมีความเห็นอยู่อย่างนี้ว่าแม้เพราะเหตุนี้ โลกหน้าไม่มี เหล่าสัตว์ผู้ผุดเกิดขึ้นไม่มี ผลวิบากของกรรมที่สัตว์ทำดีทำชั่วไม่มี มีอยู่หรือ ฯ มีอยู่ ท่านกัสสป ฯ เปรียบเหมือนอะไร บพิตร ฯ ดูกรท่านกัสสป บุรุษของข้าพเจ้าในที่นี้ จับโจรผู้ประพฤติชั่วหยาบมาแสดงแก่ข้าพเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ โจรผู้นี้ประพฤติชั่วหยาบต่อพระองค์ พระองค์ทรงปรารถนาจะลงอาชญาอย่างใดแก่โจรผู้นี้ ขอได้ตรัสบอกอาชญานั้นเถิด ข้าพเจ้าบอกบุรุษพวกนั้นอย่างนี้ว่า ถ้าเช่นนั้น พวกท่านจงเอาตาชั่ง ชั่งบุรุษนี้ผู้ยังมีชีวิตอยู่แล้วเอาเชือกรัดให้ขาดใจตาย แล้วเอาตาชั่ง ชั่งอีกครั้งหนึ่ง บุรุษพวกนั้นรับคำข้าพเจ้าแล้ว เอาตาชั่ง ชั่งบุรุษนั้นผู้ยังมีชีวิตอยู่ แล้วเอาเชือกรัดให้ขาดใจตายแล้วเอาตาชั่ง ชั่งอีกครั้งหนึ่ง เมื่อบุรุษนั้นยังมีชีวิตอยู่ย่อมเบากว่า อ่อนกว่าและควรแก่การงานกว่า แต่เมื่อเขาทำกาละแล้ว ย่อมหนักกว่า กระด้างกว่า และไม่ควรแก่การงานกว่า ดูกรท่านกัสสป ปริยายแม้นี้แล เป็นเหตุให้ข้าพเจ้ายังคงมีความเห็นอยู่อย่างนี้ว่า แม้เพราะเหตุนี้ โลกหน้าไม่มี เหล่าสัตว์ผู้ผุดเกิดขึ้นไม่มีผลวิบากของกรรมที่สัตว์ทำดีทำชั่วไม่มี ฯ

ข้อ ๓๑๓

เตนหิ ราชญฺญ อุปมนฺเต กริสฺสามิ อุปมายปีเธกจฺเจ วิญฺญู ปุริสา ภาสิตสฺส อตฺถํ อาชานนฺติ ฯ เสยฺยถาปิ ราชญฺญ ปุริโส ทิวสนฺตตฺตํ อโยคุฬํ อาทิตฺตํ สมฺปชฺชลิตํ สญฺโชติภูตํ ตุลาย ตุเลยฺย ตเมนํ อปเรน สมเยน สีตํ นิพฺพุตํ ตุลาย ตุเลยฺย กทา นุ โข โส อโยคุโฬ ลหุตโร วา โหติ มุทุตโร วา กมฺมญฺญตโร วา ยทา วา อาทิตฺโต สมฺปชฺชลิโต สญฺโชติภูโต ยทา วา สีโต นิพฺพุโตติ ยทา โส โภ กสฺสป อโยคุโฬ เตโชสหคโต จ โหติ วาโยสหคโต จ อาทิตฺโต สมฺปชฺชลิโต สญฺโชติภูโต ตทา ลหุตโร จ โหติ มุทุตโร จ กมฺมญฺญตโร จ ยทา ปน โส อโยคุโฬ เนว เตโชสหคโต โหติ น วาโยสหคโต สีโต นิพฺพุโต ตทา ครุตโร จ โหติ ปตฺถินฺนตโร จ อกมฺมญฺญตโร จาติ ฯ เอวเมว โข ราชญฺญ ยทา อยํ กาโย อายุสหคโต จ โหติ อุสฺมาสหคโต จ วิญฺญาณสหคโต จ ตทา ลหุตโร จ โหติ มุทุตโร จ กมฺมญฺญตโร จ ยทา ปนายํ กาโย เนว อายุสหคโต จ โหติ น อุสฺมาสหคโต จ น วิญฺญาณสหคโต จ ตทา ครุตโร จ โหติ ปตฺถินฺนตโร จ อกมฺมญฺญตโร จ ฯ อิมินาปิ โข เต ราชญฺญ ปริยาเยน เอวํ โหตุ อิติปิ อตฺถิ ปโร โลโก อตฺถิ สตฺตา โอปปาติกา อตฺถิ สุกตทุกฺกฏานํ กมฺมานํ ผลํ วิปาโกติ ฯ

ดูกรบพิตร ถ้าเช่นนั้น อาตมภาพจักยกอุปมาถวายบพิตร บุรุษ ผู้เป็นวิญญูชนในโลกนี้ บางพวกย่อมทราบเนื้อความของคำพูดด้วยอุปมา ดูกรบพิตร เปรียบเหมือนบุรุษเอาตาชั่ง ชั่งก้อนเหล็กที่เผาไว้วันยังค่ำ ไฟติดทั่ว ลุกโพลงแล้ว ต่อมา เอาตาชั่ง ชั่งเหล็กนั้นซึ่งเย็นสนิทแล้ว เมื่อไรหนอ ก้อนเหล็กนั้นจะเบากว่า อ่อนกว่า หรือควรแก่การงานกว่า คือว่า เมื่อไฟติดทั่ว ลุกโพลงอยู่แล้ว หรือว่าเมื่อเย็นสนิทแล้ว ฯ ดูกรท่านกัสสป เมื่อใดก้อนเหล็กนั้น ประกอบด้วยไฟ ประกอบด้วยลมไฟติดทั่ว ลุกโพลงแล้ว เมื่อนั้น จึงจะเบากว่า อ่อนกว่า และควรแก่การงานกว่าแต่เมื่อใดก้อนเหล็กนั้น ไม่ประกอบด้วยไฟ และไม่ประกอบด้วยลม เย็นสนิทแล้วเมื่อนั้น จึงจะหนักกว่า กระด้างกว่า และไม่ควรแก่การงานกว่า ฯ ฉันนั้นแหละบพิตร เมื่อใด กายนี้ประกอบด้วยอายุ ไออุ่นและวิญญาณเมื่อนั้น ย่อมเบากว่า อ่อนกว่า ควรแก่การงานกว่า แต่ว่า เมื่อใด กายนี้ไม่ประกอบด้วยอายุ ไออุ่น และวิญญาณ เมื่อนั้น ย่อมหนักกว่า กระด้างกว่าไม่ควรแก่การงานกว่า ดูกรบพิตร โดยปริยายของบพิตรนี้แล ต้องเป็นอย่างนี้ว่าแม้เพราะเหตุนี้ โลกหน้ามีอยู่ เหล่าสัตว์ผู้ผุดเกิดขึ้นมีอยู่ ผลวิบากของกรรมที่สัตว์ทำดีทำชั่วมีอยู่ ฯ

ข้อ ๓๑๔

กิญฺจาปิ ภวํ กสฺสโป เอวมาห อถโข เอวมฺเม เอตฺถ โหติ อิติปิ นตฺถิ ปโร โลโก นตฺถิ สตฺตา โอปปาติกา นตฺถิ สุกตทุกฺกฏานํ กมฺมานํ ผลํ วิปาโกติ ฯ อตฺถิ ปน ราชญฺญ ปริยาโย ฯเปฯ อตฺถิ โภ กสฺสป ปริยาโย ฯเปฯ ยถากถํ วิย ราชญฺญาติ ฯ อิธ เม โภ กสฺสป ปุริสา โจรํ อาคุจารึ คเหตฺวา ทสฺเสนฺติ อยนฺเต ภนฺเต โจโร อาคุจารี อิมสฺส ยํ อิจฺฉสิ ตํ ทณฺฑํ วเทหีติ ตฺยาหํ เอวํ วทามิ เตนหิ โภ อิมํ ปุริสํ อนุปหจฺจ ฉวิญฺจ จมฺมญฺจ มํสญฺจ นหารุญฺจ อฏฺฐิญฺจ อฏฺฐิมิญฺชญฺจ ชีวิตา โวโรเปถ อปฺเปวนามสฺส ชีวํ นิกฺขมนฺตํ ปสฺเสยฺยามาติ เต เม สาธูติ ปฏิสฺสุตฺวา ตํ ปุริสํ อนุปหจฺจ ฉวิญฺจ จมฺมญฺจ มํสญฺจ นหารุญฺจ อฏฺฐิญฺจ อฏฺฐิมิญฺชญฺจ ชีวิตา โวโรเปนฺติ ฯ ยทา โส อทฺธมโต โหติ ตฺยาหํ เอวํ วทามิ เตนหิ โภ อิมํ ปุริสํ อุตฺตานํ นิปาเตถ อปฺเปวนามสฺส ชีวํ นิกฺขมนฺตํ ปสฺเสยฺยามาติ เต ตํ ปุริสํ อุตฺตานํ นิปาเตนฺติ ฯ เนวสฺส มยํ ชีวํ นิกฺขมนฺตํ ปสฺสาม ตฺยาหํ เอวํ วทามิ เตนหิ โภ อิมํ ปุริสํ อวกุชฺชํ นิปาเตถ ปสฺเสน นิปาเตถ ทุติเยน ปสฺเสน นิปาเตถ อุทฺธํ ฐเปถ โอมุทฺธกํ ฐเปถ ปาณินา อาโกเฏถ เลณฺฑุนา อาโกเฏถ ทณฺเฑน อาโกเฏถ สตฺเถน อาโกเฏถ โอธุนาถ สนฺธุนาถ นิทฺธุนาถ อปฺเปวนามสฺส ชีวํ นิกฺขมนฺตํ ปสฺเสยฺยามาติ เต ตํ ปุริสํ โอธุนนฺติ สนฺธุนนฺติ นิทฺธุนนฺติ ฯ เนวสฺส มยํ ชีวํ นิกฺขมนฺตํ ปสฺเสยฺยาม ฯ ตสฺส ตเทว จกฺขุํ โหติ เต รูปา ตญฺจายตนํ นปฺปฏิสํเวเทติ ฯ ตเทว โสตํ โหติ เต สทฺทา ตญฺจายตนํ นปฺปฏิสํเวเทติ ฯ ตเทว ฆานํ โหติ เต คนฺธา ตญฺจายตนํ นปฺปฏิสํเวเทติ ฯ สาเยว ชิวฺหา โหติ เต รสา ตญฺจายตนํ นปฺปฏิสํเวเทติ ฯ เสฺวว กาโย โหติ เต โผฏฺฐพฺพา ตญฺจายตนํ นปฺปฏิสํเวเทติ ฯ อยมฺปิ โข โภ กสฺสป ปริยาโย เยน เม ปริยาเยน เอวํ โหติ อิติปิ นตฺถิ ปโร โลโก นตฺถิ สตฺตา โอปปาติกา นตฺถิ สุกตทุกฺกฏานํ กมฺมานํ ผลํ วิปาโกติ ฯ

ท่านกัสสปกล่าวอย่างนั้นก็จริง ถึงอย่างนั้นในปริยายนี้ ข้าพเจ้า ก็ยังคงมีความเห็นอยู่อย่างนี้ว่า แม้เพราะเหตุนี้ โลกหน้าไม่มี เหล่าสัตว์ผู้ผุดเกิดขึ้นไม่มี ผลวิบากของกรรมที่สัตว์ทำดีทำชั่วไม่มี ฯ ดูกรบพิตร ก็ปริยายซึ่งเป็นเหตุให้บพิตรยังคงมีความเห็นอยู่อย่างนี้ว่า แม้เพราะเหตุนี้ โลกหน้าไม่มี เหล่าสัตว์ผู้ผุดเกิดขึ้นไม่มี ผลวิบากของกรรมที่สัตว์ทำดีทำชั่วไม่มี มีอยู่หรือ ฯ มีอยู่ ท่านกัสสป ฯ เปรียบเหมือนอะไร บพิตร ฯ ดูกรท่านกัสสป บุรุษของข้าพเจ้าในที่นี้ จับโจรผู้ประพฤติชั่วหยาบมาแสดงแก่ข้าพเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ โจรผู้นี้ประพฤติชั่วหยาบต่อพระองค์ พระองค์ทรงปรารถนาจะลงอาชญาอย่างใด แก่โจรผู้นี้ ขอให้ตรัสบอกอาชญานั้นเถิดข้าพเจ้าบอกบุรุษพวกนั้นอย่างนี้ว่า ถ้าเช่นนั้น พวกท่านจงปลงบุรุษนี้จากชีวิตอย่าให้ผิวหนัง เนื้อเอ็น กระดูก และเยื่อในกระดูกชอกช้ำ บางทีจะได้เห็นชีวะของบุรุษนั้นออกมาบ้าง บุรุษพวกนั้นรับคำของข้าพเจ้าแล้ว ย่อมปลงบุรุษนั้นจากชีวิต มิให้ผิวหนัง เนื้อ เอ็น กระดูก และเยื่อในกระดูกชอกช้ำ เมื่อบุรุษนั้นเริ่มจะตาย ข้าพเจ้าสั่งบุรุษพวกนั้นว่า ถ้าเช่นนั้น พวกท่านจงผลักบุรุษนี้ให้นอนหงาย บางทีจะได้เห็นชีวะของเขาออกมาบ้าง บุรุษพวกนั้นผลักบุรุษนั้นให้นอนหงาย พวกเรามิได้เห็นชีวะของเขาออกมาเลย ข้าพเจ้าจึงสั่งบุรุษพวกนั้นว่าถ้าเช่นนั้น พวกท่านจงพลิกบุรุษนี้ให้นอนคว่ำลง จงพลิกให้นอนตะแคงข้างหนึ่งจงพลิกให้นอนตะแคงอีกข้างหนึ่ง จงพยุงให้ยืนขึ้น จงจับเอาศีรษะลง จงทุบด้วยฝ่ามือ ด้วยก้อนดิน ด้วยท่อนไม้ ด้วยศาตรา จงลากมาข้างนี้ จงลากไปข้างโน้น จงลากไปๆ มาๆ บางทีจะได้เห็นชีวะของบุรุษนั้นออกมาบ้าง บุรุษพวกนั้นลากบุรุษนั้นมาข้างนี้ ลากไปข้างโน้น ลากไปๆ มาๆ พวกเรามิได้เห็นชีวะของเขาออกมาเลย ตาของเขาก็ดวงนั้นแหละ รูปก็อันนั้น แต่เขารู้แจ้งรูปายตนะด้วยตาไม่ได้ หูก็อันนั้นแหละ เสียงก็อันนั้น แต่เขารู้แจ้งสัททายตนะด้วยหูไม่ได้ จมูกก็อันนั้นแหละ กลิ่นก็อันนั้น แต่เขารู้แจ้งคันธายตนะด้วยจมูกไม่ได้ ลิ้นก็อันนั้นแหละ รสก็อันนั้น แต่เขารู้แจ้งรสายตนะด้วยลิ้นไม่ได้ กายก็อันนั้นแหละ โผฏฐัพพะก็อันนั้น แต่เขารู้แจ้งโผฏฐัพพายตนะด้วยกายไม่ได้ดูกรท่านกัสสป ปริยายนี้แล เป็นเหตุให้ข้าพเจ้ายังคงมีความเห็นอยู่อย่างนี้ว่าแม้เพราะเหตุนี้ โลกหน้าไม่มี เหล่าสัตว์ผู้ผุดเกิดขึ้นไม่มี ผลวิบากของกรรมที่สัตว์ทำดีทำชั่วไม่มี ฯ

ข้อ ๓๑๕

เตนหิ ราชญฺญ อุปมนฺเต กริสฺสามิ อุปมายปีเธกจฺเจ วิญฺญู ปุริสา ภาสิตสฺส อตฺถํ อาชานนฺติ ฯ ภูตปุพฺพํ ราชญฺญ อญฺญตโร สงฺขธโม สงฺขมาทาย ปจฺจนฺติมํ ชนปทํ อคมาสิ ฯ โส เยน อญฺญตโร คาโม เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา มชฺเฌ คามสฺส ฐิโต ติกฺขตฺตุํ สงฺขํ อุปฬาเสตฺวา สงฺขํ ภูมิยํ นิกฺขิปิตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ ฯ อถโข ราชญฺญ เตสํ ปจฺจนฺตชนปทานํ มนุสฺสานํ เอตทโหสิ อมฺโภ กสฺส นุ โข เอโส สทฺโท เอวํรชนิโย เอวํกมฺมนิโย เอวํมทนิโย เอวํพนฺธนิโย เอวํมุญฺจนิโยติ ฯ สนฺนิปติตฺวา ตํ สงฺขธมํ เอตทโวจุํ อมฺโภ กสฺส นุ โข เอโส สทฺโท เอวํรชนิโย เอวํกมฺมนิโย เอวํมทนิโย เอวํพนฺธนิโย เอวํมุญฺจนิโยติ เอโส โข โภ สงฺโข นาม ยสฺส โส สทฺโท เอวํรชนิโย เอวํกมฺมนิโย เอวํมทนิโย เอวํพนฺธนิโย เอวํมุญฺจนิโยติ ฯ เต ตํ สงฺขํ อุตฺตานํ นิปาเตสุํ วเทหิ โภ สงฺข วเทหิ โภ สงฺขาติ ฯ เนว โส สงฺโข สทฺทมกาสิ ฯ เต ตํ สงฺขํ อวกุชฺชํ นิปาเตสุํ ปสฺเสน นิปาเตสุํ ทุติเยน ปสฺเสน นิปาเตสุํ อุทฺธํ ฐเปสุํ โอมุทฺธกํ ฐเปสุํ ปาณินา อาโกเฏสุํ เลณฺฑุนา อาโกเฏสุํ ทณฺเฑน อาโกเฏสุํ สตฺเถน อาโกเฏสุํ โอธุนึสุ สนฺธุนึสุ นิทฺธุนึสุ วเทหิ โภ สงฺข วเทหิ โภ สงฺขาติ ฯ เนว โส สงฺโข สทฺทมกาสิ ฯ {๓๑๕.๑} อถโข ราชญฺญ ตสฺส สงฺขธมสฺส เอตทโหสิ ยาว โข พาลา อิเม ปจฺจนฺตชนปทา มนุสฺสา กถญฺหิ นาม อโยนิโส สงฺขสทฺทํ คเวสิสฺสนฺตีติ ฯ เตสํ เปกฺขมานานํ สงฺขํ คเหตฺวา ติกฺขตฺตุํ สงฺขํ อุปฬาเสตฺวา สงฺขํ อาทาย ปกฺกามิ ฯ อถโข ราชญฺญ เตสํ ปจฺจนฺตชนปทานํ มนุสฺสานํ เอตทโหสิ ยทา กิร โภ อยํ สงฺโข นาม ปุริสสหคโต จ โหติ วายามสหคโต จ วาโยสหคโต จ ตทายํ สงฺโข สทฺทํ กโรติ ยทา ปนายํ สงฺโข เนว ปุริสสหคโต โหติ น วายามสหคโต น วาโยสหคโต นายํ สงฺโข สทฺทํ กโรตีติ ฯ เอวเมว โข ราชญฺญ ยทายํ กาโย อายุสหคโต จ โหติ อุสฺมาสหคโต จ วิญฺญาณสหคโต จ ตทา อภิกฺกมติปิ ปฏิกฺกมติปิ ติฏฺฐติปิ นิสีทติปิ เสยฺยํปิ กปฺเปติ จกฺขุนาปิ รูปํ ปสฺสติ โสเตนปิ สทฺทํ สุณาติ ฆาเนนปิ คนฺธํ ฆายติ ชิวฺหายปิ รสํ สายติ กาเยนปิ โผฏฺฐพฺพํ ผุสติ มนสาปิ ธมฺมํ วิชานาติ ยทา ปนายํ กาโย เนว อายุสหคโต จ โหติ น อุสฺมาสหคโต จ น วิญฺญาณสหคโต จ ตทา เนว อภิกฺกมติ น ปฏิกฺกมติ น ติฏฺฐติ น นิสีทติ น เสยฺยํ กปฺเปติ จกฺขุนาปิ รูปํ น ปสฺสติ โสเตนปิ สทฺทํ น สุณาติ ฆาเนนปิ คนฺธํ น ฆายติ ชิวฺหายปิ รสํ น สายติ กาเยนปิ โผฏฺฐพฺพํ น ผุสติ มนสาปิ ธมฺมํ น วิชานาติ ฯ อิมินาปิ โข เต ราชญฺญ ปริยาเยน เอวํ โหตุ อิติปิ อตฺถิ ปโร โลโก อตฺถิ สตฺตา โอปปาติกา อตฺถิ สุกตทุกฺกฏานํ กมฺมานํ ผลํ วิปาโกติ ฯ ปฐมภาณวารํ ฯ

ดูกรบพิตร ถ้าเช่นนั้น อาตมภาพจักยกอุปมาถวายบพิตร บุรุษ ผู้เป็นวิญญูชนในโลกนี้ บางพวก ย่อมทราบเนื้อความของคำพูดด้วยอุปมา ดูกรบพิตร เรื่องเคยมีมาแล้ว คนเป่าสังข์คนหนึ่ง ถือเอาสังข์ไปยังปัจจันตชนบทเขาเข้าไปยังบ้านแห่งหนึ่ง ยืนอยู่กลางบ้านเป่าสังข์ขึ้น ๓ ครั้ง แล้ววางสังข์ไว้ที่แผ่นดิน นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ลำดับนั้น พวกมนุษย์ในปัจจันตชนบทได้เกิดความตื่นเต้นว่า ท่านทั้งหลาย นั่นเสียงใครหนอ ช่างเป็นที่พอใจถึงเพียงนี้ควรแก่การงานถึงเพียงนี้ เป็นที่ตั้งแห่งความเพลิดเพลินถึงเพียงนี้ ช่างจับจิตถึงเพียงนี้ ช่างไพเราะถึงเพียงนี้ พวกเขาต่างมาล้อมถามคนเป่าสังข์นั้นว่า พ่อ นั่นเสียงของใครหนอ ช่างเป็นที่พอใจถึงเพียงนี้ ... ช่างไพเราะถึงเพียงนี้ คนเป่าสังข์ตอบว่า ท่านทั้งหลาย นั่นคือสังข์ซึ่งมีเสียงเป็นที่พอใจถึงเพียงนี้ ... ช่างไพเราะถึงเพียงนี้ พวกเขาจับสังข์นั้นหงายขึ้นแล้วบอกว่า พูดซิพ่อสังข์ พูดซิพ่อสังข์สังข์นั้นหาได้ออกเสียงไม่ พวกเขาจับสังข์นั้นให้คว่ำลง จับให้ตะแคงข้างหนึ่งจับให้ตะแคงอีกข้างหนึ่ง ชูให้สูง วางให้ต่ำ เคาะด้วยฝ่ามือ ด้วยก้อนดิน ด้วยท่อนไม้ ด้วยศาตรา ลากมาข้างนี้ ลากไปข้างโน้น ลากไปๆ มาๆ แล้วบอกว่าพูดซิพ่อสังข์ พูดซิพ่อสังข์ สังข์นั้นหาได้ออกเสียงไม่ ลำดับนั้น คนเป่าสังข์ได้มีความคิดว่า พวกมนุษย์ปัจจันตชนบทเหล่านี้ ช่างโง่เหลือเกิน จักแสวงหาเสียงสังข์โดยไม่ถูกทางได้อย่างไรกัน เมื่อมนุษย์พวกนั้นกำลังมองดูอยู่ เขาจึงหยิบสังข์ขึ้นมาเป่า ๓ ครั้ง แล้วถือเอาสังข์นั้นไป มนุษย์ปัจจันตชนบทพวกนั้นได้พูดกันว่า ท่านทั้งหลาย นัยว่าเมื่อใด สังข์นี้ประกอบด้วยคน ความพยายามและลม เมื่อนั้น สังข์นี้จึงจะออกเสียง แต่ว่าเมื่อใด สังข์นี้มิได้ประกอบด้วยคนความพยายามและลม เมื่อนั้น สังข์นี้ไม่ออกเสียง ฉันนั้นเหมือนกัน บพิตรเมื่อใด กายนี้ประกอบด้วยอายุ ไออุ่นและวิญญาณ เมื่อนั้น กายนี้ก้าวไปได้ถอยกลับได้ ยืนได้ นั่งได้ สำเร็จการนอนได้ เห็นรูปด้วยนัยน์ตาได้ ฟังเสียงด้วยหูได้ ดมกลิ่นด้วยจมูกได้ ลิ้มรสด้วยลิ้นได้ ถูกต้องโผฏฐัพพะด้วยกายได้รู้ธรรมารมณ์ด้วยใจได้ แต่ว่าเมื่อใดกายนี้ไม่ประกอบด้วยอายุ ไออุ่นและวิญญาณเมื่อนั้น กายนี้ก้าวไปไม่ได้ ถอยกลับไม่ได้ ยืนไม่ได้ นั่งไม่ได้ สำเร็จการนอนไม่ได้ เห็นรูปด้วยนัยน์ตาไม่ได้ ฟังเสียงด้วยหูไม่ได้ ดมกลิ่นด้วยจมูกไม่ได้ลิ้มรสด้วยลิ้นไม่ได้ ถูกต้องโผฏฐัพพะด้วยกายไม่ได้ รู้ธรรมารมณ์ด้วยใจไม่ได้ดูกรบพิตร โดยปริยายของบพิตรนี้แล ต้องเป็นอย่างนี้ว่า แม้เพราะเหตุนี้ โลกหน้ามีอยู่ เหล่าสัตว์ผู้ผุดเกิดขึ้นมีอยู่ ผลวิบากของกรรมที่สัตว์ทำดีทำชั่วมีอยู่ ฯ จบ ภาณวารที่หนึ่ง

ข้อ ๓๑๖

กิญฺจาปิ ภวํ กสฺสโป เอวมาห อถโข เอวมฺเม เอตฺถ โหติ อิติปิ นตฺถิ ปโร โลโก นตฺถิ สตฺตา โอปปาติกา นตฺถิ สุกตทุกฺกฏานํ กมฺมานํ ผลํ วิปาโกติ ฯ อตฺถิ ปน ราชญฺญ ปริยาโย ฯเปฯ อตฺถิ โภ กสฺสป ปริยาโย ฯเปฯ ยถากถํ วิย ราชญฺญาติ ฯ อิธ เม โภ กสฺสป ปุริสา โจรํ อาคุจารึ คเหตฺวา ทสฺเสนฺติ อยํ เต ภนฺเต โจโร อาคุจารี อิมสฺส ยํ อิจฺฉสิ ตํ ทณฺฑํ วเทหีติ ตฺยาหํ เอวํ วทามิ เตนหิ โภ อิมสฺส ปุริสสฺส ฉวึ ฉินฺทถ อปฺเปวนามสฺส ชีวํ ปสฺเสยฺยามาติ เต ตสฺส ปุริสสฺส ฉวึ ฉินฺทนฺติ ฯ เนวสฺส มยํ ชีวํ ปสฺสาม ฯ ตฺยาหํ เอวํ วทามิ เตนหิ โภ อิมสฺส ปุริสสฺส จมฺมํ ฉินฺทถ มํสํ ฉินฺทถ นหารุํ ฉินฺทถ อฏฺฐึ ฉินฺทถ อฏฺฐิมิญฺชํ ฉินฺทถ อปฺเปวนามสฺส ชีวํ ปสฺเสยฺยามาติ เต ตสฺส ปุริสสฺส อฏฺฐิมิญฺชํ ฉินฺทนฺติ ฯ เนวสฺส มยํ ชีวํ ปสฺสาม ฯ อยมฺปิ โข โภ กสฺสป ปริยาโย เยน เม ปริยาเยน เอวํ โหติ อิติปิ นตฺถิ ปโร โลโก นตฺถิ สตฺตา โอปปาติกา นตฺถิ สุกตทุกฺกฏานํ กมฺมานํ ผลํ วิปาโกติ ฯ

ท่านกัสสปกล่าวอย่างนั้นก็จริง ถึงอย่างนั้น ในปริยายนี้ ข้าพเจ้ายังคงมีความเห็นอยู่อย่างนี้ว่า แม้เพราะเหตุนี้ โลกหน้าไม่มี เหล่าสัตว์ผู้ผุดเกิดขึ้นไม่มี ผลวิบากของกรรมที่สัตว์ทำดีทำชั่วไม่มี ฯ ดูกรบพิตร ก็ปริยายซึ่งเป็นเหตุให้บพิตรยังคงมีความเห็นอยู่อย่างนี้ว่าแม้เพราะเหตุนี้ โลกหน้าไม่มี เหล่าสัตว์ผู้ผุดเกิดขึ้นไม่มี ผลวิบากของกรรมที่สัตว์ทำดีทำชั่วไม่มี มีอยู่หรือ ฯ มีอยู่ ท่านกัสสป ฯ เปรียบเหมือนอะไร บพิตร ฯ ดูกรท่านกัสสป บุรุษของข้าพเจ้าในที่นี้ จับโจรผู้ประพฤติชั่วหยาบมาแสดงแก่ข้าพเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ โจรผู้นี้ประพฤติชั่วหยาบต่อพระองค์พระองค์ทรงปรารถนาจะลงอาชญาอย่างใดแก่โจรผู้นี้ ขอได้ตรัสบอกอาชญานั้นเถิดข้าพเจ้าได้บอกบุรุษพวกนั้นอย่างนี้ว่า ถ้าเช่นนั้น พวกท่านจงเชือดผิวหนังของบุรุษนี้ บางทีจะได้เห็นชีวะของบุรุษนั้นบ้าง พวกเขาเชือดผิวหนังของบุรุษนั้น พวกเรามิได้เห็นชีวะของเขาเลย ข้าพเจ้าจึงบอกบุรุษพวกนั้นว่า ถ้าเช่นนั้น พวกท่านจงเชือดหนัง เฉือนเนื้อ ตัดเอ็น ตัดกระดูก ตัดเยื่อในกระดูกของบุรุษนี้ บางทีจะได้เห็นชีวะของบุรุษนั้นบ้าง พวกเขาตัดเยื่อในกระดูกของบุรุษนั้น พวกเรามิได้เห็นชีวะของเขาเลย ดูกรท่านกัสสป ปริยายแม้นี้แล เป็นเหตุให้ข้าพเจ้ายังคงมีความเห็นอยู่อย่างนี้ว่า แม้เพราะเหตุนี้ โลกหน้าไม่มี เหล่าสัตว์ผู้ผุดเกิดขึ้นไม่มีผลวิบากของกรรมที่สัตว์ทำดีทำชั่วไม่มี ฯ

ข้อ ๓๑๗

เตนหิ ราชญฺญ อุปมนฺเต กริสฺสามิ อุปมายปีเธกจฺเจ วิญฺญู ปุริสา ภาสิตสฺส อตฺถํ อาชานนฺติ ฯ ภูตปุพฺพํ ราชญฺญ อญฺญตโร อคฺคิโก ชฏิโล อรญฺญายตเน ปณฺณกุฏิยา สมฺมติ ฯ อถโข ราชญฺญ อญฺญตโร ชนปโท สตฺถวาโส วุฏฺฐาสิ ฯ อถโข โส สตฺถวาโส ตสฺส อคฺคิกสฺส ชฏิลสฺส อสฺสมสฺส สามนฺตา เอกรตฺตึ วสิตฺวา ปกฺกามิ ฯ อถโข ราชญฺญ ตสฺส อคฺคิกสฺส ชฏิลสฺส เอตทโหสิ ยนฺนูนาหํ เยน โส สตฺถวาโส เตนุปสงฺกเมยฺยํ อปฺเปวนาเมตฺถ กิญฺจิ อุปกรณํ อธิคจฺเฉยฺยนฺติ ฯ อถโข โส อคฺคิโก ชฏิโล กาลสฺเสว วุฏฺฐาย เยน โส สตฺถวาโส เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา อทฺทส ตสฺมึ สตฺถวาเส ทหรํ กุมารํ มณฺฑํ อุตฺตานเสยฺยกํ ฉฑฺฑิตํ ฯ ทิสฺวานสฺส เอตทโหสิ น โข เม ตํ ปฏิรูปํ ยํ เม เปกฺขมานสฺส มนุสฺสภูโต กาลํ กเรยฺย ยนฺนูนาหํ อิมํ ทารกํ อสฺสมํ เนตฺวา อาปาเทยฺยํ โปเสยฺยํ วฑฺเฒยฺยนฺติ ฯ อถโข โส อคฺคิโก ชฏิโล ตํ ทารกํ อสฺสมํ เนตฺวา อาปาเทสิ โปเสสิ วฑฺเฒสิ ฯ ยทา โส ทารโก ทสวสฺสุทฺเทสิโก วา โหติ ทฺวาทสวสฺสุทฺเทสิโก วา อถโข ตสฺส อคฺคิกสฺส ชฏิลสฺส ชนปเท กิญฺจิเทว กรณียํ อุปฺปชฺชิ ฯ อถโข โส อคฺคิโก ชฏิโล ตํ ทารกํ เอตทโวจ อิจฺฉามหํ ตาต ชนปทํ คนฺตุํ อคฺคึ ตาต ปริจเรยฺยาสิ มา จ เต อคฺคิ นิพฺพายิ สเจ ว เต อคฺคิ นิพฺพาเยยฺย อยํ วาสี อิมานิ กฏฺฐานิ อิทํ อรณิสหิตํ อคฺคึ นิพฺพตฺเตตฺวา อคฺคึ ปริจเรยฺยาสีติ ฯ อถโข โส อคฺคิโก ชฏิโล ตํ ทารกํ เอวํ อนุสาสิตฺวา ชนปทํ อคมาสิ ฯ ตสฺส ขิฑฺฑาปสุตสฺส อคฺคิ นิพฺพายิ ฯ {๓๑๗.๑} อถโข ตสฺส ทารกสฺส เอตทโหสิ ปิตา โข มํ เอวํ อวจ อคฺคึ ตาต ปริจเรยฺยาสิ มา จ เต อคฺคิ นิพฺพายิ สเจ ว เต อคฺคิ นิพฺพาเยยฺย อยํ วาสี อิมานิ กฏฺฐานิ อิทํ อรณิสหิตํ อคฺคึ นิพฺพตฺเตตฺวา อคฺคึ ปริจเรยฺยาสีติ ยนฺนูนาหํ อคฺคึ นิพฺพตฺเตตฺวา อคฺคึ ปริจเรยฺยนฺติ ฯ อถโข โส ทารโก อรณิสหิตํ วาสิยา ตจฺฉิ อปฺเปวนาม อคฺคึ อธิคจฺเฉยฺยนฺติ ฯ เนว โส อคฺคึ อธิคจฺฉิ อรณิสหิตํ ทฺวิธา ผาเลสิ ติธา ผาเลสิ จตุธา ผาเลสิ ปญฺจธา ผาเลสิ ทสธา ผาเลสิ วีสติธา ผาเลสิ สกลิกํ สกลิกํ อกาสิ สกลิกํ สกลิกํ กริตฺวา อุทุกฺขเล โกเฏสิ อุทุกฺขเล โกเฏตฺวา มหาวาเต โอผุนิ อปฺเปวนาม อคฺคึ อธิคจฺเฉยฺยนฺติ ฯ เนว โส อคฺคึ อธิคจฺฉิ ฯ {๓๑๗.๒} อถโข โส อคฺคิโก ชฏิโล ชนปเท ตํ กรณียํ ตีเรตฺวา เยน สโก อสฺสโม เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ตํ ทารกํ เอตทโวจ กจฺจิ เต ตาต อคฺคิ นิพฺพุโตติ ฯ อิธ เม ตาต ขิฑฺฑาปสุตสฺส อคฺคิ นิพฺพายิ ตสฺส เม เอตทโหสิ ปิตา โข มํ เอวํ อวจ อคฺคึ ตาต ปริจเรยฺยาสิ มา จ เต ตาต อคฺคิ นิพฺพายิ สเจ ว เต อคฺคิ นิพฺพาเยยฺย อยํ วาสี อิมานิ กฏฺฐานิ อิทํ อรณิสหิตํ อคฺคึ นิพฺพตฺเตตฺวา อคฺคึ ปริจเรยฺยาสีติ ยนฺนูนาหํ อคฺคึ นิพฺพตฺเตตฺวา อคฺคึ ปริจเรยฺยนฺติ อถโขหํ ตาต อรณิสหิตํ วาสิยา ตจฺฉึ อปฺเปวนาม อคฺคึ อธิคจฺเฉยฺยนฺติ ฯ เนวาหํ อคฺคึ อธิคจฺฉึ อรณิสหิตํ ทฺวิธา ผาเลสึ ติธา ผาเลสึ จตุธา ผาเลสึ ปญฺจธา ผาเลสึ ทสธา ผาเลสึ วีสติธา ผาเลสึ สกลิกํ สกลิกํ อกาสึ สกลิกํ สกลิกํ กริตฺวา อุทุกฺขเล โกเฏสึ อุทุกฺขเล โกเฏตฺวา มหาวาเต โอผุนึ อปฺเปวนาม อคฺคึ อธิคจฺเฉยฺยนฺติ เนวาหํ อคฺคึ อธิคจฺฉินฺติ ฯ {๓๑๗.๓} อถโข ตสฺส อคฺคิกสฺส ชฏิลสฺส เอตทโหสิ ยาว พาโล อยํ ทารโก อพฺยตฺโต กถญฺหิ นาม อโยนิโส อคฺคึ คเวสิสฺสตีติ ฯ ตสฺส เปกฺขมานสฺส อรณิสหิตํ คเหตฺวา อคฺคึ นิพฺพตฺเตตฺวา ตํ ทารกํ เอตทโวจ เอวํ โข ตาต อคฺคิ นิพฺพตฺเตตพฺโพ น เตฺวว ยถา ตฺวํ พาโล อพฺยตฺโต อโยนิโส อคฺคึ คเวสิสฺสสีติ ฯ เอวเมว โข ตฺวํ ราชญฺญ พาโล อพฺยตฺโต อโยนิโส ปรโลกํ คเวสิสฺสสิ ปฏินิสฺสชฺเชตํ ราชญฺญ ปาปกํ ทิฏฺฐิคตํ ปฏินิสฺสชฺเชตํ ราชญฺญ ปาปกํ ทิฏฺฐิคตํ มา เต อโหสิ ทีฆรตฺตํ อหิตาย ทุกฺขายาติ ฯ

ดูกรบพิตร ถ้าเช่นนั้น อาตมภาพจักยกอุปมาถวายบพิตร บุรุษผู้เป็นวิญญูชนในโลกนี้ บางพวกย่อมทราบเนื้อความของคำพูดด้วยอุปมา ดูกรบพิตร เรื่องเคยมีมาแล้ว ชฎิลผู้บำเรอไฟผู้หนึ่ง อยู่ในกุฎีอันมุงบังด้วยใบไม้ ณที่ชายป่า ครั้งนั้น ชนบทแห่งหนึ่งเป็นที่พักของหมู่เกวียนอยู่แล้ว หมู่เกวียนนั้นพักอยู่ราตรีหนึ่ง ในที่ใกล้อาศรมชฎิลผู้บำเรอไฟนั้น แล้วจึงหลีกไป ลำดับนั้นชฎิลผู้บำเรอไฟนั้นมีความคิดขึ้นว่า ถ้ากระไร เราควรจะเข้าไปในที่ที่หมู่เกวียนนั้นพัก บางทีจะได้เครื่องอุปกรณ์อะไรในที่นั้นบ้าง ชฎิลผู้บำเรอไฟลุกขึ้นแต่เช้าเข้าไปยังที่ที่หมู่เกวียนนั้นพัก ครั้นแล้ว ได้เห็นเด็กอ่อนศีรษะโล้น เขาทิ้งนอนหงายไว้ที่ที่หมู่เกวียนนั้นพัก ครั้นเห็น ได้เกิดความคิดขึ้นว่า เมื่อเราพบเห็นอยู่ จะปล่อยให้มนุษย์ทำกาละเสียนั้น ไม่สมควรแก่เราเลย ถ้ากระไร เราควรจะนำทารกนี้ไปยังอาศรม แล้วเลี้ยงดูให้เติบโตขึ้น ชฎิลผู้บำเรอไฟ นำทารกนั้นไปยังอาศรมแล้ว เลี้ยงดูให้เติบโตขึ้นแล้ว เมื่อทารกนั้นอายุย่างเข้า ๑๐ ปี หรือ๑๒ ปี ชฎิลผู้บำเรอไฟ มีกรณียะบางอย่างในชนบทเกิดขึ้น เขาได้บอกทารกนั้นว่า พ่อ เราปรารถนาจะไปยังชนบท เจ้าพึงบำเรอไฟ อย่าให้ไฟของเจ้าดับ ถ้าไฟของเจ้าดับ นี้มีด นี้ฟืน นี้ไม้สีไฟ เจ้าพึงก่อไฟแล้วบำเรอไฟเถิด เขาสั่งทารกนั้นอย่างนี้แล้ว ได้ไปยังชนบท เมื่อทารกนั้นมัวเล่นเสีย ไฟดับแล้ว ทารกนั้นนึกขึ้นได้ว่า บิดาได้บอกเราไว้อย่างนี้ว่า พ่อ เจ้าพึงบำเรอไฟ อย่าให้ไฟของเจ้าดับ ถ้าว่าไฟของเจ้าดับ นี้มีด นี้ฟืน นี้ไม้สีไฟ เจ้าพึงก่อไฟแล้วบำเรอไฟเถิด ถ้ากระไร เราควรจะก่อไฟแล้วบำเรอไฟ ทารกนั้นเอามีดถากไม้สีไฟ ด้วยเข้าใจว่า บางทีจะพบไฟบ้าง เขาไม่พบไฟเลย จึงผ่าไม้สีไฟออกเป็น ๒ ซีกแล้วผ่าออกเป็น ๓ ซีก ๔ ซีก ๕ ซีก ๑๐ ซีก ๒๐ ซีก แล้วเกรียกให้เป็นชิ้นเล็กๆครั้นแล้ว จึงโขลกในครก ครั้นโขลกแล้วจึงโปรยในที่มีลมมาก ด้วยเข้าใจว่าบางทีจะพบไฟบ้าง เขาไม่พบไฟเลย ลำดับนั้น ชฎิลผู้บำเรอไฟนั้น ทำกรณียะนั่น ในชนบทสำเร็จแล้ว จึงกลับมายังอาศรมของตน ครั้นแล้วได้กล่าวกะทารกนั้นว่า พ่อ ไฟของเจ้าดับเสียแล้วหรือ ทารกนั้นตอบว่า ข้าแต่คุณพ่อ ขอประทานโทษเถิด กระผมมัวเล่นเสียไฟจึงดับ กระผมนึกขึ้นได้ว่า พ่อได้บอกเราไว้อย่างนี้ว่า พ่อ เจ้าพึงบำเรอไฟ อย่าให้ไฟของเจ้าดับ ถ้าไฟของเจ้าดับ นี้มีด นี้ฟืนนี้ไม้สีไฟ เจ้าพึงก่อไฟแล้วบำเรอไฟเถิด ถ้ากระไร เราควรจะก่อไฟแล้วบำเรอทีนั้น กระผมจึงเอามีดถากไม้สีไฟด้วยเข้าใจว่าบางทีจะพบไฟบ้าง กระผมมิได้พบไฟเลย จึงผ่าไม้สีไฟออกเป็น ๒ ซีก แล้วผ่าออกเป็น ๓ ซีก ๔ ซีก ๕ ซีก ๑๐ซีก ๒๐ ซีก แล้วเกรียกให้เป็นชิ้นเล็กๆ ครั้นแล้วจึงโขลกในครก ครั้นโขลกแล้ว เอาโปรยในที่มีลมมากด้วยเข้าใจว่า บางทีจะพบไฟบ้าง กระผมไม่พบไฟเลย ลำดับนั้น ชฎิลผู้บำเรอไฟนั้นได้มีความคิดว่า ทารกนี้ช่างโง่เหลือเกิน ไม่เฉียบแหลม จักแสวงหาไฟโดยไม่ถูกทางได้อย่างไรกัน เมื่อทารกนั้นกำลังมองดูอยู่ ชฎิลนั้นหยิบไม้สีไฟมาสีให้เกิดไฟแล้ว ได้บอกทารกนั้นว่า เขาติดไฟกันอย่างนี้ ไม่เหมือนอย่างเจ้าซึ่งยังเขลา ไม่เฉียบแหลม แสวงหาไฟโดยไม่ถูกทางดูกรบพิตร บพิตรก็ฉันนั้นเหมือนกัน ยังทรงเขลา ไม่เฉียบแหลม ทรงแสวงหาปรโลกโดยไม่ถูกทาง ขอบพิตรจงทรงสละคืนทิฐิอันลามกนั้นเสียเถิด ขอบพิตรจงปล่อยวางทิฐิอันลามกนั้นเสียเถิด ทิฐิอันลามกนั้นอย่าได้บังเกิดมีแก่บพิตร เพื่อมิใช่ประโยชน์ เพื่อความทุกข์ สิ้นกาลนานเลย ฯ

ข้อ ๓๑๘

กิญฺจาปิ ภวํ กสฺสโป เอวมาห อถโข เนวาหํ สกฺโกมิ อิทํ ปาปกํ ทิฏฺฐิคตํ ปฏินิสฺสชฺชิตุํ ราชาปิ มํ ปเสนทิ โกสโล ชานาติ ติโรราชาโนปิ ปายาสิ ราชญฺโญ เอวํวาที เอวํทิฏฺฐี อิติปิ นตฺถิ ปโร โลโก นตฺถิ สตฺตา โอปปาติกา นตฺถิ สุกตทุกฺกฏานํ กมฺมานํ ผลํ วิปาโกติ ฯ สจาหํ โภ กสฺสป อิทํ ปาปกํ ทิฏฺฐิคตํ ปฏินิสฺสชฺชิสฺสามิ ภวิสฺสนฺติ เม วตฺตาโร ยาว พาโล ปายาสิ ราชญฺโญ อพฺยตฺโต ทุคฺคหิตคาหีติ โกเปนปิ นํ หริสฺสามิ มกฺเขนปิ นํ หริสฺสามิ ปฬาเสนปิ นํ หริสฺสามีติ ฯ

ท่านกัสสปกล่าวอย่างนั้นก็จริง ถึงอย่างนั้น ข้าพเจ้ายังหาอาจสละคืนทิฐิอันลามกนี้เสียได้ไม่ พระราชาปเสนทิโกศลก็ดี พระราชาภายนอกทั้งหลายก็ดี ทรงรู้จักข้าพเจ้าว่า พญาปายาสิมีวาทะอย่างนี้ มีทิฐิอย่างนี้ว่า แม้เพราะเหตุนี้ โลกหน้าไม่มี เหล่าสัตว์ผู้ผุดเกิดขึ้นไม่มี ผลวิบากของกรรมที่สัตว์ทำดีทำชั่วไม่มี ท่านกัสสป ถ้าข้าพเจ้าจะสละคืนทิฐิอันลามกนี้ ก็จักมีผู้ว่าข้าพเจ้าได้ว่า พญาปายาสิช่างโง่เขลาเหลือเกิน ไม่เฉียบแหลม มีปรกติถือสิ่งที่ผิด ข้าพเจ้าก็จักยึดทิฐินั้นไว้ เพราะความโกรธบ้าง เพราะความลบหลู่บ้าง เพราะความตีเสมอบ้าง ฯ

ข้อ ๓๑๙

เตนหิ ราชญฺญ อุปมนฺเต กริสฺสามิ อุปมายปีเธกจฺเจ วิญฺญู ปุริสา ภาสิตสฺส อตฺถํ อาชานนฺติ ฯ ภูตปุพฺพํ ราชญฺญ มหาสกฏสตฺโถ สกฏสหสฺสํ ปุรตฺถิมา ชนปทา ปจฺฉิมํ ชนปทํ อคมาสิ ฯ โสเยว คจฺฉติ ขิปฺปํเยว ปริยาทิยติ ติณํ กฏฺโฐทกํ หริตกปณฺณํ ฯ ตสฺมึ โข ปน สตฺเถ เทฺว สตฺถวาหา อเหสุํ เอโก ปญฺจนฺนํ สกฏสตานํ เอโก ปญฺจนฺนํ สกฏสตานํ ฯ อถโข เตสํ สตฺถวาหานํ เอตทโหสิ อยํ โข มหาสกฏสตฺโถ สกฏสหสฺสํ เต มยํ เยน เยน คจฺฉาม ขิปฺปเมว ปริยาทิยติ ติณํ กฏฺโฐทกํ หริตกปณฺณํ ยนฺนูน มยํ อิมํ สตฺถํ ทฺวิธา วิภเชยฺยาม เอกโต ปญฺจ สกฏสตานิ เอกโต ปญฺจ สกฏสตานีติ ฯ เต ตํ สตฺถํ ทฺวิธา วิภชึสุ เอกโต ปญฺจ สกฏสตานิ เอกโต ปญฺจ สกฏสตานิ ฯ {๓๑๙.๑} เอโก ตาว สตฺถวาโห พหุํ ติณญฺจ กฏฺฐญฺจ อุทกญฺจ อาโรเปตฺวา สตฺถํ ปยาเปสิ ฯ ทฺวีหตีหปยาโต โข ปน โส สตฺโถ อทฺทส ปุริสํ กาฬํ โลหิตกฺขึ อาสนฺนทฺธกลาปํ กุมุทมาลํ อลฺลวตฺถํ อลฺลเกสํ กทฺทมมกฺขิเตหิ จกฺเกหิ ภเทฺรน รเถน ปฏิปถํ อาคจฺฉนฺตํ ทิสฺวา เอตทโวจ กุโต โภ อาคจฺฉสีติ ฯ อมุกมฺหา ชนปทาติ ฯ กุหึ คมิสฺสสีติ ฯ อมุกํ นาม ชนปทนฺติ ฯ กจฺจิ โภ ปุรโต กนฺตาเร มหาเมโฆ อภิปฺปวุฏฺโฐติ ฯ เอวํ โภ ปุรโต กนฺตาเร มหาเมโฆ อภิปฺปวุฏฺโฐ อาสิตฺโตทกานิ วฏุมานิ พหุํ ติณญฺจ กฏฺฐญฺจ อุทกญฺจ ฉฑฺเฑถ โภ ปุราณานิ ติณานิ กฏฺฐานิ อุทกานิ ลหุภาเรหิ สกเฏหิ สีฆํ สีฆํ คจฺฉถ มา โยคฺคานิ กิลมิตฺถาติ ฯ {๓๑๙.๒} อถโข โส สตฺถวาโห สตฺถิเก อามนฺเตสิ อยํ โภ ปุริโส เอวมาห ปุรโต กนฺตาเร มหาเมโฆ อภิปฺปวุฏฺโฐ อาสิตฺโตทกานิ วฏุมานิ พหุํ ติณญฺจ กฏฺฐญฺจ อุทกญฺจ ฉฑฺเฑถ โภ ปุราณานิ ติณานิ กฏฺฐานิ อุทกานิ ลหุภาเรหิ สกเฏหิ สีฆํ คจฺฉถ มา โยคฺคานิ กิลมิตฺถาติ ฉฑฺเฑถ โภ ปุราณานิ ติณานิ กฏฺฐานิ อุทกานิ ลหุภาเรหิ สกเฏหิ สตฺถํ ปยาเปถาติ ฯ เอวํ โภติ โข เต สตฺถิกา ตสฺส สตฺถวาหสฺส ปฏิสฺสุตฺวา ฉฑฺเฑตฺวา ปุราณานิ ติณานิ กฏฺฐานิ อุทกานิ ลหุภาเรหิ สกเฏหิ สตฺถํ ปยาเปสุํ ฯ เต ปฐเมปิ สตฺถวาเส น อทฺทสํสุ ติณํ วา กฏฺฐํ วา อุทกํ วา ทุติเยปิ สตฺถวาเส ฯ ตติเยปิ สตฺถวาเส ฯ จตุตฺเถปิ สตฺถวาเส ฯ ปญฺจเมปิ สตฺถวาเส ฯ ฉฏฺเฐปิ สตฺถวาเส ฯ สตฺตเมปิ สตฺถวาเส น อทฺทสํสุ ติณํ วา กฏฺฐํ วา อุทกํ วา สพฺเพ ว อนยพฺยสนํ อาปชฺชึสุเยว ฯ ตสฺมึ สตฺเถ อเหสุํ มนุสฺสา วา ปสู วา ฯ สพฺเพ ว โส ยกฺโข อมนุสฺโส ภกฺเขสิ ฯ อฏฺฐิกาเนว เสสานิ ฯ {๓๑๙.๓} ยทา อญฺญาสิ ทุติโย สตฺถวาโห พหุนิกฺขนฺตโร โขทานิ โส สตฺโถติ พหุํ ติณญฺจ กฏฺฐญฺจ อุทกญฺจ อาโรเปตฺวา สตฺถํ ปยาเปสิ ฯ ทฺวีหตีหปยาโต โข ปน โส สตฺโถ อทฺทส ปุริสํ กาฬํ โลหิตกฺขึ อาสนฺนทฺธกลาปํ กุมุทมาลํ อลฺลวตฺถํ อลฺลเกสํ กทฺทมมกฺขิเตหิ จกฺเกหิ ภเทฺรน รเถน ปฏิปถํ อาคจฺฉนฺตํ ทิสฺวา เอตทโวจ กุโต โภ อาคจฺฉสีติ ฯ อมุกมฺหา ชนปทาติ ฯ กุหึ คมิสฺสสีติ ฯ อมุกํ นาม ชนปทนฺติ ฯ กจฺจิ โภ ปุรโต กนฺตาเร มหาเมโฆ อภิปฺปวุฏฺโฐติ ฯ เอวํ โภ ปุรโต กนฺตาเร มหาเมโฆ อภิปฺปวุฏฺโฐ อาสิตฺโตทกานิ วฏุมานิ พหุํ ติณญฺจ กฏฺฐญฺจ อุทกญฺจ ฉฑฺเฑถ โภ ปุราณานิ ติณานิ กฏฺฐานิ อุทกาน ลหุภาเรหิ สกเฏหิ สีฆํ สีฆํ คจฺฉถ มา โยคฺคานิ กิลมิตฺถาติ ฯ {๓๑๙.๔} อถโข โส สตฺถวาโห สตฺถิเก อามนฺเตสิ อยํ โภ ปุริโส เอวมาห ปุรโต กนฺตาเร มหาเมโฆ อภิปฺปวุฏฺโฐ อาสิตฺโตทกานิ วฏุมานิ พหุํ ติณญฺจ กฏฺฐญฺจ อุทกญฺจ ฉฑฺเฑถ โภ ปุราณานิ ติณานิ กฏฺฐานิ อุทกานิ ลหุภาเรหิ สกเฏหิ สีฆํ สีฆํ คจฺฉถ มา โยคฺคานิ กิลมิตฺถาติ อยํ โภ ปุริโส เนว อมฺหากํ มิตฺโต น ญาติสาโลหิโต กถํ มยํ อิมสฺส สทฺธาย คมิสฺสาม น โว ฉฑฺเฑตพฺพานิ ปุราณานิ ติณานิ กฏฺฐานิ อุทกานิ ฯ ยถาภเตน ภณฺเฑน สตฺถํ ปยาเปถ น โน ปุราณํ ฉฑฺเฑสฺสามาติ ฯ เอวํ โภติ โข เต สตฺถิกา ตสฺส สตฺถวาหสฺส ปฏิสฺสุตฺวา ยถาภเตน ภณฺเฑน สตฺถํ ปยาเปสุํ ฯ เต ปฐเมปิ สตฺถวาเส น อทฺทสํสุ ติณํ วา กฏฺฐํ วา อุทกํ วา ทุติเยปิ สตฺถวาเส ฯ ตติเยปิ สตฺถวาเส ฯ จตุตฺเถปิ สตฺถวาเส ฯ ปญฺจเมปิ สตฺถวาเส ฯ ฉฏฺเฐปิ สตฺถวาเส ฯ สตฺตเมปิ สตฺถวาเส น อทฺทสํสุ ติณํ วา กฏฺฐํ วา อุทกํ วา ตญฺจ สตฺถํ อทฺทสํสุ อนยพฺยสนํ อาปนฺนํเยว ฯ ตสฺมึ สตฺเถ อเหสุํ มนุสฺสา วา ปสู วา ฯ เตสญฺจ อฏฺฐิกาเนว อทฺทสํสุ ฯ เตน ยกฺเขน อมนุสฺเสน ภกฺขิตา ฯ {๓๑๙.๕} อถโข โส สตฺถวาโห สตฺถิเก อามนฺเตสิ อยํ โข โภ โส สตฺโถ อนยพฺยสนํ อาปนฺโน ยถา ตํ เตน พาเลน สตฺถวาเหน ปริณายเกน ฯ เตนหิ โภ ยานมฺหากํ สตฺเถ อปฺปสารานิ ปณิยานิ ตานิ ฉฑฺเฑตฺวา ยานิ อิมสฺมึ สตฺเถ มหาสารานิ ปณิยานิ ตานิ อาทิยถาติ ฯ เอวํ โภติ โข เต สตฺถิกา ตสฺส สตฺถวาหสฺส ปฏิสฺสุตฺวา ยานิ สกสฺมึ สตฺเถ อปฺปสารานิ ปณิยานิ ตานิ ฉฑฺเฑตฺวา ยานิ ตสฺมึ สตฺเถ มหาสารานิ ปณิยานิ ตานิ อาทิยิตฺวา โสตฺถินา ตํ กนฺตารํ นิตฺถรึสุ ยถา ตํ ปณฺฑิเตน สตฺถวาเหน ปริณายเกน ฯ {๓๑๙.๖} เอวเมว โข ตฺวํ ราชญฺญ พาโล อพฺยตฺโต อนยพฺยสนํ อาปชฺชิสฺสสิ อโยนิโส ปรโลกํ คเวสนฺโต เสยฺยถาปิ โส ปุริโส สตฺถวาโห เยปิ ตว โสตพฺพํ สทฺธาตพฺพํ มญฺญิสฺสนฺติ เตปิ อนยพฺยสนํ อาปชฺชิสฺสนฺติ เสยฺยถาปิ เต สตฺถิกา ปฏินิสฺสชฺเชตํ ราชญฺญ ปาปกํ ทิฏฺฐิคตํ ปฏินิสฺสชฺเชตํ ราชญฺญ ปาปกํ ทิฏฺฐิคตํ มา เต อโหสิ ทีฆรตฺตํ อหิตาย ทุกฺขายาติ ฯ

ดูกรบพิตร ถ้าเช่นนั้น อาตมภาพจักยกอุปมาถวายบพิตร บุรุษผู้เป็นวิญญูชนในโลกนี้ บางพวก ย่อมทราบเนื้อความของคำพูดด้วยอุปมา ดูกรบพิตร เรื่องเคยมีมาแล้ว พ่อค้าเกวียนหมู่ใหญ่ มีเกวียนประมาณพันเล่ม ได้เดินทางจากชนบทอันตั้งอยู่ในบุรพทิศ ไปยังชนบทอันตั้งอยู่ในปัศจิมทิศ พ่อค้าเกวียนหมู่นั้นไปอยู่ หญ้า ฟืน น้ำ ใบไม้สด หมดเปลืองไปโดยรวดเร็ว ก็ในหมู่นั้นมีนายกองเกวียน ๒ คน คนหนึ่งมีพวกเกวียน ๕๐๐ เล่ม อีกคนหนึ่งมีพวกเกวียน ๕๐๐ เล่ม ลำดับนั้น นายกองเกวียน ๒ คน นั้นได้ปรึกษากันว่าหมู่เกวียนหมู่ใหญ่นี้มีเกวียนประมาณพันเล่ม พวกเราเหล่านั้นไปรวมกันอยู่ หญ้าฟืน น้ำ ใบไม้สด หมดเปลืองไปโดยรวดเร็ว ถ้ากระไร พวกเราควรจะแยกหมู่เกวียนหมู่ใหญ่นี้ออกเป็น ๒ หมู่ คือหมู่หนึ่งมีเกวียน ๕๐๐ เล่ม อีกหมู่หนึ่งมีเกวียน๕๐๐ เล่ม พ่อค้าเกวียนเหล่านั้นแยกหมู่เกวียนนั้นออกเป็น ๒ หมู่แล้ว คือหมู่หนึ่งมีเกวียน ๕๐๐ เล่ม อีกหมู่หนึ่งมีเกวียน ๕๐๐ เล่ม นายกองเกวียนคนหนึ่งบรรทุกหญ้า ฟืน และน้ำเป็นอันมากแล้วขับหมู่เกวียนไปก่อน เมื่อขับไปได้สองสามวัน หมู่เกวียนนั้นได้เห็นบุรุษผิวดำ นัยน์ตาแดง ผูกสอดแล่งธนู ทัดดอกกุมุท มีผ้าเปียก ผมเปียก แล่นรถอันงดงามมีล้อเปื้อนตมสวนทางมา ครั้นแล้วจึงได้ถามขึ้นว่า ดูกรท่าน ท่านมาจากไหน ฯ ข้าพเจ้ามาจากชนบทโน้น ฯ ท่านจะไปไหน ฯ ไปยังชนบทโน้น ฯ ในหนทางกันดารข้างหน้า ฝนตกมากหรือ ฯ อย่างนั้นท่าน ในหนทางกันดารข้างหน้าฝนตกมาก หนทางมีน้ำบริบูรณ์หญ้า ฟืน และน้ำมีมาก พวกท่านจงทิ้งหญ้า ฟืน น้ำของเก่าเสียเถิด เกวียนเบาจากของหนักจะไปได้รวดเร็ว วัวเทียมเกวียนก็ไม่ลำบาก ลำดับนั้น นายกองเกวียนเรียกพวกเกวียนมาบอกว่า บุรุษผู้นี้พูดว่า ในหนทางกันดารข้างหน้า ฝนตกมาก หนทางมีน้ำบริบูรณ์ หญ้า ฟืน และน้ำมีมาก พวกท่านจงทิ้ง หญ้าฟืน และน้ำของเก่าเสียเถิด เกวียนเบาจากของหนักจักไปได้รวดเร็ว วัวเทียมเกวียนก็ไม่ลำบาก ดังนี้ พวกท่านจงทิ้งหญ้า ฟืน น้ำของเก่าเสียเถิด จงขับหมู่เกวียนไปด้วยเกวียนเบาเถิด พวกเกวียนรับคำของนายกองเกวียนแล้ว ทิ้งหญ้าฟืน น้ำของเก่า มีเกวียนเบาจากของหนัก ขับหมู่เกวียนไปแล้ว พวกเกวียนเหล่านั้น มิได้เห็น หญ้า ฟืน หรือน้ำ ในที่พักหมู่เกวียนตำบลแรก แม้ในที่พักหมู่เกวียนตำบลที่สอง ที่สาม ที่สี่ ที่ห้า ที่หก แม้ในที่พักหมู่เกวียนตำบลที่เจ็ดก็มิได้เห็น หญ้า ฟืน หรือน้ำ ถึงความวอดวายด้วยกันทั้งหมด มนุษย์หรือปศุสัตว์ที่อยู่ในหมู่เกวียนนั้น อมนุษย์กล่าวคือยักษ์กินเสียทั้งหมด เหลือแต่กระดูกเท่านั้น เมื่อนายกองเกวียนพวกที่สองรู้สึกว่า บัดนี้ หมู่เกวียนแรกนั้นออกไปนานแล้ว จึงบรรทุกหญ้า ฟืน และน้ำไปเป็นอันมาก แล้วขับหมู่เกวียนไปเมื่อขับไปได้สองสามวัน พวกเกวียนนั้นเห็นบุรุษผิวดำ นัยน์ตาแดง ผูกสอดแล่งธนู ทัดดอกกุมุท มีผ้าเปียก ผมเปียก แล่นรถอันงดงามมีล้อเปื้อนตมสวนทางมา ครั้นแล้ว จึงได้ถามขึ้นว่า ดูกรท่าน ท่านมาจากไหน ฯ ข้าพเจ้ามาจากชนบทโน้น ฯ ท่านจะไปไหน ฯ ไปยังชนบทโน้น ฯ ในหนทางกันดารข้างหน้า ฝนตกมากหรือ ฯ อย่างนั้นท่าน ในหนทางกันดารข้างหน้าฝนตกมาก หนทางมีน้ำบริบูรณ์หญ้า ฟืน และน้ำมีมาก พวกท่านจงทิ้งหญ้า ฟืน น้ำของเก่าเสียเถิด เกวียนเบาจากของหนักจักไปได้รวดเร็ว วัวเทียมเกวียนก็ไม่ลำบาก ลำดับนั้น นายกองเกวียนเรียกพวกเกวียนมาบอกว่าบุรุษผู้นี้พูดว่า ในหนทางกันดารข้างหน้าฝนตกมากหนทางมีน้ำบริบูรณ์ทั้งหญ้า ฟืน และน้ำมีมาก พวกท่านจงทิ้งหญ้า ฟืน น้ำของเก่าเสียเถิด เกวียนเบาจากของหนักจักไปได้รวดเร็ว วัวเทียมเกวียนก็ไม่ลำบากดังนี้ ดูกรท่าน บุรุษนี้มิใช่มิตร มิใช่ญาติสาโลหิตของพวกเรา พวกเราจักเชื่อบุรุษนี้ได้อย่างไร ท่านทั้งหลายไม่พึงทิ้งหญ้า ฟืน น้ำ ของเก่าเสีย จงขับเกวียนไปพร้อมทั้งสิ่งของตามที่นำมาแล้วเถิด พวกเราจักไม่ทิ้งของเก่าของพวกเรา พวกเกวียนรับคำนายกองเกวียนนั้นแล้ว ขับเกวียนไปพร้อมทั้งสิ่งของตามที่ได้นำมาพากเกวียนเหล่านั้นมิได้เห็นหญ้า ฟืน หรือน้ำในที่พักเกวียนตำบลแรก แม้ในที่พักเกวียนที่ตำบลที่สอง ที่สาม ที่สี่ ที่ห้า ที่หก ที่เจ็ด ก็มิได้เห็นหญ้า ฟืนหรือน้ำ ได้เห็นแต่หมู่เกวียนที่ได้ถึงความวอดวายเท่านั้น ได้เห็นแต่กระดูกของมนุษย์และปศุสัตว์ที่อยู่ในหมู่เกวียนนั้นเท่านั้น พวกนั้นถูกอมนุษย์คือยักษ์กินแล้วลำดับนั้น นายกองเกวียนเรียกพวกเกวียนมาบอกว่า นี้คือหมู่เกวียนนั้นได้ถึงแก่ความวอดวายแล้ว ทั้งนี้ เพราะนายกองเกวียนนั้นเป็นคนโง่เขลา ถ้าอย่างนั้นในหมู่เกวียนของพวกเรา สิ่งของชนิดใดมีสาระน้อยจงทิ้งเสีย ในหมู่เกวียนหมู่นี้สิ่งของชนิดใดมีสาระมาก จงขนเอาไปเถิด พวกเกวียนพวกนั้นรับคำนายกองเกวียนนั้นแล้ว จึงทิ้งสิ่งของชนิดมีสาระน้อยในเกวียนของตนๆ ขนเอาไปแต่สิ่งของมีสาระมากในเกวียนหมู่นั้น ข้ามทางกันดารนั้นไปได้โดยสวัสดี ทั้งนี้ เพราะนายกองเกวียนนั้นเป็นคนฉลาด ดูกรบพิตร บพิตรก็ฉันนั้นเหมือนกัน ยังทรงเขลา ไม่เฉียบแหลม ทรงแสวงหาปรโลกโดยไม่ถูกทาง จักถึงความวอดวายเหมือนบุรุษนายกองเกวียนฉะนั้น ชนเหล่าใดจักสำคัญทิฐิของบพิตรว่า เป็นสิ่งที่ควรฟัง ควรเชื่อถือ แม้ชนเหล่านั้น ก็จักถึงความวอดวาย เหมือนพ่อค้าเกวียนพวกนั้น ฉะนั้น ขอบพิตรจงทรงสละคืนทิฐิอันลามกนั้นเสียเถิด ขอบพิตรจงปล่อยวางทิฐิอันลามกนั้นเสียเถิด ทิฐิอันลามกนั้นอย่าได้มีแก่บพิตร เพื่อมิใช่ประโยชน์ เพื่อความทุกข์ สิ้นกาลนานเลย ฯ

ข้อ ๓๒๐

กิญฺจาปิ ภวํ กสฺสโป เอวมาห อถโข เนวาหํ สกฺโกมิ อิทํ ปาปกํ ทิฏฺฐิคตํ ปฏินิสฺสชฺชิตุํ ราชาปิ มํ ปเสนทิ โกสโล ชานาติ ติโรราชาโนปิ ปายาสิ ราชญฺโญ เอวํวาที เอวํทิฏฺฐี อิติปิ นตฺถิ ปโร โลโก นตฺถิ สตฺตา โอปปาติกา นตฺถิ สุกตทุกฺกฏานํ กมฺมานํ ผลํ วิปาโกติ สจาหํ โภ กสฺสป อิมํ ปาปกํ ทิฏฺฐิคตํ ปฏินิสฺสชฺชิสฺสามิ ภวิสฺสนฺติ เม วตฺตาโร ยาว พาโล ปายาสิ ราชญฺโญ อพฺยตฺโต ทุคฺคหิตคาหีติ โกเปนปิ นํ หริสฺสามิ มกฺเขนปิ นํ หริสฺสามิ ปฬาเสนปิ นํ หริสฺสามีติ ฯ

ท่านกัสสปกล่าวอย่างนั้นก็จริง ถึงอย่างนั้น ข้าพเจ้าก็ยังหาอาจสละคืนทิฐิอันลามกนี้เสียได้ไม่ พระราชาปเสนทิโกศลก็ดี พระราชาภายนอกทั้งหลายก็ดี ทรงรู้จักข้าพเจ้าว่า พญาปายาสิ มีวาทะอย่างนี้ มีทิฐิอย่างนี้ว่า แม้เพราะเหตุนี้ โลกหน้าไม่มี เหล่าสัตว์ผู้ผุดเกิดขึ้นไม่มี ผลวิบากของกรรมที่สัตว์ทำดีทำชั่วไม่มี ท่านกัสสป ถ้าข้าพเจ้าจะสละคืนทิฐิอันลามกนี้ ก็จักมีผู้ว่าข้าพเจ้าได้ว่า พญาปายาสิ ช่างโง่เขลาเหลือเกิน ไม่เฉียบแหลม มีปรกติถือสิ่งที่ผิดข้าพเจ้าก็จักยึดทิฐินั้นไว้ เพราะความโกรธบ้าง เพราะความลบหลู่บ้าง เพราะความตีเสมอบ้าง ฯ

ข้อ ๓๒๑

เตนหิ ราชญฺญ อุปมนฺเต กริสฺสามิ อุปมายปีเธกจฺเจ วิญฺญู ปุริสา ภาสิตสฺส อตฺถํ อาชานนฺติ ฯ ภูตปุพฺพํ ราชญฺญ อญฺญตโร สูกรโปสโก ปุริโส สกมฺหา คามา อญฺญํ คามํ อคมาสิ ตตฺถ อทฺทส ปหูตํ สุกฺขํ คูถํ ฉฑฺฑิตํ ฯ ทิสฺวานสฺส เอตทโหสิ อยํ โข ปหูโต สุกฺขคูโถ ฉฑฺฑิโต มม สูกรานํ ภกฺโข ยนฺนูนาหํ อิโต สุกฺขคูถํ หเรยฺยนฺติ ฯ โส อุตฺตราสงฺคํ ปตฺถริตฺวา ปหูตํ สุกฺขคูถํ อากิริตฺวา ภณฺฑิกํ พนฺธิตฺวา สีเส อุจฺโจโรเปตฺวา อคมาสิ ฯ {๓๒๑.๑} ตสฺส อนฺตรามคฺเค มหาอกาลเมโฆ ปาวสฺสิ ฯ โส อุคฺฆรนฺตํ ปคฺฆรนฺตํ ยาว อคฺคนขา คูเถน มกฺขิโต คูถภารํ อาทาย อคมาสิ ฯ ตเมนํ มนุสฺสา ทิสฺวา เอวมาหํสุ กจฺจิ โน ตฺวํ ภเณ อุมฺมตฺโต กจฺจิ นุ วิเจโต กถญฺหิ นาม อุคฺฆรนฺตํ ปคฺฆรนฺตํ ยาว อคฺคนขา คูเถน มกฺขิโต คูถภารํ หริยิสฺสสีติ ฯ ตุเมฺห เขฺวตฺถ ภเณ อุมฺมตฺตา ตุเมฺห วิเจตา ตถา หิ ปน เม สูกรภตฺตนฺติ ฯ เอวเมว โข ตฺวํ ราชญฺญ คูถภาริกูปโม มญฺเญ ปฏิภาสิ ปฏินิสฺสชฺเชตํ ราชญฺญ ปาปกํ ทิฏฺฐิคตํ ปฏินิสฺสชฺเชตํ ราชญฺญ ปาปกํ ทิฏฺฐิคตํ มา เต อโหสิ ทีฆรตฺตํ อหิตาย ทุกฺขายาติ ฯ

ดูกรบพิตร ถ้าเช่นนั้น อาตมภาพจักยกอุปมาถวายบพิตร บุรุษผู้เป็นวิญญูชนในโลกนี้ บางพวกย่อมทราบเนื้อความของคำพูดด้วยอุปมา ดูกรบพิตร เรื่องเคยมีมาแล้ว บุรุษผู้เลี้ยงสุกรคนหนึ่งได้ออกจากบ้านของตนไปยังบ้านอื่น ได้เห็นคูถแห้งเป็นอันมากซึ่งเขาทิ้งไว้ในบ้านนั้น ครั้นแล้วเขาได้มีความคิดขึ้นว่าคูถแห้งเป็นอันมากซึ่งเขาทิ้งไว้นี้ เป็นอาหารสุกรของเรา ถ้ากระไร เราควรขนคูถแห้งไปจากที่นี้ เขาปูผ้าห่มลงแล้ว โกยเอาคูถแห้งเป็นอันมาก แล้วผูกให้เป็นห่อทูนศีรษะเดินไป ในระหว่างทาง เขาถูกฝนใหญ่แล้ว เขาเปรอะเปื้อนไปด้วยคูถตลอดถึงปลายเล็บ พาเอาห่อคูถซึ่งล้นไหลไปแล้ว พวกมนุษย์เห็นเขาแล้วได้พูดอย่างนี้ว่า พนาย ท่านเป็นบ้าหรือเปล่า ท่านเสียจริตหรือหนอ ไหนท่านจึงเปรอะเปื้อนไปด้วยคูถตลอดถึงปลายเล็บ จักนำเอาห่อคูถซึ่งล้นไหลอยู่ไปทำไมบุรุษนั้นตอบว่า พนาย ในข้อนี้ พวกท่านนั่นแหละเป็นบ้า พวกท่านเสียจริตความจริง สิ่งนี้เป็นอาหารสุกรของเรา ดูกรบพิตร บพิตรก็ฉันนั้นเหมือนกัน น่าจะปรากฏเหมือนบุรุษผู้ทูนห่อคูถ ขอบพิตรจงสละคืนทิฐิอันลามกนั้นเสียเถิด ขอบพิตรจงปล่อยวางทิฐิอันลามกนั้นเสียเถิด ทิฐิอันลามกนั้นอย่าได้มีแก่บพิตร เพื่อมิใช่ประโยชน์ เพื่อความทุกข์ สิ้นกาลนานเลย ฯ

ข้อ ๓๒๒

กิญฺจาปิ ภวํ กสฺสโป เอวมาห อถโข เนวาหํ สกฺโกมิ อิทํ ปาปกํ ทิฏฺฐิคตํ ปฏินิสฺสชฺชิตุํ ราชาปิ มํ ปเสนทิ โกสโล ชานาติ ติโรราชาโนปิ ปายาสิ ราชญฺโญ เอวํวาที เอวํทิฏฺฐี อิติปิ นตฺถิ ปโร โลโก นตฺถิ สตฺตา โอปปาติกา นตฺถิ สุกตทุกฺกฏานํ กมฺมานํ ผลํ วิปาโกติ สจาหํ โภ กสฺสป อิทํ ปาปกํ ทิฏฺฐิคตํ ปฏินิสฺสชฺชิสฺสามิ ภวิสฺสนฺติ เม วตฺตาโร ยาว พาโล ปายาสิ ราชญฺโญ อพฺยตฺโต ทุคฺคหิตคาหีติ โกเปนปิ นํ หริสฺสามิ มกฺเขนปิ นํ หริสฺสามิ ปฬาเสนปิ นํ หริสฺสามีติ ฯ

ท่านกัสสปกล่าวอย่างนั้นก็จริง ถึงอย่างนั้น ข้าพเจ้าก็ยังหาอาจสละคืนทิฐิอันลามกนี้เสียได้ไม่ พระราชาปเสนทิโกศลก็ดี พระราชาภายนอกทั้งหลายก็ดี ทรงรู้จักข้าพเจ้าว่า พญาปายาสิ มีวาทะอย่างนี้ มีทิฐิอย่างนี้ว่า แม้เพราะเหตุนี้ โลกหน้าไม่มี เหล่าสัตว์ผู้ผุดเกิดขึ้นไม่มี ผลวิบากของกรรมที่สัตว์ทำดีทำชั่วไม่มี ท่านกัสสป ถ้าข้าพเจ้าจักสละคืนทิฐิอันลามกนี้ ก็จักมีผู้ว่าข้าพเจ้าได้ว่า พญาปายาสิ ช่างโง่เขลาเหลือเกิน ไม่เฉียบแหลม มีปรกติถือสิ่งที่ผิดข้าพเจ้าก็จักยึดทิฐินั้นไว้ เพราะความโกรธบ้าง เพราะความลบหลู่บ้าง เพราะความตีเสมอบ้าง ฯ

ข้อ ๓๒๓

เตนหิ ราชญฺญ อุปมนฺเต กริสฺสามิ อุปมายปีเธกจฺเจ วิญฺญู ปุริสา ภาสิตสฺส อตฺถํ อาชานนฺติ ฯ ภูตปุพฺพํ ราชญฺญ เทฺว อกฺขธุตฺตา อกฺเขหิ ทิพฺพึสุ ฯ เอโก อกฺขธุตฺโต อาคตาคตํ กลึ คิลติ ฯ อทฺทสา โข ทุติโย อกฺขธุตฺโต ตํ อกฺขธุตฺตํ อาคตาคตํ กลึ คิลนฺตํ ทิสฺวา ตํ อกฺขธุตฺตํ เอตทโวจ ตฺวํ โข สมฺม เอกนฺติเกน ชินาสิ เทหิ เม สมฺม อกฺเข ปโชหริสฺสามีติ ฯ {๓๒๓.๑} เอวํ สมฺมาติ โข โส อกฺขธุตฺโต ตสฺส อกฺขธุตฺตสฺส อกฺเข ปาทาสิ ฯ อถโข โส อกฺขธุตฺโต อกฺเข วิเสน ปริภาเวตฺวา ตํ อกฺขธุตฺตํ เอตทโวจ เอหิ โข สมฺม อกฺเขหิ ทิพฺพิสฺสามาติ ฯ เอวํ สมฺมาติ โข โส อกฺขธุตฺโต ตสฺส อกฺขธุตฺตสฺส ปจฺจสฺโสสิ ฯ ทุติยมฺปิ โข เต อกฺขธุตฺตา อกฺเขหิ ทิพฺพึสุ ฯ ทุติยมฺปิ โข โส อกฺขธุตฺโต อาคตาคตํ กลึ คิลติ ฯ อทฺทสา โข ทุติโย อกฺขธุตฺโต ตํ อกฺขธุตฺตํ ทุติยมฺปิ อาคตาคตํ กลึ คิลนฺตํ ทิสฺวา ตํ อกฺขธุตฺตํ เอตทโวจ

ดูกรบพิตร ถ้าเช่นนั้น อาตมภาพจักยกอุปมาถวายบพิตร บุรุษผู้เป็นวิญญูชนในโลกนี้บางพวก ย่อมทราบเนื้อความของคำพูดด้วยอุปมา ดูกรบพิตร เรื่องเคยมีมาแล้ว นักเลงสกาสองคนเล่นสกากัน คนหนึ่งกลืนกินเบี้ยแพ้ที่แล้วๆ มาเสีย นักเลงสกาคนที่สองได้เห็นนักเลงสกานั้นกลืนกินเบี้ยแพ้ที่แล้วๆมา ครั้นแล้วได้พูดว่า ดูกรสหาย ท่านชนะข้างเดียว ท่านจงให้ลูกสกาแก่ข้าพเจ้าข้าพเจ้าจักเซ่นบูชา นักเลงสกาคนนั้นรับคำแล้ว จึงมอบลูกสกาให้นักเลงสกานั้นลำดับนั้น นักเลงสกา [คนที่สอง] เอายาพิษทาลูกสกาแล้วพูดกะนักเลงสกา[คนที่หนึ่ง] ว่า มาเถิดสหาย เรามาเล่นสกากัน นักเลงสกา [คนที่หนึ่ง] รับคำนักเลงสกา [คนที่สอง] แล้ว นักเลงสกาเหล่านั้นเล่นสกากันเป็นครั้งที่สองแม้ในครั้งที่สองนักเลงสกา [คนที่หนึ่ง] ก็กลืนกินเบี้ยแพ้ที่แล้วๆ มาเสีย นักเลงสกาคนที่สอง ได้เห็นนักเลงสกาคนกลืนกินเบี้ยแพ้ที่แล้วๆ มา แม้ครั้งที่สอง ครั้นแล้วได้พูดว่า

ข้อ ๓๒๔

ลิตฺตํ ปรเมน เตชสา คิลมกฺขํ ปุริโส น พุชฺฌติ คิลเร ปาปธุตฺตา กปณา เต กฏุกํ ภวิสฺสตีติ ฯ

บุรุษกลืนกินลูกสกาซึ่งอาบด้วยยาพิษ มีฤทธิ์กล้ายังหารู้สึกไม่ นักเลงชั่วเลวผู้น่าสงสารกลืนยาพิษเข้าไป ความเร่าร้อนจักมีแก่ท่าน ดังนี้ ฯ

ข้อ ๓๒๕

เอวเมว โข ตฺวํ ราชญฺญ อกฺขธุตฺตกูปโม มญฺเญ ปฏิภาสิ ปฏินิสฺสชฺเชตํ ราชญฺญ ปาปกํ ทิฏฺฐิคตํ ปฏินิสฺสชฺเชตํ ราชญฺญ ปาปกํ ทิฏฺฐิคตํ มา เต อโหสิ ทีฆรตฺตํ อหิตาย ทุกฺขายาติ ฯ

ดูกรบพิตร บพิตรก็อย่างนั้นเหมือนกัน น่าจะปรากฏเหมือนนักเลงสกา ขอบพิตรจงทรงสละคืนทิฐิอันลามกนั้นเสียเถิด ขอบพิตรจงทรงปล่อยวางทิฐิอันลามกนั้นเสียเถิด ทิฐิอันลามกนั้นอย่าได้มีแก่บพิตร เพื่อมิใช่ประโยชน์เพื่อความทุกข์ สิ้นกาลนานเลย ฯ

ข้อ ๓๒๖

กิญฺจาปิ ภวํ กสฺสโป เอวมาห อถโข เนวาหํ สกฺโกมิ อิทํ ปาปกํ ทิฏฺฐิคตํ ปฏินิสฺสชฺชิตุํ ราชาปิ มํ ปเสนทิ โกสโล ชานาติ ติโรราชาโนปิ ปายาสิ ราชญฺโญ เอวํวาที เอวํทิฏฺฐี อิติปิ นตฺถิ ปโร โลโก นตฺถิ สตฺตา โอปปาติกา นตฺถิ สุกตทุกฺกฏานํ กมฺมานํ ผลํ วิปาโกติ สจาหํ โภ กสฺสป อิทํ ปาปกํ ทิฏฺฐิคตํ ปฏินิสฺสชฺชิสฺสามิ ภวิสฺสนฺติ เม วตฺตาโร ยาว พาโล ปายาสิ ราชญฺโญ อพฺยตฺโต ทุคฺคหิตคาหีติ โกเปนปิ นํ หริสฺสามิ มกฺเขนปิ นํ หริสฺสามิ ปฬาเสนปิ นํ หริสฺสามีติ ฯ

ท่านกัสสปกล่าวอย่างนั้นก็จริง ถึงอย่างนั้น ข้าพเจ้าก็ยังหาอาจสละคืนทิฐิอันลามกนี้เสียได้ไม่ พระราชาปเสนทิโกศลก็ดี พระราชาภายนอกทั้งหลายก็ดี ทรงรู้จักข้าพเจ้าว่า พญาปายาสิ มีวาทะอย่างนี้ มีทิฐิอย่างนี้ว่า แม้เพราะเหตุนี้ โลกหน้าไม่มี เหล่าสัตว์ผู้ผุดเกิดขึ้นไม่มี ผลวิบากของกรรมที่สัตว์ทำดีทำชั่วไม่มี ท่านกัสสป ถ้าข้าพเจ้าจักสละคืนทิฐิอันลามกนี้ ก็จักมีผู้ว่าข้าพเจ้าได้ว่า พญาปายาสิ ช่างโง่เขลาเหลือเกิน ไม่เฉียบแหลม มีปรกติถือสิ่งที่ผิดข้าพเจ้าก็จักยึดทิฐินั้นไว้ เพราะความโกรธบ้าง เพราะความลบหลู่บ้าง เพราะความตีเสมอบ้าง ฯ

ข้อ ๓๒๗

เตนหิ ราชญฺญ อุปมนฺเต กริสฺสามิ อุปมายปีเธกจฺเจ วิญฺญู ปุริสา ภาสิตสฺส อตฺถํ อาชานนฺติ ฯ ภูตปุพฺพํ ราชญฺญ อญฺญตโร ชนปเท วุฏฺฐาสิ ฯ อถโข สหายโก สหายกํ อามนฺเตสิ อายาม สมฺม เยน โส ชนปโท เตนุปสงฺกมิสฺสาม อปฺเปวนาเมตฺถ กิญฺจิ ธนํ อธิคจฺเฉยฺยามาติ ฯ เอวํ สมฺมาติ โข สหายโก สหายกสฺส ปจฺจสฺโสสิ ฯ เต เยน โส ชนปโท เยน อญฺญตรํ คามปชฺชํ เตนุปสงฺกมึสุ ตตฺถ อทฺทสํสุ ปหูตํ สาณํ ฉฑฺฑิตํ ฯ ทิสฺวา สหายโก สหายกํ อามนฺเตสิ อิทํ โข สมฺม ปหูตํ สาณํ ฉฑฺฑิตํ เตนหิ สมฺม ตฺวญฺจ สาณภารํ พนฺธ อหญฺจ สาณภารํ พนฺธิสฺสามิ อุโภ สาณภารํ อาทาย คมิสฺสามาติ ฯ {๓๒๗.๑} เอวํ สมฺมาติ โข สหายโก สหายกสฺส ปฏิสฺสุตฺวา สาณภารํ พนฺธิ ฯ เต อุโภ สาณภารํ อาทาย เยน อญฺญตรํ คามปชฺชํ เตนุปสงฺกมึสุ ตตฺถ อทฺทสํสุ ปหูตํ สาณสุตฺตํ ฉฑฺฑิตํ ฯ ทิสฺวา สหายโก สหายกํ อามนฺเตสิ ยสฺส โข สมฺม อตฺถาย อิจฺเฉยฺยาม สาณํ อิทํ ปหูตํ สาณสุตฺตํ ฉฑฺฑิตํ เตนหิ สมฺม ตฺวญฺจ สาณภารํ ฉฑฺเฑหิ อหญฺจ สาณภารํ ฉฑฺเฑสฺสามิ อุโภ สาณสุตฺตภารํ อาทาย คมิสฺสามาติ ฯ อยํ โข เม สมฺม สาณภาโร ทุราคโต จ สุสนฺนทฺโธ จ อลํ เม ตฺวํ ปชานาหีติ ฯ อถโข โส สหายโก สาณภารํ ฉฑฺเฑตฺวา สาณสุตฺตภารํ อาทิยิ ฯ {๓๒๗.๒} เต เยน อญฺญตรํ คามปชฺชํ เตนุปสงฺกมึสุ ตตฺถ อทฺทสํสุ ปหูตา สาณิโย ฉฑฺฑิตา ฯ ทิสฺวา สหายโก สหายกํ อามนฺเตสิ ยสฺส โข สมฺม อตฺถาย อิจฺเฉยฺยาม สาณํ วา สาณสุตฺตํ วา อิมา ปหูตา สาณิโย ฉฑฺฑิตา เตนหิ สมฺม ตฺวญฺจ สาณภารํ ฉฑฺเฑหิ อหญฺจ สาณสุตฺตภารํ ฉฑฺเฑสฺสามิ อุโภ สาณิภารํ อาทาย คมิสฺสามาติ ฯ อยํ โข เม สมฺม สาณภาโร ทุราคโต จ สุสนฺนทฺโธ จ อลํ เม ตฺวํ ปชานาหีติ ฯ อถโข โส สหายโก สาณสุตฺตภารํ ฉฑฺเฑตฺวา สาณิภารํ อาทิยิ ฯ {๓๒๗.๓} เต เยน อญฺญตรํ คามปชฺชํ เตนุปสงฺกมึสุ ตตฺถ อทฺทสํสุ ปหูตํ โขมํ ฉฑฺฑิตํ ฯ ทิสฺวา ปหูตํ โขมสุตฺตํ ฉฑฺฑิตํ ฯ ทิสฺวา ปหูตํ โขมทุสฺสํ ฉฑฺฑิตํ ฯ ทิสฺวา ปหูตํ กปฺปาสํ ฉฑฺฑิตํ ฯ ทิสฺวา ปหูตํ กปฺปาสิกสุตฺตํ ฉฑฺฑิตํ ฯ ทิสฺวา ปหูตํ กปฺปาสิกทุสฺสํ ฉฑฺฑิตํ ฯ ทิสฺวา ปหูตํ อยสํ ฉฑฺฑิตํ ฯ ทิสฺวา ปหูตํ โลหํ ฉฑฺฑิตํ ฯ ทิสฺวา ปหูตํ ติปุํ ฉฑฺฑิตํ ฯ ทิสฺวา ปหูตํ สิสํ ฉฑฺฑิตํ ฯ ทิสฺวา ปหูตํ สชฺฌุํ ฉฑฺฑิตํ ฯ ทิสฺวา ปหูตํ สุวณฺณํ ฉฑฺฑิตํ ฯ ทิสฺวา สหายโก สหายกํ อามนฺเตสิ ยสฺส โข สมฺม อตฺถาย อิจฺเฉยฺยาม สาณํ วา สาณสุตฺตํ วา สาณิโย วา โขมํ วา โขมสุตฺตํ วา โขมทุสฺสํ วา กปฺปาสํ วา กปฺปาสิกสุตฺตํ วา กปฺปาสิกทุสฺสํ วา อยสํ วา โลหํ วา ติปุํ วา สิสํ วา สชฺฌุํ วา อิทํ ปหูตํ สุวณฺณํ ฉฑฺฑิตํ เตนหิ สมฺม ตฺวญฺจ สาณภารํ ฉฑฺเฑหิ อหญฺจ สชฺฌุภารํ ฉฑฺเฑสฺสามิ อุโภ สุวณฺณภารํ อาทาย คมิสฺสามาติ ฯ อยํ โข เม สมฺม สาณภาโร ทุราคโต จ สุสนฺนทฺโธ จ อลํ เม ตฺวํ ปชานาหีติ ฯ อถโข โส สหายโก สชฺฌุภารํ ฉฑฺเฑตฺวา สุวณฺณภารํ อาทิยิ ฯ {๓๒๗.๔} เต เยน สโก คาโม เตนุปสงฺกมึสุ ฯ ตตฺถ โย โส สหายโก สาณภารํ อาทาย อคมาสิ ตสฺส เนว มาตาปิตโร อภินนฺทึสุ น ปุตฺตทารา อภินนฺทึสุ น มิตฺตามจฺจา อภินนฺทึสุ น จ ตโตนิทานํ สุขํ โสมนสฺสํ อธิคจฺฉิ ฯ โย ปน โส สหายโก สุวณฺณภารํ อาทาย อคมาสิ ตสฺส มาตาปิตโร อภินนฺทึสุ ปุตฺตทาราปิ อภินนฺทึสุ มิตฺตามจฺจาปิ อภินนฺทึสุ ตโตนิทานญฺจ สุขํ โสมนสฺสํ อธิคจฺฉิ ฯ เอวเมว โข ราชญฺญ สาณภาริกูปโม มญฺเญ ปฏิภาสิ ปฏินิสฺสชฺเชตํ ราชญฺญ ปาปกํ ทิฏฺฐิคตํ ปฏินิสฺสชฺเชตํ ราชญฺญ ปาปกํ ทิฏฺฐิคตํ มา เต อโหสิ ทีฆรตฺตํ อหิตาย ทุกฺขายาติ ฯ

ดูกรบพิตร ถ้าเช่นนั้น อาตมภาพจักยกอุปมาถวายบพิตร บุรุษผู้เป็นวิญญูชนในโลกนี้บางพวก ย่อมทราบเนื้อความของคำพูดด้วยอุปมาดูกรบพิตร เรื่องเคยมีมาแล้ว ชนบทแห่งหนึ่งตั้งขึ้นแล้ว ครั้งนั้น สหายผู้หนึ่งเรียกสหายมาบอกว่า มาไปกันเถิดเพื่อน เราจักเข้าไปยังชนบทนั้น บางทีจะพึงได้ทรัพย์อย่างใดอย่างหนึ่งในชนบทนั้นบ้าง สหายคนที่สองรับคำของสหาย [คนที่หนึ่ง] แล้ว เขาทั้งสองเข้าไปยังชนบท ถึงถนนในบ้านแห่งหนึ่งแล้ว ได้เห็นเปลือกป่านที่เขาทิ้งไว้มากมายที่ตำบลบ้านนั้น ครั้นแล้วสหาย [คนที่หนึ่ง] ได้บอกสหาย [คนที่สอง] ว่า สหาย นี้เปลือกป่านเขาทิ้งไว้มากมาย ถ้าเช่นนั้น ท่านจงผูกเอาเปลือกป่านไปมัดหนึ่ง และฉันจักผูกเอาเปลือกป่านไปมัดหนึ่ง เราทั้งสองจักถือเอามัดเปลือกป่านไป สหายคนที่สองรับคำสหายคนที่หนึ่งแล้ว ผูกเอาเปลือกป่านไปมัดหนึ่ง สหายทั้งสองนั้นถือเอามัดเปลือกป่านเข้าไปยังถนนในบ้านอีกแห่งหนึ่ง ได้เห็นด้ายป่านที่เขาทิ้งไว้มากมาย ในตำบลบ้านนั้น ครั้นแล้วสหายคนที่หนึ่งจึงบอกสหายคนที่สองว่า สหาย เราจะปรารถนาเปลือกป่านเพื่อประโยชน์อันใด นี้ด้ายป่าน ซึ่งเขาทิ้งไว้มากมาย ถ้าเช่นนั้น ท่านจงทิ้งมัดเปลือกป่านเสียเถิด และฉันก็จักทิ้งมัดเปลือกป่านเสีย เราทั้งสองจักถือเอามัดด้ายป่านไป สหายคนที่สองตอบว่า สหาย มัดเปลือกป่านนี้ เราเอามาไกลแล้ว ทั้งมัดไว้ดีแล้วด้วยเราไม่เอาละ ขอท่านจงทราบเถิด ฯ ลำดับนั้น สหายคนที่หนึ่งทิ้งมัดเปลือกป่านเสียแล้วถือเอามัดด้ายป่านไปสหายทั้งสองนั้นเข้าไปยังถนนในบ้านอีกแห่งหนึ่ง ได้เห็นผ้าป่านที่เขาทิ้งไว้มากมายที่ตำบลบ้านนั้น ครั้นแล้วสหายคนที่หนึ่งบอกสหายคนที่สองว่า สหายเราจะปรารถนาเปลือกป่านหรือด้ายป่านเพื่อประโยชน์อันใด เหล่านี้ผ้าป่านซึ่งเขาทิ้งไว้มากมาย ถ้าเช่นนั้น ท่านจงทิ้งมัดเปลือกป่านเสียเถิด และฉันก็จักทิ้งมัดด้ายป่านเสีย เราทั้งสองจักถือเอามัดผ้าป่านไป สหายคนที่สองตอบว่า สหายมัดเปลือกป่านนี้เราเอามาไกลแล้ว ทั้งมัดไว้ดีแล้วด้วย เราไม่เอาละ ขอท่านจงทราบเถิด ฯ ลำดับนั้น สหายคนที่หนึ่งนั้น ทิ้งมัดด้ายป่านแล้ว ถือมัดผ้าป่านไปสหายทั้งสองนั้นเข้าไปยังถนนในบ้านอีกแห่งหนึ่ง ได้เห็นเปลือกไม้โขมะ ได้เห็นด้ายเปลือกไม้โขมะ ได้เห็นผ้าเปลือกไม้โขมะ ได้เห็นลูกฝ้าย ได้เห็นด้ายฝ้าย ได้เห็นผ้าฝ้าย ได้เห็นเหล็ก ได้เห็นโลหะ ได้เห็นดีบุก ได้เห็นสำริด ได้เห็นเงินได้เห็นทอง ที่เขาทิ้งไว้มากมายในถนนในบ้านนั้น ครั้นแล้วสหายคนที่หนึ่งจึงบอกสหายคนที่สองว่า สหาย เราจะปรารถนาประโยชน์อันใดกับเปลือกป่านหรือด้ายป่าน หรือผ้าป่าน หรือเปลือกไม้โขมะ หรือด้ายเปลือกไม้โขมะ หรือผ้าเปลือกไม้โขมะ หรือลูกฝ้าย หรือด้ายฝ้าย หรือผ้าฝ้าย หรือเหล็ก หรือโลหะ หรือดีบุก หรือสำริด หรือเงิน นี้ทองที่เขาทิ้งไว้มากมาย ถ้าเช่นนั้นท่านจงทิ้งมัดเปลือกป่านเสียเถิด และฉันก็จักทิ้งห่อเงินเสีย เราทั้งสองจักถือเอาห่อทองไป สหายคนที่สองตอบว่า สหาย มัดเปลือกป่านนี้เราเอามาไกลแล้ว ทั้งมัดไว้ดีแล้วด้วย เราไม่เอาละ ขอท่านจงทราบเถิด ฯ ลำดับนั้น สหายนั้นทิ้งห่อเงิน ถือเอาห่อทองไป สหายทั้งสองนั้นเข้าไปยังบ้านของตนๆ แล้ว ในเขาทั้งสองนั้น สหายผู้ถือเอามัดเปลือกป่านไปมารดาบิดา บุตรภริยา มิตรอำมาตย์ หาได้พากันยินดีไม่ และเขาไม่ได้รับความ-*สุขโสมนัสซึ่งเกิดจากเหตุที่ได้จากเปลือกป่านนั้นมา ส่วนสหายที่ถือเอาห่อทองไปนั้น มารดา บิดา บุตร ภริยา มิตร อำมาตย์ พากันยินดี และเขายังได้รับความสุขโสมนัสซึ่งเกิดจากเหตุที่ถือเอาห่อทองนั้นมา ฯ ดูกรบพิตร บพิตรก็อย่างนั้นเหมือนกัน น่าจะปรากฏเหมือนบุรุษผู้ถือมัดเปลือกป่าน ขอบพิตรจงทรงสละคืนทิฐิอันลามกนั้นเสียเถิด ขอบพิตรจงทรงปล่อยวางทิฐิอันลามกนั้นเสียเถิด ทิฐิอันลามกนั้นอย่าได้มีแก่บพิตร เพื่อมิใช่ประโยชน์ เพื่อความทุกข์ สิ้นกาลนานเลย ฯ

ข้อ ๓๒๘

ปุริเมน จาหํ โอปมฺเมน โภโต กสฺสปสฺส อตฺตมโน อภิรทฺโธ อปิจาหํ อิมานิ วิจิตฺรานิ ปญฺหาปฏิภาณานิ โสตุกาโม เอวาหํ ภวนฺตํ กสฺสปํ ปจฺจนิกํ กาตพฺพํ อวมญฺญิสฺสํ อภิกฺกนฺตํ โภ กสฺสป อภิกฺกนฺตํ โภ กสฺสป เสยฺยถาปิ โภ กสฺสป นิกฺกุชฺชิตํ วา อุกฺกุชฺเชยฺย ปฏิจฺฉนฺนํ วา วิวเรยฺย มูฬฺหสฺส วา มคฺคํ อาจิกฺเขยฺย อนฺธกาเร วา เตลปฺปชฺโชตํ ธาเรยฺย จกฺขุมนฺโต รูปานิ ทกฺขนฺติ เอวเมว โภตา กสฺสเปน อเนกปริยาเยน ธมฺโม ปกาสิโต เอสาหํ โภ กสฺสป ภควนฺตํ โคตมํ สรณํ คจฺฉามิ ธมฺมญฺจ ภิกฺขุสงฺฆญฺจ อุปาสกํ มํ ภวํ กสฺสโป ธาเรตุ อชฺชตคฺเค ปาณุเปตํ สรณงฺคตํ อิจฺฉามิ จาหํ โภ กสฺสป มหายญฺญํ ยชิตุํ อนุสาสตุ มํ ภวํ กสฺสโป ยํ มม อสฺส ทีฆรตฺตํ หิตาย สุขายาติ ฯ {๓๒๘.๑} ยถารูเป โข ราชญฺญ ยญฺเญ คาโว วา หญฺญนฺติ อเชฬกา วา หญฺญนฺติ กุกฺกุฏสูกรา วา หญฺญนฺติ วิวิธา วา ปาณา สงฺฆาตํ อาปชฺชนฺติ ปฏิคฺคาหกา จ โหนฺติ มิจฺฉาทิฏฺฐี มิจฺฉาสงฺกปฺปา มิจฺฉาวาจา มิจฺฉากมฺมนฺตา มิจฺฉาอาชีวา มิจฺฉาวายามา มิจฺฉาสตี มิจฺฉาสมาธี ฯ เอวรูโป โข ราชญฺญ ยญฺโญ น มหปฺผโล โหติ น มหานิสํโส น มหาชุติโก น มหาวิปฺผาโร ฯ เสยฺยถาปิ ราชญฺญ กสฺสโก พีชนงฺคลํ อาทาย วนํ ปวิเสยฺย โส ตตฺถ ทุกฺเขตฺเต ทุพฺภุมฺเม อวิหตขาณุกณฺฏเก พีชานิ ปติฏฺฐาเปยฺย ขณฺฑานิ ปูตีนิ วาตาตปหตานิ อสารทานิ อสุขสยิตานิ เทโว จ น กาเลน กาลํ สมฺมาธารํ อนุปฺปเวจฺเฉยฺย อปิ นุ ตานิ พีชานิ วุฑฺฒึ วิรุฬฺหึ เวปุลฺลํ อาปชฺเชยฺยุํ กสฺสโก วา วิปุลํ ผลํ อธิคจฺเฉยฺยาติ ฯ {๓๒๘.๒} น เอวํ โภ กสฺสป ฯ เอวเมว โข ราชญฺญ ยถารูเป ยญฺเญ คาโว วา หญฺญนฺติ อเชฬกา วา หญฺญนฺติ กุกฺกุฏสูกรา วา หญฺญนฺติ วิวิธา วา ปาณา สงฺฆาตํ อาปชฺชนฺติ ปฏิคฺคาหกา จ โหนฺติ มิจฺฉาทิฏฺฐี มิจฺฉาสงฺกปฺปา มิจฺฉาวาจา มิจฺฉากมฺมนฺตา มิจฺฉาอาชีวา มิจฺฉาวายามา มิจฺฉาสตี มิจฺฉาสมาธี ฯ เอวรูโป โข ราชญฺญ ยญฺโญ น มหปฺผโล โหติ น มหานิสํโส น มหาชุติโก น มหาวิปฺผาโร ฯ {๓๒๘.๓} ยถารูเป จ โข ราชญฺญ ยญฺเญ เนว คาโว หญฺญนฺติ น อเชฬกา หญฺญนฺติ น กุกฺกุฏสูกรา หญฺญนฺติ น วิวิธา ปาณา สงฺฆาตํ อาปชฺชนฺติ ปฏิคฺคาหกา จ โหนฺติ สมฺมาทิฏฺฐี สมฺมาสงฺกปฺปา สมฺมาวาจา สมฺมากมฺมนฺตา สมฺมาอาชีวา สมฺมาวายามา สมฺมาสตี สมฺมาสมาธี ฯ เอวรูโป โข ราชญฺญ ยญฺโญ มหปฺผโล โหติ มหานิสํโส มหาชุติโก มหาวิปฺผาโร ฯ {๓๒๘.๔} เสยฺยถาปิ ราชญฺญ กสฺสโก พีชนงฺคลํ อาทาย วนํ ปวิเสยฺย โส ตตฺถ สุกฺเขตฺเต สุภุมฺเม สิวิหตขาณุกณฺฏเก พีชานิ ปติฏฺฐาเปยฺย อขณฺฑานิ อปูตีนิ อวาตาตปหตานิ สารทานิ สุขสยิตานิ เทโว จ กาเลน กาลํ สมฺมาธารํ อนุปฺปเวจฺเฉยฺย อปิ นุ ตานิ พีชานิ วุฑฺฒึ วิรุฬฺหึ เวปุลฺลํ อาปชฺเชยฺยุํ กสฺสโก วา วิปุลํ ผลํ อธิคจฺเฉยฺยาติ ฯ เอวํ โภ กสฺสป ฯ เอวเมว โข ราชญฺญ ยถารูเป ยญฺเญ เนว คาโว หญฺญนฺติ น อเชฬกา หญฺญนฺติ น กุกฺกุฏสูกรา หญฺญนฺติ น วิวิธา ปาณา สงฺฆาตํ อาปชฺชนฺติ ปฏิคฺคาหกา จ โหนฺติ สมฺมาทิฏฺฐี สมฺมาสงฺกปฺปา สมฺมาวาจา สมฺมากมฺมนฺตา สมฺมาอาชีวา สมฺมาวายามา สมฺมาสตี สมฺมาสมาธี ฯ เอวรูโป โข ราชญฺญ ยญฺโญ มหปฺผโล โหติ มหานิสํโส มหาชุติโก มหาวิปฺผาโรติ ฯ

ด้วยข้อความอุปมาข้อก่อนๆ ของท่านกัสสป ข้าพเจ้าก็มีความ พอใจยินดียิ่งแล้ว แต่ว่าข้าพเจ้าใคร่จะฟังปฏิภาณในการแก้ปัญหาที่วิจิตรเหล่านี้จึงพยายามโต้แย้งคัดค้านท่านกัสสปอย่างนั้น ข้าแต่ท่านกัสสปผู้เจริญ ภาษิตของท่านแจ่มแจ้งนัก ข้าแต่ท่านกัสสปผู้เจริญ ภาษิตของท่านแจ่มแจ้งนัก เปรียบเหมือนบุคคลหงายของที่คว่ำ เปิดของที่ปิด บอกทางแก่ผู้หลงทาง หรือส่องประทีปในที่มืด ด้วยคิดว่า ผู้มีจักษุจักเห็นรูป ดังนี้ ฉันใด ท่านกัสสปประกาศธรรมโดยอเนกปริยาย ฉันนั้นเหมือนกัน ข้าแต่ท่านกัสสปผู้เจริญ ข้าพเจ้านี้ขอถึงพระผู้มีพระภาคผู้โคดม พระธรรมและพระสงฆ์ว่า เป็นสรณะ ขอท่านกัสสปจงจำข้าพเจ้าว่า เป็นอุบาสก ผู้ถึงสรณะตลอดชีวิต จำเดิมแต่วันนี้เป็นต้นไปข้าแต่ท่านกัสสปผู้เจริญ ข้าพเจ้าปรารถนาจะบูชามหายัญ ขอท่านจงชี้แจงวิธีบูชายัญ อันจะเป็นประโยชน์และความสุขแก่ข้าพเจ้าตลอดกาลนาน ฯ ดูกรบพิตร ยัญที่ต้องฆ่าโค แพะ แกะ ไก่ สุกร หรือเหล่าสัตว์ต่างๆต้องได้รับความพินาศ และปฏิคาหก เป็นผู้มีความเห็นผิด ดำริผิด เจรจาผิดการงานผิด เลี้ยงชีพผิด พยายามผิด ระลึกผิด ตั้งใจมั่นผิด เช่นนี้ ย่อมไม่มีผลใหญ่ ไม่มีอานิสงส์ใหญ่ ไม่มีความรุ่งเรืองใหญ่ ไม่แพร่หลายใหญ่ เปรียบเหมือนชาวนาถือเอาพืชและไถไปสู่ป่า เขาพึงหว่านพืชที่หัก ที่เสีย ถูกลมและแดดแผดเผาแล้ว อันไม่มีแก่น ยังไม่แห้งสนิท ลงในนาไร่อันเลว ซึ่งเป็นพื้นที่ไม่ดี มิได้แผ้วถางตอและหนามให้หมด ทั้งฝนก็มิได้ตกชะเชย โดยชอบตามฤดูกาล พืชเหล่านั้นจะพึงถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์หรือหนอ ชาวนาจะพึงได้รับผลอันไพบูลย์หรือ ฯ หาเป็นอย่างนั้นไม่ ท่านกัสสป ฯ ฉันนั้นเหมือนกัน บพิตร ยัญที่ต้องฆ่าโค แพะ แกะ ไก่ สุกร หรือเหล่าสัตว์ต่างๆ ต้องถึงความพินาศ และปฏิคาหกก็เป็นผู้มีความเห็นผิด ดำริผิด เจรจาผิด การงานผิด เลี้ยงชีพผิด พยายามผิด ระลึกผิด ตั้งใจมั่นผิด เช่นนี้ ย่อมไม่มีผลใหญ่ ไม่มีอานิสงส์ใหญ่ ไม่มีความรุ่งเรืองใหญ่ ไม่แพร่หลายใหญ่ ฯ ดูกรบพิตร ส่วนยัญที่มิต้องฆ่าโค แพะ แกะ ไก่ สุกร หรือเหล่าสัตว์ต่างๆ ไม่ต้องถึงความพินาศ และปฏิคาหกก็เป็นผู้มีความเห็นชอบ ดำริชอบเจรจาชอบ การงานชอบ เลี้ยงชีพชอบ พยายามชอบ ระลึกชอบ ตั้งใจมั่นชอบเช่นนี้ ย่อมมีผลใหญ่ มีอานิสงส์ใหญ่ มีความรุ่งเรืองใหญ่ แพร่หลายใหญ่เปรียบเหมือนชาวนาถือเอาพืชและไถไปสู่ป่า เขาพึงหว่านพืชที่ไม่หัก ไม่เสียไม่ถูกลมแดดแผดเผา อันมีแก่น แห้งสนิท ลงในนาไร่อันดี เป็นพื้นที่ดี แผ้วถางตอและหนามหมดดีแล้ว ทั้งฝนก็ตกชะเชยโดยชอบตามฤดูกาล พืชเหล่านั้นจะพึงถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์หรือหนอ ชาวนาจะพึงได้รับผลอันไพบูลย์หรือ ฯ เป็นอย่างนั้น ท่านกัสสป ฯ ฉันนั้นเหมือนกัน บพิตร ยัญที่มิต้องฆ่าโค แพะ แกะ ไก่ สุกร หรือเหล่าสัตว์ต่างๆ ไม่ต้องถึงความพินาศ และปฏิคาหกก็เป็นผู้มีความเห็นชอบ ดำริชอบ เจรจาชอบ การงานชอบ เลี้ยงชีพชอบ พยายามชอบ ระลึกชอบ ตั้งใจมั่นชอบเช่นนี้ ย่อมมีผลใหญ่ มีอานิสงส์ใหญ่ มีความรุ่งเรืองใหญ่ แพร่หลายใหญ่ ฯ

ข้อ ๓๒๙

อถโข ปายาสิ ราชญฺโญ ทานํ ปฏฺฐเปสิ สมณพฺราหฺมณกปณทฺธิกวณิพฺพกยาจกานํ ฯ ตสฺมึ โข ปน ทาเน เอวรูปํ โภชนํ ทียติ กาณาชิกํ พิลงฺคทุติยํ โจรกานิ จ วตฺถานิ คุฬวาลกานิ ฯ ตสฺมึ โข ปน ทาเน อุตฺตโร นาม มาณโว วาวโฏ อโหสิ ฯ โส ทานํ ทตฺวา เอวมนุทฺทิสติ อิมินา ทาเนน ปายาสึ ราชญฺญเมว อิมสฺมึ โลเก สมาคจฺฉึ มา ปรสฺมินฺติ ฯ อสฺโสสิ โข ปายาสิ ราชญฺโญ อุตฺตโร กิร มาณโว ทานํ ทตฺวา เอวมนุทฺทิสติ อิมินา ทาเนน ปายาสึ ราชญฺญเมว อิมสฺมึ โลเก สมาคจฺฉึ มา ปรสฺมินฺติ ฯ {๓๒๙.๑} อถโข ปายาสิ ราชญฺโญ อุตฺตรํ มาณวํ อามนฺตาเปตฺวา เอตทโวจ สพฺพํ กิร ตฺวํ ตาต อุตฺตร ทานํ ทตฺวา เอวมนุทฺทิสสิ อิมินา ทาเนน ปายาสึ ราชญฺญเมว อิมสฺมึ โลเก สมาคจฺฉึ มา ปรสฺมินฺติ ฯ เอวํ โภ ฯ กสฺมา ปน ตฺวํ ตาต อุตฺตร ทานํ ทตฺวา เอวมนุทฺทิสสิ อิมินา ทาเนน ฯเปฯ มา ปรสฺมินฺติ น นุ มยํ ตาต อุตฺตร ปุญฺญตฺถิกา ทานสฺเสว ผลํ ปาฏิกงฺขิโนติ ฯ โภโต โข ทาเน เอวรูปํ โภชนํ ทียติ กาณาชิกํ พิลงฺคทุติยํ ภวํ ปาทาปิ น อิจฺเฉยฺย สมฺผุสิตุํ กุโต ภุญฺชิตุํ โจรกานิ จ วตฺถานิ คุฬวาลกานิ ภวํ ปาทาปิ น อิจฺเฉยฺย สมฺผุสิตุํ กุโต ปริทหิตุํ ภวํ โข ปนมฺหากํ ปิโย มนาโป กถํ มยํ ปิยํ มนาปํ อมนาเปน สํโยเชมาติ ฯ เตนหิ ตฺวํ ตาต อุตฺตร ยาทิสาหํ โภชนํ ภุญฺชามิ ตาทิสํ โภชนํ ปฏฺฐเปหิ ยาทิสานิ จาหํ วตฺถานิ ปริทหามิ ตาทิสานิ จ วตฺถานิ ปฏฺฐเปหีติ ฯ เอวํ โภติ โข อุตฺตโร มาณโว ปายาสิราชญฺญสฺส ปฏิสฺสุตฺวา ยาทิสํ โภชนํ ปายาสิ ราชญฺโญ ภุญฺชติ ตาทิสํ โภชนํ ปฏฺฐเปสิ ยาทิสานิ จ วตฺถานิ ปายาสิ ราชญฺโญ ปริทหติ ตาทิสานิ จ วตฺถานิ ปฏฺฐเปสิ ฯ {๓๒๙.๒} อถโข ปายาสิ ราชญฺโญ อสกฺกจฺจํ ทานํ ทตฺวา อสหตฺถา ทานํ ทตฺวา อจิตฺติกตํ ทานํ ทตฺวา อปวิฏฺฐํ ทานํ ทตฺวา กายสฺส เภทา ปรมฺมรณา จาตุมฺมหาราชิกานํ เทวานํ สหพฺยตํ อุปปชฺชิ สุญฺญํ เสรีสกวิมานํ ฯ โย ปเนตสฺส ทาเน วาวโฏ อโหสิ อุตฺตโร นาม มาณโว โส สกฺกจฺจํ ทานํ ทตฺวา สหตฺถา ทานํ ทตฺวา จิตฺติกตํ ทานํ ทตฺวา อนปวิฏฺฐํ ทานํ ทตฺวา กายสฺส เภทา ปรมฺมรณา สุคตึ สคฺคํ โลกํ อุปปชฺชิ เทวานํ ตาวตึสานํ สหพฺยตํ ฯ

ลำดับนั้น เจ้าปายาสิ เริ่มให้ทานแก่สมณพราหมณ์ คนกำพร้า คนเดินทาง วณิพกและยาจกทั้งหลาย แต่ในทานนั้นเธอได้ให้โภชนะเห็นปานนี้คือปลายข้าว ซึ่งมีน้ำผักดองเป็นกับข้าว และได้ให้ผ้าเนื้อหยาบ มีชายขอดเป็นปมๆ และมาณพชื่ออุตตระ เป็นเจ้าหน้าที่ในทานนั้น เขาให้ทานแล้วอุทิศอย่างนี้ว่าด้วยทานนี้ ขอให้ข้าพเจ้าร่วมกับเจ้าปายาสิในโลกนี้เท่านั้น อย่าได้ร่วมกันในโลกหน้าเลย เจ้าปายาสิได้ทรงสดับข่าวนั้นแล้ว รับสั่งให้เรียกอุตตรมาณพมาแล้วได้ตรัสว่า พ่ออุตตระ ได้ยินว่า เธอให้ทานแล้วอุทิศอย่างนี้ทุกครั้งว่า ด้วยทานนี้ขอให้ข้าพเจ้าร่วมกับเจ้าปายาสิในโลกนี้เท่านั้น อย่าได้ร่วมกันในโลกหน้าเลยดังนี้หรือ ฯ อย่างนั้น พระองค์ ฯ พ่ออุตตระ ก็เพราะเหตุไร เธอให้ทานแล้ว จึงอุทิศอย่างนั้นเล่า พ่ออุตตระพวกเราต้องการบุญ หวังผลแห่งทานแท้ๆ มิใช่หรือ ฯ ในทานของพระองค์ยังให้โภชนะเห็นปานนี้ คือปลายข้าว ซึ่งมีน้ำผักดองเป็นกับข้าว พระองค์ไม่ทรงปรารถนาจะถูกต้องแม้ด้วยพระบาท ไฉนจะทรงบริโภคอนึ่งเล่า ผ้าก็เนื้อหยาบ มีชายขอดเป็นปมๆ พระองค์ไม่ทรงปรารถนาจะถูกต้องแม้ด้วยพระบาท ไฉนจะทรงนุ่งห่ม พระองค์เป็นที่รัก เป็นที่พอใจของพวกข้าพระพุทธเจ้า พวกข้าพระพุทธเจ้าจะชักจูงผู้ซึ่งเป็นที่รัก เป็นที่พอใจไปด้วยสิ่งไม่เป็นที่พอใจอย่างไรได้ ฯ พ่ออุตตระ ถ้าอย่างนั้น เราบริโภคโภชนะชนิดใด เธอจงเริ่มตั้งไว้ซึ่งโภชนะชนิดนั้นเป็นทาน เรานุ่งห่มผ้าชนิดใด เธอจงเริ่มตั้งไว้ซึ่งผ้าชนิดนั้นเป็นทานอุตตรมาณพ รับพระดำรัสเจ้าปายาสิแล้ว เริ่มตั้งไว้ซึ่งโภชนะชนิดที่เจ้าปายาสิเสวยและเริ่มตั้งไว้ซึ่งผ้าชนิดที่เจ้าปายาสิทรงนุ่งห่ม เพราะเหตุที่เจ้าปายาสิมิได้ทรงให้ทานโดยเคารพ มิได้ทรงให้ทานด้วยพระหัตถ์พระองค์เอง มิได้ทรงให้ทานโดยความนอบน้อม ทรงให้ทานอย่างทิ้งให้ ครั้นสิ้นพระชนม์แล้ว เข้าถึงความเป็นสหายกับพวกเทพชั้นจาตุมหาราช คือ ได้วิมาน ชื่อเสรีสกะอันว่างเปล่า ส่วนอุตตรมาณพซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ในทานของเจ้าปายาสินั้น ให้ทานโดยเคารพ ให้ทานด้วยมือของตน ให้ทานโดยความนอบน้อม มิได้ให้ทานอย่างทิ้งให้ เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก เข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ คือถึงความเป็นสหายกับพวกเทพชั้นดาวดึงส์ ฯ

ข้อ ๓๓๐

เตน โข ปน สมเยน อายสฺมา ควมฺปติ อภิกฺขณํ สุญฺญํ เสรีสกวิมานํ ทิวาวิหารํ คจฺฉติ ฯ อถโข ปายาสิเทวปุตฺโต เยนายสฺมา ควมฺปติ เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา อายสฺมนฺตํ ควมฺปตึ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ อฏฺฐาสิ ฯ เอกมนฺตํ ฐิตํ โข ปายาสิเทวปุตฺตํ อายสฺมา ควมฺปติ เอตทโวจ โกสิ ตฺวํ อาวุโสติ ฯ อหํ ภนฺเต ปายาสิ ราชญฺโญติ ฯ น นุ ตฺวํ อาวุโส เอวํทิฏฺฐิโก อโหสิ อิติปิ นตฺถิ ปโร โลโก นตฺถิ สตฺตา โอปปาติกา นตฺถิ สุกตทุกฺกฏานํ กมฺมานํ ผลํ วิปาโกติ ฯ สจฺจาหํ ภนฺเต เอวํทิฏฺฐิโก อโหสึ อิติปิ นตฺถิ ปโร โลโก นตฺถิ สตฺตา โอปปาติกา นตฺถิ สุกตทุกฺกฏานํ กมฺมานํ ผลํ วิปาโกติ อปิจาหํ อยฺเยน กุมารกสฺสเปน เอตสฺมา ปาปกา ทิฏฺฐิคตา วิเวจิโตติ ฯ {๓๓๐.๑} โย ปน เต อาวุโส ทาเน วาวโฏ อโหสิ อุตฺตโร นาม มาณโว โส กุหึ อุปปนฺโนติ ฯ โย เม ภนฺเต ทาเน วาวโฏ อโหสิ อุตฺตโร นาม มาณโว โส สกฺกจฺจํ ทานํ ทตฺวา สหตฺถา ทานํ ทตฺวา จิตฺติกตํ ทานํ ทตฺวา อนปวิฏฺฐํ ทานํ ทตฺวา กายสฺส เภทา ปรมฺมรณา สุคตึ สคฺคํ โลกํ อุปปนฺโน เทวานํ ตาวตึสานํ สหพฺยตํ อหํ ปน ภนฺเต อสกฺกจฺจํ ทานํ ทตฺวา อสหตฺถา ทานํ ทตฺวา อจิตฺติกตํ ทานํ ทตฺวา อปวิฏฺฐํ ทานํ ทตฺวา กายสฺส เภทา ปรมฺมรณา จาตุมฺมหาราชิกานํ เทวานํ สหพฺยตํ อุปปนฺโน สุญฺญํ เสรีสกวิมานํ เตนหิ ภนฺเต ควมฺปติ มนุสฺสโลกํ คนฺตฺวา เอวมาโรเจหิ สกฺกจฺจํ ทานํ เทถ สหตฺถา ทานํ เทถ จิตฺติกตํ ทานํ เทถ อนปวิฏฺฐํ ทานํ เทถ ปายาสิ ราชญฺโญ อสกฺกจฺจํ ทานํ ทตฺวา อสหตฺถา ทานํ ทตฺวา อจิตฺติกตํ ทานํ ทตฺวา อปวิฏฺฐํ ทานํ ทตฺวา กายสฺส เภทา ปรมฺมรณา จาตุมฺมหาราชิกานํ เทวานํ สหพฺยตํ อุปปนฺโน สุญฺญํ เสรีสกวิมานํ โย ปน ตสฺส ทาเน วาวโฏ อโหสิ อุตฺตโร นาม มาณโว โส สกฺกจฺจํ ทานํ ทตฺวา สหตฺถา ทานํ ทตฺวา จิตฺติกตํ ทานํ ทตฺวา อนปวิฏฺฐํ ทานํ ทตฺวา กายสฺส เภทา ปรมฺมรณา สุคตึ สคฺคํ โลกํ อุปปนฺโน เทวานํ ตาวตึสานํ สหพฺยตนฺติ ฯ {๓๓๐.๒} อถโข อายสฺมา ควมฺปติ มนุสฺสโลกํ อาคนฺตฺวา เอวมาโรเจสิ สกฺกจฺจํ ทานํ เทถ สหตฺถา ทานํ เทถ จิตฺติกตํ ทานํ เทถ อนปวิฏฺฐํ ทานํ เทถ ปายาสิ ราชญฺโญ อสกฺกจฺจํ ทานํ ทตฺวา อสหตฺถา ทานํ ทตฺวา อจิตฺติกตํ ทานํ ทตฺวา อปวิฏฺฐํ ทานํ ทตฺวา กายสฺส เภทา ปรมฺมรณา จาตุมฺมหาราชิกานํ เทวานํ สหพฺยตํ อุปปนฺโน สุญฺญํ เสรีสกวิมานํ โย ปน ตสฺส ทาเน วาวโฏ อโหสิ อุตฺตโร นาม มาณโว โส สกฺกจฺจํ ทานํ ทตฺวา สหตฺถา ทานํ ทตฺวา จิตฺติกตํ ทานํ ทตฺวา อนปวิฏฺฐํ ทานํ ทตฺวา กายสฺส เภทา ปรมฺมรณา สุคตึ สคฺคํ โลกํ อุปปนฺโน เทวานํ ตาวตึสานํ สหพฺยตนฺติ ฯ ปายาสิราชญฺญสุตฺตํ นิฏฺฐิตํ ทสมํ ฯ -------- ตสฺสุทฺทานํ อปทานํ นิทานญฺจ นิพฺพานญฺจ สุทสฺสนํ ชนวสภโควินฺทํ สมยํ สกฺกปญฺหกํ สติปฏฺฐานปายาสิ มหาวคฺโคติ วุจฺจตีติ ฯ --------

ก็โดยสมัยนั้น ท่านพระควัมปติเถระไปพักกลางวันยังเสรีสก วิมานอันว่างเปล่าเนืองๆ ลำดับนั้น ปายาสิเทวบุตรเข้าไปหาท่านควัมปติถึงที่อยู่แล้วอภิวาท ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ท่านควัมปติได้กล่าวถามปายาสิเทว-*บุตรว่า ท่านผู้มีอายุ ท่านเป็นใคร ฯ ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ข้าพเจ้าคือเจ้าปายาสิ ฯ ดูกรท่านผู้มีอายุ ท่านเป็นผู้มีความเห็นอย่างนี้ว่า แม้เพราะเหตุนี้ โลกหน้าไม่มี เหล่าสัตว์ผู้ผุดเกิดขึ้นไม่มี ผลวิบากของกรรมที่สัตว์ทำดีทำชั่วไม่มี มิใช่หรือ ฯ เป็นความจริง ท่านผู้เจริญ ข้าพเจ้าเป็นผู้มีความเห็นอย่างนี้ว่า แม้เพราะเหตุนี้ โลกหน้าไม่มี เหล่าสัตว์ผู้ผุดเกิดขึ้นไม่มี ผลวิบากของกรรมที่สัตว์ทำดีทำชั่วไม่มี แต่ว่า พระผู้เป็นเจ้ากุมารกัสสปได้ไถ่ถอนข้าพเจ้าออกจากทิฐิอันลามกนั้นแล้ว ฯ ดูกรท่านผู้มีอายุ ก็อุตตรมาณพซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ในทานของท่าน ไปเกิดที่ไหน ฯ ข้าแต่ท่านผู้เจริญ อุตตรมาณพซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ในทานของข้าพเจ้านั้น ให้ทานโดยเคารพ ให้ทานด้วยมือของตน ให้ทานด้วยความนอบน้อม มิได้ให้ทานอย่างทิ้งให้ เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก เข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ คืออยู่ร่วมกับพวกเทวดาชั้นดาวดึงส์ ส่วนข้าพเจ้ามิได้ให้ทานโดยเคารพ มิได้ให้ทานด้วยมือของตน มิได้ให้ทานด้วยความนอบน้อม ให้ทานอย่างทิ้งให้ เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก ก็เข้าถึงซึ่งความอยู่ร่วมกับพวกเทวดาชั้นจาตุมหาราช คือได้วิมานชื่อเสรีสกะอันว่างเปล่า ท่านควัมปติผู้เจริญ ถ้าอย่างนั้น ท่านไปยังมนุษยโลกแล้วโปรดบอกอย่างนี้ว่า ท่านทั้งหลายจงให้ทานโดยเคารพ จงให้ทานด้วยมือของตน จงให้ทานโดยความนอบน้อม จงอย่าให้ทานอย่างทิ้งให้ เจ้าปายาสิมิได้ให้ทานโดยเคารพ มิได้ให้ทานด้วยมือของตน มิได้ให้ทานโดยความนอบน้อม ให้ทานอย่างทิ้งให้ เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก เข้าถึงความอยู่ร่วมกับพวกเทวดาชั้นจาตุมหาราช คือได้วิมานชื่อเสรีสกะอันว่างเปล่า ส่วนอุตตรมาณพ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ในทานของเจ้าปายาสินั้นให้ทานโดยเคารพ ให้ทานด้วยมือของตน ให้ทานโดยความนอบน้อม มิได้ให้ทานอย่างทิ้งให้ เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตกเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ คืออยู่ร่วมกับพวกเทวดาชั้นดาวดึงส์ ฯ ลำดับนั้น ท่านควัมปติมาสู่มนุษยโลกแล้ว ได้บอกอย่างนี้ว่า ท่านทั้งหลายจงให้ทานโดยเคารพ จงให้ทานด้วยมือของตน จงให้ทานโดยความนอบน้อม จงอย่าให้ทานอย่างทิ้งให้ เจ้าปายาสิมิได้ให้ทานโดยเคารพ มิได้ให้ทานด้วยมือของตน มิได้ให้ทานโดยความนอบน้อม ให้ทานอย่างทิ้งให้ เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก เข้าถึงความอยู่ร่วมกับพวกเทพชั้นจาตุมหาราช คือได้วิมาน ชื่อเสรีสกะอันว่างเปล่า ส่วนอุตรมาณพซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ในทานของเจ้าปายาสินั้น ให้ทานโดยความเคารพ ให้ทานด้วยมือของตน ให้ทานโดยความนอบน้อม มิได้ให้ทานอย่างทิ้งให้ เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก เข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ คืออยู่ร่วมกับพวกเทพชั้นดาวดึงส์ ฯ จบ ปายาสิราชัญญสูตร ที่ ๑๐ รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ ๑. มหาปทานสูตร ๒. มหานิทานสูตร ๓. มหาปรินิพพานสูตร๔. มหาสุทัสสนสูตร ๕. ชนวสภสูตร ๖. มหาโควินทสูตร ๗. มหาสมัยสูตร๘. สักกปัญหสูตร ๙. มหาสติปัฏฐานสูตร ๑๐. ปายาสิราชัญญสูตร ทั้งหมดนี้รวมเรียกว่ามหาวรรค ฯ จบ มหาวรรค -----------------------------------------------------

ฉบับมหาจุฬาฯ

ชั้นตัวบทพุทธพจน์

หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ

เปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค [๑๐. ปายาสิสูตร] เรื่องเจ้าปายาสิ ๑๐. ปายาสิสูตร ว่าด้วยเจ้าปายาสิ

ข้อ ๔๐๖

ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ สมัยหนึ่ง ท่านพระกุมารกัสสปะกำลังจาริกอยู่ในแคว้นโกศล พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ประมาณ ๕๐๐ รูป ถึงเมืองเสตัพยะของชาวโกศล พักอยู่ ณ ป่าไม้สีเสียดทางทิศเหนือเมืองเสตัพยะ สมัยนั้น เจ้าปายาสิปกครองเมืองเสตัพยะ ซึ่งมีประชากรและสัตว์เลี้ยงมากมาย มีพืชพันธุ์ธัญญาหาร และน้ำ หญ้าอุดมสมบูรณ์ มีพระราชทรัพย์ที่พระเจ้าปเสนทิโกศลพระราชทานปูนบำเหน็จให้เป็นพรหมไทยเรื่องเจ้าปายาสิ

ข้อ ๔๐๗

สมัยนั้น เจ้าปายาสิมีความเห็นชั่วเช่นนี้เกิดขึ้นว่า “แม้เพราะเหตุนี้ โลกอื่นไม่มี โอปปาติกสัตว์ ไม่มี ผลวิบากแห่งกรรมที่ทำดีและทำชั่วไม่มี” พราหมณ์และคหบดีชาวเมืองเสตัพยะได้ฟังข่าวว่า “ท่านสมณกุมารกัสสปะ ผู้เป็นสาวกของพระสมณโคดมกำลังจาริกอยู่ในแคว้นโกศลพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ประมาณ ๕๐๐ รูป ถึงเมืองเสตัพยะโดยลำดับ กำลังพักอยู่ ณ ป่าไม้สีเสียดทางทิศเหนือเมืองเสตัพยะ ท่านสมณกุมารกัสสปะนั้น มีชื่อเสียงดีงามขจรไปอย่างนี้ว่า ‘เป็นผู้ฉลาดเฉียบแหลม มีปัญญา เป็นพหูสูต กล่าวถ้อยคำไพเราะ ปฏิภาณดี เป็นผู้เจริญและเป็นพระอรหันต์ การได้เห็นพระอรหันต์เช่นนั้นเป็นการดีแท้’ จากนั้น พราหมณ์และคหบดีชาวเมืองเสตัพยะออกจากเมืองเสตัพยะ เดินรวมกันเป็นหมู่เป็นคณะมุ่งหน้าไปทางทิศเหนือสู่ป่าไม้สีเสียด @เชิงอรรถ : @ พรหมไทย ในที่นี้หมายถึงการให้อันประเสริฐ คือ สิ่งที่พระราชทานแล้ว จักไม่ยึดกลับคืนมาอีก@(ที.สี.อ. ๒๕๕/๒๒๑) @ โอปปาติกสัตว์ หมายถึงสัตว์ที่เกิดและเติบโตเต็มที่ทันที และเมื่อจุติ (ตาย) ก็หายวับไป ไม่ทิ้งซากศพไว้@เช่น เทวดาและสัตว์นรก (ที.สี.อ. ๑๗๑/๑๔๙)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๐ หน้า : ๓๔๑}

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค [๑๐. ปายาสิสูตร] เรื่องเจ้าปายาสิ

ข้อ ๔๐๘

ขณะนั้น เจ้าปายาสิทรงพักผ่อนกลางวันอยู่ ณ ปราสาทชั้นบน ทรงเห็นพราหมณ์และคหบดีชาวเมืองเสตัพยะ ซึ่งออกจากเมืองเสตัพยะเดินรวมกันเป็นหมู่เป็นคณะมุ่งหน้าไปทางทิศเหนือสู่ป่าไม้สีเสียด จึงทรงเรียกมหาดเล็กมาตรัสถามว่า “มหาดเล็ก เหตุใด พราหมณ์และคหบดีชาวเมืองเสตัพยะจึงออกจากเมืองเสตัพยะเดินรวมกันเป็นหมู่เป็นคณะมุ่งหน้าไปทางทิศเหนือสู่ป่าไม้สีเสียด” มหาดเล็กทูลตอบว่า “ฝ่าพระบาท ท่านสมณกุมารกัสสปะ ผู้เป็นสาวกของพระสมณโคดมกำลังจาริกอยู่ในแคว้นโกศลพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ประมาณ๕๐๐ รูป ถึงเมืองเสตัพยะโดยลำดับ พักอยู่ ณ ป่าไม้สีเสียดทางทิศเหนือเมืองเสตัพยะ ท่านสมณกุมารกัสสปะนั้น มีชื่อเสียงดีงามขจรไปอย่างนี้ว่า ‘เป็นผู้ฉลาดเฉียบแหลม มีปัญญา เป็นพหูสูต กล่าวถ้อยคำไพเราะ ปฏิภาณดี เป็นผู้เจริญและเป็นพระอรหันต์ พราหมณ์และคหบดีเหล่านั้นจักเข้าไปหาท่านสมณกุมารกัสสปะรูปนั้น” เจ้าปายาสิรับสั่งว่า “มหาดเล็ก ถ้าอย่างนั้น ท่านจงเข้าไปหาพราหมณ์และคหบดีชาวเมืองเสตัพยะถึงที่อยู่ บอกกับพราหมณ์และคหบดีชาวเมืองเสตัพยะอย่างนี้ว่า ‘ท่านทั้งหลาย เจ้าปายาสิรับสั่งว่า ‘ให้พวกท่านรอ เจ้าปายาสิจะเสด็จเข้าไปหาท่านสมณกุมารกัสสปะด้วย’ ครั้งก่อน ท่านสมณกุมารกัสสปะชี้แจงให้พราหมณ์และคหบดีชาวเมืองเสตัพยะผู้โง่ ไม่ฉลาดได้รู้ว่า ‘แม้เพราะเหตุนี้ โลกอื่นมีโอปปาติกสัตว์มี ผลวิบากแห่งกรรมที่ทำดีและทำชั่วมี มหาดเล็ก แท้จริง โลกอื่นไม่มี โอปปาติกสัตว์ไม่มี ผลวิบากแห่งกรรมที่ทำดีและทำชั่วไม่มี” มหาดเล็กทูลรับสนองพระดำรัสแล้ว เข้าไปหาพราหมณ์และคหบดีชาวเมืองเสตัพยะถึงที่อยู่ ได้กล่าวกับพราหมณ์และคหบดีชาวเมืองเสตัพยะดังนี้ว่า “ท่านทั้งหลายเจ้าปายาสิรับสั่งว่า ‘ให้พวกท่านรอ เจ้าปายาสิจะเสด็จเข้าไปหาท่านสมณกุมาร-กัสสปะด้วย”

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๐ หน้า : ๓๔๒}

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค [๑๐. ปายาสิสูตร] อุปมาด้วยดวงจันทร์และดวงอาทิตย์

ข้อ ๔๐๙

ลำดับนั้น เจ้าปายาสิแวดล้อมด้วยพราหมณ์และคหบดีชาวเมืองเสตัพยะ เสด็จเข้าไปหาท่านพระกุมารกัสสปะถึงที่อยู่ ณ ป่าไม้สีเสียด ได้ทรงสนทนาปราศรัยพอเป็นที่บันเทิงใจ พอเป็นที่ระลึกถึงกันแล้ว ประทับนั่ง ณ ที่สมควร ฝ่ายพราหมณ์และคหบดีชาวเมืองเสตัพยะ บางพวกกราบท่านพระกุมารกัสสปะแล้วนั่ง ณ ที่สมควร บางพวกสนทนาปราศรัยพอเป็นที่บันเทิงใจ พอเป็นที่ระลึกถึงกันกับท่านพระกุมารกัสสปะแล้วนั่ง ณ ที่สมควร บางพวกประนมมือไปทางที่ท่านพระกุมารกัสสปะอยู่แล้วนั่ง ณ ที่สมควร บางพวกประกาศชื่อและตระกูลแล้วนั่งณ ที่สมควร บางพวกนั่งนิ่งเฉย ณ ที่สมควร นัตถิกวาทะ ความเห็นว่าไม่มี

ข้อ ๔๑๐

ลำดับนั้น เจ้าปายาสิครั้นประทับ ณ ที่สมควรแล้วจึงตรัสกับท่านพระกุมารกัสสปะดังนี้ว่า “ท่านกัสสปะ โยมมีวาทะอย่างนี้ มีทิฏฐิอย่างนี้ว่า‘แม้เพราะเหตุนี้ โลกอื่นไม่มี โอปปาติกสัตว์ไม่มี ผลวิบากแห่งกรรมที่ทำดีและทำชั่วไม่มี” ท่านพระกุมารกัสสปะถวายพระพรว่า “บพิตร อาตมภาพ ไม่เคยเห็น หรือได้ยินบุคคลผู้มีวาทะอย่างนี้ มีทิฏฐิอย่างนี้ ทำไมพระองค์จึงตรัสอย่างนี้ว่า ‘แม้เพราะเหตุนี้ โลกอื่นไม่มี โอปปาติกสัตว์ไม่มี ผลวิบากแห่งกรรมที่ทำดีและทำชั่วไม่มี’อุปมาด้วยดวงจันทร์และดวงอาทิตย์

ข้อ ๔๑๑

บพิตร ถ้าอย่างนั้น อาตมภาพขอถวายพระพรถามพระองค์ใน เรื่องนี้ โปรดตรัสตอบตามที่พอพระทัย พระองค์เข้าพระทัยเรื่องนั้นว่าอย่างไร คือ “ดวงจันทร์และดวงอาทิตย์มีในโลกนี้หรือโลกอื่น เป็นเทพหรือเป็นมนุษย์” “ท่านกัสสปะ ดวงจันทร์และดวงอาทิตย์มีในโลกอื่น มิใช่มีในโลกนี้ เป็นเทพมิใช่เป็นมนุษย์”

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๐ หน้า : ๓๔๓}

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค [๑๐. ปายาสิสูตร] อุปมาด้วยดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ “บพิตร ด้วยเหตุแห่งพระดำรัสของพระองค์นี้แล จึงแสดงอย่างนี้ว่า ‘แม้เพราะเหตุนี้ โลกอื่นมี โอปปาติกสัตว์มี ผลวิบากแห่งกรรมที่ทำดีและทำชั่วมี”

ข้อ ๔๑๒

“ท่านกัสสปะ พูดอย่างนั้นก็จริง แต่โยมก็ยังคงเชื่อในเรื่องนี้อยู่ว่า ‘แม้เพราะเหตุนี้ โลกอื่นไม่มี โอปปาติกสัตว์ไม่มี ผลวิบากแห่งกรรมที่ทำดีและทำชั่วไม่มี” “บพิตร เหตุที่ทำให้พระองค์ทรงเข้าพระทัยอย่างนี้ว่า ‘แม้เพราะเหตุนี้ โลกอื่นไม่มี โอปปาติกสัตว์ไม่มี ผลวิบากแห่งกรรมที่ทำดีและทำชั่วไม่มี’ มีอยู่หรือ” “ท่านกัสสปะ เหตุที่ทำให้โยมเข้าใจอย่างนี้ว่า ‘แม้เพราะเหตุนี้ โลกอื่นไม่มีโอปปาติกสัตว์ไม่มี ผลวิบากแห่งกรรมที่ทำดีและทำชั่วไม่มี’ มีอยู่” “บพิตร อุปมาด้วยอะไร” “ท่านกัสสปะ มิตรอำมาตย์ ญาติสาโลหิตของโยมในโลกนี้ เป็นผู้ฆ่าสัตว์ ถือเอาสิ่งของที่เจ้าของเขาไม่ได้ให้ ประพฤติผิดในกาม พูดเท็จ พูดส่อเสียด พูดคำหยาบพูดเพ้อเจ้อ เพ่งเล็งอยากได้ของเขา มีจิตพยาบาท เป็นมิจฉาทิฏฐิ (เห็นผิด) ต่อมาพวกเขาป่วย ได้รับทุกขเวทนา เป็นไข้หนัก เมื่อโยมรู้ว่า ‘เวลานี้ พวกเขายังไม่หายป่วย’ จึงเข้าไปเยี่ยมแล้วสั่งอย่างนี้ว่า ‘ท่านทั้งหลาย มีสมณพราหมณ์พวกหนึ่ง มีวาทะอย่างนี้ มีทิฏฐิอย่างนี้ว่า ‘บุคคลผู้ฆ่าสัตว์ ถือเอาสิ่งของที่เจ้าของเขาไม่ได้ให้ ประพฤติผิดในกาม พูดเท็จ พูดส่อเสียด พูดคำหยาบ พูดเพ้อเจ้อเพ่งเล็งอยากได้ของของเขา มีจิตพยาบาท เป็นมิจฉาทิฏฐิ หลังจากตายแล้วจะไปเกิดในอบาย ทุคติ วินิบาต (หรือ)นรก’ พวกท่านเป็นผู้ฆ่าสัตว์ ถือเอาสิ่งของที่เจ้าของเขาไม่ได้ให้ ประพฤติผิดในกาม พูดเท็จ พูดส่อเสียด พูดคำหยาบพูดเพ้อเจ้อ เพ่งเล็งอยากได้ของของเขา มีจิตพยาบาท เป็นมิจฉาทิฏฐิ ถ้าหากคำของสมณพราหมณ์พวกนั้นเป็นจริง พวกท่านหลังจากตายแล้วจะไปเกิดในอบายทุคติ วินิบาต (หรือ)นรก ถ้าพวกท่านหลังจากตายแล้วได้ไปเกิดในอบาย ทุคติวินิบาต (หรือ)นรกจริง ก็ขอให้กลับมาบอกเราบ้างว่า ‘แม้เพราะเหตุนี้ โลกอื่นมีโอปปาติกสัตว์มี ผลวิบากแห่งกรรมที่ทำดีและทำชั่วมี’ พวกท่านเท่านั้นพอเป็นที่เชื่อถือไว้วางใจของเรา สิ่งที่พวกท่านเห็นก็เช่นเดียวกับสิ่งที่เราเห็นเอง’ คนเหล่านั้นรับคำของโยมแล้ว แต่ไม่กลับมาบอก ไม่ส่งข่าวมาบอก ท่านกัสสปะ นี้แลเป็นเหตุทำให้โยมเข้าใจอย่างนี้ว่า ‘แม้เพราะเหตุนี้ โลกอื่นไม่มี โอปปาติกสัตว์ไม่มี ผลวิบากแห่งกรรมที่ทำดีและทำชั่วไม่มี”

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๐ หน้า : ๓๔๔}

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค [๑๐. ปายาสิสูตร] อุปมาด้วยโจร อุปมาด้วยโจร

ข้อ ๔๑๓

“บพิตร ถ้าอย่างนั้น อาตมภาพขอถวายพระพรถามพระองค์ในเรื่องนี้ โปรดตรัสตอบตามที่พอพระทัย พระองค์เข้าพระทัยเรื่องนั้นว่าอย่างไร พวกราชบุรุษของพระองค์ในโลกนี้จับโจรผู้ก่อกรรมชั่วมาแสดงแก่พระองค์ว่า ‘ฝ่าพระบาท นี้เป็นโจรผู้ก่อกรรมชั่วต่อพระองค์ พระองค์โปรดลงพระอาชญาแก่โจรนี้ตามพระประสงค์เถิด’ถ้าพระองค์จะพึงรับสั่งอย่างนี้ว่า ‘ถ้าเช่นนั้น พวกท่านจงใช้เชือกเหนียวมัดบุรุษนี้เอาแขนไพล่หลังอย่างแน่นหนาแล้วโกนศีรษะ นำตระเวนจากถนนหนึ่งไปสู่ถนนหนึ่งจากสี่แยกหนึ่งไปสู่สี่แยกหนึ่ง พร้อมกับแกว่งบัณเฑาะว์เสียงดัง น่ากลัวนำออกทางประตูด้านทิศใต้ตัดศีรษะที่ตะแลงแกงทางทิศใต้แห่งเมือง’ ราชบุรุษทูลรับสนองพระดำรัสแล้ว ใช้เชือกเหนียวมัดบุรุษนั้นเอาแขนไพล่หลังอย่างแน่นหนาแล้วโกนศีรษะนำตระเวนจากถนนหนึ่งไปสู่ถนนหนึ่ง จากสี่แยกหนึ่งไปสู่สี่แยกหนึ่ง พร้อมกับแกว่งบัณเฑาะว์เสียงดังน่ากลัว นำออกไปทางประตูด้านทิศใต้แล้วให้นั่งที่ตะแลงแกงทางทิศใต้แห่งเมือง โจรจะได้รับการผ่อนผันจากเพชฌฆาตตามคำขอที่ว่า ‘ขอให้ท่านเพชฌฆาตโปรดรอจนกว่าข้าพเจ้าจะได้ไปแจ้งแก่มิตรอำมาตย์ หรือญาติสาโลหิตในบ้านโน้นหรือนิคมโน้น แล้วจะกลับมา’ กระนั้นหรือ หรือว่าเพชฌฆาตจะพึงตัดศีรษะโจรผู้กำลังอ้อนวอนอยู่เล่า” “ท่านกัสสปะ โจรไม่ควรได้รับการผ่อนผันจากเพชฌฆาตตามคำขอที่ว่า ‘ขอให้ท่านเพชฌฆาตโปรดรอจนกว่าข้าพเจ้าจะได้ไปแจ้งแก่มิตรอำมาตย์ หรือญาติสาโลหิตในบ้านโน้นหรือนิคมโน้นแล้วจะกลับมา’ ที่แท้ เพชฌฆาตพึงตัดศีรษะโจรผู้กำลังอ้อนวอนอยู่นั่นแหละ” “บพิตร โจรนั้นเป็นมนุษย์ยังไม่ได้รับการผ่อนผันจากเพชฌฆาตที่เป็นมนุษย์ตามคำขอที่ว่า ‘ขอให้ท่านเพชฌฆาตโปรดรอจนกว่าข้าพเจ้าจะได้ไปแจ้งแก่มิตรอำมาตย์หรือญาติสาโลหิตในบ้านโน้นหรือนิคมโน้นแล้วจะกลับมา’ มิตรอำมาตย์ ญาติสาโลหิตของพระองค์ เป็นผู้ฆ่าสัตว์ ถือเอาสิ่งของที่เจ้าของเขาไม่ได้ให้ ประพฤติผิดในกาม@เชิงอรรถ : @ ดูเทียบ สํ.นิ. (แปล) ๑๖/๗๐/๑๕๓, องฺ.จตุกฺก. (แปล) ๒๑/๒๔๔/๓๖๑-๓๖๒

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๐ หน้า : ๓๔๕}

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค [๑๐. ปายาสิสูตร] อุปมาด้วยโจร พูดเท็จ พูดส่อเสียด พูดคำหยาบ พูดเพ้อเจ้อ เพ่งเล็งอยากได้ของของเขา มีจิตพยาบาทเป็นมิจฉาทิฏฐิ หลังจากตายแล้วไปเกิดในอบาย ทุคติ วินิบาต (หรือ)นรก จะได้รับผ่อนผันจากนายนิรยบาลตามคำขอที่ว่า ‘ขอให้นายนิรยบาลโปรดรอจนกว่าข้าพเจ้าจะได้ไปแจ้งแก่เจ้าปายาสิว่า ‘แม้เพราะเหตุนี้ โลกอื่นมี โอปปาติกสัตว์มี ผลวิบากแห่งกรรมที่ทำดีและทำชั่วมี’ หรือ บพิตร ด้วยเหตุแห่งพระดำรัสของพระองค์นี้แลจึงแสดงอย่างนี้ว่า ‘แม้เพราะเหตุนี้ โลกอื่นมี โอปปาติกสัตว์มี ผลวิบากแห่งกรรมที่ทำดีและทำชั่วมี”

ข้อ ๔๑๔

“ท่านกัสสปะ พูดอย่างนั้นก็จริง แต่โยมก็ยังคงเชื่อในเรื่องนี้อยู่ว่า ‘แม้เพราะเหตุนี้ โลกอื่นไม่มี โอปปาติกสัตว์ไม่มี ผลวิบากแห่งกรรมที่ทำดีและทำชั่วไม่มี” “บพิตร เหตุที่ทำให้พระองค์ทรงเข้าพระทัยอย่างนี้ว่า ‘แม้เพราะเหตุนี้ โลกอื่นไม่มี โอปปาติกสัตว์ไม่มี ผลวิบากแห่งกรรมที่ทำดีและทำชั่วไม่มี’ มีอยู่หรือ” “ท่านกัสสปะ เหตุที่ทำให้โยมเข้าใจอย่างนี้ว่า ‘แม้เพราะเหตุนี้ โลกอื่นไม่มีโอปปาติกสัตว์ไม่มี ผลวิบากแห่งกรรมที่ทำดีและทำชั่วไม่มี’ มีอยู่” “บพิตร อุปมาด้วยอะไร” “ท่านกัสสปะ มิตรอำมาตย์ ญาติสาโลหิตของโยมในโลกนี้ เป็นผู้เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ เว้นขาดจากการถือเอาสิ่งของที่เจ้าของเขาไม่ได้ให้ เว้นขาดจากการประพฤติผิดในกาม เว้นขาดจากการพูดเท็จ เว้นขาดจากการพูดส่อเสียด เว้นขาดจากการพูดคำหยาบ เว้นขาดจากการพูดเพ้อเจ้อ ไม่เพ่งเล็งอยากได้ของเขา มีจิตไม่พยาบาท เป็นสัมมาทิฏฐิ (เห็นชอบ) ต่อมาพวกเขาป่วย ได้รับทุกขเวทนาเป็นไข้หนัก เมื่อโยมรู้ว่า ‘เวลานี้ พวกเขายังไม่หายป่วย’ จึงเข้าไปเยี่ยมแล้วสั่งอย่างนี้ว่า ‘ท่านทั้งหลาย มีสมณพราหมณ์พวกหนึ่ง มีวาทะอย่างนี้ มีทิฏฐิ อย่างนี้ว่า ‘บุคคลผู้เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ เว้นขาดจากการถือเอาสิ่งของที่เจ้าของเขาไม่ได้ให้ เว้นขาดจากการประพฤติผิดในกาม เว้นขาดจากการพูดเท็จ เว้นขาดจากการพูดส่อเสียด เว้นขาดจากการพูดคำหยาบ เว้นขาดจากการพูดเพ้อเจ้อ ไม่เพ่งเล็งอยากได้ของของเขา มีจิตไม่พยาบาท เป็นสัมมาทิฏฐิ หลังจากตายแล้วจะไปเกิดในสุคติโลกสวรรค์’ พวกท่านเป็นผู้เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ เว้นขาดจากการถือเอาสิ่งของที่

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๐ หน้า : ๓๔๖}

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค [๑๐. ปายาสิสูตร] อุปมาด้วยบุรุษในหลุมอุจจาระ เจ้าของเขาไม่ได้ให้ เว้นขาดจากการประพฤติผิดในกาม เว้นขาดจากการพูดเท็จ เว้นขาดจากการพูดส่อเสียด เว้นขาดจากการพูดคำหยาบ เว้นขาดจากการพูดเพ้อเจ้อ ไม่เพ่งเล็งอยากได้ของของเขา มีจิตไม่พยาบาท เป็นสัมมาทิฏฐิ ถ้าหากคำของสมณพราหมณ์พวกนั้นเป็นจริง พวกท่านหลังจากตายแล้วจะไปเกิดในสุคติโลกสวรรค์ ถ้าพวกท่านหลังจากตายแล้วได้ไปเกิดในสุคติโลกสวรรค์จริง ก็ขอให้กลับมาบอกเราบ้างว่า ‘แม้เพราะเหตุนี้ โลกอื่นมี โอปปาติกสัตว์มี ผลวิบากแห่งกรรมที่ทำดีและทำชั่วมี’ พวกท่านเท่านั้นพอเป็นที่เชื่อถือไว้วางใจของเรา สิ่งที่พวกท่านเห็นก็เช่นเดียวกับสิ่งที่เราเห็นเอง’ คนเหล่านั้นรับคำของโยมแล้ว แต่ไม่กลับมาบอก ไม่ส่งข่าวมาบอกท่านกัสสปะ นี้แลเป็นเหตุที่ทำให้โยมเข้าใจอย่างนี้ว่า ‘แม้เพราะเหตุนี้ โลกอื่นไม่มีโอปปาติกสัตว์ไม่มี ผลวิบากแห่งกรรมที่ทำดีและทำชั่วไม่มี” อุปมาด้วยบุรุษในหลุมอุจจาระ

ข้อ ๔๑๕

“บพิตร ถ้าเช่นนั้น อาตมภาพจะยกอุปมาถวายพระองค์ให้สดับ คนฉลาดบางพวกในโลกนี้ เข้าใจความหมายแห่งถ้อยคำได้ด้วยอุปมาโวหาร เปรียบเหมือนบุรุษจมลงในหลุมอุจจาระมิดศีรษะ เมื่อเป็นเช่นนั้น ถ้าพระองค์จะพึงรับสั่งราชบุรุษว่า ‘พวกท่านจงช่วยกันยกบุรุษนั้นขึ้นจากหลุมอุจจาระ’ พวกราชบุรุษทูลรับสนองพระดำรัสแล้ว พึงช่วยกันยกบุรุษนั้นขึ้นมาจากหลุมอุจจาระ ถ้าพระองค์จะพึงรับสั่งอีกว่า ‘พวกท่านจงเอาซี่ไม้ไผ่ขูดอุจจาระออกจากร่างกายของบุรุษนั้นให้หมด’พวกราชบุรุษทูลรับสนองพระดำรัสแล้ว พึงเอาซี่ไม้ไผ่ขูดอุจจาระออกจากร่างกายของบุรุษนั้นให้หมด ถ้าพระองค์จะพึงรับสั่งอีกว่า ‘พวกท่านจงเอาดินสีเหลืองขัดสีร่างกายของบุรุษนั้นสัก ๓ ครั้ง’ พวกราชบุรุษทูลรับสนองพระดำรัสแล้ว เอาดินสีเหลืองขัดสีร่างกายของบุรุษนั้น ๓ ครั้ง ถ้าพระองค์จะพึงรับสั่งอีกว่า ‘พวกท่านจงเอาน้ำมันชโลมบุรุษนั้นแล้วลูบไล้ด้วยจุรณ อย่างดีให้ผุดผ่องสัก ๓ ครั้ง’ พวกราชบุรุษพึงเอาน้ำมันชโลมบุรุษนั้นแล้วลูบไล้ด้วยจุรณอย่างดีให้ผุดผ่อง ๓ ครั้ง ถ้าพระองค์จะพึงรับสั่งอีกว่า ‘พวกท่านจงตัดผมและโกนหนวดบุรุษนั้น’ พวกราชบุรุษพึงตัดผม@เชิงอรรถ : @ จุรณ ในที่นี้หมายถึงเครื่องหอมที่เป็นผงละเอียดอาจทำเป็นก้อนเก็บไว้ใช้ได้ทุกเวลา (ที.ม.อ. ๓๗๙/๓๘๗)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๐ หน้า : ๓๔๗}

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค [๑๐. ปายาสิสูตร] อุปมาด้วยบุรุษในหลุมอุจจาระ และโกนหนวดของบุรุษนั้น ถ้าพระองค์จะพึงรับสั่งอีกว่า ‘พวกท่านจงนำพวงดอกไม้เครื่องลูบไล้และผ้าราคาแพงไปให้บุรุษนั้น’ พวกราชบุรุษพึงนำพวงดอกไม้ เครื่องลูบไล้ และผ้าราคาแพงไปให้บุรุษนั้น ถ้าพระองค์จะพึงรับสั่งอีกว่า ‘พวกท่านจงเชิญบุรุษนั้นขึ้นปราสาทบำรุงบำเรอด้วยกามคุณ ๕’ พวกราชบุรุษพึงเชิญบุรุษนั้นขึ้น ปราสาทบำรุงบำเรอด้วยกามคุณ ๕ บพิตร พระองค์เข้าพระทัยเรื่องนั้นว่าอย่างไร บุรุษนั้น อาบน้ำ ลูบไล้ดีแล้ว ตัดผมและโกนหนวดอย่างดี สวมพวงดอกไม้และเครื่องประดับแล้ว นุ่งผ้าขาวอยู่ปราสาทชั้นดี เอิบอิ่ม พรั่งพร้อม ได้รับการบำเรอด้วยกามคุณ ๕ ยังต้องการจะดำลงในหลุมอุจจาระนั้นอีกหรือ” “ไม่เป็นเช่นนั้น ท่านกัสสปะ” “เพราะเหตุไร จึงไม่เป็นเช่นนั้น” “ท่านกัสสปะ เพราะหลุมอุจจาระไม่สะอาด คือ พึงเป็นสิ่งทั้งไม่สะอาด ทั้งนับว่าไม่สะอาด ทั้งมีกลิ่นเหม็น ทั้งนับว่ามีกลิ่นเหม็น ทั้งน่ารังเกียจ ทั้งนับว่าน่ารังเกียจทั้งน่าเกลียด ทั้งนับว่าน่าเกลียด” “บพิตร มนุษย์ก็เช่นเดียวกันนั่นแหละ คือสำหรับพวกเทพ พวกมนุษย์ เป็นผู้ ไม่สะอาด ทั้งนับว่าไม่สะอาด เป็นผู้มีกลิ่นเหม็น ทั้งนับว่ามีกลิ่นเหม็น เป็นผู้น่ารังเกียจ ทั้งนับว่าน่ารังเกียจ เป็นผู้น่าเกลียด ทั้งนับว่าน่าเกลียด กลิ่นมนุษย์ย่อมฟุ้งไปในหมู่เทพตลอด ๑๐๐ โยชน์ ก็(ถ้า)มิตรอำมาตย์ ญาติสาโลหิตของพระองค์ผู้เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ เว้นขาดจากการถือเอาสิ่งของที่เจ้าของเขาไม่ได้ให้ เว้นขาดจากการประพฤติผิดในกาม เว้นขาดจากการพูดเท็จ เว้นขาดจากการพูดส่อเสียดเว้นขาดจากการพูดคำหยาบ เว้นขาดจากการพูดเพ้อเจ้อ ไม่เพ่งเล็งอยากได้ของของเขา มีจิตไม่พยาบาท เป็นสัมมาทิฏฐิ พวกเขาหลังจากตายแล้วก็ไปเกิดในสุคติโลกสวรรค์ แล้วจะกลับมาทูลพระองค์ว่า ‘แม้เพราะเหตุนี้ โลกอื่นมี โอปปาติกสัตว์มีผลวิบากแห่งกรรมที่ทำดีและทำชั่วมี’ หรือ บพิตร ด้วยเหตุแห่งพระดำรัสของ พระองค์แม้นี้แล จึงแสดงอย่างนี้ว่า ‘แม้เพราะเหตุนี้ โลกอื่นมี โอปปาติกสัตว์มี ผลวิบากแห่งกรรมที่ทำดีและทำชั่วมี”

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๐ หน้า : ๓๔๘}

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค [๑๐. ปายาสิสูตร] อุปมาด้วยบุรุษในหลุมอุจจาระ

ข้อ ๔๑๖

“ท่านกัสสปะ พูดอย่างนั้นก็จริง แต่โยมก็ยังคงเชื่อในเรื่องนี้อยู่ว่า ‘แม้เพราะเหตุนี้ โลกอื่นไม่มี โอปปาติกสัตว์ไม่มี ผลวิบากแห่งกรรมที่ทำดีและทำชั่วไม่มี” “บพิตร เหตุที่ทำให้พระองค์ทรงเข้าพระทัยอย่างนี้ว่า ‘แม้เพราะเหตุนี้ โลกอื่นไม่มี โอปปาติกสัตว์ไม่มี ผลวิบากแห่งกรรมที่ทำดีและทำชั่วไม่มี’ มีอยู่หรือ” “ท่านกัสสปะ เหตุที่ทำให้โยมเข้าใจอย่างนี้ว่า ‘แม้เพราะเหตุนี้ โลกอื่นไม่มีโอปปาติกสัตว์ไม่มี ผลวิบากแห่งกรรมที่ทำดีและทำชั่วไม่มี’ มีอยู่” “บพิตร อุปมาด้วยอะไร” “ท่านกัสสปะ มิตรอำมาตย์ ญาติสาโลหิตของโยมในโลกนี้ เป็นผู้เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ เว้นขาดจากการถือเอาสิ่งของที่เจ้าของเขาไม่ได้ให้ เว้นขาดจากการประพฤติผิดในกาม เว้นขาดจากการพูดเท็จ เว้นขาดจากการเสพของมึนเมาคือสุราและเมรัยอันเป็นเหตุแห่งความประมาท ต่อมา พวกเขาป่วย ได้รับทุกขเวทนาเป็นไข้หนัก เมื่อโยมรู้ว่า ‘เวลานี้พวกเขายังไม่หายป่วย’ จึงเข้าไปเยี่ยมแล้วสั่งอย่างนี้ว่า‘ท่านทั้งหลาย มีสมณพราหมณ์พวกหนึ่ง มีวาทะอย่างนี้ มีทิฏฐิอย่างนี้ว่า ‘บุคคลผู้เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ เว้นขาดจากการถือเอาสิ่งของที่เจ้าของเขาไม่ได้ให้ เว้นขาดจากการประพฤติผิดในกาม เว้นขาดจากการพูดเท็จ เว้นขาดจากการเสพของมึนเมาคือสุราและเมรัยอันเป็นเหตุแห่งความประมาท หลังจากตายไปแล้วจะไปเกิดในสุคติโลกสวรรค์อยู่ร่วมกับเทพชั้นดาวดึงส์’ ท่านทั้งหลาย เป็นผู้เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์เว้นขาดจากการถือเอาสิ่งของที่เจ้าของเขาไม่ได้ให้ เว้นขาดจากการประพฤติผิดในกาม เว้นขาดจากการพูดเท็จ เว้นขาดจากการเสพของมึนเมาคือสุราและเมรัยอันเป็นเหตุแห่งความประมาท ถ้าหากคำของสมณพราหมณ์พวกนั้นเป็นจริง พวกท่านหลังจากตายแล้วจะไปเกิดในสุคติโลกสวรรค์อยู่ร่วมกับเทพชั้นดาวดึงส์ ถ้าพวกท่านหลังจากตายแล้วได้ไปเกิดในสุคติโลกสวรรค์อยู่ร่วมกับพวกเทพชั้นดาวดึงส์จริง

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๐ หน้า : ๓๔๙}

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค [๑๐. ปายาสิสูตร] อุปมาด้วยเทพชั้นดาวดึงส์ ก็ขอให้กลับมาบอกเราบ้างว่า ‘แม้เพราะเหตุนี้ โลกอื่นมี โอปปาติกสัตว์มี ผลวิบากแห่งกรรมที่ทำดีและทำชั่วมี’ พวกท่านเท่านั้นพอเป็นที่เชื่อถือไว้วางใจของเรา สิ่งที่พวกท่านเห็นก็เช่นเดียวกับสิ่งที่เราเห็นเอง’ คนเหล่านั้นรับคำของโยมแล้ว แต่ไม่กลับมาบอก ไม่ส่งข่าวมาบอก ท่านกัสสปะ นี้แลเป็นเหตุที่ทำให้โยมเข้าใจอย่างนี้ว่า‘แม้เพราะเหตุนี้ โลกอื่นไม่มี โอปปาติกสัตว์ไม่มี ผลวิบากแห่งกรรมที่ทำดีและทำชั่วไม่มี” อุปมาด้วยเทพชั้นดาวดึงส์

ข้อ ๔๑๗

“บพิตร ถ้าอย่างนั้น อาตมภาพขอถวายพระพรถามพระองค์ ในเรื่องนี้ โปรดตรัสตอบตามที่พอพระทัย ๑๐๐ ปีของมนุษย์เท่ากับคืนและวันหนึ่งของพวกเทพชั้นดาวดึงส์ ๓๐ ราตรีโดยราตรีนั้นเป็น ๑ เดือน ๑๒ เดือนโดยเดือนนั้นเป็น ๑ ปี ๑,๐๐๐ ปีทิพย์โดยปีนั้น เป็นประมาณอายุของพวกเทพชั้นดาวดึงส์ มิตรอำมาตย์ ญาติสาโลหิตของพระองค์ ผู้เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ เว้นขาดจากการถือเอาสิ่งของที่เจ้าของเขาไม่ได้ให้ เว้นขาดจากการประพฤติผิดในกาม เว้นขาดจากการพูดเท็จ เว้นขาดจากการเสพของมึนเมาคือสุราและเมรัยอันเป็นเหตุแห่งความประมาทหลังจากตายแล้วไปเกิดในสุคติโลกสวรรค์อยู่ร่วมกับพวกเทพชั้นดาวดึงส์ หากพวกเขาคิดอย่างนี้ว่า ‘รอเวลาให้พวกเราเอิบอิ่ม พรั่งพร้อม ได้รับการบำเรอด้วยกามคุณ๕ ที่เป็นทิพย์สัก ๒-๓ วันก่อน จึงค่อยไปกราบทูลเจ้าปายาสิว่า ‘แม้เพราะเหตุนี้โลกอื่นมี โอปปาติกสัตว์มี ผลวิบากแห่งกรรมที่ทำดีและทำชั่วมี’ พวกเขาพึงกลับมากราบทูลพระองค์ว่า ‘แม้เพราะเหตุนี้ โลกอื่นมี โอปปาติกสัตว์มี ผลวิบากแห่งกรรมที่ทำดีและทำชั่วมี‘ หรือ บพิตร” “ไม่เป็นเช่นนั้น ท่านกัสสปะ ที่จริง พวกเราคงตายไปนานแล้ว แต่ใครเล่าบอกท่านกัสสปะว่า ‘พวกเทพชั้นดาวดึงส์มีอยู่’ หรือว่า ‘พวกเทพชั้นดาวดึงส์มีอายุยืนเท่านี้’ พวกเราไม่เชื่อท่านกัสสปะว่า ‘พวกเทพชั้นดาวดึงส์มีอยู่’ หรือว่า ‘พวกเทพชั้นดาวดึงส์มีอายุยืนเท่านี้”

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๐ หน้า : ๓๕๐}

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค [๑๐. ปายาสิสูตร] อุปมาด้วยคนตาบอดแต่กำเนิด อุปมาด้วยคนตาบอดแต่กำเนิด

ข้อ ๔๑๘

“บพิตร เปรียบเหมือนคนตาบอดแต่กำเนิดไม่อาจเห็นรูปสีดำและ รูปสีขาว ไม่อาจเห็นรูปสีเขียว ไม่อาจเห็นรูปสีเหลือง ไม่อาจเห็นรูปสีแดง ไม่อาจเห็นรูปสีแดงฝาง ไม่อาจเห็นรูปที่เรียบและรูปที่ขรุขระ ไม่อาจเห็นรูปดวงดาวไม่อาจเห็นดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ เขาจะพึงพูดอย่างนี้ว่า ‘รูปสีดำและรูปสีขาวไม่มี คนที่เห็นรูปสีดำและรูปสีขาวก็ไม่มี รูปสีเขียวไม่มี คนที่เห็นรูปสีเขียวก็ไม่มี รูปสีเหลืองไม่มี คนที่เห็นรูปสีเหลืองก็ไม่มี รูปสีแดงไม่มี คนที่เห็นรูปสีแดงก็ไม่มี รูปสีแดงฝางไม่มี คนที่เห็นรูปสีแดงฝางก็ไม่มี รูปที่เรียบและรูปที่ขรุขระไม่มี คนที่เห็นรูปที่เรียบและรูปที่ขรุขระก็ไม่มี รูปดวงดาวไม่มี คนที่เห็นรูปดวงดาวก็ไม่มี ดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ไม่มี คนที่เห็นดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ก็ไม่มี บพิตร คนนั้นเมื่อจะพูดว่า ‘เราไม่รู้สิ่งนั้น ไม่เห็นสิ่งนั้น เพราะฉะนั้น สิ่งนั้นจึงไม่มี’ ชื่อว่าพูดถูกหรือไม่” “ไม่ถูก ท่านกัสสปะ เพราะ รูปสีดำและรูปสีขาวมี คนที่เห็นรูปสีดำและรูปสีขาวก็มี รูปสีเขียวมี คนที่เห็นรูปสีเขียวก็มี รูปสีเหลืองมี คนที่เห็นรูปสีเหลืองก็มี รูปสีแดงมี คนที่เห็นรูปสีแดงก็มี รูปสีแดงฝางมี คนที่เห็นรูปสีแดงฝางก็มี รูปที่เรียบและรูปที่ขรุขระมี คนที่เห็นรูปที่เรียบและรูปที่ขรุขระก็มี รูปดวงดาวมี คนที่เห็นรูปดวงดาวก็มี ดวงจันทร์และดวงอาทิตย์มี คนที่เห็นดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ก็มี @เชิงอรรถ : @ ดูเทียบ ม.ม. ๑๓/๔๖๖/๔๕๘-๔๕๙

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๐ หน้า : ๓๕๑}

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค [๑๐. ปายาสิสูตร] อุปมาด้วยคนตาบอดแต่กำเนิด ท่านกัสสปะ คนนั้นเมื่อจะพูดว่า ‘เราไม่รู้สิ่งนั้น ไม่เห็นสิ่งนั้น เพราะฉะนั้นสิ่งนั้นจึงไม่มี’ ชื่อว่าพูดไม่ถูก” “บพิตร พระองค์ก็เช่นเดียวกับคนที่ตาบอดแต่กำเนิดนั่นแหละ ที่ตรัสกับ อาตมภาพอย่างนี้ว่า ‘ก็ใครเล่า บอกท่านกัสสปะว่า ‘พวกเทพชั้นดาวดึงส์มี’ หรือว่า‘พวกเทพชั้นดาวดึงส์มีอายุยืนเท่านี้’ พวกเราไม่เชื่อท่านกัสสปะว่า ‘พวกเทพชั้นดาวดึงส์มี’ หรือว่า ‘พวกเทพชั้นดาวดึงส์มีอายุยืนเท่านี้’ บพิตร คนจะเห็นโลกอื่นได้ด้วยตาเนื้อดังที่พระองค์ทรงเข้าพระทัยไม่ได้ สมณพราหมณ์ผู้อยู่ในเสนาสนะอันสงัดในป่าใหญ่ ไม่ประมาท มีความเพียร อุทิศกายและใจอยู่ ทำตาทิพย์ให้บริสุทธิ์ย่อมเห็นโลกนี้โลกอื่น ตลอดถึงเหล่าโอปปาติกสัตว์ได้ด้วยตาทิพย์อันบริสุทธิ์เกินกว่าตาของมนุษย์ คนไม่อาจจะเห็นโลกอื่นได้ด้วยตาเนื้อดังที่พระองค์ทรงเข้าพระทัย บพิตร ด้วยเหตุแห่งพระดำรัสของพระองค์แม้นี้แล จึงแสดงอย่างนี้ว่า ‘แม้เพราะเหตุนี้ โลกอื่นมี โอปปาติกสัตว์มี ผลวิบากแห่งกรรมที่ทำดีและทำชั่วมี”

ข้อ ๔๑๙

“ท่านกัสสปะ พูดอย่างนั้นก็จริง แต่โยมก็ยังคงเชื่อในเรื่องนี้อยู่ว่า ‘แม้เพราะเหตุนี้ โลกอื่นไม่มี โอปปาติกสัตว์ไม่มี ผลวิบากแห่งกรรมที่ทำดีและทำชั่วไม่มี” “บพิตร เหตุที่ทำให้พระองค์ทรงเข้าพระทัยอย่างนี้ว่า ‘แม้เพราะเหตุนี้ โลกอื่นไม่มี โอปปาติกสัตว์ไม่มี ผลวิบากแห่งกรรมที่ทำดีและทำชั่วไม่มี’ มีอยู่หรือ” “ท่านกัสสปะ เหตุที่ทำให้โยมเข้าใจอย่างนี้ว่า ‘แม้เพราะเหตุนี้ โลกอื่นไม่มีโอปปาติกสัตว์ไม่มี ผลวิบากแห่งกรรมที่ทำดีและทำชั่วไม่มี’ มีอยู่” “บพิตร อุปมาด้วยอะไร” “ท่านกัสสปะ โยมเห็นสมณพราหมณ์ในโลกนี้ ผู้มีศีล มีกัลยาณธรรม อยากมีชีวิตอยู่ ไม่อยากตาย รักความสุข เกลียดความทุกข์ จึงคิดอย่างนี้ว่า‘ถ้าท่านสมณพราหมณ์ผู้มีศีล มีกัลยาณธรรมเหล่านี้พึงรู้อย่างนี้ว่า ‘เมื่อพวกเราตายจากโลกนี้แล้ว คุณความดีจะปรากฏ’ ท่านเหล่านี้คงดื่มยาพิษ ใช้ศัสตราฆ่าตัวตาย ผูกคอตาย หรือกระโดดเหวตาย แต่เพราะท่านเหล่านั้นไม่ทราบอย่างนี้ว่า ‘เมื่อพวกเราตายจากโลกนี้แล้ว คุณความดีจะปรากฏ’ ฉะนั้น ท่านเหล่านั้นจึงอยากมีชีวิตอยู่ ไม่อยากตาย รักความสุข เกลียดความทุกข์ ท่านกัสสปะ นี้แลเป็นเหตุที่ทำให้โยมเข้าใจอย่างนี้ว่า ‘แม้เพราะเหตุนี้ โลกอื่นไม่มี โอปปาติกสัตว์ไม่มีผลวิบากแห่งกรรมที่ทำดีและทำชั่วไม่มี”

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๐ หน้า : ๓๕๒}

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค [๑๐. ปายาสิสูตร] อุปมาด้วยสตรีมีครรภ์ อุปมาด้วยสตรีมีครรภ์

ข้อ ๔๒๐

“บพิตร ถ้าเช่นนั้น อาตมภาพจะยกอุปมาถวายพระองค์ให้สดับ คนฉลาดบางพวกในโลกนี้เข้าใจความหมายแห่งถ้อยคำได้ด้วยอุปมาโวหาร เรื่องเคยมีมาแล้ว พราหมณ์คนหนึ่งมีภรรยา ๒ คน บุตรของภรรยาคนหนึ่งมีอายุ ๑๐ ปีหรือ ๑๒ ปี ภรรยาอีกคนหนึ่ง มีครรภ์ใกล้จะคลอด ต่อมาพราหมณ์เสียชีวิตลงชายหนุ่มพูดกับแม่เลี้ยงดังนี้ว่า ‘คุณแม่ ทรัพย์ ธัญชาติ เงินหรือทอง ทั้งหมดล้วนเป็นของฉัน แม่ไม่มีส่วนแบ่งในทรัพย์สมบัตินี้ โปรดมอบมรดกของพ่อแก่ฉัน’เมื่อชายหนุ่มกล่าวอย่างนี้ นางพราหมณีนั้นกล่าวกับชายหนุ่มนั้นดังนี้ว่า ‘ลูกเอ๋ย เจ้าจงรอจนกว่าแม่จะคลอด ถ้าเด็กที่เกิดมาเป็นชาย เขาจะได้รับส่วนแบ่ง ครึ่งหนึ่ง ถ้าเด็กที่เกิดมาเป็นหญิง เขาจะเป็นผู้รับใช้ของเจ้า’ แม้ครั้งที่ ๒ ชายหนุ่มก็พูดกับแม่เลี้ยงอีกว่า ‘คุณแม่ ทรัพย์ ธัญชาติ เงินหรือทอง ทั้งหมดล้วนเป็นของฉัน แม่ไม่มีส่วนแบ่งในทรัพย์สมบัตินี้ โปรดมอบมรดกของพ่อแก่ฉัน’ แม้ครั้งที่ ๒ นางพราหมณีก็กล่าวกับชายหนุ่มนั้นอีกว่า ‘ลูกเอ๋ยเจ้าจงรอจนกว่าแม่จะคลอด ถ้าเด็กที่เกิดมาเป็นชาย เขาจะได้รับส่วนแบ่งครึ่งหนึ่งถ้าเด็กที่เกิดมาเป็นหญิง เขาจะเป็นผู้รับใช้ของเจ้า’ แม้ครั้งที่ ๓ ชายหนุ่มก็พูดกับแม่เลี้ยงอีกว่า ‘คุณแม่ ทรัพย์ ธัญชาติ เงินหรือทอง ทั้งหมดล้วนเป็นของฉัน แม่ไม่มีส่วนแบ่งในทรัพย์สมบัตินี้ โปรดมอบมรดกของพ่อแก่ฉัน’ ลำดับนั้น นางพราหมณีถือมีดเข้าไปในห้องแล้วแหวะท้องด้วยคิดว่า ‘เราอยากรู้ว่าลูกในครรภ์เป็นชายหรือเป็นหญิง’ ได้ทำลายตนเอง ชีวิตลูกในครรภ์ และทรัพย์สมบัติ (ที่จะพึงได้)จนพินาศ บพิตร นางพราหมณีผู้โง่ ไม่ฉลาด เมื่อแสวงหามรดกโดยวิธีที่ไม่แยบคาย ได้ถึงความพินาศไปแล้ว ฉันใด พระองค์ผู้โง่ ไม่ฉลาดเมื่อแสวงหาโลกอื่นโดยวิธีที่ไม่แยบคายจักถึงความพินาศ ฉันนั้น บพิตร สมณพราหมณ์ผู้มีศีล มีกัลยาณธรรม ไม่เหมือนนางพราหมณีผู้โง่ ไม่ฉลาด เมื่อแสวงหามรดกโดยวิธีที่ไม่แยบคายได้ถึงความพินาศแล้ว คือ เขาไม่เร่งอายุที่ยังไม่สิ้นให้สิ้นไป แต่รอให้อายุสิ้นไปเอง เพราะว่าชีวิตของสมณพราหมณ์

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๐ หน้า : ๓๕๓}

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค [๑๐. ปายาสิสูตร] อุปมาด้วยสตรีมีครรภ์ ผู้ฉลาด มีศีล มีกัลยาณธรรม เป็นชีวิตที่มีประโยชน์ สมณพราหมณ์ผู้มีศีล มีกัลยาณธรรม ดำรงชีวิตอยู่นานเพียงใด ก็ย่อมประสบบุญมาก และปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลแก่คนหมู่มาก เพื่อสุขแก่คนหมู่มาก เพื่ออนุเคราะห์ชาวโลก เพื่อประโยชน์เพื่อเกื้อกูล เพื่อสุขแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เพียงนั้น บพิตร ด้วยเหตุแห่งพระดำรัสของพระองค์แม้นี้แล จึงแสดงอย่างนี้ว่า ‘แม้เพราะเหตุนี้ โลกอื่นมีโอปปาติกสัตว์มี ผลวิบากแห่งกรรมที่ทำดีและทำชั่วมี”

ข้อ ๔๒๑

“ท่านกัสสปะ พูดอย่างนั้นก็จริง แต่โยมก็ยังคงเชื่อในเรื่องนี้อยู่ว่า ‘แม้เพราะเหตุนี้ โลกอื่นไม่มี โอปปาติกสัตว์ไม่มี ผลวิบากแห่งกรรมที่ทำดีและทำชั่วไม่มี” “บพิตร เหตุที่ทำให้พระองค์ทรงเข้าพระทัยอย่างนี้ว่า ‘แม้เพราะเหตุนี้ โลกอื่นไม่มี โอปปาติกสัตว์ไม่มี ผลวิบากแห่งกรรมที่ทำดีและทำชั่วไม่มี’ มีอยู่หรือ” “ท่านกัสสปะ เหตุที่ทำให้โยมเข้าใจอย่างนี้ว่า ‘แม้เพราะเหตุนี้ โลกอื่นไม่มีโอปปาติกสัตว์ไม่มี ผลวิบากแห่งกรรมที่ทำดีและทำชั่วไม่มี’ มีอยู่” “บพิตร อุปมาด้วยอะไร” “ท่านกัสสปะ พวกราชบุรุษของโยมในโลกนี้ จับโจรผู้ก่อกรรมชั่วมาแสดงแก่โยมว่า ‘ฝ่าพระบาท นี้เป็นโจรผู้ก่อกรรมชั่วต่อพระองค์ พระองค์โปรดลงพระอาชญาแก่โจรนี้ตามพระประสงค์เถิด’ โยมสั่งพวกราชบุรุษอย่างนี้ว่า ‘ถ้าเช่นนั้น พวกท่านจงจับบุรุษนี้ใส่หม้อทั้งเป็นแล้วปิดปากหม้อ รัดด้วยหนังสด พอกด้วยดินเหนียวให้หนา ยกขึ้นตั้งเตาแล้วติดไฟ’ พวกราชบุรุษรับคำของโยมแล้วจึงจับบุรุษนั้นใส่หม้อทั้งเป็นแล้วปิดปากหม้อ รัดด้วยหนังสด พอกด้วยดินเหนียวให้หนา ยกขึ้นตั้งเตาแล้วติดไฟ เมื่อโยมรู้ว่า ‘บุรุษนั้นเสียชีวิตแล้ว’ จึงให้ยกหม้อนั้นลง กะเทาะดินเหนียวออกแล้วค่อยๆ เปิดปากหม้อ ตรวจดูว่า ‘บางทีพวกเราจะได้เห็นชีวะ(วิญญาณ)ของบุรุษนั้นออกมาบ้าง’ แต่พวกเราไม่เห็นชีวะของเขาออกมาเลย ท่านกัสสปะ นี้แลเป็นเหตุที่ทำให้โยมเข้าใจอย่างนี้ว่า ‘แม้เพราะเหตุนี้ โลกอื่นไม่มีโอปปาติกสัตว์ไม่มี ผลวิบากแห่งกรรมที่ทำดีและทำชั่วไม่มี”

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๐ หน้า : ๓๕๔}

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค [๑๐. ปายาสิสูตร] อุปมาด้วยคนหลับฝัน อุปมาด้วยคนหลับฝัน

ข้อ ๔๒๒

“บพิตร ถ้าอย่างนั้น อาตมภาพขอถวายพระพรถามพระองค์ในเรื่องนี้ โปรดตรัสตอบตามที่พอพระทัย พระองค์ทรงเคยบรรทมกลางวัน ทรงสุบินเห็นสวนอันน่ารื่นรมย์ ป่าอันน่ารื่นรมย์ พื้นที่อันน่ารื่นรมย์ และสระโบกขรณีอันน่ารื่นรมย์บ้างไหม” “ท่านกัสสปะ โยมเคยหลับกลางวัน ฝันเห็นสวนอันน่ารื่นรมย์ ป่าอันน่ารื่นรมย์ พื้นที่อันน่ารื่นรมย์ และสระโบกขรณีอันน่ารื่นรมย์” “ในขณะที่ทรงสุบินนั้น มีหญิงค่อม หญิงเตี้ย นางภูษามาลาหรือเด็กสาวคอยดูแลพระองค์อยู่หรือ” “ท่านกัสสปะ ในขณะที่ฝันนั้น มีหญิงค่อม หญิงเตี้ย นางภูษามาลาหรือเด็กสาวคอยดูแลโยมอยู่” “หญิงเหล่านั้นเห็นชีวะของพระองค์เข้า-ออกอยู่ หรือไม่” “ท่านกัสสปะ หญิงเหล่านั้นไม่เห็นชีวะของโยมเข้า-ออกอยู่เลย” “บพิตร หญิงเหล่านั้นมีชีวิตอยู่แท้ๆ ยังไม่เห็นชีวะเข้า-ออกของพระองค์ผู้ยังทรงพระชนม์อยู่ พระองค์จะทรงเห็นชีวะเข้า-ออกของคนผู้สิ้นชีวิตไปแล้วได้อย่างไรเล่า บพิตร ด้วยเหตุแห่งพระดำรัสของพระองค์แม้นี้แล จึงแสดงอย่างนี้ว่า ‘แม้เพราะเหตุนี้ โลกอื่นมี โอปปาติกสัตว์มี ผลวิบากแห่งกรรมที่ทำดีและทำชั่วมี”

ข้อ ๔๒๓

“ท่านกัสสปะ พูดอย่างนั้นก็จริง แต่โยมก็ยังคงเชื่อในเรื่องนี้อยู่ว่า ‘แม้เพราะเหตุนี้ โลกอื่นไม่มี โอปปาติกสัตว์ไม่มี ผลวิบากแห่งกรรมที่ทำดีและทำชั่วไม่มี” “บพิตร เหตุที่ทำให้พระองค์ทรงเข้าพระทัยอย่างนี้ว่า ‘แม้เพราะเหตุนี้ โลกอื่นไม่มี โอปปาติกสัตว์ไม่มี ผลวิบากแห่งกรรมที่ทำดีและทำชั่วไม่มี’ มีอยู่หรือ” “ท่านกัสสปะ เหตุที่ทำให้โยมเข้าใจอย่างนี้ว่า ‘แม้เพราะเหตุนี้ โลกอื่นไม่มีโอปปาติกสัตว์ไม่มี ผลวิบากแห่งกรรมที่ทำดีและทำชั่วไม่มี’ มีอยู่”

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๐ หน้า : ๓๕๕}

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค [๑๐. ปายาสิสูตร] อุปมาด้วยก้อนเหล็กร้อน “บพิตร อุปมาด้วยอะไร” “ท่านกัสสปะ พวกราชบุรุษของโยมในโลกนี้จับโจรผู้ก่อกรรมชั่วมาแสดงแก่โยมว่า ‘ฝ่าพระบาท นี้เป็นโจรผู้ก่อกรรมชั่วต่อพระองค์ พระองค์โปรดลงพระอาชญาแก่โจรนี้ตามพระประสงค์เถิด’ โยมสั่งพวกราชบุรุษอย่างนี้ว่า ‘ถ้าเช่นนั้น พวกท่านจงเอาตาชั่งมาชั่งบุรุษนี้ทั้งเป็นแล้ว ใช้เชือกมัดให้ขาดใจตาย เอาตาชั่งชั่งอีกครั้งหนึ่ง’พวกราชบุรุษรับคำของโยมแล้วจึงเอาตาชั่งไปชั่งบุรุษนั้นทั้งเป็นแล้ว ใช้เชือกมัดให้ขาดใจตาย เอาตาชั่งชั่งอีกครั้งหนึ่ง เมื่อบุรุษนั้นยังมีชีวิตอยู่ ร่างกายนี้มีน้ำหนักเบาอ่อนนุ่ม และปรับตัวได้ง่ายกว่า แต่เมื่อบุรุษนั้นสิ้นชีวิตแล้ว ร่างกายมีน้ำหนักมากแข็งกระด้าง และปรับตัวได้ยากกว่า ท่านกัสสปะ นี้แลเป็นเหตุที่ทำให้โยมเข้าใจอย่างนี้ว่า ‘แม้เพราะเหตุนี้ โลกอื่นไม่มี โอปปาติกสัตว์ไม่มี ผลวิบากแห่งกรรมที่ทำดีและทำชั่วไม่มี” อุปมาด้วยก้อนเหล็กร้อน

ข้อ ๔๒๔

“บพิตร ถ้าเช่นนั้น อาตมภาพจะยกอุปมาถวายพระองค์ให้สดับ คนฉลาดบางพวกในโลกนี้ เข้าใจความหมายแห่งถ้อยคำได้ด้วยอุปมาโวหาร เปรียบเหมือนคนเอาตาชั่งชั่งก้อนเหล็กที่เผาไว้ตลอดวัน ติดไฟลุกโพลง ต่อมาใช้ตาชั่งชั่งก้อนเหล็กนั้นขณะเย็นสนิท เมื่อไรก้อนเหล็กนั้นจะมีน้ำหนักเบากว่า อ่อนกว่าและดัดง่ายกว่า คือเมื่อติดไฟลุกโพลงอยู่หรือว่าเมื่อเย็นสนิทแล้ว” “ท่านกัสสปะ เมื่อก้อนเหล็กนั้นมีไฟ มีลม ติดไฟลุกโพลงอยู่จะมีน้ำหนัก เบากว่า อ่อนกว่าและดัดได้ง่ายกว่า แต่เมื่อก้อนเหล็กนั้นไม่มีไฟ ไม่มีลม เย็นสนิทจะมีน้ำหนักมากกว่า แข็งกระด้างกว่าและดัดได้ยากกว่า” “บพิตร เช่นเดียวกันนั่นแหละ เมื่อร่างกายนี้ยังมีอายุ มีไออุ่นและมีวิญญาณจะมีน้ำหนักเบากว่า อ่อนนุ่มกว่า และปรับตัวได้ง่ายกว่า แต่เมื่อร่างกายนี้ไม่มีอายุไม่มีไออุ่นและไม่มีวิญญาณ จะมีน้ำหนักมากกว่า แข็งกระด้างกว่า และปรับตัวได้ยากกว่า บพิตร ด้วยเหตุแห่งพระดำรัสของพระองค์แม้นี้แล จึงแสดงอย่างนี้ว่า‘แม้เพราะเหตุนี้ โลกอื่นมี โอปปาติกสัตว์มี ผลวิบากแห่งกรรมที่ทำดีและทำชั่วมี”

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๐ หน้า : ๓๕๖}

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค [๑๐. ปายาสิสูตร] อุปมาด้วยก้อนเหล็กร้อน

ข้อ ๔๒๕

“ท่านกัสสปะ พูดอย่างนั้นก็จริง แต่โยมก็ยังคงเชื่อในเรื่องนี้อยู่ว่า ‘แม้เพราะเหตุนี้ โลกอื่นไม่มี โอปปาติกสัตว์ไม่มี ผลวิบากแห่งกรรมที่ทำดีและทำชั่วไม่มี” “บพิตร เหตุที่ทำให้พระองค์ทรงเข้าพระทัยอย่างนี้ว่า ‘แม้เพราะเหตุนี้ โลกอื่นไม่มี โอปปาติกสัตว์ไม่มี ผลวิบากแห่งกรรมที่ทำดีและทำชั่วไม่มี’ มีอยู่หรือ” “ท่านกัสสปะ เหตุที่ทำให้โยมเข้าใจอย่างนี้ว่า ‘แม้เพราะเหตุนี้ โลกอื่นไม่มีโอปปาติกสัตว์ไม่มี ผลวิบากแห่งกรรมที่ทำดีและทำชั่วไม่มี’ มีอยู่” “บพิตร อุปมาด้วยอะไร” “ท่านกัสสปะ พวกราชบุรุษของโยมในโลกนี้ จับโจรผู้ก่อกรรมชั่วมาแสดงแก่โยมว่า ‘ฝ่าพระบาท นี้เป็นโจรผู้ก่อกรรมชั่วต่อพระองค์ พระองค์โปรดลงพระอาชญาแก่โจรนี้ ตามพระประสงค์เถิด’ โยมสั่งพวกราชบุรุษอย่างนี้ว่า ‘ถ้าเช่นนั้น พวกท่านจงฆ่าบุรุษนี้ อย่าให้ผิว หนัง เอ็น กระดูก และเยื่อในกระดูกช้ำ บางทีพวกเราจะได้เห็นชีวะของบุรุษนั้นออกมาบ้าง’ พวกราชบุรุษรับคำของโยมแล้วจึงฆ่าบุรุษนั้นไม่ให้ผิว หนัง เอ็น กระดูก และเยื่อในกระดูกช้ำ เมื่อบุรุษนั้นใกล้ตาย โยมสั่งว่า‘พวกท่านจงผลักให้เขานอนหงาย บางทีพวกเราจะได้เห็นชีวะของบุรุษนั้นออกมาบ้าง’ เมื่อราชบุรุษผลักให้เขานอนหงาย พวกเราก็ไม่ได้เห็นชีวะของเขาออกมาเลย โยมจึงสั่งอีกว่า ถ้าเช่นนั้น พวกท่านจงพลิกให้เขานอนคว่ำ...’ ‘...ให้เขานอนตะแคงข้างหนึ่ง...’‘...ให้นอนตะแคงอีกข้างหนึ่ง...’ ‘...จงพยุงให้ลุกขึ้น...’ ‘...จับศีรษะกดลง...’ ‘...ใช้ฝ่ามือทุบ...’ ‘...ใช้ก้อนดินทุบ...’ ‘...ใช้ท่อนไม้ทุบ...’ ‘...ใช้ศัสตราทุบ..’ ‘...ลากมาลากไปลากไปลากมา บางทีพวกเราจะได้เห็นชีวะของบุรุษนั้นออกมาบ้าง’ พวกราชบุรุษลากบุรุษนั้นมาลากบุรุษนั้นไป ลากไปลากมา พวกเราก็ไม่เห็นชีวะของเขาเลยตาของเขาก็เหมือนเดิม รูปก็รูปเดิมๆ แต่ตานั้นไม่รับรู้รูปนั้น หูของเขาก็หูเดิมเสียงก็เสียงเดิมๆ แต่หูนั้นไม่รับรู้เสียงนั้น จมูกของเขาก็จมูกเดิม กลิ่นก็กลิ่นเดิมๆแต่จมูกนั้นไม่รับรู้กลิ่นนั้น ลิ้นของเขาก็ลิ้นเดิม รสก็รสเดิมๆ แต่ลิ้นนั้นไม่รับรู้รสนั้นกายของเขาก็กายเดิม โผฏฐัพพะก็โผฏฐัพพะเดิมๆ แต่กายนั้นไม่รับรู้โผฏฐัพพะนั้นท่านกัสสปะ นี้แลเป็นเหตุที่ทำให้โยมเข้าใจอย่างนี้ว่า ‘แม้เพราะเหตุนี้ โลกอื่นไม่มีโอปปาติกสัตว์ไม่มี ผลวิบากแห่งกรรมที่ทำดีและทำชั่วไม่มี”

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๐ หน้า : ๓๕๗}

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค [๑๐. ปายาสิสูตร] อุปมาด้วยการเป่าสังข์ อุปมาด้วยการเป่าสังข์

ข้อ ๔๒๖

“บพิตร ถ้าเช่นนั้น อาตมภาพจะยกอุปมาถวายพระองค์ให้สดับ คนฉลาดบางพวกในโลกนี้ เข้าใจความหมายแห่งถ้อยคำได้ด้วยอุปมาโวหาร เรื่องเคยมีมาแล้ว คนเป่าสังข์คนหนึ่งนำสังข์ไปยังปัจจันตชนบท เข้าไปยังหมู่บ้านแห่งหนึ่งยืนอยู่กลางหมู่บ้านเป่าสังข์ขึ้น ๓ ครั้ง วางสังข์ไว้ที่พื้นดินแล้วนั่ง ณ ที่สมควร ลำดับนั้น ชาวปัจจันตชนบทแตกตื่นว่า ‘ท่านทั้งหลาย นั้นเสียงใครกัน น่าพอใจ น่ารักใคร่ น่าหลงใหล น่าติดใจ ไพเราะอย่างนี้’ จึงพากันล้อมคนเป่าสังข์ถามว่า ‘พ่อคุณ นั่นเสียงใครกัน น่าพอใจ น่ารักใคร่ น่าหลงใหล น่าติดใจ ไพเราะอย่างนี้’ คนเป่าสังข์ตอบว่า ‘ท่านทั้งหลาย นี้เป็นเสียงสังข์ น่าพอใจ น่ารักใคร่น่าหลงใหล น่าติดใจ ไพเราะอย่างนี้’ ชาวปัจจันตชนบทเหล่านั้นจับสังข์นั้นให้หงายขึ้นแล้วสั่งว่า ‘พูดซิพ่อสังข์ พูดซิพ่อสังข์’ สังข์นั้นก็ไม่ส่งเสียง พวกเขาจับสังข์ให้คว่ำหน้าลง ... จับสังข์ให้ตะแคงข้างหนึ่ง ... จับสังข์ให้ตะแคงอีกข้างหนึ่ง ... ยกสังข์ให้สูงขึ้น ... วางสังข์ให้ต่ำลง ... ใช้ฝ่ามือเคาะ ... ใช้ก้อนดินเคาะ .... ใช้ท่อนไม้เคาะ ... ใช้ศัสตราเคาะ ... ลากมาลากไปลากไปลากมา แล้วสั่งว่า ‘พูดซิพ่อสังข์ พูดซิพ่อสังข์’ สังข์นั้นก็ไม่ส่งเสียง คนเป่าสังข์ได้มีความคิดดังนี้ว่า ‘ชาวปัจจันตชนบทเหล่านี้ช่างโง่เขลาจริงไฉนจึงแสวงหาเสียงสังข์โดยไม่ถูกวิธีอย่างนี้เล่า’ ขณะที่ชาวปัจจันตชนบทเหล่านั้นกำลังมุงดูอยู่ เขาจึงหยิบสังข์ขึ้นมาเป่า ๓ ครั้งแล้วถือสังข์เดินไป ชาวปัจจันตชนบทเหล่านั้นพูดกันว่า ‘ท่านทั้งหลาย เมื่อสังข์นี้มีคน มีความพยายาม และมีลมจึงส่งเสียงได้ เมื่อสังข์นี้ไม่มีคน ไม่มีความพยายาม และไม่มีลมก็ส่งเสียงไม่ได้’ บพิตร เช่นเดียวกันนั่นแหละ เมื่อกายนี้ยังมีอายุ มีไออุ่นและมีวิญญาณ จึงก้าวไปได้ ถอยกลับได้ ยืนได้ นั่งได้ นอนได้ เห็นรูปทางตาได้ ฟังเสียงทางหูได้ ดมกลิ่น

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๐ หน้า : ๓๕๘}

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค [๑๐. ปายาสิสูตร] อุปมาด้วยการเป่าสังข์ ทางจมูกได้ ลิ้มรสทางลิ้นได้ ถูกต้องโผฏฐัพพะทางกายได้ รู้ธรรมารมณ์ทางใจได้แต่เมื่อกายนี้ไม่มีอายุ ไม่มีไออุ่น และไม่มีวิญญาณ กายนี้จึงก้าวไปไม่ได้ ถอยกลับไม่ได้ ยืนไม่ได้ นั่งไม่ได้ นอนไม่ได้ เห็นรูปทางตาไม่ได้ ฟังเสียงทางหูไม่ได้ ดมกลิ่นทางจมูกไม่ได้ ลิ้มรสทางลิ้นไม่ได้ ถูกต้องโผฏฐัพพะทางกายไม่ได้ หรือรู้ธรรมารมณ์ทางใจไม่ได้ บพิตร ด้วยเหตุแห่งพระดำรัสของพระองค์แม้นี้แล จึงแสดงอย่างนี้ว่า‘แม้เพราะเหตุนี้ โลกอื่นมี โอปปาติกสัตว์มี ผลวิบากแห่งกรรมที่ทำดีและทำชั่วมี”ภาณวารที่ ๑ จบ

ข้อ ๔๒๗

“ท่านกัสสปะ พูดอย่างนั้นก็จริง แต่โยมก็ยังคงเชื่อในเรื่องนี้อยู่ว่า ‘แม้เพราะเหตุนี้ โลกอื่นไม่มี โอปปาติกสัตว์ไม่มี ผลวิบากแห่งกรรมที่ทำดีและ ทำชั่วไม่มี’ บพิตร เหตุที่ทำให้พระองค์ทรงเข้าพระทัยอย่างนี้ว่า ‘แม้เพราะเหตุนี้ โลกอื่น ไม่มี โอปปาติกสัตว์ไม่มี ผลวิบากแห่งกรรมที่ทำดีและทำชั่วไม่มี’ มีอยู่หรือ” “ท่านกัสสปะ เหตุที่ทำให้โยมเข้าใจอย่างนี้ว่า ‘แม้เพราะเหตุนี้ โลกอื่นไม่มี โอปปาติกสัตว์ไม่มี ผลวิบากแห่งกรรมที่ทำดีและทำชั่วไม่มี’ มีอยู่” “บพิตร อุปมาด้วยอะไร” “ท่านกัสสปะ พวกราชบุรุษของโยมในโลกนี้ จับโจรผู้ก่อกรรมชั่วมาแสดงแก่ โยมว่า ‘ฝ่าพระบาท นี้เป็นโจรผู้ก่อกรรมชั่วต่อพระองค์ พระองค์โปรดลงพระอาชญาแก่โจรนี้ตามพระประสงค์เถิด’ โยมสั่งพวกราชบุรุษอย่างนี้ว่า ‘ถ้าเช่นนั้น พวกท่านจงเชือดผิวของบุรุษนี้ บางทีพวกเราจะได้เห็นชีวะของเขาบ้าง’ พวกเขาจึงเชือดผิวของบุรุษนั้น พวกเราก็ไม่ได้ไม่เห็นชีวะของเขาเลย โยมจึงสั่งอีกว่า ‘ถ้าเช่นนั้น พวกท่านจงเถือหนัง ...’ ... ‘... แล่เนื้อ ...’ ... ‘... ตัดเอ็น ...’ ... ‘... ตัดกระดูก ...’ ... ‘ตัดเยื่อในกระดูกของเขา บางทีพวกเราจะได้เห็นชีวะของเขาบ้าง’ พวกเขาตัดเยื่อในกระดูกของบุรุษนั้น พวกเราก็ไม่ได้เห็นชีวะของเขาเลย ท่านกัสสปะ นี้แลเป็นเหตุที่ทำให้โยมเข้าใจอย่างนี้ว่า ‘แม้เพราะเหตุนี้ โลกอื่นไม่มี โอปปาติกสัตว์ไม่มี ผลวิบากแห่งกรรมที่ทำดีและทำชั่วไม่มี”

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๐ หน้า : ๓๕๙}

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค [๑๐. ปายาสิสูตร] อุปมาด้วยชฏิลผู้บูชาไฟ อุปมาด้วยชฎิลผู้บูชาไฟ

ข้อ ๔๒๘

“บพิตร ถ้าเช่นนั้น อาตมภาพจะยกอุปมาถวายพระองค์ให้สดับ คนฉลาดบางพวกในโลกนี้ เข้าใจความหมายแห่งถ้อยคำได้ด้วยอุปมาโวหาร เรื่องเคยมีมาแล้ว มีชฎิลผู้บูชาไฟคนหนึ่งอาศัยอยู่ในกุฎีใบไม้ ณ ชายป่า เวลานั้น หมู่เกวียนหมู่หนึ่งพักอยู่ในที่ใกล้อาศรมของชฎิลนั้น ๑ คืนแล้วจากไป ต่อมาชฎิลผู้บูชาไฟมีความคิดดังนี้ว่า ‘ทางที่ดี เราควรเข้าไปในสถานที่ที่หมู่เกวียนนั้นพักอยู่ บางทีจะได้อุปกรณ์ใช้สอยในที่นั้นบ้าง จึงลุกขึ้นแต่เช้าตรงเข้าไปที่ที่หมู่เกวียนพำนัก พบเด็กอ่อนถูกทิ้งนอนหงายอยู่ที่นั้น คิดว่า ‘การที่เราผู้เป็นมนุษย์มาพบเด็ก แล้วจะปล่อยให้เด็กเสียชีวิตไปก็ไม่เหมาะ ทางที่ดี เราควรพาเขาไปอาศรมแล้วชุบเลี้ยงให้เจริญเติบโต’จึงพาเด็กนั้นไปชุบเลี้ยงจนเจริญเติบโต เมื่อเด็กนั้นอายุได้ ๑๐ ปี หรือ ๑๒ ปีชฎิลบูชาไฟคนนั้นมีธุระอย่างหนึ่งในเมืองจึงสั่งเด็กนั้นว่า ‘ลูก พ่อจะไปในเมืองเจ้าพึงบูชาไฟอย่าให้ไฟดับ ถ้าไฟดับ นี้มีด นี้ฟืน นี้ไม้สีไฟ เจ้าพึงก่อไฟบูชา’เมื่อสั่งเด็กแล้วได้ไปในเมือง ขณะที่เด็กกำลังเล่นอยู่ไฟเกิดดับ เด็กนึกขึ้นได้ว่า‘พ่อสั่งเราไว้ว่า ‘เจ้าพึงบูชาไฟ อย่าให้ไฟดับ ถ้าไฟดับ นี้มีด นี้ฟืน นี้ไม้สีไฟ เจ้าพึงก่อไฟบูชา’ ทางที่ดี เราควรก่อไฟบูชา’ จึงเอามีดถากไม้สีไฟด้วยเข้าใจว่า ‘บางทีจะได้ไฟบ้าง’ แต่ไม่ได้ไฟเลย จึงผ่าไม้สีไฟออกเป็น ๒ ซีก ... ๓ ซีก... ๔ ซีก ... ๕ ซีก ... ๑๐ ซีก ... ๒๐ ซีก ... แล้วสับให้เป็นชิ้นเล็กๆ ครั้นสับให้เป็นชิ้นเล็กๆ แล้วก็นำมาโขลกในครก ครั้นโขลกในครกแล้วก็โปรยในที่มีลมแรงด้วยเข้าใจว่า ‘บางทีจะได้ไฟบ้าง’ แต่เขาก็ไม่ได้ไฟเลย ต่อมา ชฎิลผู้บูชาไฟทำธุระในเมืองเสร็จแล้วจึงกลับมาอาศรมของตน ได้ถามเด็กนั้นว่า ‘ลูกเอ๋ย ไฟของเจ้าไม่ดับบ้างเลยหรือ’ เด็กนั้นตอบว่า ‘พ่อครับ ผมมัวเล่นอยู่ตรงนี้ ไฟก็ดับเสีย’ พอนึกขึ้นได้ว่า‘พ่อสั่งไว้ว่า ‘เจ้าพึงบูชาไฟ อย่าให้ไฟดับ ถ้าไฟดับ นี้มีด นี้ฟืน นี้ไม้สีไฟ เจ้าพึงก่อไฟบูชา’ ทางที่ดี เราควรก่อไฟบูชา ผมจึงเอามีดถากไม้สีไฟด้วยคิดว่า ‘บางทีจะได้ไฟบ้าง’ แต่ไม่ได้ไฟเลย จึงผ่าไม้สีไฟออกเป็น ๒ ซีก ... ๓ ซีก ... ๔ ซีก ... ๕ ซีก... ๑๐ ซีก ... ๒๐ ซีก ... แล้วสับให้เป็นชิ้นเล็กๆ ครั้นสับให้เป็นชิ้นเล็กๆ แล้วก็นำมาโขลกในครก ครั้นโขลกในครกแล้วก็โปรยในที่มีลมแรงด้วยเข้าใจว่า ‘บางทีจะได้ไฟบ้าง’ แต่ไม่ได้ไฟเลย

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๐ หน้า : ๓๖๐}

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค [๑๐. ปายาสิสูตร] อุปมาด้วยนายกองเกวียน ๒ คน ลำดับนั้น ชฎิลผู้บูชาไฟคนนั้นได้มีความคิดดังนี้ว่า ‘เด็กคนนี้ช่างโง่ไม่ฉลาดเอาเสียเลย หาไฟโดยไม่ถูกวิธีจะได้อย่างไรเล่า’ เมื่อเด็กนั้นกำลังดูอยู่ จึงหยิบไม้สีไฟมาสีให้เกิดไฟแล้วบอกกับเด็กนั้นดังนี้ว่า ‘ลูกเอ๋ย เขาติดไฟกันอย่างนี้ ไม่เหมือนเจ้าที่โง่ไม่ฉลาดหาไฟโดยไม่ถูกวิธี’ บพิตร พระองค์ก็เช่นเดียวกันทรงโง่เขลา ไม่ฉลาดนั่นแหละ แสวงหาโลกหน้าโดยไม่ถูกวิธี พระองค์โปรดสละทิฏฐิชั่วนั้นเถิด ปล่อยวางทิฏฐิชั่วนั้นเถิด ทิฏฐิชั่วเช่นนั้นอย่าได้เกิดมีแก่พระองค์เพื่อไม่เกื้อกูล เพื่อทุกข์ ตลอดกาลนานเลย”

ข้อ ๔๒๙

“ท่านกัสสปะ พูดอย่างนั้นก็จริง แต่โยมไม่อาจสละทิฏฐิชั่วนี้ได้พระเจ้าปเสนทิโกศลหรือพระราชานอกอาณาจักร ทรงรู้จักโยมอย่างนี้ว่า ‘เจ้าปายาสิมีวาทะอย่างนี้ มีทิฏฐิอย่างนี้ว่า ‘แม้เพราะเหตุนี้ โลกอื่นไม่มี โอปปาติกสัตว์ไม่มีผลวิบากแห่งกรรมที่ทำดีและทำชั่วไม่มี’ หากโยมสละทิฏฐิชั่วนี้ จะมีคนว่าโยมได้ว่า‘เจ้าปายาสินี้ช่างโง่ ไม่ฉลาด ยึดถือแต่สิ่งผิดๆ’ โยมจะถือทิฏฐินั้นต่อไปเพราะความโกรธ เพราะความลบหลู่ เพราะความแข่งดี” อุปมาด้วยนายกองเกวียน ๒ คน

ข้อ ๔๓๐

“บพิตร ถ้าเช่นนั้น อาตมภาพจะยกอุปมาถวายพระองค์ให้สดับ คนฉลาดบางพวกในโลกนี้ เข้าใจความหมายแห่งถ้อยคำได้ด้วยอุปมาโวหาร เรื่องเคยมีมาแล้ว มีพ่อค้าเกวียนหมู่ใหญ่มีเกวียนประมาณ ๑,๐๐๐ เล่ม เดินทางจากแคว้นทางทิศตะวันออกไปยังแคว้นทางทิศตะวันตก ขณะเมื่อเดินทางไป หญ้า ฟืน น้ำ ใบไม้สดได้หมดสิ้นไปอย่างรวดเร็ว ในหมู่เกวียนนั้นมีนายกองเกวียน ๒ คน คุมเกวียนคนละ ๕๐๐ เล่ม นายกองเกวียนทั้ง ๒ คนนั้นได้ปรึกษากันว่า ‘กองเกวียนนี้เป็นหมู่ใหญ่มีเกวียน ๑,๐๐๐ เล่ม เวลาที่พวกเราเดินทางรวมกันไป หญ้า ฟืน น้ำ ใบไม้สดหมดสิ้นไปอย่างรวดเร็ว ทางที่ดีพวกเราควรแยกกองเกวียนนี้ออกเป็น ๒ กลุ่มคือ แยกเป็นกลุ่มละ ๕๐๐ เล่ม’ จึงตกลงแยกกันเป็น ๒ กลุ่ม กลุ่มละ ๕๐๐ เล่มนายกองเกวียนคนหนึ่งบรรทุกหญ้า ฟืน และน้ำเป็นอันมากขับเกวียนล่วงหน้าไปก่อนเมื่อไปได้ ๒-๓ วันได้พบบุรุษผิวดำนัยน์ตาแดงสะพายแล่งธนู ทัดดอกโกมุท มีผ้าและผมเปียกปอน ขับรถคันงามมีล้อเปื้อนตมสวนทางมา จึงถามว่า ‘ท่านมาจากไหน’

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๐ หน้า : ๓๖๑}

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค [๑๐. ปายาสิสูตร] อุปมาด้วยนายกองเกวียน ๒ คน บุรุษนั้นตอบว่า ‘เรามาจากที่โน้น’ นายกองเกวียนถามว่า ‘ท่านจะไปไหน’ บุรุษนั้นตอบว่า ‘เราจะไปที่โน้น’ นายกองเกวียนถามว่า ‘หนทางกันดารข้างหน้ามีฝนตกมากใช่ไหม’ บุรุษนั้นตอบว่า ‘ใช่ครับ หนทางกันดารข้างหน้ามีฝนตกมาก หนทางมีน้ำ ชุ่มฉ่ำ มีหญ้า ฟืนและน้ำมากมาย พวกท่านจงทิ้งหญ้า ฟืน และน้ำเก่าเสียเถิดเกวียนเบาท่านจะเดินทางได้เร็วขึ้น วัวก็ไม่ต้องลำบาก’ ลำดับนั้น นายกองเกวียนเรียกพวกขับเกวียนมาบอกว่า ‘บุรุษนี้บอกว่า ‘หนทางกันดารข้างหน้ามีฝนตกมาก หนทางมีน้ำชุ่มฉ่ำ มีหญ้า ฟืน และน้ำ มากมาย พวกท่านจงทิ้งหญ้า ฟืน และน้ำเก่าเสียเถิด เกวียนเบาท่านจะเดินทางได้เร็วขึ้น วัวก็ไม่ต้องลำบาก’ พวกท่านจงทิ้งหญ้า ฟืน และน้ำเก่า จงขับเกวียนเบาไปเถิด’ พวกขับเกวียนรับคำของนายกองเกวียนแล้วทิ้งหญ้า ฟืน และน้ำเก่า ขับเกวียนเบาไป แต่ก็มิได้พบเห็นหญ้า ฟืนหรือน้ำแม้ในที่พักกองเกวียนแห่งแรก แห่งที่ ๒แห่งที่ ๓ แห่งที่ ๔ แห่งที่ ๕ แห่งที่ ๖ แห่งที่ ๗ ก็ไม่พบ จึงถึงความวอดวายด้วยกันมนุษย์หรือสัตว์เลี้ยงที่อยู่ในกองเกวียนนั้นถูกอมนุษย์คือยักษ์จับกินเสียทั้งหมดเหลือแต่กระดูก ต่อมา เมื่อนายกองเกวียนคณะที่ ๒ รู้สึกว่า เวลานี้กองเกวียนคณะแรกได้ออกเดินทางไปนานแล้ว จึงบรรทุกหญ้า ฟืน และน้ำเป็นอันมากแล้วขับเกวียนไปเมื่อไปได้ ๒-๓ วันได้พบบุรุษผิวดำนัยน์ตาแดงสะพายแล่งธนู ทัดดอกโกมุท มีผ้าและผมเปียกปอน ขับรถคันงามมีล้อเปื้อนตมสวนทางมา จึงถามว่า ‘ท่านมาจากไหน’ บุรุษนั้นตอบว่า ‘เรามาจากที่โน้น’ นายกองเกวียนถามว่า ‘ท่านจะไปไหน’ บุรุษนั้นตอบว่า ‘เราจะไปที่โน้น’

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๐ หน้า : ๓๖๒}

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค [๑๐. ปายาสิสูตร] อุปมาด้วยนายกองเกวียน ๒ คน นายกองเกวียนถามว่า ‘หนทางกันดารข้างหน้ามีฝนตกมากใช่ไหม’ บุรุษนั้นตอบว่า ‘ใช่ครับ หนทางกันดารข้างหน้ามีฝนตกมาก หนทางมีน้ำ ชุ่มฉ่ำ มีหญ้า ฟืนและน้ำมากมาย พวกท่านจงทิ้งหญ้า ฟืน และน้ำเก่าเสียเถิดเกวียนเบาท่านจะเดินทางได้เร็วขึ้น วัวก็ไม่ต้องลำบาก’ ลำดับนั้น นายกองเกวียนเรียกพวกขับเกวียนมาบอกว่า ‘บุรุษนี้บอกว่า ‘หนทางกันดารข้างหน้ามีฝนตกมาก หนทางมีน้ำชุ่มฉ่ำ มีหญ้า ฟืน และน้ำ มากมาย พวกท่านจงทิ้งหญ้า ฟืน และน้ำเก่าเสียเถิด เกวียนเบาท่านจะเดินทางได้เร็วขึ้น วัวก็ไม่ต้องลำบาก’ ท่านทั้งหลาย บุรุษผู้นี้ไม่ใช่มิตรหรือญาติสาโลหิตของพวกเรา พวกเราจะเชื่อเขาได้อย่างไร พวกท่านไม่ควรทิ้งหญ้า ฟืน และน้ำเก่า จงขับกองเกวียนไปพร้อมกับสิ่งของตามที่นำมาเถิด พวกเราจะไม่ทิ้งของเก่า’ พวกขับเกวียนรับคำของนายกองเกวียนแล้ว ขับเกวียนไปพร้อมกับสิ่งของตามที่นำมา พวกเขาไม่พบเห็นหญ้า ฟืน หรือน้ำในที่พักกองเกวียนแห่งแรก แห่งที่ ๒แห่งที่ ๓ แห่งที่ ๔ แห่งที่ ๕ แห่งที่ ๖ แห่งที่ ๗ ก็ไม่พบเลย เห็นแต่กองเกวียน(คณะแรก)ที่ถึงความวอดวาย และเห็นมนุษย์และสัตว์เลี้ยงในกองเกวียนนั้นซึ่งถูกอมนุษย์คือยักษ์จับกินเสียทั้งหมดเหลือแต่กระดูก ลำดับนั้น นายกองเกวียนจึงเรียกพวกขับเกวียนมาบอกว่า ‘นี้คือหมู่เกวียน(คณะแรก)นั้นได้ถึงความวอดวาย ทั้งนี้เพราะนายกองเกวียนผู้นำเป็นคนโง่เขลาถ้าอย่างนั้น พวกท่านจงทิ้งสิ่งของที่มีประโยชน์น้อยในกองเกวียนของเราแล้ว จงขนเอาสิ่งของที่มีประโยชน์มากในกองเกวียนนี้ไป’ พวกขับเกวียนรับคำของนายกองเกวียนแล้ว ทิ้งสิ่งของที่มีประโยชน์น้อยในเกวียนของตน ขนเอาสิ่งของที่มีประโยชน์มากในหมู่เกวียนนั้น เดินทางข้ามทางกันดารไปได้โดยสวัสดิภาพ ทั้งนี้เพราะนายกองเกวียนผู้นำเป็นคนฉลาด บพิตร พระองค์ทรงโง่เขลา ไม่ฉลาด ทรงแสวงหาโลกอื่นโดยไม่ถูกวิธี จะถึงความพินาศ ก็เช่นเดียวกับนายกองเกวียนคนแรกนั้นแหละ พวกคนที่เข้าใจว่าทิฏฐิของพระองค์ควรฟัง ควรเชื่อถือเหล่านั้น ก็จะถึงความพินาศเหมือนกัน ฉะนั้นพระองค์โปรดสละทิฏฐิชั่วนั้นเถิด ปล่อยวางทิฏฐิชั่วนั้นเถิด ทิฏฐิชั่วเช่นนั้นอย่าได้เกิดมีแก่พระองค์เพื่อไม่เกื้อกูล เพื่อทุกข์ตลอดกาลนานเลย”

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๐ หน้า : ๓๖๓}

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค [๑๐. ปายาสิสูตร] อุปมาด้วยคนทูนห่ออุจจาระ

ข้อ ๔๓๑

“ท่านกัสสปะ พูดอย่างนั้นก็จริง แต่โยมไม่อาจสละทิฏฐิชั่วนี้ได้พระเจ้าปเสนทิโกศลหรือพระราชานอกอาณาจักรทรงรู้จักโยมอย่างนี้ว่า ‘เจ้าปายาสิทรงมีวาทะอย่างนี้ ทรงมีทิฏฐิอย่างนี้ว่า ‘แม้เพราะเหตุนี้ โลกอื่นไม่มี โอปปาติกสัตว์ไม่มี ผลวิบากแห่งกรรมที่ทำดีและทำชั่วไม่มี’ หากโยมสละทิฏฐิชั่วนี้ จะมีคนว่าโยมได้ว่า ‘เจ้าปายาสินี้ช่างโง่เขลา ไม่ฉลาด ยึดถือแต่สิ่งผิดๆ’ โยมจะถือทิฏฐินั้นต่อไป เพราะความโกรธ เพราะความลบหลู่ เพราะความแข่งดี”อุปมาด้วยคนทูนห่ออุจจาระ

ข้อ ๔๓๒

“บพิตร ถ้าเช่นนั้น อาตมภาพจะยกอุปมาถวายพระองค์ให้สดับคนฉลาดบางพวกในโลกนี้ เข้าใจความหมายแห่งถ้อยคำได้ด้วยอุปมาโวหาร เรื่องเคยมีมาแล้ว มีบุรุษผู้เลี้ยงสุกรคนหนึ่งออกจากหมู่บ้านของตนไปยังหมู่บ้านอื่น เห็นอุจจาระแห้งจำนวนมากที่เขาทิ้งไว้ในบ้านนั้น จึงมีความคิดดังนี้ว่า ‘อุจจาระแห้งมากมายที่เขาทิ้งนี้เป็นอาหารของสุกรของเรา ทางที่ดี เราควรนำอุจจาระแห้งไปจากที่นี้’ จึงปูผ้าห่มลงแล้วโกยเอาอุจจาระแห้งจำนวนมาก ผูกเป็นห่อทูนเดินไปในระหว่างทาง เขาถูกฝนห่าใหญ่นอกฤดูกาล ตกรดเปรอะเปื้อนไปด้วยอุจจาระตั้งแต่ศีรษะจดปลายเล็บ(เท้า) ทูนเอาห่ออุจจาระที่ล้นไหลเดินไป ชาวบ้านเห็นเขาจึงถามว่า ‘ท่านบ้าหรือเปล่า เสียจริตหรือเปล่า ทำไมจึงเปรอะเปื้อนด้วยอุจจาระตั้งแต่ศีรษะจดปลายเล็บ ทูนห่ออุจจาระที่ล้นไหลอยู่เล่า’ บุรุษนั้นตอบว่า ‘พวกท่านต่างหากที่บ้า พวกท่านต่างหากที่เสียจริต ความจริงอุจจาระเป็นอาหารของสุกรของเรา’ บพิตร พระองค์ก็เช่นเดียวกับบุรุษผู้ทูนห่ออุจจาระเดินไปนั่นแหละ พระองค์โปรดสละทิฏฐิชั่วนั้นเถิด ปล่อยวางทิฏฐิชั่วนั้นเถิด ทิฏฐิชั่วเช่นนั้นอย่าได้เกิดมีแก่พระองค์เพื่อไม่เกื้อกูล เพื่อทุกข์ ตลอดกาลนานเลย”

ข้อ ๔๓๓

“ท่านกัสสปะพูดอย่างนั้นก็จริง แต่โยมไม่อาจสละทิฏฐิชั่วนี้ได้ พระเจ้า ปเสนทิโกศลหรือพระราชานอกอาณาจักรรู้จักโยมอย่างนี้ว่า ‘เจ้าปายาสิทรงมีวาทะ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๐ หน้า : ๓๖๔}

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค [๑๐. ปายาสิสูตร] อุปมาด้วยนักเลงสกา อย่างนี้ มีทิฏฐิอย่างนี้ว่า ‘แม้เพราะเหตุนี้ โลกอื่นไม่มี โอปปาติกสัตว์ไม่มี ผลวิบากแห่งกรรมที่ทำดีและทำชั่วไม่มี’ หากโยมสละทิฏฐิชั่วนี้จะมีคนว่าโยมได้ว่า ‘เจ้าปายาสินี้ช่างโง่เขลาไม่ฉลาด ยึดถือแต่สิ่งผิดๆ’ โยมจะถือทิฏฐินั้นต่อไป เพราะความโกรธเพราะความลบหลู่ เพราะความแข่งดี” อุปมาด้วยนักเลงสกา

ข้อ ๔๓๔

“บพิตร ถ้าเช่นนั้น อาตมภาพจะยกอุปมาถวายพระองค์ให้สดับ คนฉลาดบางพวกในโลกนี้ เข้าใจความหมายแห่งถ้อยคำได้ด้วยอุปมาโวหาร เรื่องเคยมีมาแล้ว มีนักเลงสกา ๒ คนกำลังเล่นสกา คนหนึ่งกลืนเบี้ยที่จะทำให้แพ้ลูกแล้วลูกเล่า อีกคนหนึ่งเห็นเช่นนั้นจึงพูดว่า ‘เพื่อนเอ๋ย ท่านชนะอยู่ฝ่ายเดียว จงคืนลูกสกาแก่เราบ้าง เราจะเซ่นบูชา’ นักเลงสกาคนนั้นรับคำแล้วมอบลูกสกาคืน ต่อมานักเลงสกาคนที่ ๒ เอายาพิษทาลูกสกาแล้วบอกว่า ‘มาเถิด เพื่อน เราจักเล่นสกากันต่อ’ นักเลงสกาคนแรกรับคำแล้ว แม้ครั้งที่ ๒ นักเลงสกาทั้ง ๒ ก็เล่นสกากันต่อ แม้ครั้งที่ ๒ นักเลงสกาคนแรกก็ยังกลืนเบี้ยที่จะทำให้แพ้ลูกแล้วลูกเล่า นักเลงสกาคนที่ ๒ เห็นนักเลงคนแรกกลืนเบี้ยที่จะทำให้แพ้ลูกแล้วลูกเล่า แม้ครั้งที่ ๒ จึงได้พูดกับนักเลงสกาดังนี้ว่า ‘คนกลืนลูกสกาเคลือบยาพิษ อย่างแรงกล้าก็ยังไม่รู้ตัว เฮ้ย เจ้านักเลงชั่ว เจ้าจงกลืนเข้าไป พิษร้ายแรงจักออกฤทธิ์แก่เจ้าภายหลัง‘ บพิตร พระองค์ก็เช่นเดียวกับนักเลงสกานั่นแหละ โปรดสละทิฏฐิชั่วนั้นเถิดปล่อยวางทิฏฐิชั่วนั้นเถิด ทิฏฐิชั่วเช่นนั้นอย่าได้เกิดมีแก่พระองค์เพื่อไม่เกื้อกูล เพื่อทุกข์ตลอดกาลนานเลย” @เชิงอรรถ : @ ดูเทียบ ขุ.ชา. (แปล) ๒๗/๙๑/๓๘

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๐ หน้า : ๓๖๕}

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค [๑๐. ปายาสิสูตร] อุปมาด้วยคนหอบเปลือกป่าน

ข้อ ๔๓๕

“ท่านกัสสปะ พูดอย่างนั้นก็จริง แต่โยมไม่อาจสละทิฏฐิชั่วนี้ได้พระเจ้าปเสนทิโกศลหรือพระราชานอกอาณาจักรรู้จักโยมอย่างนี้ว่า ‘เจ้าปายาสิมีวาทะอย่างนี้ มีทิฏฐิอย่างนี้ว่า ‘แม้เพราะเหตุนี้ โลกอื่นไม่มี โอปปาติกสัตว์ไม่มีผลวิบากแห่งกรรมที่ทำดีและทำชั่วไม่มี’ หากโยมสละทิฏฐิชั่วนี้ จะมีคนว่าโยมได้ว่า ‘เจ้าปายาสินี้ช่างโง่เขลา ไม่ฉลาด ยึดถือแต่สิ่งผิดๆ’ โยมจะยึดถือทิฏฐินั้นต่อไปเพราะความโกรธ เพราะความลบหลู่ เพราะความแข่งดี”อุปมาด้วยคนหอบเปลือกป่าน

ข้อ ๔๓๖

ท่านพระกุมารกัสสปะถวายพระพรว่า “บพิตร ถ้าเช่นนั้น อาตมภาพ จะยกอุปมาถวายพระองค์ให้สดับ คนฉลาดบางพวกในโลกนี้ เข้าใจความหมายแห่งถ้อยคำได้ด้วยอุปมาโวหาร เรื่องเคยมีมาแล้ว ณ เมืองแห่งหนึ่ง สหายผู้หนึ่งเรียกสหายมาบอกว่า ‘มาเถิด เพื่อน เราจะเข้าไปยังเมืองนั้น บางทีจะได้ทรัพย์ในเมืองนั้นบ้าง’ สหายคนที่ ๒ รับคำของเพื่อนแล้ว พากันเข้าไปยังชนบทถึงถนนในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง เห็นเปลือกป่านที่เขาทิ้งไว้มากมายในที่นั้น สหายคนแรกบอกสหายคนที่ ๒ ว่า ‘เพื่อนเอ๋ย เขาทิ้งเปลือกป่านไว้มากมาย ถ้าเช่นนั้น ท่านจงผูกเปลือกป่านไป ๑ มัด เราจะผูกอีก ๑ มัด เรา ๒ คนจะช่วยกันขนเปลือกป่านไป’ สหายคนที่ ๒ รับคำแล้วผูกเปลือกป่าน ๑ มัด แล้ว ต่างช่วยกันหอบเปลือกป่านเข้าไปยังถนนในหมู่บ้านอีกสายหนึ่ง ได้เห็นด้ายป่านที่เขาทิ้งไว้มากมายในที่นั้น สหายคนแรกจึงบอกสหายอีกคนหนึ่งว่า ‘เพื่อนเอ๋ย เราจะปรารถนาเปลือกป่านไปเพื่ออะไร นี้ด้ายป่านที่เขาทิ้งไว้มากมาย ถ้าเช่นนั้น ท่านจงทิ้งมัดเปลือกป่านเสียเถิดเราก็จะทิ้งเหมือนกัน เรามาช่วยกันนำมัดด้ายป่านไปเถิด’ สหายคนที่ ๒ ตอบว่า‘เพื่อนเอ๋ย เราหอบมัดเปลือกป่านนี้มาตั้งไกล อีกทั้งมัดไว้เรียบร้อยดีแล้ว เราจะไม่ทิ้งล่ะ ท่านจงทราบเถิด’ ลำดับนั้น สหายคนแรกทิ้งมัดเปลือกป่านแล้วนำมัดด้ายป่าน สหายทั้งสองพากันเข้าไปยังถนนในหมู่บ้านอีกสายหนึ่ง ได้เห็นผ้าป่านที่เขาทิ้งไว้มากมายในที่นั้น สหายคนแรกจึงบอกสหายอีกคนหนึ่งว่า ‘เราจะปรารถนาเปลือกป่านและด้ายป่านไปเพื่ออะไร นี้ผ้าป่านที่เขาทิ้งไว้มากมาย ถ้าเช่นนั้น ท่านจง

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๐ หน้า : ๓๖๖}

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค [๑๐. ปายาสิสูตร] อุปมาด้วยคนหอบเปลือกป่าน ทิ้งมัดเปลือกป่านเสีย เราก็จะทิ้งมัดด้ายป่านเหมือนกัน พวกเรามาช่วยกันนำมัดผ้าป่านไปเถิด’ สหายคนที่ ๒ ตอบว่า ‘เพื่อนเอ๋ย เราหอบมัดเปลือกป่านนี้มาตั้งไกลอีกทั้งมัดไว้เรียบร้อยดีแล้ว เราจะไม่ทิ้งล่ะ ท่านจงทราบเถิด’ ลำดับนั้น สหายคนแรกทิ้งมัดด้ายป่านแล้วนำมัดผ้าป่านไป สหายทั้งสองพากันเข้าไปยังถนนในหมู่บ้านอีกสายหนึ่ง ได้เห็นเปลือกไม้โขมะที่เขาทิ้งไว้มากมาย ฯลฯ ด้ายเปลือกไม้โขมะที่เขาทิ้งไว้มากมาย ฯลฯ ผ้าเปลือกไม้โขมะ ที่เขาทิ้งไว้มากมาย ฯลฯ ลูกฝ้ายที่เขาทิ้งไว้มากมาย ฯลฯ ด้ายฝ้ายที่เขาทิ้งไว้มากมาย ฯลฯ ผ้าฝ้ายที่เขาทิ้งไว้มากมาย ฯลฯ เหล็กที่เขาทิ้งไว้มากมาย ฯลฯ โลหะ ที่เขาทิ้งไว้มากมาย ฯลฯ ดีบุกที่เขาทิ้งไว้มากมาย ฯลฯ สำริดที่เขาทิ้งไว้มากมาย ฯลฯ เงินที่เขาทิ้งไว้มากมาย ฯลฯ ทองที่เขาทิ้งไว้มากมายในที่นั้น สหายคนแรกจึงบอกสหายอีกคนหนึ่งว่า ‘เพื่อนเอ๋ย เราจะปรารถนาเปลือกป่าน ด้ายป่านผ้าป่าน เปลือกไม้โขมะ ด้ายเปลือกไม้โขมะ ผ้าเปลือกไม้โขมะ ลูกฝ้าย ด้ายฝ้ายผ้าฝ้าย เหล็ก โลหะ ดีบุก สำริด หรือเงินไปเพื่ออะไรกัน นี้ทองที่เขาทิ้งไว้มากมายท่านจงทิ้งมัดเปลือกป่านเสียเถิด เราก็จะทิ้งห่อเงินเหมือนกัน พวกเรามาช่วยกันนำห่อทองไปเถิด’ สหายคนที่ ๒ ตอบว่า ‘เพื่อนเอ๋ย เราหอบมัดเปลือกป่านนี้มาตั้งไกล อีกทั้งมัดไว้เรียบร้อยดีแล้ว เราจะไม่ทิ้งล่ะ ท่านจงทราบเถิด’ ลำดับนั้น สหายคนแรกทิ้งห่อเงินแล้วนำห่อทองไป สหายทั้งสองพากันเข้าไปยังหมู่บ้านของตนๆ ในบรรดาสหายทั้ง ๒ คนนั้นคนที่หอบมัดเปลือกป่านไป ไม่ได้รับความชื่นชมยินดีจากมารดาบิดา ไม่ได้รับความชื่นชมยินดีจากบุตรภรรยา ไม่ได้รับความชื่นชมยินดีจากมิตรอำมาตย์ อีกทั้งไม่ได้รับความสุขโสมนัสที่เกิดจากการหอบเปลือกป่านนั้น ส่วนสหายอีกคนหนึ่งที่นำห่อทองไป ได้รับความชื่นชมยินดีจากมารดาบิดา ได้รับความชื่นชมยินดีจากบุตรภรรยาได้รับความชื่นชมยินดีจากมิตรอำมาตย์ อีกทั้งได้รับความสุขโสมนัสที่เกิดจากการนำห่อทองนั้น @เชิงอรรถ : @ โลหะ ในที่นี้หมายถึงทองแดง (ที.ม.อ. ๔๓๖/๔๒๙)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๐ หน้า : ๓๖๗}

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค [๑๐. ปายาสิสูตร] ว่าด้วยยัญพิธี บพิตร พระองค์ก็เช่นเดียวกับบุรุษผู้ขนมัดเปลือกป่านไม่เกื้อกูลนั่นแหละ พระองค์โปรดสละทิฏฐิชั่วนั้นเถิด ปล่อยวางทิฏฐิชั่วนั้นเถิด ทิฏฐิชั่วเช่นนั้นอย่าได้เกิดมีแก่พระองค์เพื่อไม่เกื้อกูล เพื่อทุกข์ตลอดกาลนานเลย” เจ้าปายาสิทรงรับสรณคมน์

ข้อ ๔๓๗

เจ้าปายาสิตรัสว่า “เพียงอุปมาโวหารข้อแรกของท่านกัสสปะเท่านั้นโยมก็พอใจอย่างยิ่งแล้ว แต่อยากจะฟังปฏิภาณในการตอบปัญหาที่วิจิตรเหล่านี้จึงทำทีโต้แย้งท่านกัสสปะไปเท่านั้นเอง ภาษิตของท่านกัสสปะชัดเจนไพเราะยิ่งนักภาษิตของท่านกัสสปะชัดเจนไพเราะยิ่งนัก ท่านกัสสปะประกาศธรรมแจ่มแจ้งโดยประการต่างๆ เปรียบเหมือนบุคคลหงายของที่คว่ำ เปิดของที่ปิด บอกทางแก่ผู้หลงทางหรือตามประทีปในที่มืดด้วยตั้งใจว่า ‘คนมีตาดีจักเห็นรูปได้’ โยมขอถึงพระผู้มีพระภาค พร้อมทั้งพระธรรมและพระสงฆ์เป็นสรณะ ขอท่านกัสสปะโปรดจำโยมว่าเป็นอุบาสกผู้ถึงสรณะตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปจนตลอดชีวิต โยมปรารถนาจะบูชามหายัญ ขอท่านกัสสปะโปรดชี้แจงวิธีบูชามหายัญอันเป็นไปเพื่อเกื้อกูล เพื่อสุขแก่่โยมตลอดกาลนานเถิด” ว่าด้วยยัญพิธี

ข้อ ๔๓๘

ท่านพระกุมารกัสสปะถวายพระพรว่า “บพิตร ยัญที่มีการฆ่าโค ๑ ยัญที่มีการฆ่าแพะ แกะ ๑ ยัญที่มีการฆ่าไก่ สุกร ๑ ยัญที่ทำให้สัตว์ต่างๆ ได้รับความเดือดร้อน ๑ และผู้รับ(ยัญ) ก็เป็นผู้มีมิจฉาทิฏฐิ มีมิจฉาสังกัปปะ มีมิจฉาวาจา มีมิจฉากัมมันตะ มีมิจฉาอาชีวะ มีมิจฉาสติ มีมิจฉาสมาธิ เช่นนี้ ไม่มีผลมาก ไม่มีอานิสงส์มาก ไม่มีความเจริญรุ่งเรืองมาก ไม่มีความแพร่หลายมากเปรียบเหมือนชาวนาถือเมล็ดพืชและไถไปป่าแล้วหว่านเมล็ดพืชที่หัก เน่า ถูกลมแดดแผดเผาแล้ว ลีบ ยังไม่สุกดีลงในนาไร่ที่ไม่ดี มีพื้นที่ไม่เหมาะ ไม่แผ้วถางตอและหนามให้หมดไป ทั้งฝนก็ไม่ตกตามฤดูกาล เมล็ดพืชเหล่านั้นจะเจริญงอกงามไพบูลย์หรือ ชาวนาจะได้รับผลอันไพบูลย์หรือ”

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๐ หน้า : ๓๖๘}

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค [๑๐. ปายาสิสูตร] เรื่องอุตตรมาณพ เจ้าปายาสิตรัสตอบว่า “ไม่เป็นอย่างนั้นเลย ท่านกัสสปะ” ท่านพระกุมารกัสสปะถวายพระพรว่า “บพิตร ยัญที่มีการฆ่าโค ๑ ยัญที่ มีการฆ่าแพะ แกะ ๑ ยัญที่มีการฆ่าไก่ สุกร ๑ ยัญที่ทำให้สัตว์ต่างๆ ได้รับความเดือดร้อน ๑ และผู้รับ(ยัญ)ก็เป็นผู้มีมิจฉาทิฏฐิ มีมิจฉาสังกัปปะ มีมิจฉาวาจามีมิจฉากัมมันตะ มีมิจฉาอาชีวะ มีมิจฉาวายามะ มีมิจฉาสติ มีมิจฉาสมาธิเช่นนี้ย่อมไม่มีผลมาก ไม่มีอานิสงส์มาก ไม่มีความเจริญรุ่งเรืองมากไม่มีความแพร่หลายมาก” ส่วนยัญที่ไม่มีการฆ่าโค ๑ ยัญที่ไม่มีการฆ่าแพะ แกะ ๑ ยัญที่ไม่มีการฆ่าไก่สุกร ๑ ยัญที่ไม่ทำให้สัตว์ต่างๆ ได้รับความเดือดร้อน ๑ และผู้รับก็เป็นผู้มีสัมมาทิฏฐิ มีสัมมาสังกัปปะ มีสัมมาวาจา มีสัมมากัมมันตะ มีสัมมาอาชีวะมีสัมมาวายามะ มีสัมมาสติ มีสัมมาสมาธิเช่นนี้ย่อมมีผลมาก มีอานิสงส์มากมีความเจริญรุ่งเรืองมาก มีความแพร่หลายมาก เปรียบเหมือนชาวนาถือเมล็ดพืชและไถไปป่าแล้วหว่านเมล็ดพืชที่ไม่หัก ไม่เน่า ไม่ถูกลมแดดแผดเผา มีเมล็ดสุกดีลงในนาไร่ที่ดีมีพื้นที่เหมาะ แผ้วถางตอและหนามให้หมดไป ทั้งฝนก็ตกตามฤดูกาลพืชเหล่านั้นจะเจริญงอกงามไพบูลย์ หรือชาวนาจะได้รับผลอันไพบูลย์หรือ” เจ้าปายาสิตรัสตอบว่า “เป็นอย่างนั้น ท่านกัสสปะ” ท่านพระกุมารกัสสปะถวายพระพรว่า “ยัญที่ไม่มีการฆ่าโค ๑ ยัญที่ไม่มีการฆ่าแพะ แกะ ๑ ยัญที่ไม่มีการฆ่าไก่ สุกร ๑ ยัญที่ไม่ทำให้สัตว์ต่างๆ ได้รับความเดือนร้อน ๑ และผู้รับก็เป็นผู้มีสัมมาทิฏฐิ มีสัมมาสังกัปปะ มีสัมมาวาจา มีสัมมากัมมันตะ มีสัมมาอาชีวะ มีสัมมาวายามะ มีสัมมาสติ มีสัมมาสมาธิเช่นนี้ย่อมมีผลมาก มีอานิสงส์มาก มีความเจริญรุ่งเรืองมากมีความแพร่หลายมาก”เรื่องอุตตรมาณพ

ข้อ ๔๓๙

ต่อมา เจ้าปายาสิทรงเริ่มให้ทานแก่สมณพราหมณ์ คนกำพร้า คนเดินทาง วณิพก และพวกยาจก แต่ในทานนั้นท้าวเธอประทานโภชนะเห็นปานนี้คือ ปลายข้าวมีน้ำผักดองเป็นกับ ได้ประทานผ้าเนื้อหยาบมีชายขอดเป็นปมๆ ในการให้ทานนั้น มีอุตตรมาณพเป็นเจ้าหน้าที่

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๐ หน้า : ๓๖๙}

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค [๑๐. ปายาสิสูตร] เรื่องอุตตรมาณพ อุตตรมาณพให้ทานแล้วอุทิศอย่างนี้ว่า “ด้วยผลทานนี้ ข้าพเจ้าขออยู่ร่วมกับเจ้าปายาสิในโลกนี้เท่านั้น อย่าได้อยู่ร่วมกันอีกในโลกหน้าเลย” เจ้าปายาสิทรงสดับว่า “ทราบว่า อุตตรมาณพให้ทานแล้วอุทิศอย่างนี้ว่า‘ด้วยผลทานนี้ ข้าพเจ้าขออยู่ร่วมกับเจ้าปายาสิในโลกนี้เท่านั้น อย่าได้อยู่ร่วมกันอีกในโลกหน้าเลย’ ต่อมาพระองค์ จึงรับสั่งให้เรียกอุตตรมาณพมาตรัสถามว่า“พ่ออุตตระ เธอให้ทานแล้วอุทิศอย่างนี้ว่า ‘ด้วยผลทานนี้ ข้าพเจ้าขออยู่ร่วมกับเจ้าปายาสิในโลกนี้เท่านั้น อย่าได้อยู่ร่วมกันอีกในโลกหน้าเลย’ จริงหรือ” อุตตรมาณพกราบทูลว่า “จริงอย่างนั้น กระหม่อม” เจ้าปายาสิตรัสถามว่า “พ่ออุตตระ ก็เพราะเหตุใด เธอให้ทานแล้วจึงอุทิศอย่างนี้ว่า ‘ด้วยผลทานนี้ ฯลฯ อย่าได้อยู่ร่วมกันอีกในโลกหน้าเลย’ พวกเราต้องการบุญ หวังผลทานจริงๆ มิใช่หรือ” อุตตรมาณพกราบทูลว่า “ในทานของพระองค์ยังมีการประทานโภชนะเห็นปานนี้ คือปลายข้าวมีน้ำผักดองเป็นกับ ซึ่งพระองค์ไม่ทรงปรารถนาจะถูกต้องแม้ด้วยพระบาท ไฉนจะเสวยเล่า อนึ่ง ผ้าก็เนื้อหยาบมีชายขอดเป็นปมๆ ซึ่งพระองค์ไม่ทรงปรารถนาจะถูกต้องแม้ด้วยพระบาท ไฉนจะทรงนุ่งห่มเล่า พระองค์ทรงเป็นที่รัก เป็นที่พอใจของพวกข้าพระองค์ พวกข้าพระองค์จะชักจูงผู้ซึ่งเป็นที่รักเป็นที่พอใจไป ด้วยสิ่งที่ไม่น่าพอใจได้อย่างไรเล่า” เจ้าปายาสิตรัสว่า “พ่ออุตตระ ถ้าอย่างนั้น เธอจงจัดเตรียมโภชนะชนิดเดียวกับที่เราบริโภค จงจัดเตรียมผ้าชนิดเดียวกับที่เรานุ่งห่ม” อุตตรมาณพทูลรับสนองพระดำรัสแล้ว จัดเตรียมโภชนะชนิดเดียวกับที่เจ้าปายาสิเสวย และจัดเตรียมผ้าชนิดเดียวกับที่เจ้าปายาสิทรงนุ่งห่ม

ข้อ ๔๔๐

ต่อมา เพราะเหตุที่เจ้าปายาสิทรงให้ทานโดยไม่เคารพ ไม่ทรง ให้ทานด้วยพระหัตถ์ของพระองค์ ทรงให้ทานโดยความไม่นอบน้อม แต่ทรงให้ทานอย่างโยนทิ้ง หลังจากถึงชีพิตักษัยแล้วจึงเข้าถึงความเป็นผู้อยู่ร่วมกับพวกเทพชั้นจาตุมหาราช คือ ได้วิมานว่างเปล่าชื่อเสรีสกวิมาน’ ส่วนอุตตรมาณพผู้เป็น@เชิงอรรถ : @ เข้าถึงความเป็นผู้อยู่ร่วมกับพวกเทพชั้นจาตุมหาราช ในที่นี้หมายถึงไปเกิดเป็นบริวารของท้าวเวสวัณ-@มหาราช (ขุ.วิ. (แปล) ๒๖/๑๒๔๘/๑๕๘)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๐ หน้า : ๓๗๐}

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค [๑๐. ปายาสิสูตร] ปายาสิเทพบุตร เจ้าหน้าที่ในการให้ทานของเจ้าปายาสินั้น ให้ทานโดยเคารพ ให้ทานด้วยมือของตนเอง ให้ทานโดยความนอบน้อม ไม่ใช่ให้ทานอย่างโยนทิ้ง หลังจากตายแล้วไปเกิดในสุคติโลกสวรรค์อยู่ร่วมกับพวกเทพชั้นดาวดึงส์ ปายาสิเทพบุตร

ข้อ ๔๔๑

สมัยต่อมา ท่านพระควัมปติไปพักกลางวัน ณ เสรีสกวิมานที่ว่าง เปล่าอยู่เนืองๆ ลำดับนั้น ปายาสิเทพบุตรเข้าไปหาท่านพระควัมปติถึงที่อยู่ไหว้แล้วยืนอยู่ ณ ที่สมควร ท่านพระควัมปติถามปายาสิเทพบุตรว่า “ท่านเป็นใคร” ปายาสิเทพบุตรตอบว่า “ข้าพเจ้าคือเจ้าปายาสิ ขอรับ” ท่านพระควัมปติถามว่า “ท่านเป็นผู้มีทิฏฐิอย่างนี้ว่า ‘แม้เพราะเหตุนี้ โลกอื่นไม่มี โอปปาติกสัตว์ไม่มี ผลวิบากแห่งกรรมที่ทำดีและทำชั่วไม่มี’ จริงหรือ” ปายาสิเทพบุตรตอบว่า “จริงขอรับ ข้าพเจ้าเคยมีทิฏฐิอย่างนั้นว่า ‘แม้เพราะเหตุนี้ โลกอื่นไม่มี โอปปาติกสัตว์ไม่มี ผลวิบากแห่งกรรมที่ทำดีและทำชั่วไม่มี’แต่พระผู้เป็นเจ้ากุมารกัสสปะได้ชี้นำให้ข้าพเจ้าออกจากทิฏฐิชั่วนั้นแล้ว” ท่านพระควัมปติถามว่า “ก็อุตตรมาณพผู้เป็นเจ้าหน้าที่ในการให้ทานของท่านไปเกิดที่ไหน” ปายาสิเทพบุตรตอบว่า “อุตตรมาณพผู้เป็นเจ้าหน้าที่ในการให้ทานของข้าพเจ้าให้ทานโดยเคารพ ให้ทานด้วยมือของตน ให้ทานโดยความนอบน้อม ไม่ใช่ให้ทานอย่างโยนทิ้ง หลังจากตายแล้ว ไปเกิดในสุคติโลกสวรรค์อยู่ร่วมกับพวกเทพชั้นดาวดึงส์ ส่วนข้าพเจ้าให้ทานโดยไม่เคารพ ไม่ให้ทานด้วยมือของตน ให้ทานโดยความไม่นอบน้อม ให้ทานอย่างโยนทิ้ง หลังจากตายแล้วเข้าถึงความเป็นผู้อยู่ร่วมกับพวกเทพชั้นจาตุมหาราช คือ ได้วิมานว่างเปล่าชื่อเสรีสกวิมาน ท่านควัมปติขอรับ ขอท่านจงไปมนุษยโลกประกาศอย่างนี้ว่า ‘ท่านทั้งหลาย จงให้ทานโดยเคารพให้ทานด้วยมือของตนเอง ให้ทานโดยความนอบน้อม อย่าให้ทานอย่างโยนทิ้ง

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๐ หน้า : ๓๗๑}

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค [๑๐. ปายาสิสูตร] รวมพระสูตรที่มีในวรรค เจ้าปายาสิทรงให้ทานโดยไม่เคารพ ไม่ทรงให้ทานด้วยมือของพระองค์เอง ทรงให้ทานโดยความไม่นอบน้อม ทรงให้ทานอย่างโยนทิ้ง หลังจากถึงชีพิตักษัยแล้วได้เข้าถึงความเป็นผู้อยู่ร่วมกับพวกเทพชั้นจาตุมหาราช คือ ได้วิมานว่างเปล่าชื่อเสรีสกวิมาน ส่วนอุตตรมาณพผู้เป็นเจ้าหน้าที่ในการให้ทานของเจ้าปายาสินั้นให้ทานโดยเคารพ ให้ทานด้วยมือของตน ให้ทานโดยความนอบน้อม ไม่ใช่ให้ทานอย่างโยนทิ้ง หลังจากตายแล้วไปเกิดในสุคติโลกสวรรค์อยู่ร่วมกับพวกเทพชั้นดาวดึงส์” ต่อมา เมื่อท่านพระควัมปติกลับมาสู่มนุษยโลกแล้วได้ประกาศอย่างนี้ว่า ‘ท่านทั้งหลาย จงให้ทานโดยเคารพ ให้ทานด้วยมือของตน ให้ทานโดยความนอบน้อม อย่าให้ทานอย่างโยนทิ้ง เจ้าปายาสิทรงให้ทานโดยไม่เคารพ ไม่ทรงให้ทานด้วยพระหัตถ์ของพระองค์ ทรงให้ทานโดยไม่นอบน้อม ทรงให้ทานอย่างโยนทิ้งหลังจากถึงชีพิตักษัยแล้วเข้าถึงความเป็นผู้อยู่ร่วมกับพวกเทพชั้นจาตุมหาราชคือ ได้วิมานว่างเปล่าชื่อเสรีสกวิมาน ส่วนอุตตรมาณพผู้เป็นเจ้าหน้าที่ในการให้ทานของเจ้าปายาสิให้ทานโดยความเคารพ ให้ทานด้วยมือของตน ให้ทานโดยความนอบน้อม ไม่ใช่ให้ทานอย่างโยนทิ้ง หลังจากตายแล้วไปเกิดในสุคติโลกสวรรค์ ได้อยู่ร่วมกับพวกเทพชั้นดาวดึงส์” ปายาสิสูตรที่ ๑๐ จบ รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ ๑. มหาปทานสูตร ๒. มหานิทานสูตร ๓. มหาปรินิพพานสูตร ๔. มหาสุทัสสนสูตร ๕. ชนวสภสูตร ๖. มหาโควินทสูตร ๗. มหาสมยสูตร ๘. สักกปัญหสูตร ๙. มหาสติปัฏฐานสูตร ๑๐. ปายาสิสูตร เรียกว่ามหาวรรค มหาวรรค จบ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๐ หน้า : ๓๗๒}

พระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๐ สุตตันตปิฎกที่ ๒ ทีฆนิกาย มหาวรรค จบ

อรรถกถา

ชั้นตัวบทอรรถกถาอธิบายพระไตรปิฎกเปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

อรรถกถาปายาสิราชัญญสูตร

ปายาสิราชัญญสูตร เริ่มต้นว่า ข้าพเจ้าได้ฟังมาแล้วอย่างนี้.

ในปายาสิราชัญญสูตรนั้น พรรณนาตามลำดับบท ดังต่อไปนี้.

ประวัติท่านพระกุมารกัสสป

คำว่า อายสฺมา ผู้มีอายุ นี้เป็นคำที่น่ารัก.

คำว่า กุมารกัสสป เป็นชื่อของท่าน.

ก็เพราะท่านบวชครั้งยังเป็นเด็กรุ่น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสสั่งกับภิกษุทั้งหลายว่า พวกเธอจงเรียกกัสสปมา จงให้ผลไม้นี้บ้าง ของเคี้ยวนี้บ้างแก่กัสสป ดังนี้ ภิกษุทั้งหลายสงสัยว่า กัสสปองค์ไหน (เพราะพระที่ชื่อกัสสปมีหลายองค์) จึงพากันขนานนามว่า กุมารกัสสป.

ตั้งแต่นั้นมา แม้ครั้งท่านแก่เฒ่า ก็ยังเรียกกันว่า กุมารกัสสป อยู่นั่นเอง.

อีกนัยหนึ่ง เพราะท่านเป็นบุตรเลี้ยงของพระเจ้าปเสนทิโกศล คนทั้งหลายจึงจำหมายเรียกท่านว่ากุมารกัสสป.

จะกล่าวเรื่องของท่านให้แจ่มแจ้ง ตั้งแต่ปุพพประโยค ดังต่อไปนี้.

เล่ากันว่า พระเถระ (กุมารกัสสป) เป็นบุตรเศรษฐี ครั้งพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าพระนามว่า ปทุมุตตระ. ต่อมาวันหนึ่ง ท่านเห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแต่งตั้งพระสาวกของพระองค์รูปหนึ่ง ซึ่งเป็นผู้กล่าวธรรมได้วิจิตรไว้ในตำแหน่ง (เอตทัคคะ)จึงถวายทานแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า ๗ วัน กระทำความปรารถนาว่า แม้ข้าพเจ้าผู้มีโชคก็จะเป็นพระสาวกผู้กล่าวธรรมอย่างวิจิตร เหมือนพระเถระองค์นี้ของพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่ง ในอนาคตกาลกระทำบุญทั้งหลาย บวชในศาสนาของพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าพระนามว่ากัสสป ไม่สามารถทำคุณวิเศษให้บังเกิดได้.

นัยว่า ครั้งนั้น เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพานแล้ว พระศาสนากำลังเสื่อม ภิกษุ ๕ รูป ทำบันไดขึ้นไปยังภูเขา กระทำสมณธรรม. ภิกษุผู้เป็นสังฆเถระ (หัวหน้า) บรรลุพระอรหัต ในวันที่ ๓. ภิกษุผู้เป็นอนุเถระได้เป็นพระอนาคามี ในวันที่ ๔. อีก ๓ รูปไม่สามารถทำคุณวิเศษให้บังเกิดได้ ก็ไปบังเกิดในเทวโลก.

บรรดาภิกษุ ๓ รูป ที่เสวยสมบัติในเทวดาและมนุษย์ตลอดพุทธันดรหนึ่งนั้น รูปหนึ่งไปบังเกิดในราชตระกูลในกรุงตักกสิลา เป็นพระราชาพระนามว่า ปุกกุสาติ บวชอุทิศพระผู้มีพระภาคเจ้า มุ่งมายังกรุงราชคฤห์ ได้สดับพระธรรมเทศนาของพระผู้มีพระภาคเจ้า ที่โรงช่างหม้อ ก็บรรลุอนาคามิผล.

รูปหนึ่งไปบังเกิดในเรือนของตระกูลที่ท่าเรือชื่อสุปัฏฏนะ ใกล้ทะเลแห่งหนึ่ง โดยสารเรือๆ แตกต้องเอาไม้ทำผ้านุ่ง ได้ลาภสักการะ (ที่คนเขาหลงผิดคิดว่าเป็นพระอรหันต์บูชา) ตัวเองก็เกิดคิดว่าตัวเป็นพระอรหันต์ เทวดาผู้หวังดีต้องเตือนว่า ท่านไม่ใช่พระอรหันต์ดอก จงไปเฝ้าพระศาสดาทูลถามปัญหา ก็กระทำตามเทวดาเตือน ได้บรรลุพระอรหัตตผล.

รูปหนึ่งไปเกิดในครรภ์ของกุลสตรีผู้หนึ่ง ณ กรุงราชคฤห์. กุลสตรีผู้นั้นอ้อนวอนมารดาก่อน ก็ไม่ได้บวช จนมีสามี ไม่รู้ตัวว่าตั้งครรภ์ เอาใจสามีๆ ก็อนุญาตจึงบวชเป็นภิกษุณี อยู่ในสำนักภิกษุณี. ภิกษุณีทั้งหลายเห็นนางมีครรภ์ จึงถามพระเทวทัต. พระเทวทัตก็บอกว่า นางไม่เป็นสมณะ. แล้ว (ยังสงสัย) ก็ไปทูลถามพระทศพลเจ้า.

พระศาสดารับสั่งให้พระอุบาลีเถระรับเรื่องไปวินิจฉัย. พระเถระเชิญตระกูลชาวกรุงสาวัตถี และนางวิสาขา อุบาสิกาให้ตรวจ (ได้ข้อเท็จจริงแล้ว) จึงวินิจฉัยว่า นางตั้งครรภ์มาก่อน บรรพชาจึงไม่เสีย.

พระศาสดาประทานสาธุการรับรองแก่พระเถระว่า อุบาลีวินิจฉัยอธิกรณ์ชอบแล้ว. ภิกษุณีนั้นคลอดบุตร เช่นกับหล่อด้วยแท่งทองคำ. พระเจ้าปเสนทิโกศลโปรดให้รับทารกนั้นมาชุบเลี้ยง. พระราชทานนามว่ากัสสป ต่อมาทรงเลี้ยงกัสสปเติบโตพอแล้ว จึงทรงนำไปฝากไว้ยังสำนักพระศาสดา ให้บรรพชา. คนทั้งหลายจึงจำหมาย เรียกท่านว่ากุมารกัสสป เพราะเป็นบุตรเลี้ยงของพระราชาด้วยประการฉะนี้.

วันหนึ่ง ท่านกระทำสมณธรรมอยู่ที่ป่าอันธวัน เทวดาผู้หวังดีจึงให้ท่านเรียนปัญหาแล้ว บอกให้ท่านไปทูลถามปัญหาเหล่านี้กะพระผู้มีพระภาคเจ้า. พระเถระทูลถามปัญหาแล้วก็บรรลุพระอรหัต ตอนจบการวิสัชนาปัญหา.

แม้พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ทรงสถาปนาท่านไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะ เป็นยอดของภิกษุผู้กล่าวธรรมได้วิจิตร.

คำว่า เสตพฺยา เป็นชื่อของนครนั้น.

คำว่า อุตฺตเรน เสตพฺยํ คือ ทิศด้านเหนือของเสตัพยนคร.

คำว่า ราชญฺโญ คือ เจ้าผู้มิได้รับมุรธาภิเษก.

คำว่า ทิฎฺฐิคตํ ก็คือ ทิฏฐิ ความเห็นนั่นเอง.

เมื่อมีคำที่กล่าวกันว่า คูถคตํ มุตฺตคตํ ดังนี้ ของสิ่งอื่นนอกจากคูถเป็นต้น ย่อมไม่มี ฉันใด ทิฏฐินั่นแล ก็คือทิฏฐิคตะฉันนั้น.

คำว่า แม้เพราะเหตุนี้ จึงไม่มี ดังนี้ ความว่า พระยาปายาสิกล่าวว่า ถึงจะอ้างเหตุนั้นๆ อย่างนี้ โลกอื่น ฯลฯ ก็ไม่มี.

คำว่า ปุรา ฯเปฯ สญฺญาเปติ ความว่า ยังเข้าใจกันไม่ได้เพียงใด.

คำว่า อิเม โภ กสฺสป จนฺทิมสุริยา ความว่า นัยว่า พระยาปายาสินั้นถูกพระเถระถามแล้ว คิดว่า สมณะผู้นี้นำเอาพระจันทร์พระอาทิตย์มาอุปมาก่อน จักเป็นผู้ที่คนอื่นครอบงำไว้ไม่ได้ด้วยปัญญา เช่นเดียวกับพระจันทร์พระอาทิตย์ ก็ถ้าเราจักตอบว่า พระจันทร์พระอาทิตย์มีอยู่ในโลกนี้ สมณะผู้นี้ก็จักทำให้เราตื่นด้วยปัญหากรรมเป็นต้นว่า พระจันทร์พระอาทิตย์เหล่านั้นอาศัยอะไร กว้างยาวเท่าไร สูงเท่าไร เราก็ไม่สามารถจะผูกเธอไว้ได้ จักตอบเธอว่า มีอยู่ในโลกอื่นเท่านั้น เพราะฉะนั้น พระยาปายาสิจึงกล่าวตอบอย่างนั้น.

ก็พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสสุธาโภชนียชาดกมาเมื่อไม่นาน ก่อนปายาสิราชัญญสูตรนั้น. ในสุธาโภชนียชาดกนั้น พระจันทร์เป็นจันทรเทพบุตร พระอาทิตย์เป็นสุริยเทพบุตร. ชาดกหรือพระสูตรที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ปรากฏรู้กันทั่วชมพูทวีป.

ด้วยเหตุนั้น พระยาปายาสินั้นคิดว่า เราไม่อาจกล่าวว่า เทพบุตรทั้งหลายที่อยู่ประจำในดวงจันทร์ดวงอาทิตย์นั้นไม่มี จึงกล่าวตอบว่า พระจันทร์พระอาทิตย์นั้นเป็นเทวดา ไม่ใช่มนุษย์

คำว่า อตฺถิ ปน ราชญฺญ ปริยาโย ความว่า พระเถระถามว่า เหตุยังมีอยู่หรือ.

คำว่า อาพาธิกา คือ ผู้ประกอบด้วยความเจ็บป่วย กล่าวคือผู้มีเวทนาที่ไม่ถูกกัน.

คำว่า ทุกฺขิตา คือ ถึงทุกข์. คำว่า พาฬฺหคิลานา คือ เป็นไข้ มีประมาณยิ่ง.

คำว่า สทฺธายิกา ความว่า เราเชื่อพวกท่านๆ เป็นผู้ควรเชื่อ มีวาจาที่เชื่อถือได้ของเรา.

คำว่า ปจฺจยิกา ความว่า เราไว้ใจพวกท่านๆ ก็เป็นผู้ที่น่าไว้ใจ น่าเชื่อใจของเรา.

คำว่า อุทฺทิสิตฺวา ความว่า แสดงตัวและสิ่งของที่เก็บงำไว้แก่คนเหล่านั้น ให้รับไว้.

คำว่า วิปฺปลปนฺตสฺส คือ พร่ำรำพันว่า ลูกชายของเรา ลูกหญิงของเรา ทรัพย์ของเรา.

คำว่า นิรยปาเลสุ คือ ผู้ลงโทษสัตว์ในนรก.

ก็คนพวกใดกล่าวว่า กรรมนั่นแหละลงโทษ นายนิรยบาลไม่มี คนพวกนั้นก็ค้านเทวทูตสูตร ที่ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นายนิรยบาลจับคนผู้นั้น ดังนี้เป็นต้น. นายนิรยบาลมีอยู่ในนรก เหมือนมนุษย์ผู้ลงโทษ ประจำราชตระกูลในมนุษย์โลก ฉะนั้น.

คำว่า เวฬุโปสิกาหิ แปลว่า ด้วยซีกไม้ไผ่.

คำว่า สุนิมฺมชฺชิตํ ความว่า คูถ เป็นของครูดออกด้วยดีโดยประการใด ก็ครูดออกไปโดยประการนั้น. อธิบายว่า จงครูดออก นำออกไปโดยประการนั้น.

คำว่า อสุจิ คือ ไม่น่าพอใจ. คำว่า อสุจิสงฺขาโต คือ ที่เป็นส่วนไม่สะอาด หรือที่รู้กันว่าเป็นของไม่สะอาด. คำว่า ทุคฺคนฺโธ คือ กลิ่นเหม็นเหมือนซากศพ. คำว่า เชคุจฺโฉ คือ ควรเป็นของน่ารังเกียจ. คำว่า ปฏิกูโล คือ นำความขัดใจมาด้วยการเห็นเท่านั้น.

คำว่า อุพฺพาธติ ความว่า กลิ่นของพวกมนุษย์ แม้จะเป็นจักรพรรดิเป็นต้น ซึ่งอาบน้ำวันละ ๒ ครั้ง เปลี่ยนผ้าวันละ ๓ ครั้ง ตกแต่งประดับประดาแล้ว ก็ยังคลุ้งไปเหมือนซากศพที่ห้อยคอเทวดาซึ่งอยู่ไกลถึงร้อยโยชน์.

คำว่า ตาวตึสานํ ความว่า ท่านกล่าวอีกด้วยอำนาจคนที่สมาทานศีล ๕ มีเว้นปาณาติบาตเป็นต้น ประพฤติอยู่. และกล่าวอธิบายคำว่า แห่งเทวดาชั้นดาวดึงส์ว่า เทวดาผู้เกิดในที่ไกล อย่ามาก่อน เพราะเหตุไร เทวดาเหล่านี้จึงไม่มา.

คำว่า ชจฺจนฺธูปโม มญฺเญ ปฏิภาสิ คือ ปรากฏประหนึ่งคนตาบอดแต่กำเนิด.

คำว่า อรญฺญฺวนปฎฺฐานิ อธิบายว่า ที่ชื่อว่าอรัญ เพราะประกอบด้วยองคคุณของผู้อยู่ป่า ที่ชื่อว่าแนวป่า เพราะเป็นแนวป่าใหญ่.

คำว่า ปนฺตานิ คือ ไกล.

คำว่า กลฺยาณธมฺเม คือ มีธรรมอันดี เพราะศีลนั้นนั่นแหละ.

คำว่า ทุกฺขปฏิกูเล คือ ผู้ไม่ปรารถนาทุกข์.

คำว่า เสยฺโย ภวิสฺสติ อธิบายว่า จักมีสุคติสุข ในโลกอื่น.

คำว่า อุปวิชญฺญา คือ เวลาคลอดใกล้เข้ามาแล้ว ครรภ์แก่แล้ว. อธิบายว่า จักคลอดไม่นานเทียว.

บทว่า อุปโภคา ภวิสฺสติ คือ จักเป็นนางบำเรอ.

บทว่า อนยพฺยสนํ ได้แก่ ทุกข์ใหญ่. สุขชื่อว่า อยะ ไม่ใช่อยะ ชื่อว่าอนยะ คือทุกข์ ทุกข์นั่นนั้นย่อมขับ คือเขี่ยสุขออกไปโดยประการทั้งปวง เพราะเหตุนั้น จึงชื่อพยสนะ พยสนะ คือทุกข์ ชื่อว่า อนพยสนะ อธิบายว่าทุกข์ใหญ่ด้วยประการฉะนี้.

คำว่า อโยนิโส คือ โดยไม่ใช่อุบาย.

คำว่า อปกฺกํ น ปริปาเจนฺติ อธิบายว่า เข้าไปตัดอายุที่ยังไม่เปลี่ยน ยังไม่สิ้นให้ขาดในระหว่าง หามิได้.

คำว่า ปริปากํ อาคเมนฺติ คือ รอเวลาที่อายุงอม.

แม้ท่านพระธรรมเสนาบดีก็กล่าวไว้ว่า

นาภินนฺทามิ มรณํ นาภิกงฺขามิ ชีวิตํ กาลญฺจ ปฏิกงฺขามิ นิพฺเพสํ ภฏโก ยถา เราไม่ยินดีความตาย ไม่ปรารถนาความเป็น แต่เรารอเวลา (แตกดับ) เหมือนลูกจ้างรอให้หมด เวลาทำงานฉะนั้น.

คำว่า อุพฺภินฺทิตฺวา คือ กระเทาะดินที่ยาไว้.

คำว่า รามเณยฺยกํ คือ น่ารื่นรมย์.

คำว่า เจลาวิกา คือ เด็กหญิงที่ง่วนด้วยการเล่น.

คำว่า โกมาริกา คือ เด็กหญิงวัยรุ่น.

คำว่า ตุยฺหํ ชีวํ ความว่า หญิงเหล่านั้นแล เห็นชีวะที่ออกไปที่เข้าไป ขณะที่ท่านพระยาฝันเห็นบ้างไหม. พระเถระถือว่า ชีวะเป็นอาการเที่ยวไปแห่งจิต จึงกล่าวไว้ในที่นี้. ก็ท่านมีความเข้าใจในอาการเที่ยวไปแห่งจิตนั้นว่าชีวะ.

คำว่า ชิยาย ความว่า รัดชีวะไว้ด้วยสายธนู.

คำว่า ปตฺถินฺนตโร กระด้าง คือแข็งทื่อ.

พระยาปายาสิแสดงอะไรด้วยคำนี้.

พระปายาสิแสดงความข้อนี้ว่า ท่านทั้งหลายกล่าวว่า เวลายังเป็นอยู่ สัตว์มีขันธ์ ๕ แต่เวลาตายเหลืออยู่เพียงรูปขันธ์เท่านั้น ขันธ์ ๓ ก็เป็นไปไม่ได้ วิญญาณขันธ์ก็ไป รูปขันธ์ที่ยังเหลือ ควรจะเบา แต่กลับหนัก เพราะฉะนั้น อะไรๆ ไปที่ไหน ไม่มีดังนี้.

คำว่า นิพฺพุตํ คือ มีเตโชธาตุอันสงบแล้ว.

คำว่า อนุปหจฺจ คือ ไม่ให้เสียหาย. คำว่า อทฺธมโต โหติ คือ เริ่มตายช้าๆ.

คำว่า โอธุนาถ แปลว่า ลากมาข้างนี้. คำว่า สนฺธุนาถ แปลว่า ลากไปข้างโน้น. คำว่า นิทฺธุนาถ แปลว่า ลากไปลากมา.

คำว่า ตญฺจายตนํ น ปฏิสํเวเทติ ความว่า รูปายตนะนั้นไม่รู้แจ้งด้วยจักษุนั้น.

ทุกบทก็นัยนี้.

คำว่า สงฺขธโม แปลว่า คนเป่าสังข์. คำว่า อุปฬาสิตฺวา แปลว่า เป่า.

คำว่า อคฺคิโก แปลว่า ผู้บำเรอไฟ. คำว่า อาปาเทยฺยํ คือ พึงให้สำเร็จ หรือพึงถึงอายุ.

คำว่า โปเสยฺยํ คือ พึงเลี้ยงด้วยโภชนะ เป็นต้น.

คำว่า วฑฺเฒยฺยํ คือ พึงถึงความเติบโต. คำว่า อรณีสหิตํ คือ คู่ไม้สีไฟ.

คำว่า ติโรราชาโน พระราชาภายนอก ความว่า พระราชาทั้งหลายในภายนอกแคว้น คือในชนบทอื่น ก็รู้. คำว่า อพฺยตฺโต คือ ผู้ไม่มีปัญญากล้า ผู้ไม่ฉลาด.

คำว่า โกเปนปิ ความว่า คนเหล่าใด กล่าวกะเราอย่างนี้ ข้าพเจ้าก็จักชัก จักนำ จักพาเขา ซึ่งมีทิฏฐิอย่างนั้นเที่ยวไป ด้วยความโกรธที่เกิดในคนเหล่านั้น.

คำว่า มกฺเขน ด้วยมักขะ คือความลบหลู่ ที่มีลักษณะลบหลู่เหตุที่ท่านกล่าวแล้ว.

คำว่า ปลาเสน ด้วยปลาสะ คือความตีตนเสมออันมีลักษณะที่ถือว่าเป็นคู่ (เคียง) กับท่าน.

คำว่า หรีตกปณฺณํ ในสมอ คือสมอ ชนิดใดชนิดหนึ่ง. อธิบายว่า โดยที่สุด แม้ใบหญ้าอ่อนก็ไม่มี.

คำว่า อาสนฺนทฺธกลาปํ คือ ผู้มีแล่งธนูอันผูกสอดไว้แล้ว.

คำว่า อาสิตฺโตทกานิ วฏุมานิ คือ หนทางและห้วยละหาร มีน้ำบริบูรณ์.

คำว่า โยคฺคานิ คือ ยานเทียมโคงาน.

คำว่า พหุนิกฺขนฺตโร ความว่า ออกไปมาก ออกไปนานแล้ว.

คำว่า ยถาภเตน ภณฺเฑน ความว่า สิ่งของ คือหญ้าไม้และน้ำอันใดที่พวกท่านบรรทุกมา ก็จงยังหมู่เกวียนให้เป็นไปด้วยสิ่งของที่ท่านนำมา บรรทุกมา พามานั้นเถิด.

คำว่า อปฺปสารานิ คือ มีค่าน้อย. คำว่า ปณิยานิ แปลว่า สิ่งของทั้งหลาย.

คำว่า มม จ สูกรภตฺตํ ความว่า นี้เป็นอาหารแห่งสุกรทั้งหลายของข้าพเจ้า.

คำว่า อุคฺฆรนฺตํ แปลว่า ไหลขึ้น. คำว่า ปคฺฆรนฺตํ แปลว่า ไหลลง.

คำว่า ตุมฺเห เขฺวตฺถ ภเณ แปลว่า แน่ะพนาย พวกท่านต่างหาก เป็นบ้าเสียจริต ในเรื่องนี้. อีกอย่างหนึ่ง บาลีก็อย่างนี้เหมือนกัน.

คำว่า ตถา หิ ปน เม สูกรภตฺตํ แปลว่า แต่ถึงอย่างนั้น คูถนี้ก็เป็นอาหารแห่งสุกรทั้งหลายของข้าพเจ้า. คำว่า อาคตาคตํ กลึ แปลว่า กลืนเบี้ยแพ้ที่ทอดมาถึงๆ เสีย. คำว่า ปโชหิสฺสามิ ความว่า ข้าพเจ้าจักทำการเซ่น จักทำการบวงสรวง. คำว่า อกฺเขหิ ทิพฺพิสฺสามิ แปลว่า จักเล่นด้วยลูกสะกาทั้งหลาย คือเล่นด้วยลูกบาดทั้งหลาย. คำว่า ลิตฺตํ ปรเมน เตชสา แปลว่า ที่อาบด้วยยาพิษมีฤทธิ์ร้ายแรง.

ประเทศแห่งบ้านที่อยู่ ท่านเรียกคามปัชชะ บาลีว่า คามปท ก็มี. ความก็อย่างนี้เหมือนกัน.

คำว่า ห่อป่าน คือ ห่อเปลือกป่าน. คำว่า สุสนฺนทฺโธ แปลว่า ผูกไว้ ดีแล้ว.

คำว่า ตฺวํ ปชานาหิ แปลว่า ท่านจงรู้. อธิบายว่า ท่านจงรับไว้ ถ้าท่านต้องการจะถือเอา ก็ถือเอาได้.

คำว่า โขมํ แปลว่า เปลือกไม้. คำว่า อยสํ แปลว่า เหล็ก (โลหะดำ). คำว่า โลหํ แปลว่า ทองแดง (โลหะแดง). คำว่า สชฺฌุ แปลว่า เงิน. คำว่า สุวณฺณํ แปลว่า ทองมาสก. คำว่า อภินนฺทึสุ แปลว่า ยินดีแล้ว.

คำว่า อตฺตมโน แปลว่า มีใจของตน คือมีจิตยินดีแล้ว. คำว่า อภิลทฺโธ แปลว่า เลื่อมใสยิ่งแล้ว. คำว่า ปญฺหปฏิภาณานิ แปลว่า ความปรากฏชัดแห่งปัญหา. คำว่า ปจฺจนีกํ กาตพฺพํ ความว่ากระทำประหนึ่งว่าเป็นข้าศึก คือผู้ทำผิดๆ. คำว่า อวมญฺญิสฺสํ ความว่า ยืนหยัดถือกลับกันเสีย.

คำว่า สงฺฆาตํ อาปชฺชนฺติ แปลว่า ถึงฆาต พินาศ มรณะ.

คำว่า น มหปฺผโล ความว่า ไม่มีผลมากโดยผลวิบาก. คำว่า น มหานิสํโส ความว่า ไม่มีอานิสงส์มาก โดยอานิสงส์คือคุณ. คำว่า น มหาชุติโก ความว่า ไม่มีความรุ่งเรือง โดยความรุ่งเรืองด้วยอานุภาพ. คำว่า น มหาวิปฺผาโร ความว่า ไม่มีความแผ่ไพศาล โดยความแผ่ไปแห่งวิบาก.

คำว่า พีชนงฺคลํ แปลว่า พืช (เมล็ดพันธุ์) และไถ. คำว่า ทุกฺเขตฺเต แปลว่า ในนาเลว นาไร้สาระ. คำว่า ทุพฺภูเม แปลว่า พื้นดินไม่สม่ำเสมอ. คำว่า ปติฎฺฐาเปยฺย แปลว่า พึงทรงไว้.

คำว่า ขณฺฑานิ คือ หักและแตก. คำว่า ปูตีนิ คือ ไร้สาระ. คำว่า วาตาตปหตานิ คือ ถูกลมและแดดกระทบอบอ้าว. คำว่า อสารทานิ คือ เขียวสด จนเว้นที่จะให้เมล็ดข้าวสารได้.

คำว่า อสุขสยิตานิ คือ พืชเหล่าใด ที่เขาทำให้แห้งแล้ว เกลี่ยไว้ในยุ้งฉาง พืชเหล่านั้น ชื่อว่าสุขสยิต. แต่พืชเหล่านั้นไม่เป็นเช่นนั้น.

คำว่า น อนุปฺปเวจฺเฉยฺย คือ ฝนไม่หลั่งลงมา คือไม่ตกโดยชอบ (ถูกต้องตามฤดูกาล). อธิบายว่า ไม่ตกทุกกึ่งเดือน ทุกสิบวัน ทุกห้าวัน.

คำว่า อปิ นุ ตานิ ความว่า เมื่อนามีพืชแลฝนเป็นโทษอยู่อย่างนี้ พืชเหล่านั้นจะพึงเติบโตสูงขึ้น งอกงามลงรากและแผ่ไพบูลย์โดยรอบด้วยหน่อรากและใบเป็นต้น ได้หรือ.

คำว่า เอวรูโป โข ราชญฺญ ยญฺโญ ความว่า ดูก่อนท่านพระยา ทานเห็นปานนี้ ย่อมไม่มีผลมาก เพราะไม่บริสุทธิ์โดยปัจจัยที่การทำร้ายผู้อื่นก่อให้เกิดขึ้นบ้าง โดยทายกบ้าง โดยปฏิคาหกบ้าง.

คำว่า เอวรูโป โข ราชญฺญ อญฺโญ ความว่า ดูก่อนท่านพระยา ทานเห็นปานนี้ย่อมมีผลมาก โดยปัจจัยที่เกิดขึ้น เพราะการไม่ทำร้ายผู้อื่นบ้าง โดยทายกผู้มีศีลเพราะไม่ทำร้ายผู้อื่นบ้าง โดยปฏิคาหกผู้ถึงพร้อมด้วยคุณมีสัมมาทิฏฐิเป็นต้นบ้าง.

ก็ถ้าทานได้ปฏิคาหกผู้ออกจากนิโรธ ยิ่งยวดด้วยคุณ (คุณาติโรกสัมปทา) และเจตนาของทายกไพบูลย์ไซร้ ก็จะให้วิบากทันตาเห็นทีเดียว. ก็ท่านพระยาปายาสิสดับธรรมกถาของพระเถระ นิมนต์พระเถระถวายมหาทาน ๗ วัน ตั้งทานประจำแก่คนทั้งปวงตั้งแต่นั้นมา.

ท่านหมายถึงทานนั้น จึงกล่าวว่า ครั้งนั้นแล ท่านพระยาปายาสิเป็นต้น

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กาณาชิกํ คือข้าวที่หุงจากข้าวสารหักมีรำ.

คำว่า พิลงฺคทุติยํ แปลว่า มีน้ำส้ม (พะอูม) เป็นที่สอง.

คำว่า โจรกานิ จ วตฺถานิ แปลว่า ผ้าที่มีเส้นด้ายหยาบ. คำว่า คุฬวาลกานิ คือ ผ้าที่คลุกชิ้นน้ำอ้อยงบ. อธิบายว่า ผ้าผืนใหญ่ที่วางไว้เป็นกองๆ. คำว่า เอวมนุทฺทิสติ คือ ชี้แจงไว้อย่างนี้.

คำว่า ปาทาปิ แปลว่า แม้ด้วยเท้า. คำว่า อสกฺกจฺจํ คือ เว้นศรัทธา ให้ทานด้วยไม่มีศรัทธา. คำว่า อสหตฺถา แปลว่า ไม่ใช่ด้วยมือของตนเอง.

คำว่า อจิตฺตีกตํ คือเว้นการกระทำความยำเกรงให้ทาน. เข้าไปตั้งการกระทำความยำเกรง หามิได้ ให้ทานกระทำให้ประณีตหามิได้.

คำว่า อปวิทฺธํ คือ ทิ้งขว้างตกแตกเรี่ยราด.

คำว่า สุญฺญํ เสรีสกํ ความว่า เข้าไปสู่วิมานเงินที่ว่างเปล่าวิมานหนึ่ง ชื่อเสรีสกะ. นัยว่า มีต้นซึกขนาดใหญ่อยู่ใกล้ประตูวิมานนั้น เพราะเหตุนั้น วิมานนั้นจึงเรียกกันว่า เสรีสกะ.

เรื่องท่านพระควัมปติ

เล่ากันว่า พระเถระเป็นหัวหน้าเด็กเลี้ยงโคในมนุษย์โลก ในชาติก่อน แผ้วถางโคนต้นซึกขนาดใหญ่ เกลี่ยทรายไว้นิมนต์พระเถระผู้ถือปิณฑปาติกธุดงค์รูปหนึ่ง ให้นั่งที่โคนต้น ถวายอาหารที่ตนได้มา จุติจากมนุษย์โลกนั้น ไปบังเกิดในวิมานเงินนั้น ด้วยอานุภาพของบุญนั้น. ต้นซึกตั้งอยู่ใกล้ประตูวิมาน. ๕๐ ปี ต้นซึกนั้นจึงผลิดผล. แต่นั้น เทพบุตรก็ถึงความสลดใจว่า ล่วงไป ๕๐ ปีแล้ว.

สมัยต่อมา เทพบุตรนั้นไปบังเกิดในหมู่มนุษย์ ในสมัยของพระผู้มีพระภาคเจ้าของเรา ฟังธรรมกถาของพระศาสดา ก็บรรลุพระอรหัต. แต่ด้วยอำนาจความเคยชิน พระเถระก็ไปยังวิมานนั้นนั่นแหละอยู่เนืองๆ เพื่อพักกลางวัน. นัยว่า วิมานนั้นเป็นที่มีสุขตามฤดูกาลของพระเถระนั้น ท่านหมายเอาเหตุอันนั้น จึงกล่าวว่า สมัยนั้นแล ท่านพระควัมปติ ดังนี้เป็นต้น.

คำว่า โส สกฺกจฺจํ ทานํ ทตฺวา ความว่า อุตตรมานพนั้นให้ทานแม้เป็นของๆ ผู้อื่นก็โดยเคารพ.

คำว่า เอวมาโรเจหิ ความว่า ท่านจงบอก (มนุษย์) ด้วยนัยเป็นต้นว่า ท่านทั้งหลายจงให้ทานโดยเคารพ ดังนี้.

ก็แล มหาชนฟังการบอกกล่าวของพระเถระนั้นแล้ว ก็ให้ทานโดยเคารพไปบังเกิดในเทวโลก. ส่วนนางบำเรอ (ปริจาริกา) ของพระยาปายาสิ แม้ให้ทานโดยเคารพ ก็ไปบังเกิดในสำนักของพระยาปายาสินั่นแล ด้วยอำนาจความปรารถนา นัยว่าเสรีสกวิมานนั้น เป็นวิมานสำหรับเทพผู้จาริกมาแต่ทุกทิศมีอยู่ในดงชื่อ วัฏฏนี (ลับแล).

ก็ในวันหนึ่ง ปายาสิเทพบุตรแสดงตัวแก่เหล่าพ่อค้าทั้งหลายแล้วกล่าวกรรมที่ตนกระทำไว้แล้วแล.

จบอรรถกถาปายาสิราชัญญสูตรที่ ๑๐ แห่งอรรถกถาทีฆนิกาย ชื่อสุมังคลวิลาสินี ด้วยประการฉะนี้. จบอรรถกถามหาวรรค

รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ

๑. มหาปทานสูตร

๒. มหานิทานสูตร

๓. มหาปรินิพพานสูตร

๔. มหาสุทัสสนสูตร

๕. ชนวสภสูตร

๖. มหาโควินทสูตร

๗. มหาสมัยสูตร

๘. สักกปัญหสูตร

๙. มหาสติปัฏฐานสูตร

๑๐. ปายาสิราชัญญสูตร

ทั้งหมดนี้รวมเรียกว่ามหาวรรค ฯ จบ มหาวรรค

-----------------------------------------------------

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/pali/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๔

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้docs/legal/PERMISSIONS.md#มจร

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสารdocs/legal/PERMISSIONS.md#อรรถกถา