๖. อุปาลิเถราปทาน
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ · อ้างว่าได้รับอนุญาต แต่ยังไม่มีเอกสาร
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๖. อุปาลิเถราปทาน ประวัติในอดีตชาติของพระอุบาลีเถระ (พระอุบาลีเถระ เมื่อจะประกาศประวัติในอดีตชาติของตน จึงกล่าวว่า)
ข้าพเจ้าเป็นพราหมณ์มีนามว่าสุชาตะ ในกรุงหงสวดี มีกองทรัพย์ ๘๐ โกฏิ มีทรัพย์และข้าวเปลือกเป็นอันมาก
เป็นผู้คงแก่เรียน ทรงมนตร์ จบไตรเพท สำเร็จในคัมภีร์พยากรณ์ลักษณะ คัมภีร์อิติหาสะ และไตรเพท อันเป็นธรรมของตน
ครั้งนั้น เหล่าปริพาชกผู้มีผมปอยเดียว สาวกของพระพุทธเจ้าผู้เป็นเชื้อสายพระอาทิตย์ และเหล่าดาบสผู้เที่ยวสัญจร พากันท่องเที่ยวไปบนพื้นแผ่นดิน
แม้พวกเขาก็พากันห้อมล้อมข้าพเจ้า ด้วยสำคัญว่า เป็นพราหมณ์ มีชื่อเสียง ชนจำนวนมากพากันบูชาข้าพเจ้า แต่ข้าพเจ้าไม่บูชาใครๆ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๖๘}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๑. พุทธวรรค] ๓. เถราปทาน ๖. อุปาลิเถราปทาน
ครั้งนั้น ข้าพเจ้าไม่เห็นใครว่าเป็นผู้ที่ควรบูชา จึงถือตัวจัด พระชินเจ้ายังไม่เสด็จอุบัติขึ้นมาตราบใด คำว่า พุทธะ ก็ยังไม่มีตราบนั้น
เมื่อวันคืนล่วงไป พระผู้มีพระภาคพระนามว่าปทุมุตตระ ทรงเป็นผู้นำ ผู้มีพระจักษุ เสด็จอุบัติขึ้นมาบรรเทาความมืดทั้งปวงในโลก
เมื่อศาสนาแผ่ไปกว้างขวาง มีท่านผู้รู้มากและเป็นปึกแผ่น ครั้งนั้น พระพุทธเจ้าได้เสด็จเข้าไปยังกรุงหงสวดี
ครั้งนั้น พระพุทธเจ้าผู้มีพระจักษุพระองค์นั้น ได้ทรงแสดงธรรมเป็นประโยชน์แก่พระบิดา มีชุมนุมชนอยู่โดยรอบตลอดหนึ่งโยชน์ ตามเวลานั้น
ครั้งนั้น สุนันทดาบสได้รับสมมติจากหมู่ชน(ว่าเป็นเลิศ) ได้ใช้ดอกไม้บังแดดทั่วพุทธบริษัท
เมื่อพระพุทธเจ้าทรงประกาศสัจจะ ๔ ณ มณฑปดอกไม้ที่งดงาม เหล่าสัตว์ประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ โกฏิได้บรรลุธรรม
พระพุทธเจ้าทรงบันดาลหยาดฝนคือพระธรรม ให้ตกลงตลอดทั้ง ๗ คืน ๗ วัน พอถึงวันที่ ๘ พระชินเจ้าก็ได้ทรงพยากรณ์สุนันทดาบสว่า
ท่านผู้นี้ เมื่อเวียนว่ายตายเกิดในเทวโลกหรือมนุษยโลก ก็จักเป็นผู้ประเสริฐกว่าใครทั้งหมด จักเวียนว่ายตายเกิดในภพทั้งหลาย
ในกัปที่ ๑๐๐,๐๐๐ (นับจากกัปนี้ไป) พระศาสดาทรงพระนามว่าโคดม ตามพระโคตร ทรงสมภพในราชสกุลโอกกากราช จักอุบัติขึ้นในโลก
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๖๙}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๑. พุทธวรรค] ๓. เถราปทาน ๖. อุปาลิเถราปทาน
ท่านผู้นี้จักเป็นบุตรของนางมันตานี มีนามว่าปุณณะ เป็นธรรมทายาท เป็นโอรสที่ธรรมเนรมิต จักเป็นสาวกของพระศาสดาพระองค์นั้น
ครั้งนั้น พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงพยากรณ์สุนันทดาบสอย่างนี้แล้ว ทำให้ประชาชนทั้งปวงร่าเริง ทรงแสดงกำลังของพระองค์
ครั้งนั้น ประชาชนประนมมือไหว้สุนันทดาบส แต่สุนันทดาบสครั้นทำสักการะในพระพุทธเจ้าแล้ว ก็ได้ชำระคติ(กำเนิด)ของตนให้บริสุทธิ์หมดจด
เพราะข้าพเจ้าได้ฟังพระดำรัสของพระมุนี ณ ที่นั้น จึงได้มีความดำริว่า เราจักสั่งสมบุญ โดยประการที่จะได้พบพระผู้มีพระภาคพระนามว่าโคดม
ครั้นข้าพเจ้าคิดอย่างนี้แล้ว ก็คิดถึงกิจที่เราควรทำว่า เราจะบำเพ็ญบุญกรรมเช่นไร ในเนื้อนาบุญที่ยอดเยี่ยม
บรรดาภิกษุผู้เป็นนักสวดทั้งหมดในศาสนา ภิกษุรูปนี้เป็นนักสวดรูปหนึ่ง ได้รับแต่งตั้งเป็นผู้เลิศในทางวินัย ตำแหน่งนั้นข้าพเจ้าปรารถนา แล้ว
โภคสมบัติของข้าพเจ้านี้นับประมาณมิได้ เปรียบดังห้วงน้ำที่ไม่มีอะไรๆ ทำให้กระเพื่อมได้ (นับไม่ได้) ข้าพเจ้าได้จ่ายโภคสมบัตินั้นสร้างอารามถวายพระพุทธเจ้า @เชิงอรรถ : @ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในที่นี้หมายถึงพระผู้มีพระภาคพระนามว่าปทุมุตตระ (ขุ.อป.อ. ๑/๔๕๕/๓๓๓)@ ครั้งนั้น ในที่นี้หมายถึงก่อนที่พระพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระจะเสด็จอุบัติขึ้นมา (ขุ.อป.อ. ๑/๔๕๖/๓๓๓)@ ท่านได้เห็นพระพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระแต่งตั้งภิกษุรูปหนึ่งไว้ในตำแหน่งพระวินัยธรผู้เลิศกว่าพระ@วินัยธรทุกรูป จึงได้สักการะพระศาสดาแล้วปรารถนาตำแหน่งนั้นบ้าง (ขุ.อป.อ. ๑/๔๕๙/๓๓๔)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๗๐}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๑. พุทธวรรค] ๓. เถราปทาน ๖. อุปาลิเถราปทาน
ข้าพเจ้าจ่ายทรัพย์หนึ่งแสนซื้อสวนชื่อว่าโสภณะ ด้านทิศตะวันออกนคร สร้างให้เป็นสังฆาราม
ข้าพเจ้าได้สร้างเรือนยอด ปราสาท มณฑป เรือนโล้น ถ้ำ และที่จงกรมไว้ในสังฆารามอย่างดี
ข้าพเจ้าได้สร้างเรือนไฟ โรงไฟ โรงน้ำ และห้องอาบน้ำ ถวายแด่หมู่ภิกษุ
ข้าพเจ้าได้ถวายเก้าอี้นอน ตั่ง ภาชนะสำหรับใช้สอย คนวัด และเภสัชนั้นครบทุกอย่าง
ข้าพเจ้าได้จัดตั้งอารักขาไว้ ให้สร้างกำแพงอย่างมั่นคง ด้วยหวังว่า ใครๆ อย่าได้รบกวนอารามแห่งนั้น ของท่านผู้มีจิตสงบ ผู้คงที่เลย
ข้าพเจ้าได้จ่ายทรัพย์หนึ่งแสนสร้างที่อยู่ไว้ในสังฆาราม ครั้นให้สร้างเสร็จสมบูรณ์แล้ว จึงน้อมถวายพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า
ข้าแต่พระมุนี ข้าพระองค์สร้างอารามเสร็จเรียบร้อยแล้ว ขอพระองค์ทรงรับเถิด ข้าแต่พระธีรเจ้าผู้มีพระจักษุ ข้าพระองค์ขอมอบถวายแด่พระองค์ ขอพระองค์ทรงรับเถิด
พระพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ ผู้ทรงรู้แจ้งโลก ผู้สมควรรับเครื่องบูชา ทรงเป็นผู้นำ ทราบความดำริของข้าพเจ้าแล้ว จึงทรงรับไว้
ข้าพเจ้าทราบการรับของพระสัพพัญญู ผู้แสวงหาพระคุณอันยิ่งใหญ่ จึงตระเตรียมโภชนาหารแล้ว ไปกราบทูลภัตตกาล
เมื่อข้าพเจ้ากราบทูลภัตตกาลแล้ว พระพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ ผู้ทรงเป็นผู้นำ พร้อมด้วยพระขีณาสพ ๑,๐๐๐ รูป ได้เสด็จมาสู่อารามของข้าพเจ้า
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๗๑}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๑. พุทธวรรค] ๓. เถราปทาน ๖. อุปาลิเถราปทาน
ข้าพเจ้าทราบเวลาที่พระองค์ประทับนั่งเรียบร้อยแล้ว จึงอังคาสให้อิ่มหนำ ทราบเวลาที่เสวยเสร็จเรียบร้อยแล้ว จึงได้กราบทูลคำนี้ว่า
อารามชื่อโสภณะข้าพระองค์จ่ายทรัพย์หนึ่งแสนซื้อมา ได้สร้างจนเสร็จเรียบร้อยด้วยทรัพย์จำนวนเท่านั้นเช่นกัน ข้าแต่พระมุนี ขอพระองค์ทรงรับเถิด
ด้วยการถวายพระอารามแห่งนี้และด้วยการตั้งเจตนาไว้มั่น เมื่อข้าพระองค์บังเกิดในภพ ขอจงได้สิ่งที่ข้าพระองค์ปรารถนาเถิด
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงรับสังฆาราม ที่ข้าพเจ้าสร้างเสร็จเรียบร้อยแล้ว ประทับนั่งท่ามกลางหมู่ภิกษุแล้ว ได้ตรัสพระดำรัสนี้ว่า
เราจักพยากรณ์ผู้ที่ได้ถวายสังฆาราม ซึ่งสร้าง(กุฏิ ที่เร้น มณฑป ปราสาท เรือนโล้น และกำแพงเป็นต้น) เสร็จเรียบร้อยแล้วแด่พระพุทธเจ้า ท่านทั้งหลายจงฟังเรากล่าวเถิด
กองทัพ ๔ เหล่า คือ พลช้าง พลม้า พลรถ และพลเดินเท้า จะแวดล้อมผู้นี้เป็นนิตย์ นี้เป็นผลแห่งการถวายสังฆาราม
เครื่องดนตรี ๖๐,๐๐๐ ชิ้น กลองที่ประดับตกแต่งสวยงาม จะแวดล้อมผู้นี้เป็นนิตย์ นี้เป็นผลแห่งการถวายสังฆาราม
สาวรุ่น ๘๖,๐๐๐ นาง ผู้ประดับตกแต่งสวยงาม สวมใส่ผ้าอาภรณ์อย่างงดงาม ห้อยตุ้มหูแก้วมณี
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๗๒}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๑. พุทธวรรค] ๓. เถราปทาน ๖. อุปาลิเถราปทาน
มีหน้ากลมโต มีปกติร่าเริง รูปร่างงาม เอวเล็กเอวบาง จักแวดล้อมผู้นี้เป็นนิตย์ นี้เป็นผลแห่งการถวายสังฆาราม
ผู้นี้จักรื่นรมย์ในเทวโลกตลอด ๓๐,๐๐๐ กัป จักเป็นจอมเทพครองเทวสมบัติ ๑,๐๐๐ ชาติ
จักได้สิ่งของทุกอย่างที่ท้าวเทวราชจะพึงได้ เป็นผู้มีโภคทรัพย์ไม่รู้จักพร่อง ครองเทวสมบัติ
จักเป็นพระเจ้าจักรพรรดิในแว่นแคว้น ๑,๐๐๐ ชาติ เป็นพระเจ้าประเทศราชอันไพบูลย์นับชาติไม่ถ้วน
ในกัปที่ ๑๐๐,๐๐๐ กัป พระศาสดาพระนามว่าโคดม ตามพระโคตร ทรงสมภพในราชสกุลโอกกากราช จักอุบัติขึ้นในโลก
ท่านผู้นี้จักมีนามว่าอุบาลี เป็นธรรมทายาท เป็นโอรสที่ธรรมเนรมิต เป็นสาวกของพระศาสดาพระองค์นั้น
จักถึงความสำเร็จในวินัย เป็นผู้ฉลาดในฐานะและมิใช่ฐานะ ดำรงศาสนาของพระชินเจ้าไว้ได้ อยู่อย่างผู้ไม่มีอาสวะ
พระผู้มีพระภาคผู้โคดมศากยะผู้ประเสริฐ ทรงทราบความนั้นทั้งหมดแล้ว ประทับนั่งในท่ามกลางหมู่ภิกษุ จักทรงตั้ง(อุบาลี)ไว้ในเอตทัคคะ @เชิงอรรถ : @ มีหน้ากลมโต ในที่นี้แปลตามบาลี อาฬารมุขา แต่อรรถกถาเป็น อาฬารปมฺหา (ขุ.อป.อ. ๑/๔๗๙/๓๓๕)@และข้ออื่นๆ ในเล่มเดียวกัน เช่นข้อ ๙๕/๑๐๕, ๗๖/๔๒๙ เป็น อาฬารปมฺหา เหมือนกันแปลว่า มีตากลมโต@ ฐานะและมิใช่ฐานะ หมายถึงเหตุและมิใช่เหตุ (ขุ.อป.อ. ๑/๔๘๕/๓๓๕)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๗๓}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๑. พุทธวรรค] ๓. เถราปทาน ๖. อุปาลิเถราปทาน
ข้าพระองค์ปรารถนาศาสนาของพระองค์ เริ่มต้นตั้งแต่(หลายแสน)กัปที่นับมิได้ ข้าพระองค์ได้บรรลุประโยชน์นั้น ทั้งได้บรรลุความสิ้นสังโยชน์ทั้งปวงตามลำดับ
คนถูกคุกคามด้วยพระราชอาญา ถูกเสียบไว้ที่หลาวแล้ว ไม่ได้ความสำราญที่หลาว ต้องการแต่จะหลุดพ้นไปอย่างเดียว ฉันใด
ข้าแต่พระองค์ผู้มีความเพียรมาก ข้าพระองค์ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ถูกคุกคามด้วยอาชญาคือภพ ถูกเสียบไว้ที่หลาวคือกรรม ถูกเวทนาคือความกระหายบีบคั้นแล้ว
ไม่ประสบความสำราญในภพ ถูกไฟ ๓ กอง แผดเผาอยู่ แสวงหาอุบายรอดพ้น ดุจคนแสวงหาอุบายรอดพ้นจากพระราชอาญา ฉะนั้น
คนดื่มยาพิษ ถูกยาพิษบีบคั้น เขาจึงแสวงหายากำจัดยาพิษ
เมื่อแสวงหา จึงได้พบยากำจัดยาพิษ ดื่มยานั้นแล้วก็มีความสุข เพราะรอดพ้นจากยาพิษ ฉันใด
ข้าแต่พระองค์ผู้มีความเพียรมาก ข้าพระองค์ก็เป็นเหมือนคนถูกยาพิษทำร้าย ถูกอวิชชาบีบคั้น จึงแสวงหายาคือพระสัทธรรม @เชิงอรรถ : @ ข้าพระองค์ปรารถนาศาสนาของพระองค์ คือข้าพเจ้าปรารถนาจะเป็นผู้เลิศกว่าใครๆ ในทางทรงจำวินัย@ในศาสนาของพระโคดมผู้มีพระภาค (ขุ.อป.อ. ๑/๔๘๗/๓๓๖) @ ไฟ ๓ กอง ได้แก่ ไฟคือราคะ ไฟคือโทสะ ไฟคือโมหะ หรือไฟในนรก ไฟที่เกิดขึ้นในกัป ไฟคือทุกข์@(ขุ.อป.อ. ๑/๔๘๙-๔๙๐/๓๓๖)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๗๔}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๑. พุทธวรรค] ๓. เถราปทาน ๖. อุปาลิเถราปทาน
เมื่อแสวงหายาคือพระธรรมก็ได้พบศาสนาของพระศากยะ ศาสนานั้นเป็นยาชั้นเลิศกว่ายาทุกขนาน สำหรับบรรเทาลูกศรทุกชนิด
ข้าพระองค์ดื่มธรรมโอสถแล้วก็ถอนพิษได้ทั้งหมด ข้าพระองค์ได้สัมผัสพระนิพพาน ซึ่งไม่แก่ ไม่ตาย เป็นภาวะเย็นสนิท
คนถูกผีคุกคาม ถูกผีสิงบีบคั้น พึงแสวงหาหมอผี เพื่อรอดพ้นจากผี
เมื่อแสวงหา ก็ได้พบหมอผีผู้ฉลาดในวิชาไล่ผี หมอผีนั้นจึงขับไล่ผีให้คนนั้น และทำผีพร้อมทั้งต้นเหตุให้พินาศ ฉันใด
ข้าแต่พระองค์ผู้มีความเพียรมาก ข้าพระองค์ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ถูกผีคือความมืด(คือกิเลส)เบียดเบียน จึงแสวงหาแสงสว่างคือญาณเพื่อรอดพ้นจากความมืด
ต่อมา ข้าพระองค์ได้พบพระศากยมุนีผู้ชำระความมืดคือกิเลส พระศากยมุนีนั้น ทรงบรรเทาความมืดให้ข้าพระองค์ ดุจหมอผีขับไล่ผีไป ฉะนั้น
ข้าพระองค์ได้ตัดกระแสการเวียนว่ายตายเกิดแล้ว ห้ามกระแสแห่งตัณหาได้ ถอนภพขึ้นได้หมดสิ้น ดุจหมอผีขับไล่ผีไปพร้อมทั้งต้นเหตุ ฉะนั้น
พญาครุฑโฉบลงจับนาคซึ่งเป็นภักษาของตน ย่อมทำน้ำในสระใหญ่ให้กระเพื่อมถึง ๑๐๐ โยชน์ โดยรอบ @เชิงอรรถ : @ ลูกศรทุกชนิด ในที่นี้หมายถึงกิเลสมีราคะเป็นต้น (ขุ.อป.อ. ๑/๔๙๔/๓๓๗)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๗๕}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๑. พุทธวรรค] ๓. เถราปทาน ๖. อุปาลิเถราปทาน
ครั้นพญาครุฑนั้นจับนาคได้แล้ว เบียดเบียนนาค ให้ห้อยหัวลง มันจับนาคพาบินไปได้ตามความปรารถนา ฉันใด
ข้าแต่พระองค์ผู้มีความเพียรมาก ข้าพระองค์ก็เหมือนพญาครุฑที่มีพลัง แสวงหาอสังขตธรรม ได้ชำระโทษทั้งหลายแล้ว
ข้าพระองค์ได้เห็นธรรมอันประเสริฐ จึงยึดถือเอาสันติบท อันยอดเยี่ยมนี้อยู่ ดุจพญาครุฑจับนาคไป ฉะนั้น
เถาวัลย์ชื่ออาสาวดี เกิดในสวนจิตรลดาแล้ว ล่วงไป ๑,๐๐๐ ปี เถาวัลย์นั้นจึงจะเกิดผลผลหนึ่ง
เทพทั้งหลาย เข้าไปนั่งเฝ้าเถาวัลย์ชื่ออาสาวดีนั้น เมื่อกาลนานๆ จะมีผลสักคราว เถาวัลย์ชื่ออาสาวดีนั้นเป็นเถาวัลย์ชั้นสูงสุด เป็นที่รักใคร่ของเหล่าเทวดาอย่างนี้
นับได้ ๑๐๐,๐๐๐ ปี (นับจากกัปนี้ไป) ข้าพระองค์จึงจะได้ปรนนิบัติพระมุนีนั้นนอบน้อมทั้งเช้าเย็น ดุจเหล่าเทวดาได้เข้าไปเฝ้าเถาวัลย์ชื่ออาสาวดีทั้งเช้าเย็น ฉะนั้น
การปรนนิบัติ(พระพุทธเจ้า)ไม่เป็นหมัน(เปล่าประโยชน์) และการนอบน้อมก็ไม่เปล่าประโยชน์ ถึงข้าพระองค์จะมาจากที่ไกล ขณะ ก็มิได้ล่วงเลยข้าพระองค์ไป @เชิงอรรถ : @ อสังขตธรรม หมายถึงธรรมที่ปัจจัยมิได้ปรุงแต่ง ธรรมที่ไม่ได้เกิดจากปัจจัย ได้แก่ พระนิพพาน@(ขุ.อป.อ. ๑/๕๐๓/๓๓๘) @ สันติบท หมายถึงนิพพาน (ขุ.อป.อ. ๑/๕๐๔/๓๓๘) @ อาสาวดี เป็นชื่อของผิวพรรณที่ได้ยาก ท่านก็กล่าวถึงเถาวัลย์อาสาวดีที่หายากมากในหมู่เทพยดา@เป็นเถาวัลย์ที่เหล่าเทวดาต้องการ (ขุ.อป.อ. ๑/๕๐๕/๓๓๙) @ ขณะ ในที่นี้หมายถึงขณะการเกิดขึ้นแห่งพระพุทธเจ้า (ขุ.อป.อ. ๑/๕๐๘/๓๓๙)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๗๖}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๑. พุทธวรรค] ๓. เถราปทาน ๖. อุปาลิเถราปทาน
ข้าพระองค์ค้นหาการถือปฏิสนธิในภพก็ไม่เห็น เพราะข้าพระองค์ไม่มีอุปธิ หลุดพ้นแล้ว(จากกิเลสทั้งปวง) มีจิตสงบระงับเที่ยวไป
ธรรมดาดอกปทุมพอได้สัมผัสแสงดวงอาทิตย์ ก็แย้มบานทุกเมื่อ ฉันใด ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงมีความเพียรมาก ข้าพระองค์ก็ฉันนั้นบานแล้ว(คือสำเร็จมรรคผลนิพพาน) เพราะรัศมีแห่งพระพุทธเจ้า
ในกำเนิดนกยาง ย่อมไม่มีนกยางตัวผู้ในกาลทุกเมื่อ เมื่อเมฆฝนคำรน(เมื่อฟ้าร้อง) นกยางตัวเมียจึงจะตั้งครรภ์ได้ ในกาลทั้งปวง
นกยางตัวเมียเหล่านั้นจะตั้งครรภ์อยู่นาน ตราบเท่าที่เมฆฝนยังไม่คำราม พวกมันจะพ้นจากภาระ(จะออกไข่) ได้ก็ต่อเมื่อเมฆฝนตกลงมา ฉันใด
ข้าพระองค์ก็ฉันนั้น เมื่อพระพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ ทรงคำรนด้วยเมฆฝนคือพระธรรม ก็ได้ตั้งครรภ์คือธรรม ด้วยเสียงแห่งเมฆฝนคือธรรม
ใช้เวลาตั้ง ๑๐๐,๐๐๐ กัป ข้าพระองค์ จึงจะได้ตั้งครรภ์คือบุญ ข้าพระองค์ยังไม่พ้นจากภาระ ตราบเท่าที่เมฆฝนคือพระธรรมยังไม่คำรน
ข้าแต่พระศากยมุนี พระองค์ทรงคำรน ด้วยเมฆฝนคือพระธรรมในกรุงกบิลพัสดุ์ที่น่ารื่นรมย์ในกาลใด ในกาลนั้นข้าพระองค์ก็จะพ้นจากภาระ @เชิงอรรถ : @ ภาระ ในที่นี้หมายถึงภาระคือการเวียนเกิดเวียนตายอยู่ในสังสารวัฏ (ขุ.อป.อ. ๑/๕๑๕/๓๔๐)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๗๗}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๑. พุทธวรรค] ๓. เถราปทาน ๖. อุปาลิเถราปทาน
ธรรมแม้นั้น คือ สุญญตวิโมกข์ อนิมิตตวิโมกข์ อัปปณิหิตวิโมกข์ และผล ๔ ทั้งปวง ข้าพระองค์ก็ได้บรรลุแล้ว ภาณวารที่ ๒ จบ
ข้าพระองค์ปรารถนาคำสอนของพระองค์นานจนนับกัปไม่ได้ ข้าพระองค์ได้บรรลุประโยชน์นั้นแล้ว ทั้งได้สันติบท อันยอดเยี่ยมตามลำดับ
ข้าพระองค์ถึงความสำเร็จในวินัย เป็นเหมือนภิกษุผู้แสวงคุณผู้มีชื่อเสียง ไม่มีภิกษุรูปอื่นจะเสมอเหมือนข้าพระองค์ ข้าพระองค์ทรงจำคำสั่งสอนไว้ได้
ในวินัยปิฎกทั้งสิ้นนี้ คือ ในวินัย ในขันธกะ ในปริจเฉท ๓ (คือ ในสังฆาทิเสส ๓ หมวด และปาจิตตีย์ ๓ หมวด) @เชิงอรรถ : @ สันติบท หมายถึงพระนิพพาน (ขุ.อป.อ. ๑/๕๑๗/๓๔๑) @ วินัย หมายถึงอุภโตวิภังค์, ขันธกะ หมายถึงมหาวรรคและจุลวรรค (ขุ.อป.อ. ๑/๕๑๙/๓๔๑)@ ติกสังฆาทิเสส อาบัติสังฆาทิเสส ๓ หมวด เป็นข้อกำหนด ๓ ประการของพระวินัยธร ผู้จะตัดสินอธิกรณ์@จะต้องตรวจดูว่าต้องอาบัติสังฆาทิเสส ในข้อกำหนดไหน ใน ๓ ประการนั้น เช่น นางภิกษุณี เรียกนาง@ภิกษุณีอื่นที่ถูกภิกษุณีสงฆ์ยกออกจากหมู่โดยชอบธรรม ชอบด้วยวินัย ชอบด้วยสัตถุศาสน์ กลับเข้าหมู่@เช่นนี้ เธอต้องอาบัติสังฆาทิเสส โดยสถานใดสถานหนึ่ง ในข้อกำหนด ๓ ประการ คือ (๑) มีความเข้าใจ@กรรมที่ภิกษุณีสงฆ์ทำโดยชอบธรรมว่าเป็นกรรมที่ภิกษุณีสงฆ์ทำโดยชอบธรรมเรียกนางภิกษุณี ที่ถูกลงโทษ@กลับเข้าหมู่ ต้องอาบัติสังฆาทิเสส (๒) มีความสงสัยในกรรมที่ภิกษุณีสงฆ์ทำโดยชอบธรรม เรียกนาง@ภิกษุณีที่ถูกลงโทษกลับเข้าหมู่ ต้องอาบัติสังฆาทิเสส (๓) มีความเข้าใจกรรมที่ภิกษุณีสงฆ์ทำโดยชอบ@ธรรมว่า เป็นกรรมที่ภิกษุณีสงฆ์ทำโดยไม่ชอบธรรม เรียกนางภิกษุณีที่ถูกลงโทษกลับเข้าหมู่ ต้องอาบัติ@สังฆาทิเสส ติกปาจิตตีย์ อาบัติปาจิตตีย์ ๓ หมวด คือภิกษุต้องอาบัติปาจิตตีย์ โดยสถานใดสถานหนึ่ง@ในข้อกำหนด ๓ ประการ เช่น ภิกษุเก็บอดิเรกจีวรไว้เกิน ๑๐ วันแล้ว (๑) มีความสำคัญว่าเกิน ๑๐@วันแล้ว ต้องอาบัติปาจิตตีย์ (๒) มีความสงสัยว่าเกิน ๑๐ วันแล้ว ต้องอาบัติปาจิตตีย์ (๓) มีความสำคัญว่า@ยังไม่เกิน ๑๐ วัน ต้องอาบัติปาจิตตีย์ (ดู วิ.มหา. (แปล) ๒/๔๖๘/๖)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๗๘}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๑. พุทธวรรค] ๓. เถราปทาน ๖. อุปาลิเถราปทาน ในหมวดที่ ๕ ข้าพระองค์ไม่มีความสงสัยอักขระ(คือสระ) หรือแม้ในพยัญชนะเลย
ข้าพระองค์ฉลาดในวิธีข่ม ในการกระทำคืน ในฐานะที่ควรและฐานะที่ไม่ควร ในการเรียกภิกษุผู้ถูกลงโทษกลับเข้าหมู่ และในการช่วยให้ภิกษุออกจากอาบัติ ถึงความสำเร็จในการกระทำทางวินัยกรรมทุกอย่าง
ข้าพระองค์ตั้งบทไว้ในวินัยและขันธกะ และขยายอุภโตวิภังค์ เรียก(ภิกษุผู้ถูกลงโทษ)กลับเข้าหมู่โดยกิจ(หน้าที่)
ข้าพระองค์เป็นผู้ฉลาดในนิรุตติศาสตร์ และฉลาดในประโยชน์และสิ่งมิใช่ประโยชน์ สิ่งที่ข้าพระองค์ไม่รู้ไม่มี ข้าพระองค์เป็นผู้เลิศผู้หนึ่งในศาสนาของพระศาสดา
ในวันนี้ ข้าพระองค์มองเห็นรูปคดี บรรเทาความสงสัยได้ทุกอย่าง ในศาสนาของพระศากยบุตร ตัดความลังเลได้หมดสิ้น
ข้าพระองค์เป็นผู้ฉลาดในฐานะทั้งปวง คือ บทหน้า บทหลัง อักขระ พยัญชนะ คำเริ่มต้น และคำลงท้าย
เหมือนอย่างพระราชาผู้มีพลัง ทรงจับไพร่พลของพระราชาผู้เป็นปฏิปักษ์ ให้เดือดร้อน ชนะสงครามแล้ว รับสั่งให้สร้างนครไว้ในที่นั้น
พึงรับสั่งให้สร้างกำแพง รับสั่งให้ขุดคูรอบ ตั้งเสาระเนียด สร้างซุ้มประตู สร้างป้อมต่างๆ ไว้ในนคร เป็นอันมาก @เชิงอรรถ : @ ในหมวดที่ ๕ ในที่นี้ หมายถึงปริวาร (ชื่อคัมภีร์พระวินัยปิฎก หมวดสุดท้ายใน ๕ หมวด คือ อาทิกัมมิกะ@ปาจิตตีย์ มหาวรรค จูฬวรรค ปริวาร) (ขุ.อป.อ. ๑/๕๑๙/๓๔๑) @ ข้าพระองค์มองเห็นรูปคดี ในอรรถกถาเป็น รูปทกฺเข แก้ว่า ในคราวมองเห็นรูปก็คือในการวินิจฉัยวินัย@(ขุ.อป.อ. ๑/๕๒๓/๓๔๒)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๗๙}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๑. พุทธวรรค] ๓. เถราปทาน ๖. อุปาลิเถราปทาน
พึงรับสั่งให้สร้างถนนสี่แยก ทางแยก ร้านตลาด จัดสรรไว้เป็นอย่างดี สร้างศาลสถิตยุติธรรมเป็นที่ตัดสินคดีความไว้ในนครนั้น
เพื่อป้องกันอริราชศัตรู เพื่อจะรู้ช่องทาง(ดีร้าย) เพื่อดูแลรักษากำลังพล พระราชาเจ้านครนั้น จึงทรงแต่งตั้งแม่ทัพไว้
เพื่อรักษาสิ่งของ พระองค์จึงทรงแต่งตั้งคนที่ฉลาด ในการเก็บรักษาสิ่งของ ให้เป็นผู้รักษาสิ่งของ ด้วยตั้งพระทัยว่า สิ่งของของเราอย่าเสียหายไปเลย
ผู้ใดสมัครสมานกับพระราชา และปรารถนาความเจริญรุ่งเรืองแก่พระราชา พระราชาย่อมมอบหน้าที่แก่ผู้นั้น เพื่อปฏิบัติตอบแทนต่อมิตร
พระราชาพระองค์นั้น ย่อมทรงแต่งตั้งผู้ที่ฉลาดในลางบอกเหตุ ในนิมิตและในลักษณะ ผู้คงแก่เรียน ผู้ทรงมนตร์ ไว้ในตำแหน่งปุโรหิต @เชิงอรรถ : @ บาทคาถาว่า สมคฺโค โหติ โส รญฺโญ ฉบับพม่าและอรรถกถาเป็น มมตฺโต โหติ โย รญฺโญ เดิมแปลว่า@เขาเป็นผู้พร้อมเพรียงกับพระราชา ปรารถนาความเจริญรุ่งเรืองแก่ผู้ใด ย่อมมอบหน้าที่ คือความเป็นใหญ่@ในการวินิจฉัยแก่ผู้นั้นเพื่อปฏิบัติเพื่อความเป็นมิตร โส เขาสามัคคีกับพระราชาพอฟังได้ แต่ถ้าจะตั้งคน@ที่ตนชอบพอให้เป็นคนตัดสินคดีความ คงไม่ได้ เพราะ โส คงแทนนามนามที่กล่าวชื่อมาแล้ว คือ คนที่ดูแล@รักษาสิ่งของ ถ้าจะว่า โส แทนบทว่า ราชา ก็ฟังไม่ขึ้น ราชาที่ไหนมาสามัคคีกับราชานี้ จึงแปลตามแนว@ฉบับพม่าและอรรถกถา (มมตฺโต โหติ โย รญฺโญติ โย ปณฺฑิโต รญฺโญ มมตฺโต มามโก ปกฺขปาโต@โหติ. วุทฺธึ ยสฺส จ อิจฺฉตีติ อสฺส รญฺโญ วุฑฺฒึ จ วิรุฬฺหึ โย อิจฺฉติ กาเมติ, ตสฺส อิตฺถมฺภูตสฺส ราชา@อธิกรณํ วินิจฺฉยาธิปจฺจํ เทติ มิตฺตสฺส มิตฺตภาวสฺส ปฏิปชฺชิตุนฺติ สมฺพนฺโธ ขุ.อป.อ. ๑/๕๓๐/๓๔๔)@ ผู้ที่ฉลาดลางบอกเหตุ หมายถึงผู้บอกคัมภีร์ไวยากรณ์แก่ศิษย์จำนวนมาก ผู้ทรงจำมนต์ ได้แก่ ผู้ทรง@จำไตรเพท (พระเวท ๓ เป็นคัมภีร์สูงสุดของศาสนาพราหมณ์ ได้แก่ (๑) ฤคเวท ประมวลบทความ@สรรเสริญ เทพเจ้า (๒) ยชุรเวท ประกอบด้วยบทสวดอ้อนวอนในพิธีบูชายัญต่างๆ (๓) สามเวท@ประมวลบทเพลงขับ สำหรับสวดแล้วร้องเป็นทำนองในพิธีบูชายัญ @ต่อมาเพิ่มอาถรรพเวท ว่าด้วยคาถาอาคมทางไสยศาสตร์เข้ามาอีกเป็น ๔ (ขุ.อป.อ. ๑/๕๓๑/๓๔๔)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๘๐}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๑. พุทธวรรค] ๓. เถราปทาน ๖. อุปาลิเถราปทาน
พระราชาพระองค์นั้นทรงสมบูรณ์ด้วยองค์ประกอบเหล่านี้ พสกนิกรจึงขนานพระนามว่ากษัตริย์ เหล่าอำมาตย์จึงถวายการอารักขาพระราชาทุกเมื่อ ดุจนกจักรพากเฝ้ารักษานกผู้ประสบทุกข์
ข้าแต่พระองค์ผู้มีความเพียรมาก พระองค์ก็ฉันนั้นเหมือนกัน เป็นดุจกษัตริย์ ผู้ขจัดข้าศึกศัตรูได้แล้ว ชาวโลกพร้อมทั้งเทวโลกจึงขนานพระนามว่าธรรมราชา
พระองค์ทรงปราบเหล่าเดียรถีย์ ทรงกำจัดมารพร้อมทั้งเสนามาร ทรงขจัดความมืดมนอนธการแล้ว ได้ทรงสร้างนครคือพระธรรมไว้
ข้าแต่พระองค์ผู้มีความเพียร ในนครคือพระธรรมนั้น พระองค์มีศีลเป็นปราการ มีพระญาณเป็นซุ้มประตู มีศรัทธาเป็นเสาระเนียด และมีความสังวรเป็นนายประตู
ข้าแต่พระมุนี พระองค์มีสติปัฏฐานเป็นป้อม มีพระปัญญาเป็นชุมทาง มีอิทธิบาทเป็นถนนสี่แยก ธรรมวิถี พระองค์ก็ทรงสร้างไว้ดีแล้ว
พระองค์มีพระวินัย พระสูตร พระอภิธรรม และพระพุทธพจน์มีองค์ ๙ แม้ทั้งมวล นี้เป็นธรรมสภา @เชิงอรรถ : @ พระพุทธพจน์มีองค์ ๙ คือ (๑) สุตตะ พระสูตรทั้งหลาย รวมทั้งพระวินัยปิฎกและนิทเทส (๒) เคยยะ@ข้อความ ที่มีร้อยแก้วและร้อยกรองผสมกัน คือพระสูตรที่มีคาถารวมอยู่ด้วยทั้งหมด (๓) เวยยากรณะ@ไวยากรณ์ คือความร้อยแก้วล้วน ได้แก่ พระอภิธรรมปิฎกทั้งหมด และพระสูตรที่ไม่มีคาถา (๔) คาถา@ความร้อยกรองล้วน เช่น ธรรมบท เถรีคาถา (๕) อุทาน พระคาถาพุทธอุทาน (๖) อิติวุตตกะ พระสูตร@ที่เรียกว่าอิติวุตตกะ มี ๑๑๒ สูตร (๗) ชาตกะ ชาดก ๕๐๐ เรื่อง (๘) อัพภูตธรรม เรื่องอัศจรรย์@คือ พระสูตรที่กล่าวถึง ข้ออัศจรรย์ต่างๆ (๙) เวทัลละ พระสูตรแบบถามตอบ เช่นจูฬเวทัลลสูตร@มหาเวทัลลสูตร) (ขุ.อะ-ปะ.อ. ๑/๕๓๗/๓๔๕)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๘๑}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๑. พุทธวรรค] ๓. เถราปทาน ๖. อุปาลิเถราปทาน
พระองค์มีสุญญตวิหารธรรม(ธรรมเป็นเครื่องอยู่อันว่าง) อนิมิตตวิหารธรรม(ธรรมเป็นเครื่องอยู่ไม่มีนิมิต) อัปปณิหิตวิหารธรรม(ธรรมเป็นเครื่องอยู่ไม่มีความตั้งปรารถนา) อาเนญชวิหารธรรม (ธรรมเป็นเครื่องอยู่ไม่หวั่นไหว) นิโรธวิหารธรรม (ธรรมเป็นเครื่องอยู่คือความดับ) นี้เป็นธรรมกุฎี
พระเถระผู้เลิศด้วยปัญญา ที่ทรงแต่งตั้งไว้ ฉลาดในปฏิภาณ มีนามว่าสารีบุตร เป็นจอมทัพธรรมของพระองค์
ข้าแต่พระมุนี พระเถระผู้ฉลาดในจุติและปฏิสนธิ ถึงความสำเร็จแห่งฤทธิ์ มีนามว่าโกลิตะ (โมคคัลลานะ) เป็นปุโรหิตของพระองค์
ข้าแต่พระมุนี พระเถระผู้ดำรงวงศ์เก่าแก่ มีเดชแผ่ไป หาผู้กระทบกระทั่งได้ยาก เป็นผู้เลิศด้วยธุดงค์คุณ(มีนามว่ากัสสปะ)เป็นผู้พิพากษาของพระองค์
ข้าแต่พระมุนี พระเถระผู้เป็นพหูสูต ผู้ทรงธรรม เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุผู้สวดสาธยายทุกรูป ในศาสนา มีนามว่าอานนท์ เป็นผู้รักษาธรรมของพระองค์
พระผู้มีพระภาคผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ ทรงละพระเถระเหล่านี้ทุกรูป ทรงมุ่งเฉพาะข้าพระองค์ แล้วทรงประทานการวินิจฉัยวินัย ซึ่งบัณฑิตผู้รู้แสดงไว้แล้วแก่ข้าพระองค์ @เชิงอรรถ : @ อาเนญชวิหารธรรม หมายถึงสามัญผล (ผลแห่งความเป็นสมณะ) ๔ ที่ไม่เปลี่ยนแปลง (คือโสดาปัตติผล@สกทาคามิผล อนาคามิผล และอรหัตตผล (ขุ.อป.อ. ๑/๕๓๘/๓๔๖), ที.ปา. ๑๑/๓๕๔/๒๔๖@ นิโรธ ในที่นี้หมายถึงพระนิพพานเป็นที่ดับทุกข์ทั้งปวง (ขุ.อป.อ. ๑/๕๓๘/๓๔๖)@ เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุผู้สวดสาธยายทุกรูป แปลมาจากศัพท์ สพฺพปาฐิ (ขุ.อป.อ. ๑/๕๔๒/๓๔๗)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๘๒}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๑. พุทธวรรค] ๓. เถราปทาน ๖. อุปาลิเถราปทาน
สาวกของพระพุทธองค์ บางรูปไต่ถามปัญหาในวินัย ในปัญหาที่ถามมานั้น ข้าพระองค์ไม่ต้องคิด(ลังเล) ย่อมอธิบายปัญหานั้นได้เลย
ข้าแต่พระมหามุนีตลอดพุทธเขต ยกเว้นพระองค์ ในพระวินัยไม่มีใครผู้เช่นกับข้าพระองค์ ผู้ที่ยิ่งกว่าจักมีแต่ที่ไหน
พระผู้มีพระภาคผู้โคดม ประทับนั่งในท่ามกลางภิกษุสงฆ์แล้ว บันลืออย่างนี้ว่า ผู้เสมอกับอุบาลีในพระวินัย และในขันธกะ(คือในมหาวรรค จูฬวรรคและปริวาร)ไม่มี
สำหรับท่านผู้เห็นพระวินัยเป็นหลักสำคัญ นวังคสัตถุศาสตร์ เท่าที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ ทั้งหมดพระศาสดาตรัสไว้ในวินัย
พระผู้มีพระภาคผู้โคดมศากยะผู้ประเสริฐ ทรงระลึกถึงกรรมของข้าพระองค์ ประทับนั่งในท่ามกลางหมู่ภิกษุแล้ว ทรงแต่งตั้งข้าพระองค์ไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะ
ข้าพระองค์ได้ปรารถนาตำแหน่งนี้นานนับได้ ๑๐๐,๐๐๐ กัป ข้าพระองค์ได้บรรลุประโยชน์นั้นแล้ว ถึงความสำเร็จในวินัย @เชิงอรรถ : @ วินัย หมายถึงอุภโตวิภังค์ วินัยทั้งฝ่ายภิกษุและฝ่ายภิกษุณี @ คำว่า วินเย กถิตํ สพฺพํ ฉบับพม่าเป็น วินโยคธํ ตํ สพฺพํ ในอรรถกถาก็มีนัยเช่นนี้ โดยพระอรรถ-@กถาจารย์แก้เป็น สพฺพํ วินโยคธํ ตํ วินเย อนฺโตปวิฏฺฐํ วินยมูลกํ อิจฺเจวํ ปสฺสิโน ปสฺสนฺตสฺส@(ขุ.อป.อ. ๑/๕๔๗/๓๔๗) @คาถานี้ เดิมแปลว่า เรากล่าวสัตถุศาสน์มีองค์ ๙ ตลอดถึงที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้แล้วทั้งหมดไว้ใน@พระวินัยแก่บุคคลผู้เห็นมูลพระวินัย (ฉบับสังคายนา) @ข้อความตามนัยเดิมนั้น ดูกระไรอยู่ เพราะทำให้สงสัยว่าพระอุบาลีจะเป็นผู้จัดนวังคสัตถุศาสน์ไว้@ในพระวินัยหรือ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๘๓}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๑. พุทธวรรค] ๓. เถราปทาน ๖. อุปาลิเถราปทาน
เมื่อก่อน ข้าพระองค์เป็นช่างกัลบก (ช่างตัดผม) เป็นผู้ทำให้เจ้าศากยะทั้งหลายเกิดความเพลิดเพลิน ได้ละชาติกำเนิดนั้นแล้วมาเป็นบุตร ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่
ในกัปที่ ๒ นับจากภัทรกัปนี้ไป ได้มีกษัตริย์พระนามว่าอัญชสะ ทรงเดชานุภาพหาที่สุดมิได้ ทรงยศหาประมาณมิได้ เป็นพระเจ้าแผ่นดินมีพระราชทรัพย์มาก
ข้าพระองค์ได้เป็นขัตติยกุมารมีนามว่าจันทนะ เป็นโอรสของพระราชาพระองค์นั้น เป็นคนมีกิริยาแข็งกระด้าง เพราะความมัวเมาในชาติตระกูล ในยศ และในโภคะ
ช้างตระกูลมาตังคะ ๑๐๐,๐๐๐ เชือก ตกมัน ๓ แห่งประดับด้วยเครื่องประดับทุกอย่าง แวดล้อมข้าพระองค์อยู่ทุกเมื่อ
ครั้งนั้น ข้าพระองค์มีกำลังพลของตนห้อมล้อม ต้องการจะประพาสอุทยาน จึงทรงช้างชื่อสิริกะออกจากนครไป
พระสัมพุทธเจ้า พระนามว่าเทวละ ผู้เพียบพร้อมด้วยจรณะ คุ้มครองทวาร สำรวมด้วยดี เสด็จมาข้างหน้าของข้าพระองค์ @เชิงอรรถ : @ พระสัมพุทธเจ้า ในที่นี้หมายถึงพระปัจเจกพุทธเจ้า (ขุ.อป.อ. ๑/๕๕๕/๓๔๙)@ จรณะ หมายถึงจรณธรรม ๑๕ มีสีลสังวรเป็นต้น (ขุ.อป.อ. ๑/๕๕๕/๓๔๙)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๘๔}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๑. พุทธวรรค] ๓. เถราปทาน ๖. อุปาลิเถราปทาน
ครั้งนั้น ข้าพระองค์ได้ไสช้างสิริกะไป จะให้ทำร้ายพระพุทธเจ้า เพราะเหตุนั้น ช้างนั้นเหมือนเกิดความโกรธยกเท้าไม่ขึ้น
ข้าพระองค์เห็นช้างเสียใจ จึงโกรธพระพุทธเจ้า เบียดเบียนพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วได้ไปอุทยาน
เพราะการจะให้ช้างทำร้ายนั้นเป็นเหตุ ข้าพระองค์จึงมิได้ประสบความสำราญ ศีรษะเป็นเหมือนมีไฟลุกโพลงอยู่ ข้าพระองค์ถูกความเร่าร้อนเผาไหม้อยู่ เหมือนปลาติดเบ็ด
แผ่นดินซึ่งมีสมุทรสาครเป็นที่สุด ย่อมปรากฏแก่ข้าพระองค์เป็นดุจไฟลุกท่วม ข้าพระองค์ได้เข้าเฝ้าพระราชบิดาแล้วกราบทูลคำนี้ว่า
หม่อมฉันได้ทำร้ายพระพุทธเจ้า ผู้เป็นพระสยัมภูพระองค์ใด ผู้เป็นดังอสรพิษที่ถูกทำให้โกรธ ดังกองไฟที่ลามมา ดังช้างพลายตัวตกมัน
พระพุทธชินเจ้า ผู้มีตบะแก่กล้า ถูกข้าพระองค์รุกราน พวกเราชาวเมืองทั้งปวงจักพินาศ พวกเราจักขอขมาพระมุนีนั้น @เชิงอรรถ : @ แปลตามอรรถกถา (ขุ.อป.อ. ๑/๕๖๐/๓๕๐) ท่านเปรียบพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้าว่า@เป็นดังอสรพิษร้ายบ้าง ดังกองไฟบ้าง ดังราชสีห์ชาติไกรสรบ้าง ดังช้างตกมันบ้าง คนที่เข้าใกล้อสรพิษ@กองไฟลุกโชติช่วง ราชสีห์ดุร้าย ช้างตกมัน ย่อมได้รับอันตราย ฉันใด ผู้ที่ทำร้ายพระพุทธเจ้า@พระปัจเจกพุทธเจ้า ก็ย่อมประสบบาปกรรมใหญ่หลวง ก็ฉันนั้น @ดังบาลีว่า @อาสีวิโส ยถา โฆโร มิคราชาว เกสรี @มตฺโตว กุญฺชโร ทนฺโต เอวํ พุทฺธา ทุราสทา. @(ขุ.อป. ๓๒/๒๗๐/๔๔๙) @คาถาที่ ๕๖๐ นี้ เดิมแปลอสรพิษร้าย และกองไฟเป็นอุปมาของช้าง
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๘๕}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๑. พุทธวรรค] ๓. เถราปทาน ๖. อุปาลิเถราปทาน
หากพวกเราจักไม่ขอขมาพระองค์(พระสัมมาสัมพุทธเจ้า) ผู้ฝึกตนแล้ว ผู้มีจิตตั้งมั่น แว่นแคว้นของเราจักพินาศภายในวันที่ ๗
พระเจ้าสุเมขลราช พระเจ้าโกสิยราช พระเจ้าสิคควราช พระเจ้าสัตตกราชเหล่านั้นพร้อมเสนา ได้รุกรานท่านฤๅษีทั้งหลายแล้ว ได้ถึงความทุกข์ยาก
ท่านฤๅษีทั้งหลาย ผู้สำรวมแล้ว ประพฤติประเสริฐ ย่อมโกรธในกาลใด ในกาลนั้นย่อมทำมนุษยโลกพร้อมทั้งเทวโลก ท้องทะเล และภูเขา ให้พินาศไป
ข้าพระองค์จึงสั่งให้ประชาชนมาประชุมกันในพื้นที่ ประมาณ ๓,๐๐๐ โยชน์ เพื่อต้องการจะแสดงโทษ จึงเข้าไปหาพระสยัมภูพุทธเจ้า
ประชาชน(พร้อมทั้งข้าพระองค์)ทั้งหมด มีผ้าเปียก ศีรษะเปียก ประนมมือ พากันหมอบลงแทบพระยุคลบาทของพระสยัมภูพุทธเจ้า แล้วได้กราบเรียนคำนี้ว่า
ข้าแต่ท่านผู้มีความเพียรมาก ขอพระคุณเจ้าโปรดยกโทษเถิด ประชาชนอ้อนวอนพระคุณเจ้า ขอพระคุณเจ้าโปรดช่วยบรรเทาความเร่าร้อน และขอพระคุณเจ้าอย่าได้ทำแว่นแคว้นให้พินาศเลย
มวลมนุษย์พร้อมทั้งเทวดา ทานพ และรากษส จะพึงเอาค้อนเหล็กทุบศีรษะของข้าพระองค์ ในกาลทุกเมื่อ @เชิงอรรถ : @ ทานพ หมายถึงอสูรจำพวกหนึ่ง รากษส หมายถึงยักษ์ร้าย, ผีเสื้อน้ำ (ขุ.อป.อ. ๑/๕๖๘/๓๕๑)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๘๖}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๑. พุทธวรรค] ๓. เถราปทาน ๖. อุปาลิเถราปทาน
(พระพุทธเจ้าตรัสว่า) ไฟย่อมไม่เกิดในน้ำ พืชย่อมไม่งอกบนแผ่นหิน กิมิชาติ ย่อมไม่เกิดในยาพิษ ฉันใด ความโกรธย่อมไม่เกิดในพระพุทธเจ้า ฉันนั้น
แผ่นดินไม่หวั่นไหว ฉันใด พระพุทธเจ้าใครๆ ก็ให้กำเริบไม่ได้ ฉันนั้น ทะเลประมาณมิได้ ฉันใด พระพุทธเจ้ามีพระคุณประมาณมิได้ ฉันนั้น และอากาศไม่มีที่สุด ฉันใด พระพุทธเจ้ามีพระคุณไม่มีที่สุด ฉันนั้น
พระพุทธเจ้าทั้งหลายฝึกฝนตนแล้ว มีความเพียรมาก มีการงดโทษให้แก่ผู้อื่นและมีตบะ ท่านผู้มีความอดทนและมีการอดโทษให้ แก่ผู้อื่น จะไม่มีการลุอำนาจอคติ
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าครั้นกล่าวดังนี้แล้วได้บรรเทาความเร่าร้อน เหาะขึ้นไปบนท้องฟ้าต่อหน้ามหาชน ในครั้งนั้น
ข้าแต่พระองค์ผู้มีความเพียร เพราะกรรมนั้น ข้าพระองค์จึงได้เข้าถึงภาวะที่เลวทราม ล่วงเลยชาตินั้นมาเข้าสู่นคร(คือนิพพาน)ซึ่งไม่มีภัย
ข้าแต่พระองค์ผู้มีความเพียรมาก แม้ในครั้งนั้น พระสยัมภูพุทธเจ้าเห็นข้าพระองค์ถูกไฟแผดเผาอยู่ @เชิงอรรถ : @ กิมิชาติ หมายถึงสัตว์จำพวกหนอน @ อรรถกถาเป็น ธีราติ ธีร ธิติสมฺปนฺน (ขุ.อป.อ. ๑/๕๗๓/๓๕๒) ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นปราชญ์ (เป็นคำร้อง@เรียกที่พระอุบาลีเรียกพระพุทธเจ้าอีกครั้งหนึ่ง หลังจากที่ได้เล่าประวัติในอดีตของตนมาแล้ว)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๘๗}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๑. พุทธวรรค] ๓. เถราปทาน ๖. อุปาลิเถราปทาน (แต่)ดำรงอยู่ด้วยดี จึงทรงบรรเทาความเร่าร้อนให้ ข้าพเจ้าจึงทูลขอพระสยัมภูงดโทษให้
ข้าแต่พระองค์ผู้มีความเพียรมาก แม้ในวันนี้ พระผู้มีพระภาคทรงช่วยข้าพระองค์ผู้ถูกไฟ ๓ กอง แผดเผาอยู่ ให้ถึงภาวะสงบเย็น และทรงช่วยดับไฟ ๓ กองให้แล้ว
ขอให้ท่านทั้งหลายผู้เงี่ยโสตสดับ จงตั้งใจฟังข้าพเจ้ากล่าว ข้าพเจ้าจะบอกประโยชน์แก่ท่านทั้งหลาย โดยประการที่ข้าพเจ้าได้เห็นบท แล้ว
ข้าพเจ้าดูหมิ่นพระสยัมภูพุทธเจ้าพระองค์นั้น ผู้มีจิตสงบ มีจิตตั้งมั่น เพราะกรรมนั้น ในปัจจุบันนี้ จึงมาเกิดในชาติตระกูลต่ำ
ท่านทั้งหลายอย่าได้พลาดขณะ ไปเลย เพราะเหล่าสัตว์ผู้ล่วงเลยขณะไปย่อมเศร้าโศก ขอท่านทั้งหลายพึงพยายามในประโยชน์ตนเถิด ขณะท่านทั้งหลายให้สำเร็จแล้ว
พระผู้มีพระภาคตรัสบอกยาสำรอกแก่บุคคลบางพวก ยาถ่ายแก่บุคคลบางพวก ยาพิษร้ายแรงแก่บุคคลบางพวก และยารักษาแก่บุคคลบางพวก @เชิงอรรถ : @ ฉบับเก่าประธานของประโยคคือ ตฺวํ (คือ สัพพนาม แทน คำว่า ภควา ซึ่งพระอุบาลี กำลังกราบทูลอยู่)@ดูตามความแล้ว หมายถึงพระปัจเจกพุทธเจ้าในอดีต และอรรถกถาก็ขึ้น ปจฺเจกพุทฺโธ เป็นประธาน@ ไฟ ๓ กอง หมายถึงไฟคือราคะ ไฟคือโทสะ ไฟคือโมหะ หรือไฟนรก ไฟในเปรตวิสัยและไฟในสังสารวัฏ@(ขุ.อป.อ. ๑/๕๗๕/๓๕๓) @ บท ในที่นี้หมายถึงพระนิพพาน (ขุ.อป.อ. ๑/๕๗๖/๓๕๓) @ ขณะในที่นี้ หมายถึงขณะเป็นที่พระพุทธเจ้าบังเกิดขึ้น (ขุ.อป.อ. ๑/๕๗๘/๓๕๓)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๘๘}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๑. พุทธวรรค] ๓. เถราปทาน ๖. อุปาลิเถราปทาน
คือพระผู้มีพระภาค ตรัสบอกยาสำรอกแก่บุคคลผู้ปฏิบัติ ตรัสบอกยาถ่ายแก่บุคคลผู้ดำรงอยู่ในผล ตรัสบอกยารักษาโรคแก่บุคคลผู้ได้ผลแล้ว ตรัสบอกบุญเขตแก่บุคคลผู้แสวงบุญ
ตรัสบอกยาพิษร้ายแรง(คือบาปอกุศล) แก่บุคคลผู้เป็นข้าศึกต่อศาสนา ยาพิษร้ายแรงย่อมแผดเผานรชนนั้น เหมือนอสรพิษร้าย ฉะนั้น
ยาพิษร้ายแรงที่บุคคลดื่มแล้วเพียงครั้งเดียว ก็ย่อมทำให้เสียชีวิตได้ บุคคลทำผิดต่อศาสนาแล้ว ย่อมถูกแผดเผานับเป็นโกฏิกัป
พระองค์ทรงช่วยสัตว์โลกพร้อมทั้งเทวโลกให้ข้ามพ้น(สังสารวัฏ) ด้วยขันติ ด้วยความไม่เบียดเบียน และด้วยจิตประกอบด้วยเมตตา เพราะเหตุนั้น พระพุทธเจ้าเหล่านั้น เป็นผู้อันท่านทั้งหลายให้พิโรธไม่ได้
พระพุทธเจ้าทั้งหลายทรงเป็นเช่นพื้นปฐพี ไม่ทรงติดข้องในลาภ ในความเสื่อมลาภ ในความสรรเสริญ ในความถูกดูหมิ่น เพราะเหตุนั้น พระพุทธเจ้าเหล่านั้น เป็นผู้อันท่านทั้งหลายให้พิโรธไม่ได้
พระมุนีทรงมีพระทัยสม่ำเสมอในสัตว์ทั้งปวง คือ ในพระเทวทัต นายขมังธนู โจรองคุลีมาล พระราหุล และช้างธนบาล
พระพุทธเจ้าทั้งหลายเหล่านั้น ไม่มีความแค้นเคือง ไม่มีความกำหนัด เหตุนั้น พระพุทธเจ้าจึงทรงมีพระทัยสม่ำเสมอในชนทั้งหมด คือในนายขมังธนู และในพระโอรส
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๘๙}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๑. พุทธวรรค] ๓. เถราปทาน ๖. อุปาลิเถราปทาน
ท่านทั้งหลายได้พบผ้ากาสาวะอันเป็นธงชัยของพระฤๅษี ซึ่งเปื้อนคูถ ถูกทิ้งไว้ที่หนทาง ก็พึงประนมมือเหนือศีรษะแล้วไหว้เถิด
พระพุทธเจ้าเหล่าใดทั้งอดีต ปัจจุบัน และอนาคต พระพุทธเจ้าเหล่านั้น ย่อมบริสุทธิ์ได้ด้วยธงชัยนี้ เพราะเหตุนั้น จึงควรนอบน้อมพระพุทธเจ้าเหล่านั้น
ข้าพเจ้าทรงจำวินัยที่ดีงาม เช่นกับองค์แทนพระศาสดาไว้ด้วยหทัย ข้าพเจ้านมัสการวินัยอยู่ในกาลทั้งปวง
วินัยเป็นที่อาศัยของข้าพเจ้า เป็นที่ยืนเดินของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าสำเร็จการอยู่ในวินัย วินัยเป็นอารมณ์ของข้าพเจ้า
ข้าแต่พระองค์ผู้มีความเพียรมาก ภิกษุชื่ออุบาลีถึงความสำเร็จในวินัย เป็นผู้ฉลาดในวิธีระงับอธิกรณ์ ขอถวายบังคมพระยุคลบาทของพระศาสดา
ข้าพเจ้านั้น เที่ยวไปจากหมู่บ้านสู่หมู่บ้าน จากเมืองสู่เมือง นมัสการอยู่ซึ่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และพระธรรมซึ่งเป็นธรรมดี
กิเลสทั้งหลายข้าพเจ้าก็เผาได้แล้ว ภพทั้งปวงข้าพเจ้าถอนได้แล้ว อาสวะทั้งปวงก็สิ้นไปแล้ว บัดนี้ ภพใหม่ไม่มีอีก
การที่ข้าพเจ้าได้มาในสำนักของพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐที่สุด เป็นการมาดีแล้วโดยแท้ วิชชา ๓ ข้าพเจ้าได้บรรลุแล้วโดยลำดับ คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าก็ได้ทำสำเร็จแล้ว
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๒ หน้า : ๙๐}
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย อปทาน [๑. พุทธวรรค] ๓. เถราปทาน ๗. อัญญาโกณฑัญญเถราปทาน
คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ ข้าพเจ้าได้ทำให้แจ้งแล้ว คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าก็ได้ทำสำเร็จแล้ว ดังนี้แล ได้ทราบว่า ท่านพระอุบาลีเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้อุปาลิเถราปทานที่ ๖ จบ
ฉบับหลวง
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อฏฺฐมํ อุปาลิตฺเถราปทานํ (๖)
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๒ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ อุปาลีเถราปทานที่ ๘ (๖) ว่าด้วยผลแห่งการสร้างสังฆาราม
|๘.๔๓๘| นคเร หํสวติยา สุชาโต นาม พฺราหฺมโณ อสีติโกฏิสนฺนิจโย ปหูตธนธญฺญวา ฯ |๘.๔๓๙| อชฺฌายโก มนฺตธโร ติณฺณํ เวทาน ปารคู ลกฺขเณ อิติหาเส จ สทฺธมฺเม ปารมึ คโต ฯ |๘.๔๔๐| ปริพฺพชา เอกสิขา โคตมา พุทฺธสาวกา จรกา ตาปสา เจว จรนฺติ มหิยา ตทา ฯ |๘.๔๔๑| เตปิ มํ ปริวาเรนฺติ พฺราหฺมโณ วิสฺสุโต อิติ พหู ชนา มํ ปูเชนฺติ นาหํ ปูเชมิ กิญฺจินํ ฯ |๘.๔๔๒| ปูชารหํ น ปสฺสามิ มานถทฺโธ อหํ ตทา พุทฺโธติ วจนํ นตฺถิ ตาว นุปฺปชฺชเต ชิโน ฯ |๘.๔๔๓| อจฺจเยน อโหรตฺตํ ปทุมุตฺตรนายโก สพฺพํ ตมํ วิโนเทตฺวา โลเก อุปฺปชฺชิ จกฺขุมา ฯ |๘.๔๔๔| วิตฺถาริเก พหู ชญฺเญ ปุถุภูเต จ สาสเน อุปาคมิ ตทา พุทฺโธ นครํ หํสสวฺหยํ ฯ |๘.๔๔๕| ปิตุ อตฺถาย โส พุทฺโธ ธมฺมํ เทเสสิ จกฺขุมา เตน กาเลน ปริสา สมนฺตา โยชนํ ตทา ฯ |๘.๔๔๖| สมฺมโต มนุชานํ โย สุนนฺโท นาม ตาปโส ยาวตา พุทฺธปริสา ปุปฺเผหิจฺฉาทยิ ตทา ฯ |๘.๔๔๗| จตุสจฺจํ ปกาเสนฺโต เสฏฺเฐ จ ปุปฺผมณฺฑเป โกฏิสตสหสฺสานํ ธมฺมาภิสมโย อหุ ฯ |๘.๔๔๘| สตฺตรตฺตินฺทิวํ พุทฺโธ วสฺสิตฺวา ธมฺมวุฏฺฐิยา อฏฺฐเม ทิวเส ปตฺเต สุนนฺทํ กิตฺตยี ชิโน ฯ |๘.๔๔๙| เทวโลเก มนุสฺเส วา สํสรนฺโต อยํ ภเว สพฺเพสํ ปวโร หุตฺวา ภเวสุ สํสริสฺสติ ฯ |๘.๔๕๐| กปฺปสตสหสฺสมฺหิ โอกฺกากกุลสมฺภโว โคตโม นาม นาเมน สตฺถา โลเก ภวิสฺสติ ฯ |๘.๔๕๑| ตสฺส ธมฺเมสุ ทายาโท โอรโส ธมฺมนิมฺมิโต มนฺตานีปุตฺโต ปุณฺโณติ เหสฺสติ สตฺถุ สาวโก ฯ |๘.๔๕๒| เอวํ กิตฺตยิ สมฺพุทฺโธ สุนนฺทํ ตาปสํ ตทา หาสยนฺโต ชนํ สพฺพํ ทสฺสยนฺโต สกํ พลํ ฯ |๘.๔๕๓| กตญฺชลี นมสฺสนฺติ สุนนฺทํ ตาปสํ ตทา พุทฺเธ การํ กริตฺวาน โสเธสิ คติมตฺตโน ฯ |๘.๔๕๔| ตตฺถ เม อหุ สงฺกปฺโป สุตฺวาน มุนิโน วจํ อหํ การํ กริสฺสามิ ยถา ปสฺสามิ โคตมํ ฯ |๘.๔๕๕| เอวาหํ จินฺตยิตฺวาน กิริยํ จินฺตยึ มมํ กฺยาหํ กมฺมํ อาจรามิ ปุญฺญกฺเขตฺเต อนุตฺตเร ฯ |๘.๔๕๖| อยญฺจ ปาฐิโก ภิกฺขุ สพฺพปาฐีน สาสเน วินเย อคฺคนิกฺขิตฺโต ตํ ฐานํ ปตฺถยึ อหํ ฯ |๘.๔๕๗| อิทํ เม อมิตํ โภคํ อกฺโขภํ สาครูปมํ เตน โภเคน พุทฺธสฺส อารามํ มาปเย อหํ ฯ |๘.๔๕๘| โสภนํ นาม อารามํ นครสฺส ปุรตฺถโต กตฺวา สตสหสฺเสน สงฺฆารามํ อมาปยึ ฯ |๘.๔๕๙| กูฏาคาเร จ ปาสาเท มณฺฑเป หมฺมิเย คุหา จงฺกเม สุกเต กตฺวา สงฺฆาราเม อมาปยึ ฯ |๘.๔๖๐| ชนฺตาฆรํ อคฺคิสาลํ อโถ อุทกมาฬกํ นฺหานฆรํ มาปยิตฺวา ภิกฺขุสงฺฆสฺสทาสหํ ฯ |๘.๔๖๑| อาสนฺทิโย จ ปีฐเก ปริโภเค จ ภาชเน อารามิกญฺจ เภสชฺชํ สพฺพเมตํ อทาสหํ ฯ |๘.๔๖๒| อารกฺขํ ปฏฺฐเปตฺวาน ปาการํ การยึ ทฬฺหํ มา นํ โกจิ วิเหเฐสิ สนฺตจิตฺตาน ตาทินํ ฯ |๘.๔๖๓| อาวาเส สตสหสฺเส สงฺฆาราเม อมาปยึ เวปุลฺลตํ มาปยิตฺวา สมฺพุทฺธํ อุปนามยึ ฯ |๘.๔๖๔| นิฏฺฐาปิโต มยาราโม สมฺปฏิจฺฉ ตุวํ มุนิ นิยฺยาเทสฺสามิ ตํ ธีร อธิวาเสหิ จกฺขุม ฯ |๘.๔๖๕| ปทุมุตฺตโร โลกวิทู อาหุตีนํ ปฏิคฺคโห มม สงฺกปฺปมญฺญาย อธิวาเสหิ นายโก ฯ |๘.๔๖๖| อธิวาสนมญฺญาย สพฺพญฺญุสฺส มเหสิโน โภชนํ ปฏิยาเทตฺวา กาลมาโรจยึ อหํ ฯ |๘.๔๖๗| อาโรจิตมฺหิ กาลมฺหิ ปทุมุตฺตรนายโก ขีณาสวสหสฺเสหิ อารามํ เม อุปาคมิ ฯ |๘.๔๖๘| นิสินฺนกาลมญฺญาย อนฺนปาเนน ตปฺปยึ ภุตฺตาวีกาลมญฺญาย อิทํ วจนมพฺรวึ ฯ |๘.๔๖๙| กีโต สตสหสฺเสน ตตฺตเกเนว การิโต โสภโน นาม อาราโม สมฺปฏิจฺฉ ตุวํ มุนิ ฯ |๘.๔๗๐| อิมินา ภูมิทาเนน เจตนาปณิธีหิ จ ภเว นิพฺพตฺตมาโนหํ ลภามิ มม ปตฺถิตํ ฯ |๘.๔๗๑| ปฏิคฺคเหตฺวา สมฺพุทฺโธ สงฺฆารามํ สุมาปิตํ ภิกฺขุสงฺเฆ นิสีทิตฺวา อิทํ วจนมพฺรวิ ฯ |๘.๔๗๒| โย โส พุทฺธสฺส ปาทาสิ สงฺฆารามํ สุมาปิตํ ตมหํ กิตฺตยิสฺสามิ สุณาถ มม ภาสโต ฯ |๘.๔๗๓| หตฺถี อสฺสา รถา ปตฺตี เสนา จ จตุรงฺคินี ปริวาเรนฺติมํ นิจฺจํ สงฺฆารามสฺสิทํ ผลํ ฯ |๘.๔๗๔| สฏฺฐี ตุริยสหสฺสานิ เภริโย สมลงฺกตา ปริวาเรนฺติมํ นิจฺจํ สงฺฆารามสฺสิทํ ผลํ ฯ |๘.๔๗๕| ฉฬาสีติสหสฺสานิ นาริโย สมลงฺกตา วิจิตฺตวตฺถาภรณา อามุตฺตมณิกุณฺฑลา ฯ |๘.๔๗๖| อาฬารมุขา หสุลา สุสญฺญา ตนุมชฺฌิมา ปริวาเรสฺสนฺติมํ นิจฺจํ สงฺฆารามสฺสิทํ ผลํ ฯ |๘.๔๗๗| ตึสกปฺปสหสฺสานิ เทวโลเก รมิสฺสติ สหสฺสกฺขตฺตุํ เทวินฺโท เทวรชฺชํ กริสฺสติ ฯ |๘.๔๗๘| เทวราเชน ปตฺตพฺพํ สพฺพํ ปฏิลภิสฺสติ อนูนโภโค หุตฺวาน เทวรชฺชํ กริสฺสติ ฯ |๘.๔๗๙| สหสฺสกฺขตฺตุํ จกฺกวตฺติ ราชา รฏฺเฐ ภวิสฺสติ ฯ ปฐพฺยา รชฺชํ วิปุลํ คณนาโต อสงฺขยํ ฯ |๘.๔๘๐| กปฺปสตสหสฺสมฺหิ โอกฺกากกุลสมฺภโว โคตโม นาม โคตฺเตน สตฺถา โลเก ภวิสฺสติ ฯ |๘.๔๘๑| ตสฺส ธมฺเมสุ ทายาโท โอรโส ธมฺมนิมฺมิโต อุปาลิ นาม นาเมน เหสฺสติ สตฺถุ สาวโก ฯ |๘.๔๘๒| วินเย ปารมึ ปตฺวา ฐานาฐาเน จ โกวิโท ชินสาสนํ ธารยนฺโต วิหริสฺสตินาสโว ฯ |๘.๔๘๓| สพฺพเมตํ อภิญฺญาย โคตโม สกฺยปุงฺคโว ภิกฺขุสงฺเฆ นิสีทิตฺวา เอตทคฺเค ฐเปสฺสติ ฯ |๘.๔๘๔| อปริเมยฺยํ อุปาทาย ปตฺเถมิ ตว สาสนํ โส เม อตฺโถ อนุปฺปตฺโต สพฺพสํโยชนกฺขโย ฯ |๘.๔๘๕| ยถา สูลาวุโต โปโส ราชทณฺเฑน ตชฺชิโต สูเล สาตํ อวินฺทนฺโต ปริมุตฺตึว อิจฺฉติ ฯ |๘.๔๘๖| ตเถวาหํ มหาวีร ภวทณฺเฑน ตชฺชิโต กมฺมสูลาวุโต สนฺโต ปิปาสาเวทนาฏฺฐิโต ฯ |๘.๔๘๗| ภเว สาตํ น วินฺทามิ ฑยฺหนฺโต ตีหิ อคฺคิหิ ปริมุตฺตึ คเวสามิ ยถา จ ราชทณฺฑโต ฯ |๘.๔๘๘| ยถา วิสารโท ปุริโส วิเสน ปริปีฬิโต อคทํ โส คเวเสยฺย วิสฆาตายุปายนํ ฯ |๘.๔๘๙| คเวสมาโน ปสฺเสยฺย อคทํ วิสฆาตกํ ตํ ปิวิตฺวา สุขี อสฺส วิสมฺหา ปริมุตฺติยา ฯ |๘.๔๙๐| ตเถวาหํ มหาวีร ยถา วิสคโต นโร สมฺปีฬิโต อวิชฺชาย สทฺธมฺมาคทเมสหํ ฯ |๘.๔๙๑| ธมฺมาคทํ คเวสนฺโต อทฺทกฺขึ สกฺยสาสนํ อคฺคสจฺโจสถานนฺตํ สพฺพสลฺลวิโนทนํ ฯ |๘.๔๙๒| ธมฺโมสถํ ปิวิตฺวาน วิสํ สพฺพํ สมูหนึ อชรามรํ สีติภาวํ นิพฺพานํ ปสฺสยึ อหํ ฯ |๘.๔๙๓| ยถา ภูตตชฺชิโต โปโส ภูตคฺคาเหน ปีฬิโต ภูตเวชฺชํ คเวเสยฺย ภูตสฺมา ปริมุตฺติยา ฯ |๘.๔๙๔| คเวสมาโน ปสฺเสยฺย ภูตวิชฺชาสุ โกวิทํ ตสฺส โส วิหญฺเญ ภูตํ สมูลญฺจ วินาสเย ฯ |๘.๔๙๕| ตเถวาหํ มหาวีร ตมคฺคาเหน ปีฬิโต ญาณาโลกํ คเวสามิ ตมโต ปริมุตฺติยา ฯ |๘.๔๙๖| อถทฺทสํ สกฺยมุนึ กิเลสตมโสธนํ โส เม ตมํ วิโนเทสิ ภูตเวชฺโชว ภูติกํ ฯ |๘.๔๙๗| สํสารโสตํ สญฺฉินฺทึ ตณฺหาโสตํ นิวารยึ ภวํ อุคฺฆาตยึ สพฺพํ ภูตเวชฺโชว มูลโต ฯ |๘.๔๙๘| ครุโฬ ยถา โอปตติ ปนฺนคํ ภกฺขมตฺตโน สมนฺตา โยชนสตํ วิกฺโขเภติ มหาสรํ ฯ |๘.๔๙๙| ปนฺนคํ โส คเหตฺวาน อโธสีสํ วิเหฐยํ อาทาย โส ปกฺกมติ เยน กามํ วิหงฺคโม ฯ |๘.๕๐๐| ตเถวาหํ มหาวีร ยถาปิ ครุโฬ พลี อสงฺขตํ คเวสนฺโต โทเส วิกฺขาลยึ อหํ ฯ |๘.๕๐๑| ทิฏฺโฐ อหํ ธมฺมวรํ สนฺติปทํ อนุตฺตรํ อาทาย วิหราเมตํ ครุโฬ ปนฺนคํ ยถา ฯ |๘.๕๐๒| อาสาวตี นาม ลตา ชาตา จิตฺตลตาวเน ตสฺสา วสฺสสหสฺเสน เอกํ นิพฺพตฺตเต ผลํ ฯ |๘.๕๐๓| ตํ เทวา ปยิรุปาสนฺติ ตาว ทูรผลํ สกึ เทวานํ สา ปิยา เอวํ อาสาวตี ผลุตฺตมา ฯ |๘.๕๐๔| สตสหสฺสํ อุปาทาย ตาหํ ปริจเร มุนึ สายํ ปาตํ นมสฺสามิ เทวา อาสาวตึ ยถา ฯ |๘.๕๐๕| อวญฺฌา ปาริจริยา อโมฆา จ นมสฺสนา ทูราคตํปิ มํ สนฺตํ ขโณ มํ น วิราธยิ ฯ |๘.๕๐๖| ปฏิสนฺธึ น ปสฺสามิ วิจินนฺโต ภเว อหํ นิรูปธิ วิปฺปมุตฺโต อุปสนฺโต จรามหํ ฯ |๘.๕๐๗| ยถาปิ ปทุมํ นาม สุริยรํเสน ปุปฺผติ ตเถวาหํ มหาวีร พุทฺธรํเสน ปุปฺผิโต ฯ |๘.๕๐๘| ยถา พลากโยนิมฺหิ น วิชฺชติ ปุมา สทา เมเฆสุ คชฺชมาเนสุ คพฺภํ คณฺหนฺติ ตา สทา ฯ |๘.๕๐๙| จิรํปิ คพฺภํ ธาเรนฺติ ยาว เมโฆ น คชฺชติ ภารโต ปริมุจฺจนฺติ ยทา เมโฆ ปวสฺสติ ฯ |๘.๕๑๐| ปทุมุตฺตรพุทฺธสฺส ธมฺมเมเฆน คชฺชโต สทฺเทน ธมฺมเมฆสฺส ธมฺมคพฺภํ อคณฺหหํ ฯ |๘.๕๑๑| สตสหสฺสํ อุปาทาย ปุญฺญคพฺภํ ธเรมหํ นปฺปมุญฺจามิ ภารโต ธมฺมเมโฆ น คชฺชติ ฯ |๘.๕๑๒| ยทา ตุวํ สกฺยมุนิ รมฺเม กาปิลวตฺถเว คชฺชสิ ธมฺมเมเฆน ภารโต ปริมุจฺจหํ ฯ |๘.๕๑๓| สุญฺญตํ อนิมิตฺตญฺจ อถาปณิหิตํปิ จ จตุโร จ ผเล สพฺเพ ธมฺมํ วิชฏิ ตํปิหํ ฯ ทุติยภาณวารํ ฯ |๘.๕๑๔| อปริเมยฺยํ อุปาทาย ปตฺเถมิ ตว สาสนํ โส เม อตฺโถ อนุปฺปตฺโต สนฺติปทํ อนุตฺตรํ ฯ |๘.๕๑๕| วินเย ปารมึ ปตฺโต ยถาปิ ปาฐิโก อิสี น เม สมสโม อตฺถิ ธาเรมิ สาสนํ อหํ ฯ |๘.๕๑๖| วินเย ขนฺธเก จาปิ ติกจฺเฉเทว ปญฺจเก เอตฺถ เม วิมติ นตฺถิ อกฺขเร พฺยญฺชเนปิ วา ฯ |๘.๕๑๗| นิคฺคเห ปฏิกมฺเม จ ฐานาฐาเน จ โกวิโท โอสารเณ วุฏฺฐาปเน สพฺพตฺถ ปารมึ คโต ฯ |๘.๕๑๘| วินเย ขนฺธเก จาปิ นิกฺขิปิตฺวา ปทํ อหํ อุภโต วิภงฺเค เจว รสโต โอสเรยฺยหํ ฯ |๘.๕๑๙| นิรุตฺติยา จ กุสโล อตฺถานตฺเถ จ โกวิโท อนญฺญาตํ มยา นตฺถิ เอกคฺโค สตฺถุ สาสเน ฯ |๘.๕๒๐| รูปทกฺโข อหํ อชฺช สกฺยปุตฺตสฺส สาสเน กงฺขํ สพฺพํ วิโนเทมิ ฉินฺทามิ สพฺพสํสยํ ฯ |๘.๕๒๑| ปทํ อนุปทญฺจาปิ อกฺขรญฺจาปิ พฺยญฺชนํ นิทาเน ปริโยสาเน สพฺพตฺถ โกวิโท อหํ ฯ |๘.๕๒๒| ยถาปิ ราชา พลวา นิหนิตฺวา ปรนฺตเป วิชินิตฺวาน สงฺคามํ นครํ ตตฺถ มาปเย ฯ |๘.๕๒๓| ปาการํ ปริกฺขญฺจาปิ เอสิกํ ทฺวารโกฏฺฐกํ อฏฺฏาลเก จ วิวิเธ การเย นคเร พหู ฯ |๘.๕๒๔| สึฆาฏกํ ปจฺจุรญฺจ สุวิภตฺตนฺตราปณํ การาเปยฺย สภํ ตตฺถ อตฺถานตฺถวินิจฺฉยํ ฯ |๘.๕๒๕| นิคฺฆาฏตฺถํ อมิตฺตานํ ฉิทฺทาฉิทฺทญฺจ ชานิตุํ พลกายสฺส รกฺขาย เสนามจฺจํ ฐเปติ โส ฯ |๘.๕๒๖| อารกฺขตฺถาย ภณฺฑสฺส นิธานกุสลํ นรํ มา เม ภณฺฑํ วินสฺสีติ ภณฺฑรกฺขํ ฐเปติ โส ฯ |๘.๕๒๗| สมคฺโค โหติ โส รญฺโญ วุฑฺฒึ ยสฺส จ อิจฺฉติ ตสฺสาธิกรณํ เทติ มิตฺตสฺส ปฏิปชฺชิตุํ ฯ |๘.๕๒๘| อุปฺปาเทสุ นิมิตฺเตสุ ลกฺขเณสุ จ โกวิทํ อชฺฌายกํ มนฺตธรํ โปโรหิจฺเจ ฐเปติ โส ฯ |๘.๕๒๙| เอเตหงฺเคหิ สมฺปนฺโน ขตฺติโยติ ปวุจฺจติ สทา รกฺขนฺติ ราชานํ จกฺกวาโกว ทุกฺขินํ ฯ |๘.๕๓๐| ตเถว ตฺวํ มหาวีร หตามิตฺโตว ขตฺติโย สเทวกสฺส โลกสฺส ธมฺมราชาติ วุจฺจติ ฯ |๘.๕๓๑| ติตฺถิเย นีหริตฺวาน มารญฺจาปิ สเสนกํ ตมนฺธการํ วิธํเสตฺวา ธมฺมนครํ อมาปยิ ฯ |๘.๕๓๒| สีลํ ปาการิกํ ตตฺถ ญาณนฺเต ทฺวารโกฏฺฐกํ สทฺธา เต เอสิกา ธีร ทฺวารปาโล จ สํวโร ฯ |๘.๕๓๓| สติปฏฺฐานมฏฺฏาลํ ปญฺญา เต จจฺจรํ มุเน อิทฺธิปาทญฺจ สิงฺฆาฏํ ธมฺมวีถิ สุมาปิตํ ฯ |๘.๕๓๔| สุตฺตนฺตํ อภิธมฺมญฺจ วินยํ จาปิ เกวลํ นวงฺคํ พุทฺธวจนํ เอสา ธมฺมสภา ตว ฯ |๘.๕๓๕| สุญฺญตํ อนิมิตฺตญฺจ วิหารญฺจาปณีหิตํ อเนโช จ นิโรโธ จ เอสา ธมฺมกุฏี ตว ฯ |๘.๕๓๖| ปญฺญาย อคฺโค นิกฺขิตฺโต ปฏิภาเณ จ โกวิโท สารีปุตฺโตติ นาเมน ธมฺมเสนาปตี ตว ฯ |๘.๕๓๗| จุตูปปาตกุสโล อิทฺธิยา ปารมึ คโต โกลิโต นาม นาเมน โปโรหิจฺโจ ตว มุเน ฯ |๘.๕๓๘| โปราณกวํสธโร อุคฺคเตโช ทุราสโท ธุตวาทิคุเณ อคฺโค อกฺขทสฺโส ตว มุเน ฯ |๘.๕๓๙| พหุสฺสุโต ธมฺมธโร สพฺพปาฐี จ สาสเน อานนฺโท นาม นาเมน ธมฺมรกฺโข ตว มุเน ฯ |๘.๕๔๐| เอเต สพฺเพ อติกฺกมฺม มเหสี ภควา มม วินิจฺฉยํ เม ปาทาสิ วินเย วิญฺญุเทสิตํ ฯ |๘.๕๔๑| โย โกจิ วินเย ปญฺหํ ปุจฺฉติ พุทฺธสาวโก ตตฺถ เม จินฺตนา นตฺถิ ตญฺเญวตฺถํ กเถมหํ ฯ |๘.๕๔๒| ยาวตา พุทฺธเขตฺตมฺหิ ฐเปตฺวา จ มหามุนึ วินเย มาทิโส นตฺถิ กุโต ภิยฺโย ภวิสฺสติ ฯ |๘.๕๔๓| ภิกฺขุสงฺเฆ นิสีทิตฺวา เอวํ คชฺชติ โคตโม อุปาลิสฺส สโม นตฺถิ วินเย ขนฺธเกสุ จ ฯ |๘.๕๔๔| ยาวตา พุทฺธภณิตํ นวงฺคํ สตฺถุสาสนํ วินเย กถิตํ สพฺพํ วินยมูลปสฺสิโน ฯ |๘.๕๔๕| มม กมฺมํ สริตฺวาน โคตโม สกฺยปุงฺคโว ภิกฺขุสงฺเฆ นิสีทิตฺวา เอตทคฺเค ฐเปสิ มํ ฯ |๘.๕๔๖| สตสหสฺสํ อุปาทาย อิมํ ฐานํ อปตฺถยึ โส เม อตฺโถ อนุปฺปตฺโต วินเย ปารมึ คโต ฯ |๘.๕๔๗| สกฺยานํ นนฺทิชนโก กปฺปโก อาสิหํ ปุเร วิชหิตฺวาน ตํ ชาตึ ปุตฺโต ชาโต มเหสิโน ฯ |๘.๕๔๘| อิโต ทุติยเก กปฺเป อญฺชโส นาม ขตฺติโย อนนฺตเตโช อมิตยโส ภูมิปาโล มหทฺธโน ฯ |๘.๕๔๙| ตสฺส รญฺโญ อหํ ปุตฺโต จนฺทโน นาม ขตฺติโย ชาติมเทน ปตฺถทฺโธ ยโสโภคมเทน จ ฯ |๘.๕๕๐| นาคสตสหสฺสานิ สพฺพาลงฺการภูสิตา ติธา ปภินฺนา มาตงฺคา ปริวาเรนฺติ มํ สทา ฯ |๘.๕๕๑| สพเลหิ ปเรโตหํ อุยฺยานํ คนฺตุกามโก อารุยฺห สิริกํ นาคํ นครา นิกฺขมึ ตทา ฯ |๘.๕๕๒| จรเณน จ สมฺปนฺโน คุตฺตทฺวาโร สุสํวุโต เทวโล นาม สมฺพุทฺโธ อาคจฺฉิ ปุรโต มมํ ฯ |๘.๕๕๓| เปเสตฺวา สิริกํ นาคํ พุทฺธํ อาสาทยึ ตทา ตโต สญฺชาตโกโปว นาโค นุทฺธรโก ปทํ ฯ |๘.๕๕๔| นาคํ รุณฺณมนํ ทิสฺวา พุทฺเธ โกปํ อกาสหํ วิเหฐยิตฺวา สมฺพุทฺธํ อุยฺยานํ อคมาสหํ ฯ |๘.๕๕๕| สาตํ ตตฺถ น วินฺทามิ สิโร ปชฺชลิโต ยถา ปริฬาเหน ฑยฺหามิ มจฺโฉว พลิสาทโก ฯ |๘.๕๕๖| สสาครนฺตา ปฐวี อาทิตฺตา วิย โหติ เม ปิตุ สนฺติกุปาคมฺม อิทํ วจนมพฺรวึ ฯ |๘.๕๕๗| อาสีวิสํว กุปิตํ อคฺคิกฺขนฺธํว อาคตํ มตฺตํว กุญฺชรํ ทนฺตึ ยํ สยมฺภุํ อสาทยึ ฯ |๘.๕๕๘| อาสาทิโต มยา พุทฺโธ โฆโร อุคฺคตโป ชิโน ปุรา สพฺเพ วินสฺสาม ขมาเปสฺสาม ตํ มุนึ ฯ |๘.๕๕๙| โน เจ ตํ นิชฺฌาเปสฺสาม อตฺตทนฺตํ สมาหิตํ โอเรน สตฺตเม ทิวเส รฏฺฐมฺเม วิธมิสฺสติ ฯ |๘.๕๖๐| สุเมขโล โกสิโย จ สิคฺคโว จาปิ สตฺตโก อาสาทยิตฺวา อิสโย ทุคฺคตา เต สเสนกา ฯ |๘.๕๖๑| ยทา กุปฺปนฺติ อิสโย สญฺญตา พฺรหฺมจาริโน สเทวกํ วินาเสนฺติ สสาครํ สปพฺพตํ ฯ |๘.๕๖๒| ติโยชนสหสฺสมฺหิ ปุริเส สนฺนิปาตยึ อจฺจยํ เทสนตฺถาย สยมฺภุํ อุปสงฺกมึ ฯ |๘.๕๖๓| อลฺลวตฺถา อลฺลสิรา สพฺเพว ปญฺชลีกตา พุทฺธสฺส ปาเท นิปติตฺวา อิทํ วจนมพฺรวุํ ฯ |๘.๕๖๔| ขมสฺสุ ตฺวํ มหาวีร อภิยาจติ ตํ ชโน ปริฬาหํ วิโนเทหิ มา จ รฏฺฐํ วินาสเย ฯ |๘.๕๖๕| สเทวมานุสา สพฺเพ สทานวา สรกฺขสา อโยมเยน กูเฏน สิรํ ภินฺเทยฺยุ เม สทา ฯ |๘.๕๖๖| อุทเก อคฺคิ น สณฺฐาติ วีชํ เสเล น รูหติ อคเท กิมิ น สณฺฐาติ โกโป พุทฺเธ น ชายติ ฯ |๘.๕๖๗| ยถา จ ภูมิ อจลา อปฺปเมยฺโย จ สาคโร อนนฺตโก จ อากาโส เอวํ พุทฺธา อโขภิยา ฯ |๘.๕๖๘| อตฺตทนฺตา มหาวีรา ขมิตา จ ตปสฺสิโน ขนฺตานํ ขมิตานํ จ คมนํ โว น วิชฺชติ ฯ |๘.๕๖๙| อิทํ วตฺวาน สมฺพุทฺโธ ปริฬาหํ วิโนทยิ มหาชนสฺส ปุรโต นภํ อพฺภุคฺคมี ตทา ฯ |๘.๕๗๐| เตน กมฺเมนหํ วีร หีนตฺตํ อชฺฌุปาคโต สมติกฺกมฺม ตํ ชาตึ ปาวิสึ อภยํ ปุรํ ฯ |๘.๕๗๑| ตทาปิ มํ มหาวีร ฑยฺหมานํ สุสณฺฐิตํ ปริฬาหํ วิโนเทสิ สยมฺภุํ จ ขมาปยึ ฯ |๘.๕๗๒| อชฺชาปิ มํ มหาวีร ฑยฺหมานํ ติหคฺคิภิ นิพฺพาเปสิ ตโย อคฺคี สีติภาวญฺจ ปาปยึ ฯ |๘.๕๗๓| เยสํ โสตาวธานตฺถิ สุณาถ มม ภาสโต อตฺถํ ตุยฺหํ ปวกฺขามิ ยถาทิฏฺฐํ ปทํ มมํ ฯ |๘.๕๗๔| สยมฺภุํ ตํ วิมาเนตฺวา สนฺตจิตฺตํ สมาหิตํ เตน กนฺเมนหํ อชฺช ชาโตมฺหิ นีจโยนิยํ ฯ |๘.๕๗๕| มา โว ขณํ วิราเธถ ขณาตีตา หิ โสจเร สทตฺเถ วายเมยฺยาถ ขโณ โว ปฏิปาทิโต ฯ |๘.๕๗๖| เอกจฺจานญฺจ วมนํ เอกจฺจานํ วิเรจนํ วิสํ หลาหลํ เอเก เอกจฺจานญฺจ โอสถํ ฯ |๘.๕๗๗| วมนํ ปฏิปนฺนานํ ผลฏฺฐานํ วิเรจนํ โอสถํ ผลลาภีนํ ปุญฺญกฺเขตฺตํ คเวสินํ ฯ |๘.๕๗๘| สาสเนน วิรุทฺธานํ วิสํ หลาหลํ ยถา อาสีวิโส ทุฏฺฐวิโส เอกํ ฌาเปติ ตํ นรํ ฯ |๘.๕๗๙| สกึ ปีตํ หลาหลํ อุปรุทฺเธติ ชีวิตํ สาสเนน วิรุชฺฌิตฺวา กปฺปโกฏิมฺหิ ฑยฺหติ ฯ |๘.๕๘๐| ขนฺติยา อวิหึสาย เมตฺตจิตฺตวตาย จ สเทวกํ โส ตรติ ตสฺมา เต อวิโรธิยา ฯ |๘.๕๘๑| ลาภาลาเภ น สชฺชนฺติ สมฺมานเน วิมานเน ปฐวีสทิสา พุทฺธา ตสฺมา เต น วิโรธิยา ฯ |๘.๕๘๒| เทวทตฺเต จ วธเก โจเร จงฺคุลิมาลเก ราหุเล ธนปาเล จ สพฺเพสํ สมโก มุนิ ฯ |๘.๕๘๓| เอเตสํ ปฏิฆํ นตฺถิ ราโคเมสํ น วิชฺชติ สพฺเพสํ สมโก พุทฺโธ วธกสฺโสรสสฺส จ ฯ |๘.๕๘๔| ปนฺเถ ทิสฺวาน กาสาวํ ฉฑฺฑิตํ มิฬฺหมกฺขิตํ สิรสา อญฺชลึ กตฺวา วนฺทิตพฺพํ อิสิทฺธชํ ฯ |๘.๕๘๕| อพฺภตีตา จ เย พุทฺธา วตฺตมานา อนาคตา ธเชนาเนน สุชฺฌนฺติ ตสฺมา เอเต นมสฺสิยา ฯ |๘.๕๘๖| สตฺถุกปฺปํ สุวินยํ ธาเรมิ หทเยนหํ นมสฺสมาโน วินยํ วิหริสฺสามิ สพฺพทา ฯ |๘.๕๘๗| วินโย อาสโย มยฺหํ วินโย ฐานจงฺกมํ กปฺเปมิ วินเย วาสํ วินโย มยฺห โคจโร ฯ |๘.๕๘๘| วินเย ปารมิปฺปตฺโต สมเถ จาปิ โกวิโท อุปาลิ ตํ มหาวีร ปาเท วนฺทติ สตฺถุโน ฯ |๘.๕๘๙| โส อหํ วิจริสฺสามิ คามา คามํ ปุรา ปุรํ นมสฺสมาโน สมฺพุทฺธํ ธมฺมสฺส จ สุธมฺมตํ ฯ |๘.๕๙๐| กิเลสา ฌาปิตา มยฺหํ ภวา สพฺเพ สมูหตา สพฺพาสวา ปริกฺขีณา นตฺถิ ทานิ ปุนพฺภโว ฯ |๘.๕๙๑| สฺวาคตํ วต เม อาสิ พุทฺธเสฏฺฐสฺส สนฺติเก ติสฺโส วิชฺชา อนุปฺปตฺตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนํ ฯ |๘.๕๙๒| ปฏิสมฺภิทา จตสฺโส วิโมกฺขาปิจ อฏฺฐิเม ฉฬภิญฺญา สจฺฉิกตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนนฺติ ฯ อิตฺถํ สุทํ อายสฺมา อุปาลิ เถโร อิมา คาถาโย อภาสิตฺถาติ ฯ อุปาลิตฺเถรสฺส อปทานํ สมตฺตํ ฯ
ในพระนครหงสวดี มีพราหมณ์ชื่อว่าสุชาต สั่งสมทรัพย์ไว้ประมาณ ๘๐ โกฏิ มีทรัพย์และข้าวเปลือกมากมาย เป็นผู้เล่าเรียน ทรงจำมนต์ ผู้จบไตรเพท ถึงที่สุดในตำราทำนายลักษณะคัมภีร์อิติหาสะ และในคัมภีร์พราหมณ์ ใน กาลนั้น ปริพาชกผู้มุ่นผมรวมกัน สาวกของพระพุทธเจ้าผู้เป็นเผ่าพันธุ์ พระอาทิตย์ และดาบสผู้สืบข่าว เที่ยวไปในพื้นแผ่นดิน แม้พวกเขาก็ ห้อมล้อมข้าพระองค์ ด้วยคิดว่า เป็นพราหมณ์มีชื่อเสียง ชนเป็นอันมาก บูชาข้าพระองค์ แต่ข้าพระองค์ไม่บูชาใครๆ เพราะข้าพระองค์ไม่เห็นใคร ที่ควรบูชา เวลานั้น ข้าพระองค์มีมานะจัด คำว่าพุทโธ ยังไม่มี ตลอดเวลา ที่พระชินเจ้ายังไม่อุบัติโดยกาลล่วงวันและคืนไป พระพุทธเจ้าพระนามว่า ปทุมุตระผู้เป็นนายกทรงบรรเทาความมืดทั้งปวงแล้ว เสด็จอุบัติขึ้นในโลก ในศาสนาของพระองค์ มีหมู่ชนแพร่หลายมากมาย แน่นหนา เวลานั้น พระพุทธเจ้าเสด็จเข้าไปสู่พระนครหงสวดี พระพุทธเจ้าผู้มีจักษุ ทรงแสดง ธรรมเพื่อประโยชน์แก่พระพุทธธิดา ในกาลนั้น บริษัทโดยรอบประมาณ โยชน์หนึ่ง ในกาลนั้น ดาบสชื่อสุนันทะอันหมู่มนุษย์สมมติแล้ว (ว่าเลิศ) ได้เอาดอกไม้ทำร่มบังแดดให้ทั่วพุทธบริษัท พระพุทธเจ้าทรงประกาศสัจจะ ๔ ภายใต้มณฑปดอกไม้อันประเสริฐ ธรรมาภิสมัยได้มีแก่สัตว์ประมาณแสน โกฏิ พระพุทธเจ้าทรงยังเมล็ดฝน คือ ธรรมให้ตกตลอด ๗ คืน ๗ วัน เมื่อถึงวันที่ ๘ พระชินเจ้าทรงพยากรณ์สุนันทะดาบสว่า ท่านผู้นี้เมื่อท่อง เที่ยวอยู่ในเทวโลกหรือในมนุษย์ จักเป็นคนประเสริฐกว่าเขาทั้งหมด ท่องเที่ยวไปในภพ ในแสนกัลป พระศาสดามีพระนามว่าโคดม มีสมภพ ในวงศ์พระเจ้าโอกกากราช จักเสด็จอุบัติในโลก ผู้นี้เป็นบุตรของนาง มันตานีชื่อปุณณะ จักเป็นสาวกของพระศาสดาพระองค์นั้น จักเป็นโอรส ผู้รับมรดกในธรรมทั้งหลาย อันธรรมนิรมิตแล้ว เวลานั้น พระสัมพุทธเจ้า ทรงยังชนทั้งปวงให้ร่าเริง ทรงแสดงพระกำลังของพระองค์ พยากรณ์สุนันท- ดาบสด้วยประการอย่างนี้ ชนทั้งหลายประนมอัญชลีนมัสการสุนันทดาบส ในการนั้น ครั้นสุนันทดาบสทำสักการะในพระพุทธเจ้าแล้ว จึงชำระคติ ของตน เพราะข้าพระองค์ได้ฟังดำรัสของพระมุนี จึงได้มีความดำริ ณ ที่ นั้นว่า เราจักก่อสร้างบุญสมภาร ขณะที่กำลังเห็นพระโคดมอยู่ ครั้นข้า พระองค์คิดอย่างนี้แล้ว จึงคิดถึงบุญกิริยาว่า เราจะพึงก่อสร้างอย่างไร จะ ประพฤติกรรมอะไร ในบุญเขตอันยอดเยี่ยม ก็ภิกษุนี้ชำนาญบาลีทั้งปวง ในศาสนา พระศาสดาทรงตั้งไว้เป็นเลิศฝ่ายวินัย เราพึงปรารถนาฐานะ นั้นเถิด โภคสมบัติของข้าพระองค์ประมาณมิได้ เปรียบดังสาครอันอะไร ให้กระเพื่อมไม่ได้ ข้าพระองค์ได้สร้างอารามถวายแก่พระพุทธเจ้า ด้วย โภคสมบัตินั้น ได้ซื้ออารามนามว่าโสภณ ณ เบื้องหน้าพระนคร ด้วยทรัพย์ แสนหนึ่ง ถวายให้เป็นสังฆาราม ข้าพระองค์ได้สร้างเรือนยอด ปราสาท มณฑป เรือนโล้น และถ้ำอย่างสวยงาม ไว้ในที่จงกรม ใกล้สังฆาราม ได้สร้างเรือนไฟ โรงไฟ หม้อน้ำ และห้องอาบน้ำแล้ว ได้ถวายแก่ ภิกษุสงฆ์ ได้ถวายเก้าอี้นอน ตั่ง ภาชนะเครื่องใช้สอย คนเฝ้าอาราม และเภสัชนั้นทุกๆ อย่าง ได้ตั้งอารักขาไว้แล้ว ให้สร้างกำแพงอย่างมั่นคง ด้วยหวังว่า ใครๆ อย่าเบียดเบียนสังฆารามของท่านผู้มีจิตระงับ ผู้คงที่เลย ได้ให้สร้างกุฏีที่อยู่ ๑๐๐ หลังไว้ในสังฆาราม ครั้นให้สร้างสำเร็จไพบูลย์ แล้ว น้อมถวายกะพระสัมพุทธเจ้าว่า ข้าแต่พระมุนี ข้าพระองค์สร้างอาราม สำเร็จแล้ว ขอพระองค์โปรดทรงรับเถิด ข้าแต่พระธีรเจ้า ข้าพระองค์ มอบถวายพระองค์ ขอได้โปรดทรงรับเถิดพระเจ้าข้า พระพุทธเจ้าพระนาม ว่าปทุมุตระผู้ทรงรู้แจ้งโลก เป็นนายกของโลก ทรงควรรับเครื่องบูชา ทรง ทราบความดำริของข้าพระองค์แล้ว ได้ทรงรับสังฆาราม ข้าพระองค์ทราบว่า พระสัพพัญญูผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ ทรงรับแล้ว ให้ตระเตรียมโภชนะ เสร็จแล้ว จึงกราบทูลเวลาเสวย เมื่อข้าพระองค์กราบทูลเวลาเสวยแล้ว พระปทุมุตระผู้นายกของโลก เสด็จมาสู่อารามของข้าพระองค์ พร้อมด้วย พระขีณาสพพันหนึ่ง ข้าพระองค์ทราบเวลาว่าพระองค์ประทับนั่งแล้ว ได้ เลี้ยงดูให้อิ่มหนำด้วยข้าวน้ำ ครั้นได้ทราบเวลาเสวยเสร็จแล้ว ได้กราบทูล ดังนี้ว่า ข้าพระองค์ซื้ออารามชื่อ โสภณ ด้วยทรัพย์แสนหนึ่ง ได้สร้างจน เสร็จด้วยทรัพย์เท่านั้นเหมือนกัน ขอได้โปรดทรงรับเถิดพระมุนี ด้วยการ ถวายอารามนี้ และด้วยการตั้งเจตนาไว้ เมื่อข้าพระองค์เกิดอยู่ในภพ ย่อม ได้สิ่งที่ปรารถนา พระสัมพุทธเจ้าทรงรับสังฆารามที่ข้าพระองค์สร้างเสร็จ แล้ว ประทับนั่งในท่ามกลางภิกษุสงฆ์ ได้ตรัสพระดำรัสนี้ว่า ผู้ใดได้ถวาย สังฆารามที่สร้างสำเร็จแล้วแด่พระพุทธเจ้า เราจะพยากรณ์ผู้นั้น ท่าน ทั้งหลายจงฟังเรากล่าว จตุรงคเสนา คือ พลช้าง พลม้า พลรถ พลราบ จะแวดล้อมผู้นี้อยู่เป็นนิจ นี้เป็นผลแห่งการถวายสังฆาราม ดนตรีหกหมื่น และเภรีอันประดับประดาสวยงาม จะแวดล้อมผู้นี้อยู่เป็นนิจ นี้เป็นผล แห่งการถวายสังฆาราม นางนารีแปดหมื่นหกพัน อันตกแต่งงดงาม มีผ้า และอาภรณ์อันวิจิตร สวมสอดแก้วมณีและกุณฑล มีหน้าแฉล้ม ยิ้มแย้ม ตะโพกผึ่งผาย เอวเล็กเอวบาง จะแวดล้อมผู้นี้อยู่เป็นนิจ นี้เป็นผลแห่ง การถวายสังฆาราม ผู้นี้จักรื่นรมย์อยู่ในเทวโลก ตลอดสามหมื่นกัลป จักเป็นจอมเทวดาเสวยราชสมบัติในเทวโลกพันครั้ง จักได้ของทุกอย่างที่ ท้าวเทวราชจะพึงได้ จักเป็นผู้มีโภคสมบัติไม่รู้จักพร่อง เสวยเทวราชสมบัติ อยู่ จักเป็นพระเจ้าจักรพรรดิอยู่ในแว่นแคว้นพันครั้ง จักเป็นพระราชาอัน ไพบูลย์ในแผ่นดินโดยจะคณานับไม่ถ้วน ในแสนกัลป พระศาสดาพระนาม ว่า โคดมโดยพระโคตร ซึ่งสมภพในวงศ์พระเจ้าโอกกากราช จักเสด็จ อุบัติในโลก ผู้นี้จักเป็นสาวกของพระศาสดาพระองค์นั้น เป็นโอรสผู้รับ มรดกในธรรม อันธรรมนิรมิต มีนามชื่อว่า อุบาลี จักถึงที่สุดในพระวินัย ฉลาดในฐานะและมิใช่ฐานะ ดำรงพระศาสนาของพระชินเจ้า ไม่มีอาสวะอยู่ พระโคดมศากยบุตรผู้ประเสริฐ ได้ทรงทราบข้อนี้ทั้งสิ้นแล้วประทับนั่งใน ท่ามกลางภิกษุสงฆ์ จักทรงตั้งไว้ในเอตทัคคะสถาน ข้าพระองค์อาศัยบุญกุศล อันประมาณมิได้ ย่อมปรารถนา (ว่าพึงเป็นภิกษุผู้เลิศกว่าบรรดาภิกษุผู้ทรง พระวินัย) ในศาสนาของพระองค์ ประโยชน์ คือ ความสิ้นสังโยชน์ ทั้งปวงนั้น ข้าพระองค์บรรลุแล้วเปรียบเหมือนคนอันพระราชอาญาคุกคาม ถูกเสียบด้วยหลาว ไม่ได้ความสุขที่หลาวปรารถนาจะพ้นไปอย่างเดียว ฉันใด ข้าแต่พระมหาวีรเจ้า ข้าพระองค์ก็ฉันนั้น อันอาญา คือ ภพคุกคามแล้ว ถูกเสียบด้วยหลาว คือ กรรม ถูกเวทนา คือ ความกระหายบีบคั้น ไม่ได้ ความสุขในภพ ถูกไฟ ๓ กองแผดเผาอยู่ ย่อมแสวงหาอุบายเครื่องพ้น ดังคนแสวงหาอุบายเพื่อฆ่ายาพิษ พึงแสวงหายา เมื่อแสวงหาอยู่ พึงพบ ยาเครื่องฆ่ายาพิษ ดื่มยานั้นแล้วพึงมีสุข เพราะพ้นจากพิษฉันใด ข้าแต่ พระมหาวีรเจ้า ข้าพระองค์ก็เหมือนคนอันยาพิษบีบคั้น ฉันนั้น ถูกอวิชชา บีบคั้นแล้ว ก็พึงแสวงหายา คือ สัทธรรม เมื่อแสวงหายา คือธรรมอยู่ ได้พบศาสนาของพระองค์ผู้ศากยบุตร อันเป็นของจริงอย่างเลิศสุดยอด โอสถ เป็นเครื่องบรรเทาลูกศรทั้งปวง ข้าพระองค์ดื่มยา คือ ธรรมแล้ว ถอนยาพิษ คือ สังสารทุกข์ได้หมดแล้ว ข้าพระองค์ได้พบนิพพานอัน ไม่แก่ไม่ตาย เป็นธรรมชาติเย็นสนิท เปรียบเหมือนคนถูกผีคุกคาม ได้รับ ทุกข์เพราะผีสิง พึงแสวงหาหมอผีเพื่อจะพ้นจากผี เมื่อแสวงหาไป ก็พึง พบหมอฉลาดในวิชาไล่ผี หมอนั้นพึงขับผีให้แก่คนนั้น และพึงให้พินาศ (ขับไล่ไป) พร้อมทั้งราก ข้าแต่พระมหาวีรเจ้า ข้าพระองค์ก็ฉันนั้น ได้ รับทุกข์เพราะความมืดเข้าจับ จึงต้องแสวงหาแสงสว่าง คือ ญาณเพื่อจะ พ้นจากความมืด ที่นั้นจึงได้พบพระศากยมุนี ผู้ชำระความมืด คือ กิเลส ให้หมดจด (สว่าง) ได้ พระองค์ทรงบรรเทาความมืดให้ข้าพระองค์แล้ว ดังหมอผีขับไล่ผีไปได้ ฉะนั้น ข้าพระองค์ตัดกระแสสงสารได้แล้ว ห้าม กระแสตัณหาได้แล้ว ถอนภพได้สิ้นเชิงเหมือนหมอผีขับไล่ผีพร้อมทั้งถอน ราก ฉะนั้น เปรียบเหมือนพระยาครุฑ โฉบลงเพื่อจับนาคอันเป็นเหยื่อ ของตน ย่อมยังน้ำในสระใหญ่ให้กระเพื่อมตลอดร้อยโยชน์โดยรอบ ครั้น มันจับนาคได้แล้ว ห้อยหัวนาคไว้เบื้องต่ำทำให้ลำบาก ครุฑนั้นพาเอานาค ไปได้ตามความปรารถนา ฉันใด ข้าแต่พระมหาวีรเจ้า ข้าพระองค์แสวง หาอสังขตธรรม เหมือนครุฑมีกำลังบินแสวงหานาค ฉะนั้น ข้าพระองค์ ได้คายโทษทั้งหลายแล้ว ข้าพระองค์เห็นธรรมอันประเสริฐ เป็นสันติบท ไม่มีธรรมอื่นยิ่งกว่า ข้าพระองค์ถือเอาธรรมนี้อยู่ เหมือนครุฑจับนาคบินไป ฉะนั้น เถาวัลย์ชื่ออาสาวดี เกิดในสวนจิตรลดา โดยล่วงไปพันปี จึงเผล็ด ผลๆ หนึ่ง เทวดาทั้งหลายได้ใช้สอยผลอาสวดีนั้น ซึ่งมีผลคราวหนึ่ง นานเพียงนั้น เถาวัลย์อาสวดีนั้นมีผลอุดม เป็นที่รักของเทวดาทั้งหลาย อย่างนี้ ข้าพระองค์อาศัยแสนปี จึงได้เที่ยวมาใกล้พระองค์ผู้เป็นมุนี ได้ นมัสการทั้งเวลาเย็นเวลาเช้า เหมือนเทวดาเชยชมผลอาสวดี ฉะนั้น การ ได้มาใกล้ไม่เป็นหมัน และการนมัสการไม่เป็นโมฆะ แม้ข้าพระองค์จะมา แต่ที่ไกล ขณะก็ไม่ล่วงเลยข้าพระองค์ไป ข้าพระองค์ค้นคว้าหาปฏิสนธิ ในภพก็ไม่พบ ฉะนั้น ข้าพระองค์จึงไม่มีอุปธิ พ้นวิเศษแล้ว สงบระงับ เที่ยวไป เปรียบเหมือนดอกปทุม ย่อมบานเพราะรัศมีพระอาทิตย์ถูกต้อง ฉันใด ข้าแต่พระมหาวีรเจ้า ข้าพระองค์ก็ฉันนั้น บานแล้วเพราะรัศมี พระพุทธเจ้า เปรียบเหมือนนกยางตัวผู้ ย่อมไม่มีในกำเนิดนกยางทุกเมื่อ เมื่อเมฆร้องกระหึ่ม นกยางมันย่อมมีครรภ์ทุกเมื่อ พวกมันย่อมทรงครรภ์ อยู่แม้นาน ตลอดเวลาที่สายฝนยังไม่ตก พวกมันย่อมพ้นจากการทรงครรภ์ เมื่อเวลาที่สายฝนตก ฉันใด ข้าพระองค์ก็ฉันนั้น เมื่อพระพุทธเจ้าทรง พระนามว่าปทุมุตระ ทรงประกาศกึกก้องด้วยเมฆ คือ ธรรม ได้ถือเอา ครรภ์ คือ ธรรม ด้วยเสียงแห่งเมฆ คือ ธรรม ข้าพระองค์อาศัยแสนกัลป ทรงครรภ์ คือ บุญอยู่ ยังไม่พ้นจากภาระ คือ สงสาร ตลอดเวลาที่สายฝน คือ ธรรมยังไม่ตก ข้าแต่พระศากยมุนี เมื่อเวลาที่พระองค์ทรงประกาศ กึกก้องด้วยสายฝน คือ ธรรม ในพระนครกบิลพัศดุ์ อันน่ารื่นรมย์ ข้า- พระองค์จึงได้พ้นจากภาระ คือ สงสาร ข้าพระองค์สะสาง (ชำระ) ธรรม คือสุญญตวิโมกข์ อนิมิตตวิโมกข์ อัปปณิหิตวิโมกข์ และผล ๔ ทั้งหมด แม้นั้น (สะอาด) ได้แล้ว. จบทุติยภาณวาร. ข้าพระองค์ปรารถนาศาสนาของพระองค์ ตั้งต้นแต่กัลปอันประมาณมิได้ ประโยชน์นั้น ข้าพระองค์ถึงแล้ว สันติบทอันยอดเยี่ยมข้าพระองค์บรรลุ แล้ว ข้าพระองค์เป็นผู้เลิศ เหมือนภิกษุผู้ชำนาญพระบาลีถึงที่สุดใน พระวินัย ฉะนั้น ไม่มีใครเสมอด้วยข้าพระองค์ ข้าพระองค์ย่อมทรง พระศาสนาไว้ ข้าพระองค์ไม่มีความสงสัยในวินัยขันธกะ คัมภีร์บริวาร ในอักขระหรือพยัญชนะ ในวินัยปิฎกนี้เลย ข้าพระองค์เป็นผู้ฉลาดในการข่ม ในการแก้ไขในฐานะและมิใช่ฐานะในการชักเข้าหมู่และในการให้ออกจาก อาบัติ ถึงที่สุดในวินัยกรรมทั้งปวง ข้าพระองค์ตั้งบทไว้ในวินัยขันธกะ และในอุภโตวิภังค์แล้ว พึงชักเข้าหมู่ (ประชุม) จากกิจ ข้าพระองค์ เป็นผู้ฉลาดในนิรุติ และเฉียบแหลมในประโยชน์ และมิใช่ประโยชน์ ข้าพระองค์จะไม่รู้นั้นไม่มี ข้าพระองค์เป็นผู้มีจิตมีอารมณ์เดียวในพุทธ ศาสนา วันนี้ ข้าพระองค์บรรเทาความเคลือบแคลงได้ทั้งสิ้น ตัดความ สงสัยได้ทั้งหมด ในคราวตัดสินวินัย ในศาสนาของพระผู้มีพระภาค ศากยบุตร ข้าพระองค์เป็นผู้ฉลาดในฐานะทั้งปวง คือ บัญญัติ อนุบัญญัติ อักขระ พยัญชนะ นิทาน และปริโยสาน เปรียบเหมือนพระราชาผู้ทรง พระกำลัง ทรงกำจัดเสนาของพระราชาอื่นแล้ว ทำให้เดือดร้อนชนะ สงครามแล้ว สร้างนครไว้ ณ ที่นั้นรับสั่งให้สร้างกำแพง คู เสาระเนียด ซุ้มประตู และป้อมต่างๆ ไว้ในนครเป็นอันมาก พึงรับสั่งให้สร้างถนน วงเวียน ร้านตลาดอันจัดไว้เรียบร้อย และสภาไว้ในนครนั้น เพื่อวินิจฉัย คดีและมิใช่คดี เพื่อจะป้องกันพวกศัตรู เพื่อจะรู้จักโทษและมิใช่โทษ และเพื่อจะรักษาพลกาย พระองค์จึงโปรดตั้งเสนาบดีไว้ เพื่อประสงค์จะ ทรงรักษาสิ่งของ พระองค์จึงโปรดตั้งขุนคลังไว้ในหน้าที่รักษาสิ่งของ โดย ทรงหวังว่า สิ่งของของเราอย่าฉิบหายเสียเลย เขาเป็นผู้สามัคคีกับพระราชา ปรารถนาความเจริญแก่ผู้ใด ย่อมให้อธิกรณ์แก่ผู้นั้น เพื่อปฏิบัติต่อมิตร (โดยไม่มีวิวาท) พระองค์โปรดตั้งคนผู้ฉลาดในลางดีลางร้ายในนิมิต และ ตำราทำนายลักษณะ ผู้เล่าเรียนทรงจำมนต์ ไว้ในตำแหน่งปุโรหิต พระราชานั้นทรงสมบูรณ์ด้วยองค์เหล่านี้ มหาชนย่อมเรียกว่า กษัตริย์ เสนาบดีเป็นต้นเหล่านี้ย่อมรักษาพระราชาทุกเมื่อ ดังนกจักพรากรักษานก ผู้เป็นญาติของตนที่ได้ทุกข์ ฉันใด ข้าแต่พระมหาวีรเจ้า พระองค์ก็ฉันนั้น มหาชนย่อมกล่าวว่า พระธรรมราชาของโลกพร้อมทั้งเทวโลก เช่นพระราชา ทรงกำจัดศัตรูได้แล้ว มหาชนเรียกว่า กษัตริย์ ฉะนั้น พระองค์ทรง ปราบพวกเดียรถีย์ ทรงกำจัดมารพร้อมทั้งเสนาและความมืดมนอนธการ แล้ว ได้ทรงสร้างนครธรรมไว้ ข้าแต่พระธีรเจ้า ในนครธรรมนั้น มีศีล เป็นกำแพง พระญาณของพระองค์เป็นซุ้มประตู ศรัทธาของพระองค์เป็น เสาระเนียด และสังวรของพระองค์เป็นนายประตู ข้าแต่พระมุนี สติ ปัฏฐานของพระองค์เป็นป้อม ปัญญาของพระองค์เป็นทางสี่แพร่ง อิทธิบาท เป็นทางสามแพร่ง ธรรมวิถีพระองค์ทรงสร้างไว้สวยงาม พระวินัย พระ- สูตร พระอภิธรรม และพระพุทธพจน์อันมีองค์ ๙ ทั้งสิ้นนี้ เป็นธรรม สภาในนครธรรมของพระองค์ วิหารธรรม คือ สุญญตวิโมกข์ อนิมิตต- วิโมกข์ อัปปณิหิตวิโมกข์ อเนญชสมาบัติ และนิโรธนี้เป็นธรรมกุฎีใน นครธรรมของพระองค์ ธรรมเสนาบดีของพระองค์ มีนามชื่อว่าพระสารี- บุตร ทรงตั้งไว้ว่า เป็นผู้เลิศด้วยปัญญาและว่าฉลาดในปฏิภาณ ข้าแต่ พระมุนี ปุโรหิตของพระองค์มีนามชื่อว่าพระโกลิตะ ผู้ฉลาดในจุติและ อุปบัติ ถึงที่สุดแห่งฤทธิ์, ข้าแต่พระมุนี พระมหากัสสปเถระผู้ดำรง วงศ์โบราณ มีเดชรุ่งเรือง หาผู้เสมอได้ยาก เลิศในธุดงคคุณ เป็นผู้พิพากษา ของพระองค์ ข้าแต่พระมุนี พระเถระขุนคลังธรรมของพระองค์ มีนามชื่อ ว่าพระอานนท์ เป็นพหูสูต ทรงธรรม และชำนาญในพระบาลีทั้งหมดใน ศาสนา พระผู้มีพระภาคผู้แสวงหาคุณอันมากแก่ข้าพระองค์ ทรงตั้ง พระเถระทั้งหมดนี้แล้ว ทรงประทานการวินิจฉัยในพระวินัย อันภิกษุผู้รู้ แจ้งแสดงแล้ว แก่ข้าพระองค์ ภิกษุสาวกของพระพุทธเจ้าบางรูป ถาม ปัญหาในวินัย ในปัญหานั้นข้าพระองค์ไม่ต้องคิด ย่อมแก้เนื้อความนั้นได้ ทันที ตลอดในพระพุทธเขต เว้นพระมหามุนีเสีย ไม่มีใครเสมอกับข้า พระองค์ในวินัย ที่ไหนจะมียิ่งกว่า พระโคดมประทับนั่งในท่ามกลางสงฆ์ แล้ว ทรงประกาศอย่างนี้ว่า ไม่มีใครจะเสมอกับพระอุบาลี ในวินัยและ ในขันธกะ เรากล่าวสัตถุศาสน์มีองค์ ๙ ตลอดถึงที่พระพุทธเจ้าตรัสแล้ว ทั้งหมด ไว้ในวินัยแก่บุคคลผู้เห็นมูลพระวินัย พระโคดมศากยบุตรผู้ ประเสริฐ ทรงระลึกถึงกรรมของเรา ประทับนั่งในท่ามกลางสงฆ์ ทรงตั้ง เราไว้ในเอตทัคคะสถาน เราได้ปรารถนาตำแหน่งนี้ไว้ ตั้งต้นแต่แสนกัลป ประโยชน์นั้นเราได้ถึงแล้ว เราถึงที่สุดในพระวินัย เมื่อก่อนเราเป็นช่าง กัลบกผู้ยังความยินดีให้เกิดแก่เจ้าศากยะทั้งหลาย เราละชาตินั้นแล้ว เกิด เป็นบุตรของพระมเหสีในกัลปที่สองแต่ภัทรกัปนี้ พระมหากษัตริย์เจ้า- แผ่นดินพระนามว่าอัญชสะ มีพระเดชานุภาพสูงสุด มีบริวารประมาณมิได้ มีทรัพย์มากมาย เราเป็นกษัตริย์พระนามว่าจันทนะ เป็นโอรสของพระราชา พระองค์นั้น เป็นคนกระด้างเพราะความเมาด้วยชาติ และเพราะความเมา ด้วยยศและโภคะ ช้างแสนหนึ่ง อันประดับด้วยเครื่องอลังการทุกอย่าง เป็นช้างตกมันโดยฐานะสาม เกิดในตระกูลมาตังคะ ห้อมล้อมเราอยู่ทุก เมื่อ เราห้อมล้อมด้วยพลของตน ประสงค์จะประพาสอุทยาน จึงขึ้นช้าง ชื่อศิริแล้ว ออกจากนครในกาลนั้น พระปัจเจกพุทธเจ้านามว่าเทวละ สมบูรณ์ด้วยจรณะ คุ้มครองทวาร และสำรวมเป็นอันดี เดินมาข้างหน้า เรา เวลานั้นเราได้ไสช้างศิรินาคไปให้จับพระปัจเจกพุทธเจ้า ลำดับนั้น ช้างทำเหมือนเกิดความโกรธ แต่ไม่ยกเท้าขึ้น เราเห็นช้างร้องไห้ ได้ทำ ความโกรธในพระปัจเจกพุทธเจ้า เราเบียดเบียนพระปัจเจกพุทธเจ้าแล้ว ได้ไปสู่อุทยาน ณ ที่นั้นเรา ไม่ได้ความสุขเสียเลย เหมือนไฟโพลงอยู่บน ศีรษะ และย่อมเดือดร้อนด้วยความเร้าร้อนดังปลาติดเบ็ด แผ่นดินมีสมุทร สาครเป็นที่สุด ปรากฏเหมือนไฟติดทั่วแก่เรา เราเข้าไปเฝ้าพระชนกแล้ว ได้กราบทูลดังนี้ว่า หม่อมฉันได้ไสช้างอันซับมัน ดังอสรพิษโกรธ ดัง กองไฟไหม้ลามมา ผู้ฝึกแล้ว ไปให้จับพระปัจเจกพุทธเจ้า หม่อมฉัน รุกรานพระปัจเจกพุทธเจ้าผู้เป็นพระชินเจ้า มีเดชรุ่งเรืองพึงกลัว (พระ ชนกตรัสว่า) พวกเราชาวบุรีทั้งหมดจักพินาศ เราจะขอขมาพระมุนีนั้น ถ้าเราจะไม่ขมาท่านผู้มีตนอันฝึกแล้ว มีจิตตั้งมั่น ภายในวันที่ ๗ แว่น- แคว้นของเราจักพินาศ สุเมขลราชา โกสิยราชา สิคควราชา และสัตตก- ราชา ได้รุกรานฤาษีทั้งหลาย ท่านเหล่านั้นพร้อมทั้งเสนาตกยาก (ถึง ความพินาศ) ฤาษีทั้งหลายผู้สำรวมแล้ว ประพฤติพรหมจรรย์ โกรธเคือง เมื่อใด เมื่อนั้น ท่านย่อมยังมนุษย์โลกพร้อมทั้งเทวโลก สาครและภูเขา ให้พินาศ เราจึงสั่งให้ประชุมบุรุษทั้งหลายในประเทศ ประมาณสามพัน โยชน์ เพื่อต้องการจะแสดงโทษ จึงได้เข้าไปหาพระปัจเจกพุทธเจ้า เรา ทั้งหมดมีผ้าเปียก มีศีรษะเปียก ประนมอัญชลี พากันหมอบลงแทบเท้า ของพระปัจเจกพุทธเจ้า แล้วได้เรียนท่านดังนี้ว่า ข้าแต่พระมหาวีระ ขอ เจ้าประคุณได้โปรดอดโทษเถิด มหาชนอ้อนวอนเจ้าประคุณ ขอเจ้า ประคุณได้โปรดบรรเทาความเร่าร้อน และขออย่าให้แว่นแคว้นพินาศ เสียเลย มนุษย์พร้อมทั้งเทวดา อสูร และผีเสื้อทั้งหมด พึงต่อยศีรษะ ของกระผมด้วยค้อนเหล็กทุกเมื่อ (พระปัจเจกพุทธเจ้ากล่าวว่า) ไฟไม่ตั้ง อยู่ในน้ำ พืชไม่งอกบนหินล้วน กิมิชาติไม่ดำรงอยู่ในยาพิษฉันใด ความ โกรธย่อมไม่เกิดในพระพุทธะฉันนั้น อนึ่ง พื้นดินไม่หวั่นไหว สมุทร สาครประมาณไม่ได้ และอากาศไม่มีที่สุด ฉันใด พระพุทธะใครๆ ให้ กำเริบไม่ได้ ฉันนั้น พระมหาวีรเจ้าทั้งหลายมีตนฝึกแล้ว อดทน และ มีตบะ เจ้าประคุณทั้งหลายผู้อดทน ประกอบด้วยความอดทน จะไม่มีการ ไป พระปัจเจกพุทธเจ้ากล่าวดังนี้แล้ว ได้บรรเทาความเร่าร้อนให้หมดไป เวลานั้น เราได้เหาะขึ้นสู่อากาศข้างหน้าของมหาชน กล่าวว่า ข้าแต่ พระวีรเจ้า เพราะกรรมนั้น ข้าพระองค์ได้เข้าถึงความเลวทราม ล่วงชาติ นั้นแล้ว จึงได้เข้าสู่บุรีอันไม่มีภัย ข้าแต่พระมหาวีรเจ้า แม้ในกาลนั้น พระองค์ก็ได้บรรเทาความเร่าร้อนอันตั้งอยู่ด้วยดี ให้แก่ข้าพระองค์ผู้เดือด ร้อนอยู่ และข้าพระองค์ก็ได้ขมาพระสยัมภูแล้ว ข้าแต่พระมหาวีรเจ้า แม้วันนี้ พระองค์ได้ดับไฟ ๓ กองให้ข้าพระองค์ผู้ถูกไฟ ๓ กองเผาอยู่ และข้าพระองค์ได้ถึงความเย็นแล้ว ท่านเหล่าใดมีการเงี่ยโสตลงฟัง ขอ ท่านเหล่านั้นจงฟังเรากล่าว เราจักบอกเนื้อความแก่ท่านตามบทที่เราเห็น แล้ว เราดูหมิ่นพระสยัมภู (พระปัจเจกพุทธเจ้า) ผู้มีจิตสงบระงับ มีใจมั่นคงนั้นแล้ว เพราะกรรมนั้น วันนี้ จึงได้เกิดในกำเนิดต่ำทราม ขณะอย่าพลาด (ล่วงเลย) ท่านทั้งหลายไปเสีย เพราะผู้ที่ล่วงขณะย่อม เศร้าโศก ท่านทั้งหลายพึงพยายามในประโยชน์ของตน ท่านทั้งหลายจง จงเก็บขณะไว้ ยาสำรอกของบุคคลบางพวก เป็นยาถ่ายของบุคคลบางพวก, ยาพิษแข็งกล้าร้ายของคนบางพวก เป็นยาถ่ายของคนบางพวก, ยาพิษ กล้าร้ายแรงของคนบางพวก เป็นยารักษาโรคของคนบางพวก, (พระผู้มี พระภาคทรงทราบแล้วโดยลำดับ) ได้ตรัสบอกอาการเปลื้องสงสารแก่ผู้ ปฏิบัติการถอนออกจากสงสารแก่ผู้ตั้งอยู่ในผล ตรัสบอกโอสถแก่ผู้ได้ผล ตรัสบอกบุญเขตแก่ผู้แสวงหา ตรัสบอกยาพิษอันกล้าแข็งแก่บุคคลผู้เป็น ปฏิปักข์ต่อพระศาสนา อบายสี่ย่อมเผานระนั้น เหมือนอสรพิษมีพิษร้าย ฉะนั้น ยาพิษอันกล้าแข็งที่บุคคลดื่มแล้วย่อมยังชีวิตให้พินาศครั้งเดียว คนผิดในพระศาสนาแล้ว ย่อมถูกไฟเผาในโกฏิกัป พระพุทธะนั้นย่อม ข้ามโลกพร้อมทั้งเทวโลกได้เพราะขันติ อวิหิงสา และเพราะมีจิตเมตตา ฉะนั้น พระพุทธเจ้าเหล่านั้น ใครๆ ให้พิโรธไม่ได้ เพราะพระพุทธเจ้า ทั้งหลายเช่นกับแผ่นดินไม่ข้องอยู่ในลาภและความเสื่อมลาภ ในความ สรรเสริญและดูหมิ่น ฉะนั้น พระพุทธเจ้าเหล่านั้น ใครๆ ให้พิโรธไม่ได้ พระมุนีมีจิตเสมอในสรรพสัตว์ คือ ในพระเทวทัต นายขมังธนู องคุลิมาลโจร พระราหุล และในช้างธนบาล พระพุทธเจ้าเหล่านี้ย่อม ไม่มีความโกรธ ไม่มีความกำหนัด พระพุทธเจ้ามีจิตเสมอในชนทั้งปวง คือในผู้ฆ่าและโอรส ใครๆ เห็นผ้ากาสาวะอันเขาทิ้งไว้ที่หนทางเปื้อน ของไม่สะอาด อันเป็นธงชัยของฤาษี พึงยกกรอัญชลีเหนือเศียรเกล้า ไหว้พระพุทธเจ้าในอดีตก็ดี ปัจจุบันก็ดี อนาคตก็ดี ย่อมบริสุทธิ์ด้วย ธงชัยนั้น เพราะฉะนั้น พระพุทธเจ้าเหล่านี้ควรนมัสการ เราย่อมทรง พระวินัยอันงามเช่นกับพระศาสดาไว้ด้วยหทัย เราจักนมัสการพระวินัยใน กาลทุกเมื่อ พระวินัยเป็นที่อาศัยของเรา พระวินัยเป็นที่ยืนเดินของเรา เราจะสำเร็จการอยู่ในพระวินัย พระวินัยเป็นโคจรของเรา ข้าแต่พระมหา วีรเจ้า เพราะฉะนั้น พระอุบาลีผู้ถึงที่สุดในพระวินัย และฉลาดในสมถะ ถวายบังคมพระบาทของพระศาสดา ข้าพระองค์นั้น จะไปจากบ้านนี้สู่ บ้านโน้น จากบุรีนี้สู่บุรีโน้น เที่ยวนมัสการพระสัมพุทธเจ้าและพระ ธรรมอันพระผู้มีพระภาคทรงแสดงดีแล้ว ข้าพระองค์เผากิเลสทั้งหลายแล้ว ถอนภพขึ้นได้ทั้งหมดแล้ว อาสวะทั้งปวงสิ้นไปแล้ว บัดนี้ ภพใหม่ไม่มี ข้าพระองค์ได้มาในสำนักของพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุดดีแล้วหนอ วิชชา ๓ ข้าพระองค์บรรลุแล้ว คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ ข้าพระองค์ได้ทำให้แจ้งแล้ว พระพุทธศาสนาข้าพระองค์ ได้ทำเสร็จแล้ว ฉะนี้แล. ทราบว่า ท่านพระอุบาลีเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล. จบ อุปาลีเถราปทาน -----------------------------------------------------