อ่านตัวบท · ไม่ตีความ

คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ฉบับหลวง · ทั้งหมด · ตำแหน่งที่กำลังอ่าน ข้อ ๑๕๑

๑. ราโชวาทชาดก

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๕๑–๑๕๒2 ข้อ (พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ · พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ)4 ฉบับเทียบฉบับได้ข้อต่อข้อ

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง


บาลีและคำแปล

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

ทุกนิปาตชาตกํ ๑ ทฬฺหวคฺโค ๑ ราโชวาทชาตกํ

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๙ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ ทุกนิบาตชาดก ๑. ทัฬหวรรค ๑. ราโชวาทชาดก ว่าด้วยวิธีชนะ

ข้อ ๑๕๑

ทฬฺหํ ทฬฺหสฺส ขิปติ พลฺลิโก มุทุนา มุทุํ สาธุมฺปิ สาธุนา เชติ อสาธุมฺปิ อสาธุนา เอตาทิโส อยํ ราชา มคฺคา อุยฺยาหิ สารถิ ฯ

พระเจ้าพัลลิกราชทรงแข็งต่อผู้ที่แข็ง ทรงชำนะคนอ่อนด้วยความอ่อน ทรงชำนะคนดีด้วยความดี ทรงชำนะคนไม่ดีด้วยความไม่ดี พระราชา พระองค์นี้ เป็นเช่นนี้ ดูกรนายสารถี ท่านจงหลีกทางถวายพระราชาของ เราเถิด.

ข้อ ๑๕๒

อกฺโกเธน ชิเน โกธํ อสาธุํ สาธุนา ชิเน ชิเน กทริยํ ทาเนน สจฺเจนาลิกวาทินํ เอตาทิโส อยํ ราชา มคฺคา อุยฺยาหิ สารถีติ ฯ ราโชวาทชาตกํ ปฐมํ ฯ ---------

พระเจ้าพาราณสีทรงชำนะคนโกรธด้วยความไม่โกรธ ทรงชำนะคน ไม่ดีด้วยความดี ทรงชำนะคนตระหนี่ด้วยการให้ ทรงชำนะคนพูดเหลาะ แหละด้วยคำสัตย์ พระราชาพระองค์นี้ เป็นเช่นนี้ ดูกรนายสารถี ท่านจงหลีกทางถวายพระราชาของเราเถิด. จบ ราโชวาทชาดกที่ ๑.

ฉบับมหาจุฬาฯ

ชั้นตัวบทพุทธพจน์

หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ

เปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก [๒. ทุกนิบาต] ๑. ทัฬหวรรค ๒. สิงคาลชาดก (๑๕๒) ๒. ทุกนิบาต ๑. ทัฬหวรรค หมวดว่าด้วยความกระด้าง ๑. ราโชวาทชาดก (๑๕๑) ว่าด้วยพระราโชวาท (นายสารถีของพระเจ้าพัลลิกะกล่าวอวดพระเกียรติคุณพระราชาของตนว่า)

ข้อ

พระเจ้าพัลลิกะทรงขจัดคนกระด้างด้วยความกระด้าง ทรงชนะคนอ่อนโยนด้วยความอ่อนโยน ทรงชนะคนดีด้วยความดี ทรงชนะคนไม่ดีด้วยความไม่ดี พระราชาองค์นี้เป็นเช่นนี้ นายสารถี ท่านจงหลีกทางถวายพระราชาของเราเถิด (นายสารถีของพระเจ้าพาราณสีกล่าวพระเกียรติคุณพระราชาของตนว่า)

ข้อ

พระเจ้ากรุงพาราณสีทรงชนะคนโกรธด้วยความไม่โกรธ ทรงชนะคนไม่ดีด้วยความดี ทรงชนะคนตระหนี่ด้วยการให้ ทรงชนะคนพูดเหลาะแหละด้วยคำสัตย์ พระราชาองค์นี้เป็นเช่นนี้ นายสารถี ท่านจงหลีกทางถวายพระราชาของเราเถิดราโชวาทชาดกที่ ๑ จบ

อรรถกถา

ชั้นตัวบทอรรถกถาอธิบายพระไตรปิฎกเปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

พระศาสดา เมื่อทรงประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภโอวาทของพระราชา ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า ทฬฺหํ ทฬฺหสฺส ขิปติ ดังนี้.

โอวาทของพระราชานั้นจักมีแจ้งใน เตสกุณชาดก.

ในวันหนึ่ง พระเจ้าโกศลทรงวินิจฉัยคดีเรื่องหนึ่ง ซึ่งวินิจฉัยไว้ไม่ดี มีอคติ เสร็จแล้วเสวยพระกระยาหารเช้า ทั้งๆ ที่มีพระหัตถ์เปียก เสด็จขึ้นทรงราชรถที่จัดไว้เรียบร้อยแล้ว เสด็จไปเฝ้าพระศาสดา ทรงหมอบลงแทบพระบาท อันมีสิริดุจดอกปทุมบาน ถวายบังคมพระศาสดา ประทับนั่ง ณ ที่สมควรส่วนข้างหนึ่ง.

ลำดับนั้น พระศาสดาได้ตรัสปฏิสันถารกะพระเจ้าโกศลว่า ขอต้อนรับมหาบพิตร พระองค์เสด็จมาจากไหนแต่ยังวัน. พระเจ้าโกศลกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ วันนี้ ข้าพระองค์วินิจฉัยคดีเรื่องหนึ่งซึ่งวินิจฉัยไว้ไม่ดี จึงไม่มีโอกาส. บัดนี้พิจารณาคดีนั้นเสร็จแล้ว จึงบริโภคอาหาร ทั้งๆ ที่มือยังเปียก มาเฝ้าพระองค์นี่แหละ พระเจ้าข้า.

พระศาสดาตรัสว่า ขอถวายพระพร ชื่อว่าการวินิจฉัยคดีโดยทำนองคลองธรรมเป็นความดี เป็นทางสวรรค์แท้. ก็ข้อที่มหาบพิตรได้โอวาทจากสำนักของผู้เป็นสัพพัญญูเช่นตถาคต ทรงวินิจฉัยคดีโดยทำนองคลองธรรมนี้ ไม่อัศจรรย์เลย. การที่พระราชาทั้งหลายในกาลก่อน ทรงสดับโอวาทของเหล่าบัณฑิต ทั้งที่ไม่ใช่สัพพัญญู แล้วทรงวินิจฉัยคดีโดยทำนองคลองธรรม เว้นอคติสี่อย่าง บำเพ็ญทศพิธราชธรรม ไม่ให้เสื่อมเสีย เสวยราชสมบัติโดยธรรม บำเพ็ญทางสวรรค์ เสด็จไปแล้ว นี่แหละน่าอัศจรรย์.

พระเจ้าโกศลกราบทูลอาราธนา พระองค์จึงทรงนำเรื่องในอดีตมาเล่าถวาย.

ในอดีต ครั้งเมื่อพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติอยู่ในกรุงพาราณสี พระโพธิสัตว์ทรงถือปฏิสนธิในพระครรภ์ของพระอัครมเหสีของพระราชานั้น ได้รับการบริหารพระครรภ์เป็นอย่างดี ทรงประสูติจากพระครรภ์ของพระมารดา โดยสวัสดิภาพ. ในวันขนานพระนาม พระชนกชนนีได้ทรงตั้งพระนามของพระโพธิสัตว์ว่า พรหมทัตกุมาร.

พรหมทัตกุมารนั้นได้เจริญวัยขึ้นโดยลำดับ เมื่อพระชนม์ได้ ๑๖ พรรษา เสด็จไปเมืองตักกสิลา ทรงสำเร็จศิลปศาสตร์ทุกแขนง เมื่อพระชนกสวรรคตทรงดำรงอยู่ในราชสมบัติ ครอบครองราชสมบัติโดยทำนองคลองธรรม ทรงวินิจฉัยคดีไม่ล่วงอคติ มีฉันทาคติเป็นต้น.

เมื่อพระองค์เสวยราชสมบัติโดยธรรมอย่างนี้ แม้พวกอำมาตย์ต่างก็วินิจฉัยคดีโดยธรรมเหมือนกัน เมื่อคดีทั้งหลายได้รับการวินิจฉัยโดยธรรม จึงไม่มีคดีโกงเกิดขึ้น เพราะไม่มีคดีโกงเหล่านั้น การร้องทุกข์ ณ พระลานหลวง เพื่อให้เกิดคดีก็หมดไป พวกอำมาตย์นั่งบนบัลลังก์วินิจฉัยตลอดวันไม่เห็นใครๆ มาเพื่อให้วินิจฉัยคดี ต่างก็ลุกกลับไป สถานที่วินิจฉัยคดีก็ถูกทอดทิ้ง.

พระโพธิสัตว์ทรงดำริว่า เมื่อเราครองราชสมบัติโดยธรรมไม่มีผู้คนมาให้วินิจฉัยคดี ไม่มีผู้มาร้องทุกข์ สถานที่วินิจฉัยคดีก็ถูกทอดทิ้ง บัดนี้ เราควรตรวจสอบโทษของตน ครั้นเรารู้ว่า นี่เป็นโทษของเรา จักละโทษนั้นเสีย ประพฤติในสิ่งที่เป็นคุณเท่านั้น.

จำเดิมแต่นั้นมา พระโพธิสัตว์ก็ทรงสำรวจดูว่า จะมีใครๆ พูดถึงโทษของเราบ้างหนอ ครั้นไม่ทรงเห็นใครๆ กล่าวถึงโทษในระหว่างข้าราชบริพารภายใน ทรงสดับแต่คำสรรเสริญคุณของพระองค์ถ่ายเดียวทรงดำริว่า ชะรอยชนเหล่านี้ เพราะกลัวเราจึงไม่กล่าวถึงโทษ กล่าวแต่คุณเท่านั้น จึงทรงสอบข้าราชบริพารภายนอก. แม้ในหมู่ข้าราชบริพารเหล่านั้น ก็ไม่ทรงเห็น จึงทรงสอบชาวเมืองภายในพระนคร ทรงสอบชาวบ้านที่ทวารทั้งสี่นอกพระนครแม้ในที่นั้นก็มิได้ทรงเห็นใครๆ กล่าวถึงโทษ ทรงสดับแต่คำสรรเสริญของพระองค์ถ่ายเดียว จึงทรงดำริว่า เราจักตรวจสอบชาวชนบทดู ทรงมอบราชสมบัติให้เหล่าอำมาตย์ เสด็จขึ้นรถไปกับสารถีเท่านั้นทรงปลอมพระองค์ไม่ให้ใครรู้จัก เสด็จออกจากพระนคร พยายามสอบสวนชาวชนบท จนเสด็จถึงภูมิประเทศชายแดน ก็มิได้ทรงเห็นใครๆ กล่าวถึงโทษ ทรงสดับแต่คำสรรเสริญพระคุณ จึงทรงบ่ายพระพักตร์สู่พระนคร เสด็จกลับตามทางหลวงจากเขตชายแดน.

ในเวลานั้น แม้พระเจ้าโกศลพระนามว่า พัลลิกะ ก็ทรงครอบครองราชสมบัติโดยธรรม ทรงตรวจสอบหาโทษในบรรดาข้าราชบริพารภายในเป็นต้น มิได้ทรงเห็นใครๆ กล่าวถึงโทษเลย ทรงสดับแต่คำสรรเสริญพระคุณของพระองค์เหมือนกัน จึงทรงตรวจสอบชาวชนบท ได้เสด็จถึงประเทศนั้น.

กษัตริย์ทั้งสองได้ประจันหน้ากันที่ทางเกวียนอันราบลุ่มแห่งหนึ่ง ไม่มีทางที่รถจะหลีกกันได้.

สารถีของพระเจ้าพัลลิกะจึงพูดกะสารถีของพระเจ้าพาราณสีว่า “จงหลีกรถของท่าน.”

สารถีของพระเจ้าพาราณสีก็ตอบว่า

“พ่อมหาจำเริญ ขอให้ท่านหลีกรถของท่านเถิด บนรถนี้มีพระเจ้าพรหมทัตมหาราชผู้ครอบครองราชสมบัติในกรุงพาราณสี ประทับนั่งอยู่.”

สารถีอีกฝ่ายหนึ่งก็พูดว่า

“พ่อมหาจำเริญ บนรถนี้พระเจ้าพัลลิกะมหาราชผู้ครอบครองราชสมบัติในแคว้นโกศล ก็ประทับนั่งอยู่ ขอท่านได้โปรดหลีกรถของท่าน แล้วให้โอกาสแก่รถของพระราชาของเราเถิด.”

สารถีของพระเจ้าพาราณสีดำริว่า “แม้ผู้ที่นั่งอยู่ในรถนี้ก็เป็นพระราชาเหมือนกัน เราจะควรทำอย่างไรดีหนอ” นึกขึ้นได้ว่า มีอุบายอย่างหนึ่ง เราจักถามถึงวัยให้รถของพระราชาหนุ่มหลีกไป แล้วให้พระราชทานโอกาสแก่พระราชาแก่.

ครั้นตกลงใจแล้ว จึงถามถึงวัยของพระเจ้าโกศลกะสารถี แล้วกำหนดไว้ ครั้นทราบว่า พระราชาทั้งสองมีวัยเท่ากันจึงถามถึงปริมาณ ราชสมบัติ กำลัง ทรัพย์ ยศ ชาติ โคตร ตระกูล ประเทศ ครั้นทราบว่า ทั้งสองฝ่ายเป็นผู้ครอบครองรัชสีมาประมาณฝ่ายละสามร้อยโยชน์ มีกำลัง ทรัพย์ ยศ ชาติ โคตร ตระกูล และประเทศเท่ากัน แล้วคิดต่อไปว่า เราจักให้โอกาสแก่ผู้มีศีล จึงถามว่า

“ พ่อมหาจำเริญ ศีลและมารยาทแห่งพระราชาของท่านเป็นอย่างไร ”

เมื่อเขาประกาศสิ่งที่เป็นโทษแห่งพระราชาของตน โดยนึกว่าเป็นคุณจึงกล่าวคาถาแรกว่า :-

พระเจ้าพัลลิกราชทรงชนะคนกระด้างด้วยความกระด้าง ทรงชนะคนอ่อนโยนด้วยความอ่อนโยน ทรงชนะคนดีด้วยความดี ทรงชนะคนไม่ดีด้วยความไม่ดี พระราชาพระองค์นี้เป็นเช่นนั้น

ดูก่อนสารถี ท่านจงหลีกทางถวายพระราชาของเราเถิด.

ในบทเหล่านั้นบทว่า ทฬฺหํ ทฬฺหสฺส ขิปติ ความว่า สารถีของพระเจ้าพัลลิกะชี้แจงว่า ผู้ใดเป็นคนกระด้าง มีกำลังควรชนะด้วยการประหาร หรือด้วยวาจาอันกระด้าง ก็ใช้การประหารหรือวาจาอันกระด้างต่อผู้นั้น พระเจ้าพัลลิกะทรงใช้ความกระด้างชนะผู้นั้นอย่างนี้.

บทว่า พลฺลิโก เป็นชื่อของพระราชาพระองค์นั้น.

บทว่า มุทุนา มุทุํ ความว่า พระเจ้าพัลลิกะทรงใช้ความอ่อนโยนชนะบุคคลอ่อนโยน ด้วยอุบายอันอ่อนโยน.

บทว่า สาธุมฺปิ สาธุนา เชติ อสาธุมฺปิ อสาธุนา ความว่า สารถีของพระเจ้าพัลลิกะชี้แจงต่อไปว่า ชนเหล่าใดเป็นคนดี คือเป็นสัตบุรุษ พระองค์ทรงใช้ความดีชนะชนเหล่านั้น ด้วยอุบายอันดี. ส่วนชนเหล่าใดเป็นคนไม่ดี พระองค์ก็ทรงใช้ความไม่ดีชนะชนเหล่านั้น ด้วยอุบายที่ไม่ดีเหมือนกัน.

บทว่า เอตาทิโส อยํ ราชา ความว่า พระเจ้าโกศลของพวกเรา ทรงประกอบด้วยศีลและมารยาท เห็นปานนี้.

บทว่า มคฺคา อุยฺยาหิ สารถิ ความว่า สารถีของพระเจ้าพัลลิกะพูดว่า ขอท่านจงหลีกรถของตนจากทางไปเสีย คือจงไปนอกทาง ให้ทางแก่พระราชาของพวกเรา.

ลำดับนั้น สารถีของพระเจ้าพาราณสีกล่าวกะสารถีของพระเจ้าพัลลิกะว่า ท่านกล่าวถึงพระคุณของพระราชาของท่านหรือ

เมื่อเขาตอบว่า ใช่แล้ว

สารถีของพระเจ้าพาราณสีจึงกล่าวต่อไปว่า ผิว่าเหล่านี้เป็นพระคุณ สิ่งที่เป็นโทษจะมีเพียงไหน.

สารถีของพระเจ้าพัลลิกะกล่าวว่า เหล่านี้เป็นโทษก็ตามเถิด แต่พระราชาของท่านมีพระคุณเช่นไรเล่า.

สารถีของพระเจ้าพาราณสีกล่าวว่า ถ้าเช่นนั้นท่านจงฟัง แล้วกล่าวคาถาที่สองว่า :-

พระเจ้าพาราณสีทรงชนะคนโกรธด้วยความไม่โกรธ ทรงชนะคนไม่ดีด้วยความดี ทรงชนะคนตระหนี่ด้วยการให้ ทรงชนะคนพูดเหลาะแหละด้วยคำสัตย์ พระราชาพระองค์นี้เป็นเช่นนั้น.

ดูก่อนสารถี ท่านจงหลีกทางถวายพระราชาของเราเถิด.

ในบทเหล่านั้น บทว่า เอตาทิโส ความว่า พระราชาทรงประกอบด้วยคุณเหล่านี้ที่กล่าวไว้โดยนัยมีอาทิว่า พึงชนะคนโกรธด้วยความไม่โกรธ ดังนี้อธิบายว่า พระราชาพระองค์นี้ พระองค์เองไม่โกรธ ทรงชนะบุคคลผู้โกรธด้วยความไม่โกรธ พระองค์เองเป็นคนดี ทรงชนะคนไม่ดีด้วยความดีพระองค์เองเป็นผู้ทรงบริจาค ทรงชนะคนตระหนี่เหนียวแน่นด้วยการบริจาค พระองค์เองตรัสความจริง ทรงชนะคนพูดเหลาะแหละด้วยคำจริง.

บทว่า มคฺคา อุยฺยาหิ ความว่า สารถีของพระเจ้าพาราณสีกล่าวว่า ท่านสารถีผู้เป็นสหาย ขอได้โปรดหลีกจากทาง จงให้ทางแก่พระราชาของพวกเราผู้ประกอบด้วยคุณ คือศีลและมารยาทมีอย่างนี้ พระราชาของพวกเราสมควรแก่ทางดำเนิน.

เมื่อสารถีของพระเจ้าพาราณสีกล่าวอย่างนี้แล้ว พระเจ้าพัลลิกะและสารถีทั้งสอง ก็เสด็จและลงจากรถ ปลดม้า ถอยรถถวายทางแด่พระเจ้าพาราณสี.

พระเจ้าพาราณสีถวายโอวาทแด่พระเจ้าพัลลิกะว่า ธรรมดา พระราชาควรทรงกระทำอย่างนี้ๆ แล้วเสด็จไปกรุงพาราณสี ทรงกระทำบุญมีทานเป็นต้น ทรงเพิ่มพูนทางสวรรค์ ในเวลาสุดสิ้นพระชนม์.

แม้พระเจ้าพัลลิกะก็ทรงรับพระโอวาทของพระเจ้าพาราณสี ทรงสอบสวนชาวชนบท เสด็จไปทั่วพระนคร ไม่เห็นมีผู้กล่าวโทษของพระองค์ จึงกระทำบุญมีทานเป็นต้น ทรงเพิ่มพูนทางสวรรค์ ในเวลาสุดสิ้นพระชนม์.

พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มา เพื่อทรงถวายโอวาทแด่พระเจ้าโกศล แล้วทรงประชุมชาดก

นายสารถีของพระเจ้าพัลลิกะ ครั้งนั้น ได้เป็น พระโมคคัลลานะ

พระเจ้าพัลลิกะได้เป็น พระอานนท์

สารถีของพระเจ้าพาราณสีได้เป็น พระสารีบุตร

ส่วนพระราชา คือ ตถาคต เอง. -----------------------------------------------------

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/pali/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๔

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้docs/legal/PERMISSIONS.md#มจร

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสารdocs/legal/PERMISSIONS.md#อรรถกถา