สิกขาบทที่ ๔ เรื่องภิกษุณีฉัพพัคคีย์ บทสรุป
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
จตุตฺถปาราชิกํ
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓ พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๓ ภิกขุนีวิภังค์ ปาราชิกสิกขาบทที่ ๔ เรื่องภิกษุณีฉัพพัคคีย์
เตน สมเยน พุทฺโธ ภควา สาวตฺถิยํ วิหรติ เชตวเน อนาถปิณฺฑิกสฺส อาราเม ฯ เตน โข ปน สมเยน ฉพฺพคฺคิยา ภิกฺขุนิโย อวสฺสุตสฺส ปุริสปุคฺคลสฺส หตฺถคหณํปิ สาทิยนฺติ สงฺฆาฏิกณฺณคหณํปิ สาทิยนฺติ สนฺติฏฺฐนฺติปิ สลฺลปนฺติปิ สงฺเกตํปิ คจฺฉนฺติ ปุริสสฺสปิ อพฺภาคมนํ สาทิยนฺติ ฉนฺนํปิ อนุปวิสนฺติ กายํปิ ตทตฺถาย อุปสํหรนฺติ เอตสฺส อสทฺธมฺมสฺส ปฏิเสวนตฺถาย ฯ {๒๖.๑} ยา ตา ภิกฺขุนิโย อปฺปิจฺฉา ฯเปฯ ตา อุชฺฌายนฺติ ขียนฺติ วิปาเจนฺติ กถํ หิ นาม ฉพฺพคฺคิยา ภิกฺขุนิโย อวสฺสุตา อวสฺสุตสฺส ปุริสปุคฺคลสฺส หตฺถคหณํปิ สาทิยิสฺสนฺติ สงฺฆาฏิกณฺณคหณํปิ สาทิยิสฺสนฺติ สนฺติฏฺฐิสฺสนฺติปิ สลฺลปิสฺสนฺติปิ สงฺเกตํปิ คจฺฉิสฺสนฺติ ปุริสสฺสปิ อพฺภาคมนํ สาทิยิสฺสนฺติ ฉนฺนํปิ อนุปวิสิสฺสนฺติ กายํปิ ตทตฺถาย อุปสํหริสฺสนฺติ เอตสฺส อสทฺธมฺมสฺส ปฏิเสวนตฺถายาติ ฯเปฯ สจฺจํ กิร ภิกฺขเว ฉพฺพคฺคิยา ภิกฺขุนิโย อวสฺสุตา อวสฺสุตสฺส ปุริสปุคฺคลสฺส หตฺถคหณํปิ สาทิยนฺติ สงฺฆาฏิกณฺณคหณํปิ สาทิยนฺติ สนฺติฏฺฐนฺติปิ สลฺลปนฺติปิ สงฺเกตํปิ คจฺฉนฺติ ปุริสสฺสปิ อพฺภาคมนํ สาทิยนฺติ ฉนฺนํปิ อนุปวิสนฺติ กายํปิ ตทตฺถาย อุปสํหรนฺติ เอตสฺส อสทฺธมฺมสฺส ปฏิเสวนตฺถายาติ ฯ สจฺจํ ภควาติ ฯ วิครหิ พุทฺโธ ภควา กถํ หิ นาม ภิกฺขเว ฉพฺพคฺคิยา ภิกฺขุนิโย อวสฺสุตา อวสฺสุตสฺส ปุริสปุคฺคลสฺส หตฺถคหณํปิ สาทิยิสฺสนฺติ สงฺฆาฏิกณฺณคหณํปิ สาทิยิสฺสนฺติ สนฺติฏฺฐิสฺสนฺติปิ สลฺลปิสฺสนฺติปิ สงฺเกตํปิ คจฺฉนฺติ ปุริสสฺสปิ อพฺภาคมนํ สาทิยิสฺสนฺติ ฉนฺนํปิ อนุปวิสิสฺสนฺติ กายํปิ ตทตฺถาย อุปสํหริสฺสนฺติ เอตสฺส อสทฺธมฺมสฺส ปฏิเสวนตฺถาย เนตํ ภิกฺขเว อปฺปสนฺนานํ วา ปสาทาย ฯเปฯ เอวญฺจ ปน ภิกฺขเว ภิกฺขุนิโย อิมํ สิกฺขาปทํ อุทฺทิสนฺตุ {๒๖.๒} ยา ปน ภิกฺขุนี อวสฺสุตา อวสฺสุตสฺส ปุริสปุคฺคลสฺส หตฺถคหณํ วา สาทิเยยฺย สงฺฆาฏิกณฺณคหณํ วา สาทิเยยฺย สนฺติฏฺเฐยฺย วา สลฺลเปยฺย วา สงฺเกตํ วา คจฺเฉยฺย ปุริสสฺส วา อพฺภาคมนํ สาทิเยยฺย ฉนฺนํ วา อนุปวิเสยฺย กายํ วา ตทตฺถาย อุปสํหเรยฺย เอตสฺส อสทฺธมฺมสฺส ปฏิเสวนตฺถาย อยมฺปิ ปาราชิกา โหติ อสํวาสา อฏฺฐวตฺถุกาติ ฯ
โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า ประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของอนาถ-*บิณฑิกคหบดี เขตพระนครสาวัตถี. ครั้งนั้น ภิกษุณีฉัพพัคคีย์มีความกำหนัดยินดีการที่บุรุษบุคคลผู้กำหนัดจับมือบ้าง จับชายผ้าสังฆาฏิบ้าง ยืนด้วยบ้าง สนทนาด้วยบ้าง ไปสู่ที่นัดแนะบ้าง ยินดีการที่บุรุษมาหาตามนัดบ้าง เข้าไปสู่ที่มุงด้วยกันบ้าง ทอดกายเพื่อประโยชน์แก่บุรุษนั้น เพื่อประสงค์จะเสพอสัทธรรมนั้นบ้าง. บรรดาภิกษุณีที่เป็นผู้มักน้อย ... ต่างก็เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนภิกษุณีฉัพพัคคีย์ จึงได้มีความกำหนัดยินดีการที่บุรุษบุคคลผู้กำหนัดจับมือบ้าง จับชายผ้าสังฆาฏิบ้างยืนด้วยบ้าง สนทนาด้วยบ้าง ไปสู่ที่นัดแนะกันบ้าง ยินดีการที่บุรุษมาหาตามนัดบ้าง เข้าไปสู่ที่มุงด้วยกันบ้าง ทอดกายเพื่อประโยชน์แก่บุรุษนั้น เพื่อประสงค์จะเสพอสัทธรรมนั้นบ้างเล่า ... แล้วกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค. ทรงสอบถาม ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคทรงสอบถามว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข่าวว่า ภิกษุณีฉัพพัคคีย์มีความกำหนัด ยินดีการที่บุรุษบุคคลผู้กำหนัดจับมือบ้าง จับชายผ้าสังฆาฏิบ้าง ยืนด้วยบ้าง สนทนาด้วยบ้าง ไปสู่ที่นัดแนะกันบ้าง ยินดีการที่บุรุษมาหาตามนัดบ้าง เข้าไปสู่ที่มุงด้วยกันบ้าง ทอดกายเพื่อประโยชน์แก่บุรุษนั้น เพื่อประสงค์จะเสพอสัทธรรมนั้นบ้าง จริงหรือ? ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า จริง พระพุทธเจ้าข้า. ทรงติเตียนแล้วบัญญัติสิกขาบท พระผู้มีพระภาคทรงติเตียนว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ไฉนภิกษุณีฉัพพัคคีย์จึงมีความกำหนัดยินดีการที่บุรุษบุคคลผู้กำหนัดจับมือบ้าง จับชายผ้าสังฆาฏิบ้าง ยืนด้วยบ้าง สนทนาด้วยบ้าง ไปสู่ที่นัดแนะกันบ้าง ยินดีการที่บุรุษมาหาตามนัดบ้าง เข้าไปสู่ที่มุงด้วยกันบ้าง ทอดกายเพื่อประโยชน์แก่บุรุษนั้น เพื่อประสงค์จะเสพอสัทธรรมนั้นบ้าง การกระทำของพวกนางนั่น ไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส ... ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แลภิกษุณีทั้งหลาย จงยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดงอย่างนี้ ว่าดังนี้:-พระบัญญัติ ๘.๔. อนึ่ง ภิกษุณีใด มีความกำหนัด ยินดีการที่บุรุษบุคคลผู้กำหนัดจับมือก็ดี จับชายผ้าสังฆาฏิก็ดี ยืนด้วยก็ดี สนทนาด้วยก็ดี ไปสู่ที่นัดหมายกันก็ดี ยินดีการที่บุรุษมาหาตามนัดก็ดี เข้าไปสู่ที่มุงด้วยกันก็ดี ทอดกายเพื่อประโยชน์แก่บุรุษนั้น เพื่อประสงค์จะเสพอสัทธรรมนั้นก็ดี แม้ภิกษุณีนี้เป็นปาราชิก ชื่ออัฏฐวัตถุกา หาสังวาสมิได้. เรื่องภิกษุณีฉัพพัคคีย์ จบ. สิกขาบทวิภังค์
ยา ปนาติ ยา ยาทิสา ฯเปฯ ภิกฺขุนีติ ฯเปฯ อยํ อิมสฺมึ อตฺเถ อธิปฺเปตา ภิกฺขุนีติ ฯ อวสฺสุตา นาม สารตฺตา อเปกฺขวตี ปฏิพทฺธจิตฺตา ฯ อวสฺสุโต นาม สารตฺโต อเปกฺขวา ปฏิพทฺธจิตฺโต ฯ ปุริสปุคฺคโล นาม มนุสฺสปุริโส น ยกฺโข น เปโต น ติรจฺฉานคโต วิญฺญู ปฏิพโล กายสํสคฺคํ สมาปชฺชิตุํ ฯ หตฺถคหณํ วา สาทิเยยฺยาติ หตฺโถ นาม กปฺปุรํ อุปาทาย ยาว อคฺคนขา ฯ เอตสฺส อสทฺธมฺมสฺส ปฏิเสวนตฺถาย อุพฺภกฺขกํ อโธชานุมณฺฑลํ คหณํ สาทิยติ อาปตฺติ ถุลฺลจฺจยสฺส ฯ สงฺฆาฏิกณฺณคหณํ วา สาทิเยยฺยาติ เอตสฺส อสทฺธมฺมสฺส ปฏิเสวนตฺถาย นิวตฺถํ วา ปารุตํ วา คหณํ สาทิยติ อาปตฺติ ถุลฺลจฺจยสฺส ฯ {๒๗.๑} สนฺติฏฺเฐยฺย วาติ เอตสฺส อสทฺธมฺมสฺส ปฏิเสวนตฺถาย ปุริสสฺส หตฺถปาเส ติฏฺฐติ อาปตฺติ ถุลฺลจฺจยสฺส ฯ สลฺลเปยฺย วาติ เอตสฺส อสทฺธมฺมสฺส ปฏิเสวนตฺถาย ปุริสสฺส หตฺถปาเส ฐิตา สลฺลปติ อาปตฺติ ถุลฺลจฺจยสฺส ฯ สงฺเกตํ วา คจฺเฉยฺยาติ เอตสฺส อสทฺธมฺมสฺส ปฏิเสวนตฺถาย ปุริเสน อิตฺถนฺนามํ โอกาสํ อาคจฺฉาติ วุตฺตา คจฺฉติ ปเท ปเท อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺส ปุริสสฺส หตฺถปาสํ โอกฺกนฺตมตฺเต อาปตฺติ ถุลฺลจฺจยสฺส ฯ ปุริสสฺส วา อพฺภาคมนํ สาทิเยยฺยาติ เอตสฺส อสทฺธมฺมสฺส ปฏิเสวนตฺถาย ปุริสสฺส อพฺภาคมนํ สาทิยติ อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺส หตฺถปาสํ โอกฺกนฺตมตฺเต อาปตฺติ ถุลฺลจฺจยสฺส ฯ ฉนฺนํ วา อนุปวิเสยฺยาติ เอตสฺส อสทฺธมฺมสฺส ปฏิเสวนตฺถาย เยน เกนจิ ปฏิจฺฉนฺนํ โอกาสํ ปวิฏฺฐมตฺเต อาปตฺติ ถุลฺลจฺจยสฺส ฯ กายํ วา ตทตฺถาย อุปสํหเรยฺยาติ เอตสฺส อสทฺธมฺมสฺส ปฏิเสวนตฺถาย ปุริสสฺส หตฺถปาเส ฐิตา กายํ อุปสํหรติ อาปตฺติ ถุลฺลจฺจยสฺส ฯ
บทว่า อนึ่ง ... ใด ความว่า ผู้ใด คือ ผู้เช่นใด ... บทว่า ภิกษุณี ความว่า ที่ชื่อว่า ภิกษุณี เพราะอรรถว่าเป็นผู้ขอ ... นี้ชื่อว่า ภิกษุณี ที่ทรงประสงค์ในอรรถนี้. ที่ชื่อว่า มีความกำหนัด คือ มีความยินดียิ่ง มีความเพ่งเล็ง มีจิตปฏิพัทธ์. ที่ชื่อว่า ผู้กำหนัด คือ กำหนัดนักแล้ว มีความเพ่งเล็ง มีจิตปฏิพัทธ์. ที่ชื่อว่า บุรุษบุคคล ได้แก่ มนุษย์ผู้ชาย ไม่ใช่ยักษ์ผู้ชาย ไม่ใช่เปรตผู้ชาย ไม่ใช่สัตว์ดิรัจฉานตัวผู้ เป็นผู้รู้ความ เป็นผู้สามารถเพื่อถึงความเคล้าคลึงด้วยกาย. บทว่า ยินดีการจับมือก็ดี ความว่า ที่ชื่อว่า มือ กำหนดตั้งแต่ข้อศอก ถึงปลายเล็บภิกษุณียินดีการจับอวัยวะเหนือรากขวัญขึ้นไป ใต้เข่าลงมา เพื่อประสงค์จะเสพอสัทธรรมนั่นต้องอาบัติถุลลัจจัย. บทว่า ยินดีการจับชายผ้าสังฆาฏิก็ดี คือ ยินดีการจับผ้านุ่งก็ดี ผ้าห่มก็ดี เพื่อประสงค์จะเสพอสัทธรรมนั่น ต้องอาบัติถุลลัจจัย. บทว่า ยืนด้วยก็ดี ความว่า ยืนอยู่ในระยะช่วงมือของบุรุษ เพื่อประสงค์จะเสพอสัทธรรมนั่น ต้องอาบัติถุลลัจจัย. บทว่า สนทนาด้วยก็ดี ความว่า ยืนพูดอยู่ในระยะช่วงมือของบุรุษ เพื่อประสงค์จะเสพอสัทธรรมนั่น ต้องอาบัติถุลลัจจัย. บทว่า ไปสู่ที่นัดแนะกันก็ดี ความว่า บุรุษพูดนัดว่า โปรดมาสู่สถานที่ชื่อนี้ ดังนี้ภิกษุณีไปเพื่อประสงค์จะเสพอสัทธรรมนั่น ต้องอาบัติทุกกฏทุกๆ ก้าว พอย่างเข้าระยะช่วงมือของบุรุษ ต้องอาบัติถุลลัจจัย. บทว่า ยินดีการที่บุรุษมาหาตามนัดก็ดี ความว่า ยินดีการมาตามนัดของบุรุษ เพื่อประสงค์จะเสพอสัทธรรมนั่น ต้องอาบัติทุกกฏ พอย่างเข้าระยะช่วงมือ ต้องอาบัติถุลลัจจัย. บทว่า เข้าไปสู่ที่มุงด้วยกันก็ดี ความว่า พอย่างเข้าสู่สถานที่อันมุงไว้ด้วยวัตถุอย่างใดอย่างหนึ่ง เพื่อประสงค์จะเสพอสัทธรรมนั่น ต้องอาบัติถุลลัจจัย. บทว่า ทอดกายเพื่อประโยชน์แก่บุรุษนั้นก็ดี ความว่า อยู่ในระยะช่วงมือของบุรุษ แล้วทอดกายเพื่อประสงค์จะเสพอสัทธรรมนั่น ต้องอาบัติถุลลัจจัย.
อยมฺปีติ ปุริมาโย อุปาทาย วุจฺจติ ฯ ปาราชิกา โหตีติ เสยฺยถาปิ นาม ตาโล มตฺถกจฺฉินฺโน อภพฺโพ ปุนวิรุฬฺหิยา เอวเมว ภิกฺขุนี อฏฺฐมํ วตฺถุํ ปริปูเรนฺตี อสฺสมณี โหติ อสกฺยธีตา เตน วุจฺจติ ปาราชิกา โหตีติ ฯ อสํวาสาติ สํวาโส นาม เอกกมฺมํ เอกุทฺเทโส สมสิกฺขาตา เอโส สํวาโส นาม โส ตาย สทฺธึ นตฺถิ เตน วุจฺจติ อสํวาสาติ ฯ
บทว่า แม้ภิกษุณีนี้ พระผู้มีพระภาคตรัสเทียบเคียงภิกษุณีรูปก่อน. บทว่า เป็นปาราชิก มีอธิบายว่า ต้นตาลมียอดด้วนแล้วไม่อาจงอกอีกได้ ชื่อแม้ฉันใดภิกษุณีก็ฉันนั้นเหมือนกัน ทำวัตถุถึงที่ ๘ ไม่ใช่สมณะ ไม่ใช่ธิดาของพระศากยบุตร เพราะเหตุนั้นจึงตรัสว่า เป็นปาราชิก. บทว่า หาสังวาสมิได้ ความว่า ที่ชื่อว่าสังวาส ได้แก่กรรมที่พึงทำร่วมกัน อุเทศที่พึงสวดร่วมกัน ความเป็นผู้มีสิกขาเสมอกัน นี้ชื่อว่าสังวาส สังวาสนั้นไม่มีร่วมกับภิกษุณีนั้นเพราะเหตุนั้น จึงตรัสว่า หาสังวาสมิได้. อนาปัตติวาร
อนาปตฺติ อสญฺจิจฺจ อสติยา อชานนฺติยา อสาทิยนฺติยา อุมฺมตฺติกาย ขิตฺตจิตฺตาย เวทนฏฺฏาย อาทิกมฺมิกายาติ ฯ จตุตฺถปาราชิกํ นิฏฺฐิตํ ฯ ---------
ไม่จงใจ ๑ เผลอสติ ๑ ไม่รู้ตัว ๑ ไม่ยินดี ๑ วิกลจริต ๑ มีจิตฟุ้งซ่าน ๑กระสับกระส่ายเพราะเวทนา ๑ อาทิกัมมิกา ๑ ไม่ต้องอาบัติแล. ปาราชิกสิกขาบทที่ ๔ จบ.
อุทฺทิฏฺฐา โข อยฺยาโย อฏฺฐ ปาราชิกา ธมฺมา เยสํ ภิกฺขุนี อญฺญตรํ วา อญฺญตรํ วา อาปชฺชิตฺวา น ลภติ ภิกฺขุนีหิ สทฺธึ สํวาสํ ยถา ปุเร ตถา ปจฺฉา ปาราชิกา โหติ อสํวาสา ฯ ตตฺถยฺยาโย ปุจฺฉามิ กจฺจิตฺถ ปริสุทฺธา ฯ ทุติยมฺปิ ปุจฺฉามิ กจฺจิตฺถ ปริสุทฺธา ฯ ตติยมฺปิ ปุจฺฉามิ กจฺจิตฺถ ปริสุทฺธา ฯ ปริสุทฺเธตฺถยฺยาโย ตสฺมา ตุณฺหี ฯ เอวเมตํ ธารยามีติ ฯ ปาราชิกกณฺฑํ นิฏฺฐิตํ ฯ
แม่เจ้าทั้งหลาย ธรรมคือปาราชิก ๘ สิกขาบท ดิฉันยกขึ้นแสดงแล้วแล ภิกษุณี ต้องอาบัติปาราชิกอย่างใดอย่างหนึ่งแล้ว ย่อมไม่ได้อยู่ร่วมกับภิกษุณีทั้งหลาย ในภายหลัง เหมือนในกาลก่อน เป็นปาราชิก หาสังวาสมิได้ ดิฉันขอถามแม่เจ้าทั้งหลาย ในอาบัติปาราชิกเหล่านั้นว่าแม่เจ้าทั้งหลายบริสุทธิ์แล้วหรือ ดิฉันขอถามแม้ครั้งที่สองว่า แม่เจ้าทั้งหลายบริสุทธิ์แล้วหรือดิฉันขอถามแม้ครั้งที่สามว่า แม่เจ้าทั้งหลายบริสุทธิ์แล้วหรือ? แม่เจ้าทั้งหลายเป็นผู้บริสุทธิ์ในอาบัติปาราชิกเหล่านี้แล้ว เหตุนั้น จึงนิ่ง ดิฉันทรงความนี้ไว้ด้วยอย่างนี้แล. ปาราชิกกัณฑ์ จบ ----------------------------------------------------- @ สิกขาบทที่ ๕ ถึง ๘ เหมือนของภิกษุ แต่ใช้สำนวนต่างโดยควรแก่เพศ ส่วนใน อุภโตปาติโมกข์ นับส่วนที่เหมือน@ของภิกษุ ตั้งเป็นจำนวนครบ ๔ แล้ว จึงนับส่วนของภิกษุณีต่อจนครบ ๘
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระวินัยปิฎก ภิกขุนีวิภังค์ [๑. ปาราชิกกัณฑ์] ปาราชิกสิกขาบทที่ ๔ นิทานวัตถุ ปาราชิกสิกขาบทที่ ๔ ว่าด้วยวัตถุ ๘ มีการยินดีการจับมือของชายเป็นต้น เรื่องภิกษุณีฉัพพัคคีย์
สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อาราม ของอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตกรุงสาวัตถี ครั้งนั้นพวกภิกษุณีฉัพพัคคีย์กำหนัดยินดีการจับมือบ้าง ยินดีการที่ชายผู้กำหนัดจับมุมสังฆาฏิบ้าง ยืนเคียงคู่กันกับชายบ้าง สนทนากันบ้าง ไปที่นัดหมายบ้าง ยินดีการที่ชายมาหาบ้าง เดินตามเข้าไปสู่ที่ลับบ้าง น้อมกายเข้าไปเพื่อคลุกคลีกันด้วยกายนั้นเพื่อจะเสพอสัทธรรมนั้น กับชายผู้กำหนัดบ้าง บรรดาภิกษุณีผู้มักน้อย ฯลฯ พากันตำหนิ ประณาม โพนทะนาว่า “ไฉน พวกภิกษุณีฉัพพัคคีย์จึงกำหนัดยินดีการจับมือบ้าง ยินดีการที่ชายผู้กำหนัดจับมุมสังฆาฏิบ้าง ยืนเคียงคู่กันกับชายบ้าง สนทนากันบ้าง ไปที่นัดหมายบ้าง ยินดีการที่ชายมาหาบ้าง เดินตามเข้าไปสู่ที่ลับบ้าง น้อมกายเข้าไปเพื่อคลุกคลีกันด้วยกายนั้นเพื่อจะเสพอสัทธรรมกับชายผู้กำหนัดบ้างเล่า” ครั้นแล้ว ภิกษุณีเหล่านั้นได้นำเรื่องนี้ไปบอกภิกษุทั้งหลายให้ทราบ พวกภิกษุจึงได้นำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ ทรงประชุมสงฆ์บัญญัติสิกขาบท ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาครับสั่งให้ประชุมสงฆ์เพราะเรื่องนี้เป็นต้นเหตุ ทรงสอบถามภิกษุทั้งหลายว่า “ภิกษุทั้งหลาย ทราบว่า พวกภิกษุณีฉัพพัคคีย์กำหนัดยินดีการจับมือบ้าง ยินดีการที่ชายผู้กำหนัดจับมุมสังฆาฏิบ้าง ยืนเคียงคู่กันกับชายบ้าง สนทนากันบ้าง ไปที่นัดหมายบ้าง ยินดีการที่ชายมาหาบ้าง เดินตามเข้าไปสู่ที่ลับบ้าง น้อมกายเข้าไปเพื่อคลุกคลีกันด้วยกายนั้นเพื่อจะเสพอสัทธรรม@เชิงอรรถ : @ คือประสงค์จะถูกต้องกายกัน
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓ หน้า : ๒๐}
พระวินัยปิฎก ภิกขุนีวิภังค์ [๑. ปาราชิกกัณฑ์] ปาราชิกสิกขาบทที่ ๔ สิกขาบทวิภังค์ กับชายผู้กำหนัดบ้าง จริงหรือ” พวกภิกษุทูลรับว่า “จริง พระพุทธเจ้าข้า” พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงตำหนิว่า “ฯลฯ ภิกษุทั้งหลาย ไฉนพวกภิกษุณีฉัพพัคคีย์มีความกำหนัดยินดีการจับมือบ้าง ยินดีการที่ชายผู้กำหนัดจับมุมสังฆาฏิบ้าง ยืนเคียงคู่กันกับชายบ้าง สนทนากันบ้าง ไปที่นัดหมายบ้าง ยินดีการที่ชายมาหาบ้างเดินตามเข้าไปสู่ที่ลับบ้าง น้อมกายเข้าไปเพื่อคลุกคลีกันด้วยกายนั้นเพื่อจะเสพอสัทธรรมกับชายผู้กำหนัดบ้างเล่า ภิกษุทั้งหลาย การกระทำอย่างนี้ มิได้ทำคนที่ยังไม่เลื่อมใสให้เลื่อมใส หรือทำคนที่เลื่อมใสอยู่แล้วให้เลื่อมใส ยิ่งขึ้นได้เลย ฯลฯ”แล้วจึงรับสั่งให้ภิกษุณีทั้งหลายยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดงดังนี้ พระบัญญัติ
ก็ภิกษุณีใดกำหนัดพึงยินดีการจับมือ ยินดีการที่ชายผู้กำหนัดจับมุมสังฆาฏิ ยืนเคียงคู่กันกับชาย สนทนากัน ไปที่นัดหมาย ยินดีการที่ชายมาหา เดินตามเข้าไปสู่ที่ลับ หรือน้อมกายเข้าไปเพื่อคลุกคลีกันด้วยกายนั้นเพื่อจะเสพอสัทธรรม นั้นกับชายผู้กำหนัด แม้ภิกษุณีนี้เป็นปาราชิกชื่ออัฏฐวัตถุกา หาสังวาสมิได้ เรื่องภิกษุณีฉัพพัคคีย์ จบ สิกขาบทวิภังค์
คำว่า ก็ ... ใด คือผู้ใด ผู้เช่นใด ฯลฯ นี้ที่พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ก็ ... ใด คำว่า ภิกษุณี มีอธิบายว่า ชื่อว่าภิกษุณี เพราะเป็นผู้ขอ ฯลฯ นี้ที่พระผู้มี พระภาคทรงประสงค์เอาว่า ภิกษุณี ในความหมายนี้ @เชิงอรรถ : @ “อสัทธรรม” ในที่นี้หมายถึงการถูกต้องกันทางกาย ไม่ใช่เมถุนธรรม (วิ.อ. ๒/๖๗๕/๔๖๗)@ คำว่า “อัฏฐวัตถุกา” แปลว่า วัตถุ เหตุ หรือกรณี ๘ อย่าง เป็นชื่อเรียกภิกษุณีผู้ต้องอาบัติปาราชิก@สิกขาบทนี้ เมื่อทำครบ ๘ อย่าง คือ (๑) ยินดีการจับมือ (๒) ยินดีการจับมุมสังฆาฏิ (๓) ยืนเคียงคู่@(๔) สนทนากัน (๕) ไปที่นัดหมาย (๖) ยินดีที่เขามาหา (๗) เดินตามเข้าไปสู่ที่ลับ (๘) น้อมกาย@เข้าเพื่อจะเสพอสัทธรรมกับชายผู้กำหนัด (วิ.อ. ๒/๖๗๖/๔๖๘)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓ หน้า : ๒๑}
พระวินัยปิฎก ภิกขุนีวิภังค์ [๑. ปาราชิกกัณฑ์] ปาราชิกสิกขาบทที่ ๔ สิกขาบทวิภังค์ ที่ชื่อว่า กำหนัด ได้แก่ ภิกษุณีมีความยินดี เพ่งเล็ง มีจิตรักใคร่ ที่ชื่อว่า ผู้กำหนัด ได้แก่ ชายมีความยินดี เพ่งเล็ง มีจิตรักใคร่ ที่ชื่อว่า ชาย ได้แก่ มนุษย์ผู้ชาย ไม่ใช่ยักษ์ ไม่ใช่เปรต ไม่ใช่สัตว์ดิรัจฉานตัวผู้แต่เป็นชายที่รู้เดียงสา สามารถถูกต้องกายได้ คำว่า ยินดีการจับมือ ความว่า ที่ชื่อว่า มือ หมายเอาตั้งแต่ข้อศอกถึงปลายเล็บ ภิกษุณียินดีการจับอวัยวะบริเวณเหนือรากขวัญขึ้นไป ใต้เข่าลงมา เพื่อจะเสพอสัทธรรมนั้น ต้องอาบัติถุลลัจจัย คำว่า ยินดีการ...จับมุมสังฆาฏิ คือ ยินดีการจับผ้านุ่งหรือผ้าห่มเพื่อจะ เสพอสัทธรรมนั้น ต้องอาบัติถุลลัจจัย คำว่า ยืนเคียงคู่กัน คือ ยืนอยู่ในระยะช่วงแขนของชายเพื่อจะเสพอสัทธรรมนั้น ต้องอาบัติถุลลัจจัย คำว่า สนทนากัน คือ ยืนสนทนาอยู่ในระยะช่วงแขนของชายเพื่อจะเสพ อสัทธรรมนั้น ต้องอาบัติถุลลัจจัย คำว่า ไปที่นัดหมาย ความว่า ภิกษุณีที่ชายสั่งว่า “จงมายังที่ชื่อนี้” แล้ว ไปเพื่อจะเสพอสัทธรรมนั้น ต้องอาบัติทุกกฏทุกๆ ย่างเท้า พอย่างเข้าระยะช่วงแขนของชาย ต้องอาบัติถุลลัจจัย คำว่า ยินดีการที่ชายมาหา ความว่า ยินดีการที่ชายมาเพื่อจะเสพอสัทธรรมต้องอาบัติทุกกฏ พอย่างเข้าระยะช่วงแขน ต้องอาบัติถุลลัจจัย คำว่า เดินตามเข้าไปสู่ที่ลับ ความว่า พอย่างเข้าสถานที่ที่ปกปิดด้วยวัตถุอย่างใดอย่างหนึ่งเพื่อจะเสพอสัทธรรมนั้น ต้องอาบัติถุลลัจจัย คำว่า หรือน้อมกายเข้าไปเพื่อคลุกคลีกันด้วยกายนั้น ความว่า อยู่ในระยะช่วงแขนของชาย น้อมกายเข้าไปเพื่อจะเสพอสัทธรรมนั้น ต้องอาบัติถุลลัจจัย คำว่า แม้ภิกษุณีนี้ พระผู้มีพระภาคตรัสเทียบเคียงภิกษุณีรูปก่อนๆ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓ หน้า : ๒๒}
พระวินัยปิฎก ภิกขุนีวิภังค์ [๑. ปาราชิกกัณฑ์] ปาราชิกสิกขาบทที่ ๔ อนาปัตติวาร คำว่า เป็นปาราชิก อธิบายว่า ภิกษุณีเมื่อทำวัตถุครบทั้ง ๘ ประการย่อม ไม่เป็นสมณะหญิง ไม่เป็นเชื้อสายศากยธิดา เปรียบเหมือนต้นตาลยอดด้วนที่ไม่อาจงอกได้ต่อไป ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า เป็นปาราชิก คำว่า หาสังวาสมิได้ อธิบายว่า ที่ชื่อว่าสังวาส ได้แก่ กรรมที่ทำร่วมกัน อุทเทสที่สวดร่วมกัน ความมีสิกขาเสมอกัน นี้ชื่อว่าสังวาส สังวาสนั้นไม่มีกับภิกษุณีรูปนั้น ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า หาสังวาสมิได้ อนาปัตติวาร ภิกษุณีต่อไปนี้ไม่ต้องอาบัติ คือ
๑. ภิกษุณีไม่จงใจ ๒. ภิกษุณีไม่มีสติ @เชิงอรรถ : @ เมื่อภิกษุณีล่วงละเมิดแต่ละวัตถุ ต้องอาบัติเล็กน้อยดังนี้ @๑. ในขณะที่เดินทางไปที่นัดหมาย ต้องอาบัติทุกกฏทุกๆ ย่างก้าว พอก้าวเข้าสู่@หัตถบาส(ระยะช่วงแขน)ของชาย ต้องอาบัติถุลลัจจัย @๒. ยินดีการที่ชายมา ต้องอาบัติทุกกฏ พอชายก้าวเข้าสู่หัตถบาส ต้องอาบัติถุลลัจจัย@ส่วนวัตถุที่เหลืออีก ๖ คือ @๑. ยินดีการจับมือ ๒. ยินดีการจับมุมสังฆาฏิ @๓. ยืนเคียงคู่กัน ๔. สนทนากัน @๕. ตามเข้าไปสู่ที่ลับ ๖. น้อมกายเข้าไปเพื่อจะเสพอสัทธรรม @ปรับอาบัติถุลลัจจัยเท่านั้นสำหรับแต่ละวัตถุ @ภิกษุณีต้องอาบัติถุลลัจจัยเพราะล่วงละเมิดแต่ละวัตถุแล้ว ไม่คิดจะสลัดทิ้ง โดยคิดว่า “เราจะต้อง@อาบัติแม้เพราะวัตถุอื่นอีก” แม้จะแสดง(ปลง)อาบัติก็ไม่เป็นอันแสดง อาบัตินั้นยังสะสมอยู่ เมื่อต้องอาบัติ@ถุลลัจจัยเพราะล่วงละเมิดวัตถุอื่นๆ ก็เป็นการสะสมอาบัติเรื่อยไป พอเมื่อล่วงละเมิดครบวัตถุทั้ง ๘ ต้อง@อาบัติปาราชิก แต่ถ้าภิกษุณีนั้นล่วงละเมิดวัตถุใดวัตถุหนึ่งแล้ว คิดสลัดทิ้งไปว่า “บัดนี้เราจักไม่ต้องอาบัติ”@แล้วแสดง(ปลง)อาบัติ อาบัติถุลลัจจัยนั้นย่อมตกไป ไม่สะสมอยู่ แม้จะล่วงละเมิดวัตถุอื่นๆ อีกจนครบ@ทั้ง ๘ ก็ไม่ต้องอาบัติปาราชิก เพราะเธอทำการสลัดทิ้งโดยแสดง(ปลง)อาบัติทุกครั้งที่ล่วงละเมิดวัตถุแต่ละ@อย่าง (วิ.อ. ๒/๖๗๖/๔๖๘, กงฺขา.อ. ๓๔๕-๓๔๖)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓ หน้า : ๒๓}
พระวินัยปิฎก ภิกขุนีวิภังค์ [๑. ปาราชิกกัณฑ์] บทสรุป ๓. ภิกษุณีผู้ไม่รู้ ๔. ภิกษุณีผู้ไม่ยินดี ๕. ภิกษุณีวิกลจริต ๖. ภิกษุณีจิตฟุ้งซ่าน ๗. ภิกษุณีกระสับกระส่ายเพราะเวทนา ๘. ภิกษุณีต้นบัญญัติ ปาราชิกสิกขาบทที่ ๔ จบ บทสรุป แม่เจ้าทั้งหลาย ธรรมคือปาราชิก ๘ สิกขาบท ข้าพเจ้ายกขึ้นแสดงแล้วแต่ละข้อๆ ซึ่งภิกษุณีต้องเข้าแล้วย่อมอยู่ร่วมกับภิกษุณีทั้งหลายไม่ได้ เป็นปาราชิกหาสังวาสมิได้ เหมือนเมื่อก่อนบวช ข้าพเจ้าขอถามแม่เจ้าทั้งหลายในธรรมคือปาราชิก ๘ สิกขาบทนั้นว่า “แม่เจ้าทั้งหลายบริสุทธิ์แล้วหรือ” ข้าพเจ้าขอถามเป็นครั้งที่ ๒ ว่า “แม่เจ้าทั้งหลายบริสุทธิ์แล้วหรือ” ข้าพเจ้าขอถามเป็นครั้งที่ ๓ ว่า “แม่เจ้าทั้งหลายบริสุทธิ์แล้วหรือ” แม่เจ้าทั้งหลายบริสุทธิ์แล้วในธรรมคือปาราชิก ๘ สิกขาบทนี้ เพราะฉะนั้นจึงนิ่ง ข้าพเจ้าขอถือความนิ่งนั้นเป็นมติอย่างนี้ ปาราชิกกัณฑ์ในภิกขุนีวิภังค์ จบ @เชิงอรรถ : @ ปาราชิกของภิกษุณีที่เหลืออีก ๔ สิกขาบท มีเนื้อความเหมือนกันกับปาราชิก ๔ สิกขาบทของภิกษุ ฉะนั้น@จึงรวมเป็น ๘ สิกขาบท (ดูวินัยปิฎกแปล เล่ม ๑/๔๔/๓๒, ๙๑/๘๐, ๑๗๑/๑๔๐-๑๔๑, ๑๙๗/๑๘๓)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓ หน้า : ๒๔}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาปาราชิกสิกขาบทที่ ๔
วินิจฉัยในปาราชิกสิกขาบทที่ ๔ พึงทราบดังนี้ :-
แก้อรรถบางปาฐะและบางเรื่องในจตุตถปาราชิก
บทว่า อวสฺสุตา ได้แก่ ผู้กำหนัดด้วยกายสังสัคคราคะ ด้วยอำนาจมิตตสันถวะ กล่าวคือความยินดีทางโลกีย์.
แม้ในบทที่ ๒ ก็นัยนี้นั่นแล.
ก็ในคำว่า ปุริสปุคฺคลสฺส หตฺถคฺคหณํ วา เป็นต้น มีวินิจฉัยว่า
การจับมือที่บุคคลผู้ชายทำแล้วตรัสเรียกว่า การจับมือแห่งบุรุษบุคคล.
แม้ในการจับชายผ้าสังฆาฏิ ก็นัยนี้เหมือนกัน. แต่การจับมือและการจับแม้อย่างอื่นในเขตที่ไม่เป็นปาราชิก บัณฑิตพึงทราบว่า ท่านรวมเข้าเป็นอันเดียวกัน เรียกว่าการจับมือ ในคำว่า หตฺถคฺคหณํ นี้.
ด้วยเหตุนั้นแล ในบทภาชนะแห่งบทว่า หตฺถคฺคหณํ นั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า สองบทว่า หตฺถคฺคหณํ วา สาทิเยยฺย มีความว่า ที่ชื่อว่ามือ กำหนดตั้งแต่ข้อศอกไป จนถึงปลายเล็บ,ภิกษุณียินดีการจับอวัยวะเหนือรากขวัญขึ้นไป ใต้มณฑลเข่าลงมา เพื่อประสงค์จะเสพอสัทธรรมนั่น ต้องอาบัติถุลลัจจัย. แต่ในบทว่า อสทฺธมฺโม นี้ การเคล้าคลึงกาย พึงทราบว่า อสัทธรรม ไม่ใช่เมถุนธรรม. แท้จริงถุลลัจจัยหาใกล้เคียงต่อเมถุนธรรมไม่.
อนึ่ง แม้คำว่า เป็นผู้รู้ความ เป็นผู้สามารถเพื่อถึงความเคล้าคลึงกาย ก็เป็นเครื่องสาธกได้ ในบทว่า อสทฺธมฺโม นี้.
หากผู้ท้วงจะพึงท้วงว่า คำที่ท่านกล่าวว่า การเคล้าคลึงกาย พึงทราบว่า อสัทธรรม ก็ผิดจากเสทโมจนคาถา ที่ตรัสไว้ในคัมภีร์ปริวารนี้ว่า
ไม่เสพเมถุนธรรมนั้นในสตรี ๓ จำพวก
ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ ในบุรุษ ๓ จำพวก
คนไม่ประเสริฐ ๓ จำพวก และบัณเฑาะก์ ๓ จำพวก
และไม่ประพฤติเมถุนในอวัยวะเครื่องเพศ.
แต่ความขาดย่อมมี เพราะเมถุนธรรมเป็นปัจจัย,
ปัญหาข้อนี้ ท่านผู้ฉลาดทั้งหลายคิดกันแล้ว ดังนี้.
____________________________
วิ. ปริ. เล่ม ๘/ข้อ ๑๓๒๙/หน้า ๕๓๔
แก้ว่า ไม่ผิด เพราะกายสังสัคคะ เป็นบุรพภาคแห่งเมถุน.
จริงอยู่ ในปริวารนั่นแหละได้ตรัสสิกขาบท ๕ มีสุกกวิสัฏฐิเป็นต้น ว่าเป็นบุรพภาคแห่งเมถุนธรรมอย่างนี้ว่าข้อที่ว่า พึงทราบบุรพภาคแห่งเมถุนธรรม ได้แก่ สุกกวิสัฏฐิมีสี มีสีมาก กายสังสัคคะ ทุฏฐุลลวาจา วนมนุปปทานะ อัตตกามปาริจริยา( การมอบดอกไม้ใบไม้ การให้ของขวัญ) เพราะเหตุนั้น กายสังสัคคะ จึงชื่อว่าเป็นปัจจัย เพราะเป็นบุรพภาคแห่งเมถุนธรรม.
____________________________
วนมนุปฺปทานํ วิมติ; เป็น คมนุปฺปาทนนฺติสญฺจริตฺตํ.
บัณฑิตพึงทราบเนื้อความในคำว่า เฉชฺชํ สิยา เมถุนธมฺมปจฺจยา นี้ โดยปริยายนี้ ด้วยประการฉะนี้. บัณฑิตพึงทราบวินิจฉัยในบททั้งปวงโดยอุบายนี้.
อีกนัยหนึ่ง ในบทภาชนะแห่งสองบทว่า สงฺเกตํ วา คจฺเฉยฺย นี้ สองบทว่า อิตฺถนฺนามํ อาคจฺฉ มีความว่า ท่านจงมาสู่สถานที่มีชื่ออย่างนี้.
ข้อว่า อฏฺมํ วตฺถุํ ปริปูเรนฺตี อสฺสมณี โหติ มีความว่า
ภิกษุณีทำวัตถุที่ ๘ ให้เต็มบริบูรณ์ โดยนัยใดนัยหนึ่ง จะเป็นโดยอนุโลมหรือโดยปฏิโลม หรือโดยคั่นเป็นตอนก็ตาม เป็นผู้มิใช่สมณี. ส่วนภิกษุณีใดทำวัตถุเดียว หรือ ๗ วัตถุให้เต็มแม้ตั้ง ๗ ครั้ง จะเป็นผู้ชื่อว่ามิใช่สมณีหามิได้เลย, ภิกษุณีนั้นแสดงอาบัติที่ต้องแล้วย่อมพ้นได้.
อีกนัยหนึ่ง ในสิกขาบทนี้ บัณฑิตพึงทราบอาบัติที่ควรนับ.
สมจริงดังคำที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า อาบัติที่แสดงแล้วควรนับ (ว่าแสดงแล้ว) ก็มี อาบัติที่แสดงแล้วไม่ควรนับ (ว่าแสดงแล้ว) ก็มี.
ในคำว่า เทสิตา คณนูปิกา เป็นต้นนั้น มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
อาบัติที่ภิกษุณีทำการทอดธุระ แสดงว่า บัดนี้เราจักไม่ต้อง จัดว่าควรนับ คือถึงการนับว่าได้แสดงแล้ว ไม่เป็นองค์แห่งปาราชิก. เพราะฉะนั้น ภิกษุณีใดต้องอาบัติตัวหนึ่ง ทำการทอดธุระ แสดงแล้ว กลับต้องอีกด้วยอำนาจแห่งกิเลส, กลับแสดงอีก, ภิกษุณีนั้นแม้เมื่อทำวัตถุทั้ง ๘ ให้เต็มอย่างนี้ ก็ไม่เป็นปาราชิก. ก็ภิกษุณีใดต้องแล้ว แสดงทั้งๆ ที่ยังมีความอุตสาหะว่า เราจักต้องวัตถุอย่างอื่นแม้อีก, อาบัตินั้นของภิกษุณีนั้น ไม่ควรนับ, แม้เธอแสดงแล้วก็ไม่เป็นอันแสดงเลยคือ ยังไม่ถึงการนับว่าได้แสดงแล้ว ยังเป็นองค์แห่งปาราชิกอยู่ทีเดียว, พอเมื่อวัตถุที่ ๘ ครบบริบูรณ์ เธอก็เป็นปาราชิก.
คำที่เหลือ ตื้นทั้งนั้นแล.
สิกขาบทนี้มีการทอดธุระเป็นสมุฏฐาน เกิดขึ้นทางกายวาจากับจิต เป็นกิริยา สัญญาวิโมกข์ สจิตตกะ โลกวัชชะ กายกรรม วจีกรรม อกุศลจิต มีเวทนา ๒ ดังนี้แล.
อรรถกถาปาราชิกสิกขาบทที่ ๔ จบบริบูรณ์ ตามวรรณนานุกรมแล.
บัณฑิตพึงเห็นเนื้อความในคำว่า อุทฺทิฏฐา โข อยฺยาโย อฏฺฐ ปาราชิกา ธมฺมา นี้ อย่างนี้ว่าข้าแต่แม่เจ้าทั้งหลาย! ธรรมคือปาราชิก ๘ สิกขาบท ข้าพเจ้ายกขึ้นแสดงแล้วแล โดยเพียงเป็นปาฏิโมกขุทเทสอย่างนี้คือปาราชิก ๔ ที่ทั่วไปซึ่งทรงปรารภพวกภิกษุบัญญัติไว้ และปาราชิก ๔ เหล่านี้.
คำที่เหลือมีนัยดังที่กล่าวแล้วในมหาวิภังค์นั้นแล้ว.
อรรถกถาปาราชิกกัณฑ์ในภิกขุนีวิภังค์ในอรรถกถาพระวินัยปิฎก ชื่อว่าสมันตปาสาทิกา จบ. -----------------------------------------------------