๑๐๙. สัตตาหกรณียานุชานนา ว่าด้วยทรงอนุญาตสัตตาหกรณียะเมื่อเขาสร้างวิหารถวายเป็นต้น เรื่องอุบาสกสร้างวิหารเป็นต้นถวาย ๑๑๐. ปัญจอัปปหิตานุชานนา ว่าด้วยทรงอนุญาตสัตตาหกรณียะเมื่อสหธรรมิกทั้ง ๕ จะไม่ส่งทูตมา เรื่องภิกษุเป็นไข้เป็นต้น สัตตาหกรณียะเนื่องด้วยภิกษุ ๑๐ กรณี สัตตาหกรณียะเนื่องด้วยภิกษุณี ๙ กรณี สัตตาหกรณียะเนื่องด้วยสิกขมานา ๖ กรณี สัตตาหกรณียะเนื่องด้วยสามเณร ๖ กรณี สัตตาหกรณียะเนื่องด้วยสามเณรี ๖ กรณี ๑๑๑. สัตตอัปปหิตานุชานนา ว่าด้วยทรงอนุญาตสัตตาหกรณียะเมื่อบุคคล ๗ จำพวกจะไม่ส่งทูตมา เรื่องมารดาบิดาเป็นไข้ ๑๑๒. ปหิตานุชานนา ว่าด้วยทรงอนุญาตสัตตาหกรณียะเมื่อพี่ชายน้องชายเป็นต้นส่งทูตมา ทรงอนุญาตสัตตาหกรณียะเฉพาะกิจของสงฆ์
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ · อ้างว่าได้รับอนุญาต แต่ยังไม่มีเอกสาร
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๑๐๙. สัตตาหกรณียานุชานนา ว่าด้วยทรงอนุญาตสัตตาหกรณียะเมื่อเขาสร้างวิหารถวายเป็นต้น เรื่องอุบาสกสร้างวิหารเป็นต้นถวาย
ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ กรุงราชคฤห์ตามพระอัธยาศัย แล้วได้เสด็จจาริกไปทางกรุงสาวัตถี เสด็จจาริกไปโดยลำดับ จนถึงกรุงสาวัตถี ทราบว่าพระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกคหบดี ในกรุงสาวัตถีนั้น สมัยนั้น อุบาสกชื่ออุเทนได้สร้างวิหารถวายอุทิศสงฆ์ ในแคว้นโกศลแล้วส่งทูตไปในสำนักภิกษุทั้งหลายว่า “ขออาราธนาพระคุณเจ้าทั้งหลายมา ข้าพเจ้าปรารถนาจะถวายทาน ฟังธรรมและเห็นภิกษุทั้งหลาย” ภิกษุทั้งหลายตอบไปว่า “คุณโยม พระผู้มีพระภาคทรงบัญญัติไว้ว่า ภิกษุเข้าจำพรรษาแล้วไม่อยู่ให้ตลอด ๓ เดือนพรรษาต้น หรือ ๓ เดือนพรรษาหลัง ไม่พึงหลีกจาริกไป ขอโยมอุเทนจงรอจนกว่าภิกษุอยู่จำพรรษาจนออกพรรษาแล้วจักมาแต่ถ้าโยมมีธุระจำเป็นรีบด่วน ก็ขอให้ถวายวิหารไว้ในสำนักภิกษุที่อยู่ในอาวาส ในแคว้นโกศลนั่นแหละ” อุบาสกอุเทนจึงตำหนิ ประณาม โพนทะนาว่า “ไฉนเมื่อเราส่งทูตไปแล้วพระคุณเจ้าทั้งหลายจึงไม่มาเล่า เราก็เป็นทายก เป็นผู้สร้าง เป็นผู้บำรุงพระสงฆ์”@เชิงอรรถ : @ หมายถึงให้คล้อยตามบ้านเมือง แม้ในเรื่องอื่นที่ชอบธรรม ก็พึงคล้อยตาม แต่ไม่พึงคล้อยตามใครๆ@ในเรื่องที่ไม่ชอบธรรม (วิ.อ. ๓/๑๘๕-๑๘๖/๑๔๖)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๔ หน้า : ๒๙๕}
พระวินัยปิฎก มหาวรรค [๓. วัสสูปนายิกขันธกะ] ๑๐๙. สัตตาหกรณียานุชานนา ภิกษุทั้งหลายได้ยินอุบาสกอุเทนตำหนิ ประณาม โพนทะนา จึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคทรงแสดงธรรมีกถาเพราะเรื่องนี้เป็นต้นเหตุ รับสั่งกับภิกษุทั้งหลายว่า “ภิกษุทั้งหลาย เมื่อบุคคล ๗ จำพวกคือ ภิกษุ ภิกษุณี สิกขมานาสามเณร สามเณรี อุบาสก อุบาสิกา ส่งทูตมา เราอนุญาตให้ไปด้วย สัตตาหกรณียะ ได้ แต่เมื่อพวกเขาไม่ส่งทูตมา เราไม่อนุญาตให้ไป ภิกษุทั้งหลายเมื่อบุคคล ๗ จำพวกเหล่านี้ส่งทูตมา เราอนุญาตให้ไปด้วยสัตตาหกรณียะได้แต่เมื่อพวกเขาไม่ส่งทูตมา เราไม่อนุญาต (เมื่อไปด้วยสัตตาหกรณียะ) พึงกลับใน๗ วัน”
ภิกษุทั้งหลาย ก็ในกรณีนี้ อุบาสกได้สร้างวิหารถวายอุทิศสงฆ์ ถ้าเขาส่งทูตไปในสำนักภิกษุทั้งหลายว่า “ขออาราธนาพระคุณเจ้าทั้งหลายมาข้าพเจ้าปรารถนาจะถวายทาน ฟังธรรม และเห็นภิกษุทั้งหลาย” เมื่อเขาส่งทูตมาพึงไปด้วยสัตตาหกรณียะได้ แต่เมื่อเขาไม่ส่งทูตมา ไม่พึงไป (เมื่อไปด้วยสัตตาหกรณียะ) พึงกลับใน ๗ วัน ภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ในกรณีนี้ อุบาสกได้สร้างเรือนมุงแถบเดียวถวายอุทิศสงฆ์ฯลฯ ... ได้สร้างปราสาท ... ... ได้สร้างเรือนโล้น ... ... ได้สร้างถ้ำ ... ... ได้สร้างบริเวณ ... ... ได้สร้างซุ้ม ... ... ได้สร้างโรงฉัน ... ... ได้สร้างโรงไฟ ... ... ได้สร้างกัปปิยกุฎี ... ... ได้สร้างวัจกุฎี ... ... ได้สร้างที่จงกรม ... ... ได้สร้างโรงจงกรม ... ... ได้สร้างบ่อน้ำ ... @เชิงอรรถ : @ สัตตาหกรณียะ แปลว่า ธุระที่จะพึงทำให้เสร็จได้ภายใน ๗ วัน หมายถึงธุระเป็นเหตุให้ภิกษุออกจาก@วัดไปค้างแรมที่อื่นได้ในระหว่างพรรษา เป็นเวลา ๗ วัน (วิ.อ. ๓/๑๘๗/๑๔๖)@ พึงกลับใน ๗ วัน คือ ต้องกลับมารับอรุณที่ ๗ ในวัดที่ตนเข้าพรรษา จะไปพักแรมครบ ๗ วันแล้ว@กลับมารับอรุณที่ ๘ ไม่ได้ (วิ.อ. ๓/๑๘๗/๑๔๖)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๔ หน้า : ๒๙๖}
พระวินัยปิฎก มหาวรรค [๓. วัสสูปนายิกขันธกะ] ๑๐๙. สัตตาหกรณียานุชานนา ... ได้สร้างโรงบ่อน้ำ ... ... ได้สร้างเรือนไฟ ... ... ได้สร้างโรงเรืองไฟ ... ... ได้สร้างสระโบกขรณี ... ... ได้สร้างมณฑป ... ... ได้สร้างอาราม ... ... ได้สร้างอารามวัตถุ ถ้าเขาส่งทูตไปในสำนักภิกษุทั้งหลายว่า “ขออาราธนาพระคุณเจ้าทั้งหลายมาข้าพเจ้าปรารถนาจะถวายทาน ฟังธรรม และเห็นภิกษุทั้งหลาย” ภิกษุทั้งหลายเมื่อเขาส่งทูตมา พึงไปด้วยสัตตาหกรณียะได้ แต่เมื่อเขาไม่ส่งทูตมา ไม่พึงไป(เมื่อไปด้วยสัตตาหกรณียะ) พึงกลับใน ๗ วัน ภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ในกรณีนี้ อุบาสกได้สร้างวิหารถวายอุทิศภิกษุมากรูปได้สร้างวิหารอุทิศภิกษุรูปหนึ่ง ... ... ได้สร้างเรืองมุงแถบเดียว ... ... ได้สร้างปราสาท ... ... ได้สร้างเรืองโล้น ... ... ได้สร้างถ้ำ ... ... ได้สร้างบริเวณ ... ... ได้สร้างซุ้ม ... ... ได้สร้างโรงฉัน ... ... ได้สร้างโรงไฟ ... ... ได้สร้างกัปปิยกุฎี ... ... ได้สร้างวัจกุฎี ... ... ได้สร้างที่จงกรม ... ... ได้สร้างโรงจงกรม ... ... ได้สร้างบ่อน้ำ ... ... ได้สร้างโรงบ่อน้ำ ... ... ได้สร้างเรืองไฟ ... ... ได้สร้างโรงเรือนไฟ ... ... ได้สร้างสระโบกขรณี ... ... ได้สร้างมณฑป ... ... ได้สร้างอาราม ... ... ได้สร้างอารามวัตถุ ถ้าเขาส่งทูตไปในสำนักภิกษุทั้งหลายว่า “ขออาราธนาพระคุณเจ้าทั้งหลายมาข้าพเจ้าปรารถนาจะถวายทาน ฟังธรรม และเห็นภิกษุทั้งหลาย” ภิกษุทั้งหลายเมื่อเขาส่งทูตมา พึงไปด้วยสัตตาหกรณียะได้ แต่เมื่อเขาไม่ส่งทูตมา ไม่พึงไป (เมื่อไปด้วยสัตตาหกรณียะ) พึงกลับใน ๗ วัน @เชิงอรรถ : @ อารามวัตถุ หมายถึงพื้นที่ที่มิได้ปลูกพืชหรือไม้กอ แต่ปรับเป็นพื้นที่ไว้ อาจล้อมรั้วไว้หรือมิได้ล้อม@กำหนดไว้เป็นสถานที่สวนดอกไม้เป็นต้น (วิ.อ. ๑/๑๐๕/๓๗๐)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๔ หน้า : ๒๙๗}
พระวินัยปิฎก มหาวรรค [๓. วัสสูปนายิกขันธกะ] ๑๐๙. สัตตาหกรณียานุชานนา ภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ในกรณีนี้ อุบาสกได้สร้างวิหารถวายอุทิศภิกษุณีสงฆ์ ฯลฯ อุทิศภิกษุณีมากรูป ฯลฯ อุทิศภิกษุณีรูปเดียว ฯลฯ อุทิศสิกขมานามากรูปฯลฯ อุทิศสิกขมานารูปเดียว ฯลฯ อุทิศสามเณรมากรูป ฯลฯ อุทิศสามเณรรูปเดียวฯลฯ อุทิศสามเณรีมากรูป ฯลฯ อุทิศสามเณรีรูปเดียว ฯลฯ ... ได้สร้างเรืองมุงแถบเดียว ... ... ได้สร้างปราสาท ... ... ได้สร้างเรืองโล้น ... ... ได้สร้างถ้ำ ... ... ได้สร้างบริเวณ ... ... ได้สร้างซุ้ม ... ... ได้สร้างโรงฉัน ... ... ได้สร้างโรงไฟ ... ... ได้สร้างกัปปิยกุฎี ... ... ได้สร้างวัจกุฎี ... ... ได้สร้างที่จงกรม ... ... ได้สร้างโรงจงกรม ... ... ได้สร้างบ่อน้ำ ... ... ได้สร้างโรงบ่อน้ำ ... ... ได้สร้างเรืองไฟ ... ... ได้สร้างโรงเรือนไฟ ... ... ได้สร้างสระโบกขรณี ... ... ได้สร้างมณฑป ... ... ได้สร้างอาราม ... ... ได้สร้างอารามวัตถุ ถ้าเขาส่งทูตไปในสำนักภิกษุทั้งหลายว่า “ขออาราธนาพระคุณเจ้าทั้งหลายมาข้าพเจ้าปรารถนาจะถวายทาน ฟังธรรม และเห็นภิกษุทั้งหลาย” ภิกษุทั้งหลายเมื่อเขาส่งทูตมา พึงไปด้วยสัตตาหกรณียะได้ แต่เมื่อเขาไม่ส่งทูตมา ไม่พึงไป (เมื่อไปด้วยสัตตาหกรณียะ) พึงกลับใน ๗ วัน
ภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ในกรณีนี้ อุบาสกได้สร้างที่อยู่อาศัยเพื่อ ประโยชน์แก่ตน... ... ได้สร้างเรือนนอน ... ... ได้สร้างโรงเก็บของ ... ... ได้สร้างร้าน ... ... ได้สร้างโรงกลม ... ... ได้สร้างร้านค้า ... ... ได้สร้างโรงร้านค้า ... ... ได้สร้างปราสาท ... ... ได้สร้างเรือนโล้น ... ... ได้สร้างถ้ำ ... ... ได้สร้างบริเวณ ... ... ได้สร้างซุ้ม ... ... ได้สร้างโรงฉัน ...
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๔ หน้า : ๒๙๘}
พระวินัยปิฎก มหาวรรค [๓. วัสสูปนายิกขันธกะ] ๑๐๙. สัตตาหกรณียานุชานนา ... ได้สร้างโรงไฟ ... ... ได้สร้างโรงครัว ... ... ได้สร้างที่จงกรม ... ... ได้สร้างโรงจงกรม ... ... ได้สร้างบ่อน้ำ ... ... ได้สร้างโรงบ่อน้ำ ... ... ได้สร้างเรือนไฟ ... ... ได้สร้างสระโบกขรณี ... ... ได้สร้างมณฑป ... ... ได้สร้างอาราม ... ... ได้สร้างอารามวัตถุ เขามีงานมงคลสมรสของบุตรหรือธิดา เขาเป็นไข้หรือจะกล่าวพระสูตรซึ่งเป็นที่รู้จักกันโดยทั่วไปก็ดี ถ้าเขาส่งทูตไปในสำนักภิกษุทั้งหลายว่า “ขออาราธนาพระคุณเจ้าทั้งหลายมา จะได้เล่าเรียนพระสูตรนี้ก่อนที่พระสูตรจะเลือนไป” ก็หรือว่าเขามีกิจหรือธุระจำเป็นอย่างใดอย่างหนึ่ง ถ้าเขาส่งทูตไปในสำนักภิกษุทั้งหลายว่า“ขออาราธนาพระคุณเจ้าทั้งหลายมา ข้าพเจ้าปรารถนาจะถวายทาน ฟังธรรมและเห็นภิกษุทั้งหลาย” ภิกษุทั้งหลาย เมื่อเขาส่งทูตมา พึงไปด้วยสัตตาหกรณียะได้แต่เมื่อเขาไม่ส่งทูตมา ไม่พึงไป (เมื่อไปด้วยสัตตาหกรณียะ) พึงกลับใน ๗ วัน
ภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ในกรณีนี้ อุบาสิกาได้สร้างวิหารถวายอุทิศสงฆ์ ถ้านางส่งทูตไปในสำนักภิกษุทั้งหลายว่า “ขออาราธนาพระคุณเจ้าทั้งหลายมาดิฉันปรารถนาจะถวายทาน ฟังธรรม และเห็นภิกษุทั้งหลาย” เมื่อนางส่งทูตมาพึงไปด้วยสัตตาหกรณียะได้ แต่เมื่อนางไม่ส่งทูตมา ไม่พึงไป (เมื่อไปด้วยสัตตาหกรณียะ) พึงกลับใน ๗ วัน ภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ในกรณีนี้ อุบาสิกาได้สร้างเรือนมุงแถบเดียวถวายอุทิศสงฆ์ ฯลฯ ... ได้สร้างปราสาท ... ... ได้สร้างเรือนโล้น ... ... ได้สร้างถ้ำ ... ... ได้สร้างบริเวณ ... ... ได้สร้างซุ้ม ... ... ได้สร้างโรงฉัน ... ... ได้สร้างโรงไฟ ... ... ได้สร้างกัปปิยกุฎี ... ... ได้สร้างวัจกุฎี ... ... ได้สร้างที่จงกรม ... ... ได้สร้างโรงจงกรม ... ... ได้สร้างบ่อน้ำ ... ... ได้สร้างโรงบ่อน้ำ ... ... ได้สร้างเรือนไฟ ...
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๔ หน้า : ๒๙๙}
พระวินัยปิฎก มหาวรรค [๓. วัสสูปนายิกขันธกะ] ๑๐๙. สัตตาหกรณียานุชานนา ... ได้สร้างโรงเรือนไฟ ... ... ได้สร้างสระโบกขรณี ... ... ได้สร้างมณฑป ... ... ได้สร้างอาราม ... ... ได้สร้างอารามวัตถุ ถ้านางส่งทูตไปในสำนักภิกษุทั้งหลายว่า “ขออาราธนาพระคุณเจ้าทั้งหลายมาดิฉันปรารถนาจะถวายทาน ฟังธรรม และเห็นภิกษุทั้งหลาย” ภิกษุทั้งหลายเมื่อนางส่งทูตมา พึงไปด้วยสัตตาหกรณียะได้ แต่เมื่อนางไม่ส่งทูตมา ไม่พึงไป(เมื่อไปด้วยสัตตาหกรณียะ) พึงกลับใน ๗ วัน ภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ในกรณีนี้ อุบาสิกาได้สร้างวิหารถวายอุทิศภิกษุมากรูป ... ... อุทิศภิกษุรูปเดียว... ... อุทิศภิกษุณีสงฆ์ ... ... อุทิศภิกษุณีมากรูป ... ... อุทิศภิกษุณีรูปเดียว ... ... อุทิศสิกขมานามากรูป ... ... อุทิศสิกขมานารูปเดียว ... ... อุทิศสามเณรมากรูป ... ... อุทิศสามเณรรูปเดียว... ... อุทิศสามเณรีมากรูป ... ... อุทิศสามเณรีรูปเดียว... ฯลฯ
ภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ในกรณีนี้ อุบาสิกาได้สร้างที่อยู่อาศัยเพื่อ ประโยชน์แก่ตน... ... ได้สร้างเรือนนอน ... ... ได้สร้างโรงเก็บของ ... ... ได้สร้างร้าน ... ... ได้สร้างโรงกลม ... ... ได้สร้างร้านค้า ... ... ได้สร้างโรงร้านค้า ... ... ได้สร้างปราสาท ... ... ได้สร้างเรือนโล้น ... ... ได้สร้างถ้ำ ... ... ได้สร้างบริเวณ ... ... ได้สร้างซุ้ม ... ... ได้สร้างโรงฉัน ... ... ได้สร้างโรงไฟ ... ... ได้สร้างโรงครัว ... ... ได้สร้างวัจกุฎี ... ... ได้สร้างที่จงกรม ... ... ได้สร้างโรงจงกรม ... ... ได้สร้างบ่อน้ำ ... ... ได้สร้างโรงบ่อน้ำ ... ... ได้สร้างสระโบกขรณี ... ... ได้สร้างมณฑป ... ... ได้สร้างอาราม ... ... ได้สร้างอารามวัตถุ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๔ หน้า : ๓๐๐}
พระวินัยปิฎก มหาวรรค [๓. วัสสูปนายิกขันธกะ] ๑๐๙. สัตตาหกรณียานุชานนา นางมีงานมงคลสมรสของบุตรหรือธิดา นางเป็นไข้หรือจะกล่าวพระสูตรซึ่งเป็นที่รู้จักกันโดยทั่วไปก็ดี ถ้านางส่งทูตไปในสำนักภิกษุทั้งหลายว่า “ขออาราธนาพระคุณเจ้าทั้งหลายมา จะได้เล่าเรียนพระสูตรนี้ก่อนที่พระสูตรจะเลือนไป” ก็หรือว่านางมีกิจหรือธุระจำเป็นอย่างใดอย่างหนึ่ง ถ้านางส่งทูตไปในสำนักภิกษุทั้งหลายว่า “ขออาราธนาพระคุณเจ้าทั้งหลายมา ดิฉันปรารถนาจะถวายทาน ฟังธรรมและเห็นภิกษุทั้งหลาย” ภิกษุทั้งหลาย เมื่อนางส่งทูตมา พึงไปด้วยสัตตาหกรณียะได้แต่เมื่อนางไม่ส่งทูตมา ไม่พึงไป (เมื่อไปด้วยสัตตาหกรณียะ) พึงกลับใน ๗ วัน
ภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ในกรณีนี้ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ได้สร้างวิหาร ถวายอุทิศสงฆ์ ฯลฯ ภิกษุณีได้สร้างวิหารถวายอุทิศสงฆ์ ฯลฯ สิกขมานาได้สร้างวิหารถวายอุทิศสงฆ์ ฯลฯ สามเณรได้สร้างวิหารถวายอุทิศสงฆ์ ฯลฯ สามเณรีได้สร้างวิหารถวายอุทิศสงฆ์ ฯลฯ ... อุทิศภิกษุมากรูป ... ... อุทิศภิกษุรูปเดียว ... ... อุทิศภิกษุณีสงฆ์ ... ... อุทิศภิกษุณีมากรูป ... ... อุทิศภิกษุณีรูปเดียว ... ... อุทิศสิกขมานามากรูป ... ... อุทิศสิกขมานารูปเดียว ... ... อุทิศสามเณรมากรูป ... ... อุทิศสามเณรรูปเดียว ... ... อุทิศสามเณรีมากรูป ... ... อุทิศสามเณรีรูปเดียว ... ภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ในกรณีนี้ ภิกษุ ฯลฯ สามเณรีได้สร้างวิหารเพื่อ ประโยชน์แก่ตน ... ... ได้สร้างเรือนมุงแถบเดียว ... ... ได้สร้างปราสาท ... ... ได้สร้างเรือนโล้น ... ... ได้สร้างถ้ำ ... ... ได้สร้างบริเวณ ... ... ได้สร้างซุ้ม ... ... ได้สร้างโรงฉัน ... ... ได้สร้างโรงไฟ ... ... ได้สร้างกัปปิยกุฎี ... ... ได้สร้างวัจกุฎี ... ... ได้สร้างที่จงกรม ... ... ได้สร้างโรงจงกรม ... ... ได้สร้างบ่อน้ำ ... ... ได้สร้างโรงบ่อน้ำ ... ... ได้สร้างสระโบกขรณี ... ... ได้สร้างมณฑป ... ... ได้สร้างอาราม ... ... ได้สร้างอารามวัตถุ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๔ หน้า : ๓๐๑}
พระวินัยปิฎก มหาวรรค [๓. วัสสูปนายิกขันธกะ] ๑๑๐. ปัญจอัปปหิตานุชานนา ถ้าภิกษุ ฯลฯ สามเณรีส่งทูตไปในสำนักภิกษุทั้งหลายว่า “ขออาราธนา พระคุณเจ้าทั้งหลายมา กระผม ฯลฯ ดิฉันปรารถนาจะถวายทาน ฟังธรรม และเห็นภิกษุทั้งหลาย” ภิกษุทั้งหลาย เมื่อภิกษุ ฯลฯ สามเณรีส่งทูตมา พึงไปด้วยสัตตาหกรณียะได้ แต่เมื่อภิกษุฯลฯ สามเณรีไม่ส่งทูตมา ไม่พึงไป (เมื่อไปด้วยสัตตาหกรณียะ) พึงกลับใน ๗ วัน ๑๑๐. ปัญจอัปปหิตานุชานนา ว่าด้วยทรงอนุญาตสัตตาหกรณียะเมื่อสหธรรมิกทั้ง ๕ จะไม่ส่งทูตมา เรื่องภิกษุเป็นไข้เป็นต้น
สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งเป็นไข้ ได้ส่งทูตไปในสำนักภิกษุทั้งหลายว่า “กระผมเป็นไข้ ขออาราธนาภิกษุทั้งหลายมา กระผมประสงค์ให้มา” ภิกษุทั้งหลายจึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ พระผู้มีพระภาครับสั่งว่า “ภิกษุทั้งหลาย แม้สหธรรมิกทั้ง ๕ คือ ภิกษุ ภิกษุณี สิกขมานา สามเณร สามเณรี จะไม่ส่งทูตมา เราอนุญาตให้ไปด้วยสัตตาหกรณียะได้ ไม่จำต้องกล่าวถึงเมื่อสหธรรมิกทั้ง ๕ ส่งทูตมา ภิกษุทั้งหลายเมื่อสหธรรมิกทั้ง ๕ เหล่านี้ แม้มิได้ส่งทูตมา เราอนุญาตให้ไปด้วยสัตตาหกรณียะได้ ไม่จำต้องกล่าวถึงเมื่อสหธรรมิกทั้ง ๕ ส่งทูตมา แต่พึงกลับใน ๗ วันสัตตาหกรณียะเนื่องด้วยภิกษุ ๑๐ กรณี ๑. ภิกษุทั้งหลาย ก็ในกรณีนี้ ภิกษุเป็นไข้ ถ้าภิกษุนั้นจะพึงส่งทูตไปในสำนักภิกษุทั้งหลายว่า “กระผมเป็นไข้ ขออาราธนาภิกษุทั้งหลายมา กระผมประสงค์ให้มา” ภิกษุทั้งหลาย แม้ภิกษุนั้นจะไม่ส่งทูตมา ก็ไปด้วยสัตตาหกรณียะได้ ไม่จำต้องกล่าวถึงเมื่อภิกษุนั้นส่งทูตมา พึงไปด้วยตั้งใจว่า “เราจักแสวงหาคิลานภัต
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๔ หน้า : ๓๐๒}
พระวินัยปิฎก มหาวรรค [๓. วัสสูปนายิกขันธกะ] ๑๑๐. ปัญจอัปปหิตานุชานนา คิลานุปัฏฐากภัต หรือคิลานเภสัช จักถามอาการหรือจักพยาบาล” แต่พึงกลับใน ๗ วัน ๒. ภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ในกรณีนี้ ความไม่ยินดีเกิดขึ้นแก่ภิกษุ ถ้าภิกษุนั้นจะพึงส่งทูตไปในสำนักภิกษุทั้งหลายว่า “ความไม่ยินดีเกิดขึ้นแก่กระผมแล้วขออาราธนาภิกษุทั้งหลายมา กระผมประสงค์ให้มา” ภิกษุทั้งหลาย แม้ภิกษุนั้นจะไม่ส่งทูตมา ก็ไปด้วยสัตตาหกรณียะได้ ไม่จำต้องกล่าวถึงเมื่อภิกษุนั้นส่งทูตมาพึงไปด้วยตั้งใจว่า “เราจักระงับความไม่ยินดีเอง หรือจักใช้ภิกษุอื่นให้ช่วยระงับหรือจักแสดงธรรมกถาแก่ภิกษุนั้น” แต่พึงกลับใน ๗ วัน ๓. ภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ในกรณีนี้ ความรำคาญเกิดขึ้นแก่ภิกษุ ถ้าภิกษุนั้น จะพึงส่งทูตไปในสำนักภิกษุทั้งหลายว่า “ความรำคาญเกิดขึ้นแก่กระผมแล้ว ขออาราธนาภิกษุทั้งหลายมา กระผมประสงค์ให้มา” ภิกษุทั้งหลาย แม้ภิกษุนั้นจะไม่ส่งทูตมา ก็ไปด้วยสัตตาหกรณียะได้ ไม่จำต้องกล่าวถึงเมื่อภิกษุนั้นส่งทูตมาพึงไปด้วยตั้งใจว่า “เราจักบรรเทาความรำคาญเอง หรือจักใช้ภิกษุอื่นให้ช่วยบรรเทาหรือจักแสดงธรรมกถาแก่ภิกษุนั้น” แต่พึงกลับใน ๗ วัน ๔. ภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ในกรณีนี้ ความเห็นผิดเกิดขึ้นแก่ภิกษุ ถ้าภิกษุนั้นจะพึงส่งทูตไปในสำนักภิกษุทั้งหลายว่า “ความเห็นผิดเกิดขึ้นแก่กระผมแล้วขออาราธนาภิกษุทั้งหลายมา กระผมประสงค์ให้มา” ภิกษุทั้งหลาย แม้ภิกษุนั้นจะไม่ส่งทูตมา ก็ไปด้วยสัตตาหกรณียะได้ ไม่จำต้องกล่าวถึงเมื่อภิกษุนั้นส่งทูตมาพึงไปด้วยตั้งใจว่า “เราจักเปลื้องความเห็นผิดเอง หรือจักใช้ภิกษุอื่นให้ช่วยเปลื้องหรือจักแสดงธรรมกถาแก่ภิกษุนั้น” แต่พึงกลับใน ๗ วัน ๕. ภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ในกรณีนี้ ภิกษุเป็นผู้ต้องครุธรรม ควรอยู่ปริวาสถ้าภิกษุนั้นจะพึงส่งทูตไปในสำนักภิกษุทั้งหลายว่า “กระผมต้องครุธรรม ควรอยู่ปริวาส ขออาราธนาภิกษุทั้งหลายมา กระผมประสงค์ให้มา” ภิกษุทั้งหลาย แม้ภิกษุนั้นจะไม่ส่งทูตมา ก็ไปด้วยสัตตาหกรณียะได้ ไม่จำต้องกล่าวถึงเมื่อภิกษุนั้นส่งทูตมา@เชิงอรรถ : @ ครุธรรม ในที่นี้หมายถึงอาบัติสังฆาทิเสส (ดู องฺ.อฏฺฐก.อ. ๓/๕๑/๒๖๓)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๔ หน้า : ๓๐๓}
พระวินัยปิฎก มหาวรรค [๓. วัสสูปนายิกขันธกะ] ๑๑๐. ปัญจอัปปหิตานุชานนา พึงไปด้วยตั้งใจว่า “เราจักทำความขวนขวายให้ปริวาส หรือจักช่วยสวดกรรมวาจาหรือจักเป็นคณปูรกะ” แต่พึงกลับใน ๗ วัน ๖. ภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ในกรณีนี้ ภิกษุเป็นผู้ควรชักเข้าหาอาบัติเดิม ถ้าภิกษุนั้นจะพึงส่งทูตไปในสำนักภิกษุทั้งหลายว่า “กระผมเป็นผู้ควรชักเข้าหาอาบัติเดิม ขออาราธนาภิกษุทั้งหลายมา กระผมประสงค์ให้มา” ภิกษุทั้งหลายแม้ภิกษุนั้นจะไม่ส่งทูตมา ก็ไปด้วยสัตตาหกรณียะได้ ไม่จำต้องกล่าวถึงเมื่อภิกษุนั้นส่งทูตมา พึงไปด้วยตั้งใจว่า “เราจักทำความขวนขวายชักเข้าหาอาบัติเดิม หรือจักช่วยสวดกรรมวาจา หรือจักเป็นคณปูรกะ” แต่พึงกลับใน ๗ วัน ๗. ภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ในกรณีนี้ ภิกษุเป็นผู้ควรมานัต ถ้าภิกษุนั้นจะพึง ส่งทูตไปในสำนักภิกษุทั้งหลายว่า “กระผมเป็นผู้ควรมานัต ขออาราธนาภิกษุทั้งหลายมา กระผมประสงค์ให้มา” ภิกษุทั้งหลาย แม้ภิกษุนั้นจะไม่ส่งทูตมา ก็ไปด้วยสัตตาหกรณียะได้ ไม่จำต้องกล่าวถึงเมื่อภิกษุนั้นส่งทูตมา พึงไปด้วยตั้งใจว่า“เราจักทำความขวนขวายให้มานัต หรือจักช่วยสวดกรรมวาจา หรือจักเป็นคณปูรกะ” แต่พึงกลับใน ๗ วัน ๘. ภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ในกรณีนี้ ภิกษุเป็นผู้ควรอัพภาน ถ้าภิกษุนั้นจะ พึงส่งทูตไปในสำนักภิกษุทั้งหลายว่า “กระผมเป็นผู้ควรอัพภาน ขออาราธนาภิกษุทั้งหลายมา กระผมประสงค์ให้มา” ภิกษุทั้งหลาย แม้ภิกษุนั้นจะไม่ส่งทูตมาก็ไปด้วยสัตตาหกรณียะได้ ไม่จำต้องกล่าวถึงเมื่อภิกษุนั้นส่งทูตมา พึงไปด้วยตั้งใจว่า“เราจักทำความขวนขวายให้อัพภาน หรือจักช่วยสวดกรรมวาจา หรือจักเป็นคณปูรกะ” แต่พึงกลับใน ๗ วัน ๙. ภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ในกรณีนี้ สงฆ์ต้องการจะทำกรรม คือ ตัชชนียกรรมนิยสกรรม ปัพพาชนียกรรม ปฏิสารณียกรรม หรืออุกเขปนียกรรมแก่ภิกษุ ถ้าภิกษุนั้นจะพึงส่งทูตไปในสำนักภิกษุทั้งหลายว่า “สงฆ์เป็นผู้ต้องการจะทำกรรมแก่กระผม ขออาราธนาภิกษุทั้งหลายมา กระผมประสงค์ให้มา” ภิกษุทั้งหลาย@เชิงอรรถ : @ เข้าร่วมสังฆกรรมเพื่อให้ครบองค์สงฆ์
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๔ หน้า : ๓๐๔}
พระวินัยปิฎก มหาวรรค [๓. วัสสูปนายิกขันธกะ] ๑๑๐. ปัญจอัปปหิตานุชานนา แม้ภิกษุนั้นจะไม่ส่งทูตมา ก็ไปด้วยสัตตาหกรณียะได้ ไม่จำต้องกล่าวถึงเมื่อภิกษุนั้นส่งทูตมา พึงไปด้วยตั้งใจว่า “ด้วยอุบายอย่างไรหนอ สงฆ์จะไม่พึงทำกรรม หรือพึงเปลี่ยนไปเป็นโทษเบา” แต่พึงกลับใน ๗ วัน ๑๐. ก็หรือว่า ภิกษุนั้นถูกสงฆ์ทำกรรม คือ ตัชชนียกรรม นิยสกรรม ปัพพาชนียกรรม ปฏิสารณียกรรม หรืออุกเขปนียกรรมแล้ว ถ้าภิกษุนั้น จะพึงส่งทูตไปในสำนักภิกษุทั้งหลายว่า “สงฆ์ทำกรรมแก่กระผมแล้ว ขออาราธนาภิกษุทั้งหลายมา กระผมประสงค์ให้มา” ภิกษุทั้งหลาย แม้ภิกษุนั้นจะไม่ส่งทูตมาก็ไปด้วยสัตตาหกรณียะได้ ไม่จำต้องกล่าวถึงเมื่อภิกษุนั้นส่งทูตมา พึงไปด้วยตั้งใจว่า “ด้วยอุบายอย่างไรหนอ ภิกษุนั้นจะพึงประพฤติชอบ พึงหายเย่อหยิ่งพึงกลับตัวได้ สงฆ์พึงระงับกรรมนั้นเสีย” แต่พึงกลับใน ๗ วัน สัตตาหกรณียะเนื่องด้วยภิกษุณี ๙ กรณี
๑. ภิกษุทั้งหลาย ก็ในกรณีนี้ ภิกษุณีเป็นไข้ ถ้าภิกษุณีนั้นจะพึง ส่งทูตไปในสำนักภิกษุทั้งหลายว่า “ดิฉันเป็นไข้ ขออาราธนาพระผู้เป็นเจ้าทั้งหลายมาดิฉันประสงค์ให้มา” ภิกษุทั้งหลาย แม้ภิกษุณีนั้นจะไม่ส่งทูตมา ก็ไปด้วย สัตตาหกรณียะได้ ไม่จำต้องกล่าวถึงเมื่อภิกษุณีนั้นส่งทูตมา พึงไปด้วยตั้งใจว่า“เราจักแสวงหาคิลานภัต คิลานุปัฏฐากภัต หรือคิลานเภสัช จักถามอาการ หรือจักพยาบาล” แต่พึงกลับใน ๗ วัน ๒. ภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ในกรณีนี้ ความไม่ยินดีเกิดขึ้นแก่ภิกษุณี ถ้า ภิกษุณีนั้นจะพึงส่งทูตไปในสำนักภิกษุทั้งหลายว่า “ความไม่ยินดีเกิดขึ้นแก่ดิฉันแล้วขออาราธนาพระผู้เป็นเจ้าทั้งหลายมา ดิฉันประสงค์ให้มา” ภิกษุทั้งหลาย แม้ภิกษุณีนั้นจะไม่ส่งทูตมา ก็ไปด้วยสัตตาหกรณียะได้ ไม่จำต้องกล่าวถึงเมื่อภิกษุณีนั้นส่งทูตมา พึงไปด้วยตั้งใจว่า “เราจักระงับความไม่ยินดีเอง หรือจักใช้ภิกษุอื่นให้ช่วยระงับ หรือจักแสดงธรรมกถาแก่ภิกษุณีนั้น” แต่พึงกลับใน ๗ วัน ๓. ภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ในกรณีนี้ ความรำคาญเกิดขึ้นแก่ภิกษุณี ถ้า ภิกษุณีนั้นจะพึงส่งทูตไปในสำนักภิกษุทั้งหลายว่า “ความรำคาญเกิดขึ้นแก่ดิฉันแล้ว ขออาราธนาพระผู้เป็นเจ้าทั้งหลายมา ดิฉันประสงค์ให้มา” ภิกษุทั้งหลาย
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๔ หน้า : ๓๐๕}
พระวินัยปิฎก มหาวรรค [๓. วัสสูปนายิกขันธกะ] ๑๑๐. ปัญจอัปปหิตานุชานนา แม้ภิกษุณีนั้น จะไม่ส่งทูตมา ก็ไปด้วยสัตตาหกรณียะได้ ไม่จำต้องกล่าวถึงเมื่อภิกษุณีนั้นส่งทูตมา พึงไปด้วยตั้งใจว่า “เราจักบรรเทาความรำคาญเอง หรือจักใช้ภิกษุอื่นให้ช่วยบรรเทา หรือจักแสดงธรรมกถาแก่ภิกษุณีนั้น” แต่พึงกลับใน ๗ วัน ๔. ภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ในกรณีนี้ ความเห็นผิดเกิดขึ้นแก่ภิกษุณี ถ้าภิกษุณีนั้นจะพึงส่งทูตไปในสำนักภิกษุทั้งหลายว่า “ความเห็นผิดเกิดขึ้นแก่ดิฉันแล้ว ขออาราธนาพระผู้เป็นเจ้าทั้งหลายมา ดิฉันประสงค์ให้มา” ภิกษุทั้งหลาย แม้ภิกษุณีนั้นจะไม่ส่งทูตมา ก็ไปด้วยสัตตาหกรณียะได้ ไม่จำต้องกล่าวถึงเมื่อภิกษุณีส่งทูตมาพึงไปด้วยตั้งใจว่า “เราจักเปลื้องความเห็นผิดเอง หรือจักใช้ภิกษุอื่นให้ช่วยเปลื้องหรือจักแสดงธรรมกถาแก่ภิกษุณีนั้น” แต่พึงกลับใน ๗ วัน ๕. ภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ในกรณีนี้ ภิกษุณีเป็นผู้ต้องครุธรรม ควรแก่มานัตถ้าภิกษุณีนั้นจะพึงส่งทูตไปในสำนักภิกษุทั้งหลายว่า “ดิฉันเองต้องครุธรรม ควรแก่มานัต ขออาราธนาพระผู้เป็นเจ้าทั้งหลายมา ดิฉันประสงค์ให้มา” ภิกษุทั้งหลายแม้ภิกษุณีนั้นจะไม่ส่งทูตมา ก็ไปด้วยสัตตาหกรณียะได้ ไม่จำต้องกล่าวถึงเมื่อภิกษุณีนั้นส่งทูตมา พึงไปด้วยตั้งใจว่า “เราจักทำความขวนขวายให้มานัต” แต่พึงกลับใน ๗ วัน ๖. ภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ในกรณีนี้ ภิกษุณีเป็นผู้ควรชักเข้าหาอาบัติเดิม ถ้าภิกษุณีนั้นจะพึงส่งทูตไปในสำนักภิกษุทั้งหลายว่า “ดิฉันเป็นผู้ควรชักเข้าหาอาบัติเดิม ขออาราธนาพระผู้เป็นเจ้าทั้งหลายมา ดิฉันประสงค์ให้มา” ภิกษุทั้งหลายแม้ภิกษุณีนั้นจะไม่ส่งทูตมา ก็ไปด้วยสัตตาหกรณียะได้ ไม่จำต้องกล่าวถึงเมื่อภิกษุณีนั้นส่งทูตมา พึงไปด้วยตั้งใจว่า “เราจักทำความขวนขวายชักเข้าหาอาบัติเดิม” แต่พึงกลับใน ๗ วัน ๗. ภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ในกรณีนี้ ภิกษุณีในธรรมวินัยนี้เป็นผู้ควรอัพภาน ถ้าภิกษุณีนั้นจะพึงส่งทูตไปในสำนักภิกษุทั้งหลายว่า “ดิฉันเป็นผู้ควรอัพภาน ขออาราธนาพระผู้เป็นเจ้าทั้งหลายมา ดิฉันประสงค์ให้มา” ภิกษุทั้งหลาย แม้ภิกษุณีนั้นจะไม่ส่งทูตมา ก็ไปด้วยสัตตาหกรณียะได้ ไม่จำต้องกล่าวถึงเมื่อภิกษุณีนั้นส่งทูตมา พึงไปด้วยตั้งใจว่า “เราจักทำความขวนขวายให้อัพภาน” แต่พึงกลับใน ๗ วัน
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๔ หน้า : ๓๐๖}
พระวินัยปิฎก มหาวรรค [๓. วัสสูปนายิกขันธกะ] ๑๑๐. ปัญจอัปปหิตานุชานนา ๘. ภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ในกรณีนี้ สงฆ์ต้องการจะทำกรรม คือ ตัชชนียกรรมนิยสกรรม ปัพพาชนียกรรม ปฏิสารณียกรรม หรืออุกเขปนียกรรมแก่ภิกษุณีถ้าภิกษุณีนั้นจะพึงส่งทูตไปในสำนักภิกษุทั้งหลายว่า “สงฆ์เป็นผู้ต้องการจะทำกรรมแก่ดิฉัน ขออาราธนาพระผู้เป็นเจ้าทั้งหลายมา ดิฉันประสงค์ให้มา” ภิกษุทั้งหลายแม้ภิกษุณีนั้นจะไม่ส่งทูตมา ก็ไปด้วยสัตตาหกรณียะได้ ไม่จำต้องกล่าวถึงเมื่อภิกษุณีนั้นส่งทูตมา พึงไปด้วยตั้งใจว่า “ด้วยอุบายอย่างไรหนอ สงฆ์จะไม่พึงทำกรรมหรือพึงเปลี่ยนไปเป็นโทษเบา” แต่พึงกลับใน ๗ วัน ๙. ก็หรือว่า ภิกษุณีนั้นถูกสงฆ์ทำกรรม คือ ตัชชนียกรรม นิยสกรรม ปัพพาชนียกรรม ปฏิสารณียกรรม หรืออุกเขปนียกรรมแล้ว ถ้าภิกษุณีนั้นจะพึงส่งทูตไปในสำนักภิกษุทั้งหลายว่า “สงฆ์ทำกรรมแก่ดิฉันแล้ว ขออาราธนาพระผู้เป็นเจ้าทั้งหลายมา ดิฉันประสงค์ให้มา” ภิกษุทั้งหลาย แม้ภิกษุณีนั้นจะไม่ส่งทูตมาก็ไปด้วยสัตตาหกรณียะได้ ไม่จำต้องกล่าวถึงเมื่อภิกษุณีนั้นส่งทูตมา พึงไปด้วยตั้งใจว่า “ด้วยอุบายอย่างไรหนอ ภิกษุณีนั้นจะพึงประพฤติชอบ พึงหายเย่อหยิ่งพึงกลับตัวได้ สงฆ์พึงระงับกรรมนั้นเสีย” แต่พึงกลับใน ๗ วัน สัตตาหกรณียะเนื่องด้วยสิกขมานา ๖ กรณี
๑. ภิกษุทั้งหลาย ก็ในกรณีนี้ สิกขมานาเป็นไข้ ถ้าสิกขมานานั้น จะพึงส่งทูตไปในสำนักภิกษุทั้งหลายว่า “ดิฉันเป็นไข้ ขออาราธนาพระผู้เป็นเจ้าทั้งหลายมา ดิฉันประสงค์ให้มา” ภิกษุทั้งหลาย แม้สิกขมานานั้นจะไม่ส่งทูตมาก็ไปด้วยสัตตาหกรณียะได้ ไม่จำต้องกล่าวถึงเมื่อสิกขมานานั้นส่งทูตมา พึงไปด้วยตั้งใจว่า “เราจักแสวงหาคิลานภัต คิลานุปัฏฐากภัต หรือคิลานเภสัช จักถามอาการหรือจักพยาบาล” แต่พึงกลับใน ๗ วัน ๒. ภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ในกรณีนี้ ความไม่ยินดีเกิดขึ้นแก่สิกขมานา... ๓. ความรำคาญเกิดขึ้นแก่สิกขมานา... ๔. ความเห็นผิดเกิดขึ้นแก่สิกขมานา.. ๕. สิกขาของสิกขมานากำเริบ ถ้าสิกขมานานั้นจะพึงส่งทูตไปในสำนักภิกษุทั้งหลายว่า “สิกขาของดิฉันกำเริบแล้ว ขออาราธนาพระผู้เป็นเจ้าทั้งหลายมา ดิฉัน
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๔ หน้า : ๓๐๗}
พระวินัยปิฎก มหาวรรค [๓. วัสสูปนายิกขันธกะ] ๑๑๐. ปัญจอัปปหิตานุชานนา ประสงค์ให้มา” ภิกษุทั้งหลาย แม้สิกขมานานั้นจะไม่ส่งทูตมา ก็ไปด้วยสัตตาหกรณียะได้ ไม่จำต้องกล่าวถึงเมื่อสิกขมานานั้นส่งทูตมา พึงไปด้วยตั้งใจว่า “เราจักทำความขวนขวายให้สมาทานสิกขา” แต่พึงกลับใน ๗ วัน ๖. ภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ในกรณีนี้ สิกขมานาต้องการจะอุปสมบท ถ้าสิกขมานานั้นจะพึงส่งทูตไปในสำนักภิกษุทั้งหลายว่า “ดิฉันต้องการจะอุปสมบทขออาราธนาพระผู้เป็นเจ้าทั้งหลายมา ดิฉันประสงค์ให้มา” ภิกษุทั้งหลาย แม้สิกขมานานั้นจะไม่ส่งทูตมา ก็ไปด้วยสัตตาหกรณียะได้ ไม่จำต้องกล่าวถึงเมื่อสิกขมานานั้นส่งทูตมา พึงไปด้วยตั้งใจว่า “เราจักทำความขวนขวายให้อุปสมบท หรือจักช่วยสวดกรรมวาจา หรือจักเป็นคณปูรกะ” แต่พึงกลับใน ๗ วัน สัตตาหกรณียะเนื่องด้วยสามเณร ๖ กรณี
๑. ภิกษุทั้งหลาย ก็ในกรณีนี้ สามเณรเป็นไข้ ถ้าสามเณรนั้นจะ พึงส่งทูตไปในสำนักภิกษุทั้งหลายว่า “กระผมเป็นไข้ ขออาราธนาพระคุณเจ้าทั้งหลายมา กระผมประสงค์ให้มา” ภิกษุทั้งหลาย แม้สามเณรนั้นจะไม่ส่งทูตมาก็ไปด้วยสัตตาหกรณียะได้ ไม่จำต้องกล่าวถึงเมื่อสามเณรนั้นส่งทูตมา พึงไปด้วยตั้งใจว่า “เราจักแสวงหาคิลานภัต คิลานุปัฏฐากภัต หรือคิลานเภสัช จักถามอาการหรือจักพยาบาล” แต่พึงกลับใน ๗ วัน ๒. ภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ในกรณีนี้ ความไม่ยินดีเกิดขึ้นแก่สามเณร... ๓. ความรำคาญเกิดขึ้นแก่สามเณร... ๔. ความเห็นผิดเกิดขึ้นแก่สามเณร... ๕. สามเณรต้องการจะถามปี ถ้าสามเณรนั้นจะพึงส่งทูตไปในสำนักภิกษุ ทั้งหลายว่า “กระผมเองต้องการจะถามปี ขออาราธนาภิกษุทั้งหลายมา กระผมประสงค์ให้มา” ภิกษุทั้งหลาย แม้สามเณรนั้นจะไม่ส่งทูตมา ก็ไปด้วยสัตตาหกรณียะได้ ไม่จำต้องกล่าวถึงเมื่อสามเณรนั้นส่งทูตมา พึงไปด้วยตั้งใจว่า “เราจักถามหรือจักบอก” แต่พึงกลับใน ๗ วัน
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๔ หน้า : ๓๐๘}
พระวินัยปิฎก มหาวรรค [๓. วัสสูปนายิกขันธกะ] ๑๑๐. ปัญจอัปปหิตานุชานนา ๖. ภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ในกรณีนี้ สามเณรต้องการจะอุปสมบท ถ้าสามเณรนั้นจะพึงส่งทูตไปในสำนักภิกษุทั้งหลายว่า “กระผมเองต้องการจะอุปสมบท ขออาราธนาภิกษุทั้งหลายมา กระผมประสงค์ให้มา” ภิกษุทั้งหลาย แม้สามเณรนั้นจะไม่ส่งทูตมา ก็ไปด้วยสัตตาหกรณียะได้ ไม่จำต้องกล่าวถึงเมื่อสามเณรนั้นส่งทูตมา พึงไปด้วยตั้งใจว่า “เราจักทำความขวนขวายให้อุปสมบท หรือจักช่วยสวดกรรมวาจา หรือจักเป็นคณปูรกะ” แต่พึงกลับใน ๗ วัน สัตตาหกรณียะเนื่องด้วยสามเณรี ๖ กรณี
๑. ภิกษุทั้งหลาย ก็ในกรณีนี้ สามเณรีเป็นไข้ ถ้าสามเณรีนั้นจะ พึงส่งทูตไปในสำนักภิกษุทั้งหลายว่า “ดิฉันเป็นไข้ ขออาราธนาพระผู้เป็นเจ้าทั้งหลายมาดิฉันประสงค์ให้มา” ภิกษุทั้งหลาย แม้สามเณรีนั้นจะไม่ส่งทูตมา ก็ไปด้วยสัตตาหกรณียะได้ ไม่จำต้องกล่าวถึงเมื่อสามเณรีนั้นส่งทูตมา พึงไปด้วยตั้งใจว่า“เราจักแสวงหาคิลานภัต คิลานุปัฏฐากภัต หรือคิลานเภสัช จักถามอาการ หรือจักพยาบาล” แต่พึงกลับใน ๗ วัน ๒. ภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ในกรณีนี้ ความไม่ยินดีเกิดขึ้นแก่สามเณรี ... ๓. ความรำคาญเกิดขึ้นแก่สามเณรี ... ๔. ความเห็นผิดเกิดขึ้นแก่สามเณรี ... ๕. สามเณรีต้องการจะถามปี ถ้าสามเณรีนั้นจะพึงส่งทูตไปในสำนักภิกษุ ทั้งหลายว่า “ดิฉันต้องการจะถามปี ขออาราธนาพระผู้เป็นเจ้าทั้งหลายมา ดิฉันประสงค์ให้มา” ภิกษุทั้งหลาย แม้สามเณรีนั้นจะไม่ส่งทูตมา ก็ไปด้วยสัตตาหกรณียะได้ ไม่จำต้องกล่าวถึงเมื่อสามเณรีนั้นส่งทูตมา พึงไปด้วยตั้งใจว่า “เราจักถามหรือจักบอก” แต่พึงกลับใน ๗ วัน ๖. ภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ในกรณีนี้ สามเณรีต้องการจะสมาทานสิกขา ถ้าสามเณรีนั้นจะพึงส่งทูตไปในสำนักภิกษุทั้งหลายว่า “ดิฉันต้องการจะสมาทานสิกขา ขออาราธนาพระผู้เป็นเจ้าทั้งหลายมา ดิฉันประสงค์ให้มา” ภิกษุทั้งหลายแม้สามเณรีนั้นจะไม่ส่งทูตมา ก็ไปด้วยสัตตาหกรณียะได้ ไม่จำต้องกล่าวถึงเมื่อสามเณรีนั้นส่งทูตมา พึงไปด้วยตั้งใจว่า “เราจักทำความขวนขวายให้สมาทานสิกขา”แต่พึงกลับใน ๗ วัน
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๔ หน้า : ๓๐๙}
พระวินัยปิฎก มหาวรรค [๓. วัสสูปนายิกขันธกะ] ๑๑๑. สัตตอัปปหิตานุชานนา ๑๑๑. สัตตอัปปหิตานุชานนา ว่าด้วยทรงอนุญาตสัตตาหกรณียะเมื่อบุคคล ๗ จำพวกจะไม่ส่งทูตมา เรื่องมารดาบิดาเป็นไข้
สมัยนั้น มารดาของภิกษุรูปหนึ่งเป็นไข้ มารดานั้นส่งทูตไปในสำนัก ภิกษุผู้เป็นบุตรว่า “ดิฉันเป็นไข้ ขอบุตรของดิฉันจงมา ดิฉันประสงค์ให้มา” ลำดับนั้น ภิกษุนั้นคิดว่า “พระผู้มีพระภาคทรงบัญญัติไว้ว่า เมื่อบุคคล ๗ จำพวกส่งทูตมา ไปด้วยสัตตาหกรณียะได้ แต่เมื่อไม่ส่งทูตมา จะไปไม่ได้ สำหรับสหธรรมิกทั้ง ๕ แม้ไม่ส่งทูตมา ก็ไปด้วยสัตตาหกรณียะได้ ไม่จำต้องกล่าวถึงเมื่อสหธรรมิกทั้ง ๕ นั้น ส่งทูตมา อนึ่ง มารดาของเรานี้เป็นไข้ แต่มารดานั้นไม่ได้เป็นอุบาสิกา เราจะพึงปฏิบัติอย่างไรหนอ” ภิกษุทั้งหลายจึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ พระผู้มีพระภาครับสั่งว่า “ภิกษุทั้งหลาย แม้เมื่อบุคคล ๗ จำพวก คือ ภิกษุภิกษุณี สิกขมานา สามเณร สามเณรี มารดา และบิดา จะไม่ส่งทูตมา เราอนุญาตให้ไปด้วยสัตตาหกรณียะได้ ไม่จำต้องกล่าวถึงเมื่อบุคคล ๗ จำพวกนั้นส่งทูตมา ภิกษุทั้งหลาย เมื่อบุคคล ๗ จำพวกเหล่านี้ แม้มิได้ส่งทูตมา เราอนุญาตให้ไปด้วยสัตตาหกรณียะได้ ไม่จำต้องกล่าวถึงเมื่อบุคคล ๗ จำพวกนั้น ส่งทูตมา แต่พึงกลับใน ๗ วัน ภิกษุทั้งหลาย ก็ในกรณีนี้ มารดาของภิกษุเป็นไข้ ถ้ามารดานั้นจะพึงส่งทูตไปในสำนักของภิกษุผู้เป็นบุตรว่า “ดิฉันเป็นไข้ ขอบุตรของดิฉันจงมา ดิฉันประสงค์ให้มา” ภิกษุทั้งหลาย แม้มารดานั้นจะไม่ส่งทูตมา ก็ไปด้วยสัตตาหกรณียะได้ ไม่จำต้องกล่าวถึงเมื่อมารดานั้นส่งทูตมา พึงไปด้วยตั้งใจว่า “เราจักแสวงหาคิลานภัตคิลานุปัฏฐากภัต หรือคิลานเภสัช จักถามอาการ หรือจักพยาบาล” แต่พึงกลับใน ๗ วัน
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๔ หน้า : ๓๑๐}
พระวินัยปิฎก มหาวรรค [๓. วัสสูปนายิกขันธกะ] ๑๑๒. ปหิตานุชานนา ภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ในกรณีนี้ บิดาของภิกษุเป็นไข้ ถ้าบิดานั้นจะพึงส่งทูตไปในสำนักของภิกษุผู้เป็นบุตรว่า “ผมเป็นไข้ ขอบุตรของผมจงมา ผมประสงค์ให้มา”ภิกษุทั้งหลาย แม้บิดานั้นจะไม่ส่งทูตมา ก็ไปด้วยสัตตาหกรณียะได้ ไม่จำต้องกล่าวถึงเมื่อบิดานั้นส่งทูตมา พึงไปด้วยตั้งใจว่า “เราจักแสวงหาคิลานภัต คิลานุปัฏฐากภัตหรือคิลานเภสัช จักถามอาการ หรือจักพยาบาล” แต่พึงกลับใน ๗ วัน ๑๑๒. ปหิตานุชานนา ว่าด้วยทรงอนุญาตสัตตาหกรณียะเมื่อพี่ชายน้องชายเป็นต้นส่งทูตมา
ภิกษุทั้งหลาย ก็ในกรณีนี้ พี่ชายน้องชายของภิกษุเป็นไข้ ถ้าพี่ชาย น้องชายนั้นจะพึงส่งทูตไปในสำนักภิกษุผู้เป็นพี่ชายน้องชายว่า “กระผมเป็นไข้ ขอพี่ชายน้องชายของกระผมจงมา กระผมประสงค์ให้มา” ภิกษุทั้งหลาย เมื่อพี่ชายน้องชายนั้นส่งทูตมา พึงไปด้วยสัตตาหกรณียะได้ แต่เมื่อพี่ชายน้องชายนั้นไม่ส่งทูตมาไม่พึงไป (เมื่อไปด้วยสัตตาหกรณียะ) พึงกลับใน ๗ วัน ภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ในกรณีนี้ พี่สาวน้องสาวของภิกษุเป็นไข้ ถ้าพี่สาวน้องสาวนั้นจะพึงส่งทูตไปในสำนักของภิกษุผู้เป็นพี่ชายน้องชายว่า “ดิฉันเป็นไข้ ขอพี่ชายน้องชายของดิฉันจงมา ดิฉันประสงค์ให้มา” ภิกษุทั้งหลาย เมื่อพี่สาวน้องสาวนั้นส่งทูตมา พึงไปด้วยสัตตาหกรณียะได้ แต่เมื่อพี่สาวน้องสาวนั้นไม่ส่งทูตมา ไม่พึงไป(เมื่อไปด้วยสัตตาหกรณียะ) พึงกลับใน ๗ วัน ภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ในกรณีนี้ ญาติของภิกษุเป็นไข้ ถ้าญาตินั้นจะพึงส่งทูตไปในสำนักภิกษุว่า “กระผมเป็นไข้ ขอพระคุณเจ้าจงมา กระผมประสงค์ให้มา”ภิกษุทั้งหลาย เมื่อญาตินั้นส่งทูตมา พึงไปด้วยสัตตาหกรณียะได้ แต่เมื่อญาตินั้นไม่ส่งทูตมา ไม่พึงไป (เมื่อไปด้วยสัตตาหกรณียะ) พึงกลับใน ๗ วัน ภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ในกรณีนี้ บุรุษผู้อาศัยอยู่กับภิกษุเป็นไข้ ถ้าบุรุษนั้น จะพึงส่งทูตไปในสำนักภิกษุว่า “กระผมเป็นไข้ ขออาราธนาพระคุณเจ้าทั้งหลายมา
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๔ หน้า : ๓๑๑}
พระวินัยปิฎก มหาวรรค [๓. วัสสูปนายิกขันธกะ] ๑๑๓. อันตรายอนาปัตติวัสสเฉทวาร กระผมประสงค์ให้มา” ภิกษุทั้งหลาย เมื่อบุรุษนั้นส่งทูตมา พึงไปด้วยสัตตาหกรณียะได้ แต่เมื่อบุรุษนั้นไม่ส่งทูตมา ไม่พึงไป (เมื่อไปด้วยสัตตาหกรณียะ) พึงกลับใน ๗ วัน ทรงอนุญาตสัตตาหกรณียะเฉพาะกิจของสงฆ์ สมัยนั้น วิหารของสงฆ์หักพัง อุบาสกคนหนึ่งได้ตัดเครื่องทัพพสัมภาระทิ้งไว้ในป่า อุบาสกนั้นได้ส่งทูตไปในสำนักภิกษุทั้งหลายว่า “ถ้าพระคุณเจ้าทั้งหลายจะพึงขนเครื่องทัพพสัมภาระนั้นมาได้ กระผมขอถวายเครื่องทัพพสัมภาระนั้น” ภิกษุทั้งหลายจึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ พระผู้มีพระภาครับสั่งว่า “ภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ไปด้วยสัตตาหกรณียะได้แต่พึงกลับใน ๗ วัน”
ฉบับหลวง
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๔ พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๔ มหาวรรค ภาค ๑ เรื่องทรงอนุญาตสัตตาหกรณียะ ทายกสร้างวิหารเป็นต้นถวาย
อถโข ภควา ราชคเห ยถาภิรนฺตํ วิหริตฺวา เยน สาวตฺถี เตน จาริกํ ปกฺกามิ อนุปุพฺเพน จาริกํ จรมาโน เยน สาวตฺถี ตทวสริ ฯ ตตฺร สุทํ ภควา สาวตฺถิยํ วิหรติ เชตวเน อนาถปิณฺฑิกสฺส อาราเม ฯ เตน โข ปน สมเยน โกสเลสุ ชนปเทสุ อุเทเนน อุปาสเกน สงฺฆํ อุทฺทิสฺส วิหาโร การาปิโต โหติ ฯ โส ภิกฺขูนํ สนฺติเก ทูตํ ปาเหติ อาคจฺฉนฺตุ ภทนฺตา อิจฺฉามิ ทานญฺจ ทาตุํ ธมฺมญฺจ โสตุํ ภิกฺขู จ ปสฺสิตุนฺติ ฯ ภิกฺขู เอวมาหํสุ ภควตา อาวุโส ปญฺญตฺตํ น วสฺสํ อุปคนฺตฺวา ปุริมํ วา เตมาสํ ปจฺฉิมํ วา เตมาสํ อวสิตฺวา จาริกา ปกฺกมิตพฺพาติ อาคเมตุ อุเทโน อุปาสโก ยาว ภิกฺขู วสฺสํ วสนฺติ วสฺสํ วุตฺถา คมิสฺสนฺติ สเจ ปนสฺส อจฺจายิกํ กรณียํ ตตฺเถว อาวาสิกานํ ภิกฺขูนํ สนฺติเก วิหารํ ปติฏฺฐาเปตูติ ฯ อุเทโน อุปาสโก อุชฺฌายติ ขียติ วิปาเจติ กถํ หิ นาม ภทนฺตา มยา ปหิเต น อาคจฺฉิสฺสนฺติ อหํ หิ ทายโก การโก สงฺฆุปฏฺฐาโกติ ฯ อสฺโสสุํ โข ภิกฺขู อุเทนสฺส อุปาสกสฺส อุชฺฌายนฺตสฺส ขียนฺตสฺส วิปาเจนฺตสฺส ฯ {๒๑๐.๑} อถโข เต ภิกฺขู ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ ฯ อถโข ภควา เอตสฺมึ นิทาเน ธมฺมึ กถํ กตฺวา ภิกฺขู อามนฺเตสิ อนุชานามิ ภิกฺขเว สตฺตนฺนํ สตฺตาหกรณีเยน ปหิเต คนฺตุํ น เตฺวว อปฺปหิเต ภิกฺขุสฺส ภิกฺขุนิยา สิกฺขมานาย สามเณรสฺส สามเณริยา อุปาสกสฺส อุปาสิกาย อนุชานามิ ภิกฺขเว อิเมสํ สตฺตนฺนํ สตฺตาหกรณีเยน ปหิเต คนฺตุํ น เตฺวว อปฺปหิเต สตฺตาหํ สนฺนิวฏฺโฏ กาตพฺโพ ฯ {๒๑๐.๒} อิธ ปน ภิกฺขเว อุปาสเกน สงฺฆํ อุทฺทิสฺส วิหาโร การาปิโต โหติ ฯ โส เจ ภิกฺขูนํ สนฺติเก ทูตํ ปหิเณยฺย อาคจฺฉนฺตุ ภทนฺตา อิจฺฉามิ ทานญฺจ ทาตุํ ธมฺมญฺจ โสตุํ ภิกฺขู จ ปสฺสิตุนฺติ ฯ คนฺตพฺพํ ภิกฺขเว สตฺตาหกรณีเยน ปหิเต น เตฺวว อปฺปหิเต สตฺตาหํ สนฺนิวฏฺโฏ กาตพฺโพ ฯ {๒๑๐.๓} อิธ ปน ภิกฺขเว อุปาสเกน สงฺฆํ อุทฺทิสฺส อฑฺฒโยโค การาปิโต โหติ ฯเปฯ ปาสาโท การาปิโต โหติ ฯ หมฺมิยํ การาปิตํ โหติ ฯ คุหา การาปิตา โหติ ฯ ปริเวณํ การาปิตํ โหติ ฯ โกฏฺฐโก การาปิโต โหติ ฯ อุปฏฺฐานสาลา การาปิตา โหติ ฯ อคฺคิสาลา การาปิตา โหติ ฯ กปฺปิยกุฏี การาปิตา โหติ ฯ วจฺจกุฏี การาปิตา โหติ ฯ จงฺกโม การาปิโต โหติ ฯ จงฺกมนสาลา การาปิตา โหติ ฯ อุทปาโน การาปิโต โหติ ฯ อุทปานสาลา การาปิตา โหติ ฯ ชนฺตาฆรํ การาปิตํ โหติ ฯ ชนฺตาฆรสาลา การาปิตา โหติ ฯ โปกฺขรณี การาปิตา โหติ ฯ มณฺฑโป การาปิโต โหติ ฯ อาราโม การาปิโต โหติ ฯ อารามวตฺถุํ การาปิตํ โหติ ฯ โส เจ ภิกฺขูนํ สนฺติเก ทูตํ ปหิเณยฺย อาคจฺฉนฺตุ ภทนฺตา อิจฺฉามิ ทานญฺจ ทาตุํ ธมฺมญฺจ โสตุํ ภิกฺขู จ ปสฺสิตุนฺติ ฯ คนฺตพฺพํ ภิกฺขเว สตฺตาหกรณีเยน ปหิเต น เตฺวว อปฺปหิเต สตฺตาหํ สนฺนิวฏฺโฏ กาตพฺโพ ฯ {๒๑๐.๔} อิธ ปน ภิกฺขเว อุปาสเกน สมฺพหุเล ภิกฺขู อุทฺทิสฺส ฯเปฯ เอกํ ภิกฺขุํ อุทฺทิสฺส วิหาโร การาปิโต โหติ ฯ อฑฺฒโยโค การาปิโต โหติ ฯ ปาสาโท การาปิโต โหติ ฯ หมฺมิยํ การาปิตํ โหติ ฯ คุหา การาปิตา โหติ ฯ ปริเวณํ การาปิตํ โหติ ฯ โกฏฺฐโก การาปิโต โหติ ฯ อุปฏฺฐานสาลา การาปิตา โหติ ฯ อคฺคิสาลา การาปิตา โหติ ฯ กปฺปิยกุฏี การาปิตา โหติ ฯ วจฺจกุฏี การาปิตา โหติ ฯ จงฺกโม การาปิโต โหติ ฯ จงฺกมนสาลา การาปิตา โหติ ฯ อุทปาโน การาปิโต โหติ ฯ อุทปานสาลา การาปิตา โหติ ฯ ชนฺตาฆรํ การาปิตํ โหติ ฯ ชนฺตาฆรสาลา การาปิตา โหติ ฯ โปกฺขรณี การาปิตา โหติ ฯ มณฺฑโป การาปิโต โหติ ฯ อาราโม การาปิโต โหติ ฯ อารามวตฺถุํ การาปิตํ โหติ ฯ โส เจ ภิกฺขูนํ สนฺติเก ทูตํ ปหิเณยฺย อาคจฺฉนฺตุ ภทนฺตา อิจฺฉามิ ทานญฺจ ทาตุํ ธมฺมญฺจ โสตุํ ภิกฺขู จ ปสฺสิตุนฺติ ฯ คนฺตพฺพํ ภิกฺขเว สตฺตาหกรณีเยน ปหิเต น เตฺวว อปฺปหิเต สตฺตาหํ สนฺนิวฏฺโฏ กาตพฺโพ ฯ {๒๑๐.๕} อิธ ปน ภิกฺขเว อุปาสเกน ภิกฺขุนีสงฺฆํ อุทฺทิสฺส สมฺพหุลา ภิกฺขุนิโย อุทฺทิสฺส เอกํ ภิกฺขุนึ อุทฺทิสฺส สมฺพหุลา สิกฺขมานาโย อุทฺทิสฺส เอกํ สิกฺขมานํ อุทฺทิสฺส สมฺพหุเล สามเณเร อุทฺทิสฺส เอกํ สามเณรํ อุทฺทิสฺส สมฺพหุลา สามเณริโย อุทฺทิสฺส เอกํ สามเณรึ อุทฺทิสฺส วิหาโร การาปิโต โหติ ฯ อฑฺฒโยโค การาปิโต โหติ ฯ ปาสาโท การาปิโต โหติ ฯ หมฺมิยํ การาปิตํ โหติ ฯ คุหา การาปิตา โหติ ฯ ปริเวณํ การาปิตํ โหติ ฯ โกฏฺฐโก การาปิโต โหติ ฯ อุปฏฺฐานสาลา การาปิตา โหติ ฯ อคฺคิสาลา การาปิตา โหติ ฯ กปฺปิยกุฏี การาปิตา โหติ ฯ วจฺจกุฏี การาปิตา โหติ ฯ จงฺกโม การาปิโต โหติ ฯ จงฺกมนสาลา การาปิตา โหติ ฯ อุทปาโน การาปิโต โหติ ฯ อุทปานสาลา การาปิตา โหติ ฯ โปกฺขรณี การาปิตา โหติ ฯ มณฺฑโป การาปิโต โหติ ฯ อาราโม การาปิโต โหติ ฯ อารามวตฺถุํ การาปิตํ โหติ ฯ โส เจ ภิกฺขูนํ สนฺติเก ทูตํ ปหิเณยฺย อาคจฺฉนฺตุ ภทนฺตา อิจฺฉามิ ทานญฺจ ทาตุํ ธมฺมญฺจ โสตุํ ภิกฺขู จ ปสฺสิตุนฺติ ฯ คนฺตพฺพํ ภิกฺขเว สตฺตาหกรณีเยน ปหิเต น เตฺวว อปฺปหิเต สตฺตาหํ สนฺนิวฏฺโฏ กาตพฺโพ ฯ {๒๑๐.๖} อิธ ปน ภิกฺขเว อุปาสเกน อตฺตโน อตฺถาย นิเวสนํ การาปิตํ โหติ ฯ สยนิฆรํ การาปิตํ โหติ ฯ อุทฺโทสิโต การาปิโต โหติ ฯ อฏฺโฏ การาปิโต โหติ ฯ มาโฬ การาปิโต โหติ ฯ อาปโณ การาปิโต โหติ ฯ อาปณสาลา การาปิตา โหติ ฯ ปาสาโท การาปิโต โหติ ฯ หมฺมิยํ การาปิตํ โหติ ฯ คุหา การาปิตา โหติ ฯ ปริเวณํ การาปิตํ โหติ ฯ โกฏฺฐโก การาปิโต โหติ ฯ อุปฏฺฐานสาลา การาปิตา โหติ ฯ อคฺคิสาลา การาปิตา โหติ ฯ รสวตี การาปิตา โหติ ฯ วจฺจกุฏี การาปิตา โหติ ฯ จงฺกโม การาปิโต โหติ ฯ จงฺกมนสาลา การาปิตา โหติ ฯ อุทปาโน การาปิโต โหติ ฯ อุทปานสาลา การาปิตา โหติ ฯ ชนฺตาฆรํ การาปิตํ โหติ ฯ ชนฺตาฆรสาลา การาปิตา โหติ ฯ โปกฺขรณี การาปิตา โหติ ฯ มณฺฑโป การาปิโต โหติ ฯ อาราโม การาปิโต โหติ ฯ อารามวตฺถุํ การาปิตํ โหติ ฯ ปุตฺตสฺส วา วาเรยฺยํ โหติ ธีตุยา วา วาเรยฺยํ โหติ คิลาโน วา โหติ อภิญฺญาตํ วา สุตฺตนฺตํ ภณติ ฯ โส เจ ภิกฺขูนํ สนฺติเก ทูตํ ปหิเณยฺย อาคจฺฉนฺตุ ภทนฺตา อิมํ สุตฺตนฺตํ ปริยาปุณิสฺสนฺติ ปุรายํ สุตฺตนฺโต น ปลุชฺชตีติ ฯ อญฺญตรํ วา ปนสฺส กิจฺจํ โหติ กรณียํ วา ฯ โส เจ ภิกฺขูนํ สนฺติเก ทูตํ ปหิเณยฺย อาคจฺฉนฺตุ ภทนฺตา อิจฺฉามิ ทานญฺจ ทาตุํ ธมฺมญฺจ โสตุํ ภิกฺขู จ ปสฺสิตุนฺติ ฯ คนฺตพฺพํ ภิกฺขเว สตฺตาหกรณีเยน ปหิเต น เตฺวว อปฺปหิเต สตฺตาหํ สนฺนิวฏฺโฏ กาตพฺโพ ฯ {๒๑๐.๗} อิธ ปน ภิกฺขเว อุปาสิกาย สงฺฆํ อุทฺทิสฺส วิหาโร การาปิโต โหติ ฯ สา เจ ภิกฺขูนํ สนฺติเก ทูตํ ปหิเณยฺย อาคจฺฉนฺตุ อยฺยา อิจฺฉามิ ทานญฺจ ทาตุํ ธมฺมญฺจ โสตุํ ภิกฺขู จ ปสฺสิตุนฺติ ฯ คนฺตพฺพํ ภิกฺขเว สตฺตาหกรณีเยน ปหิเต น เตฺวว อปฺปหิเต สตฺตาหํ สนฺนิวฏฺโฏ กาตพฺโพ ฯ {๒๑๐.๘} อิธ ปน ภิกฺขเว อุปาสิกาย สงฺฆํ อุทฺทิสฺส อฑฺฒโยโค การาปิโต โหติ ฯ ปาสาโท การาปิโต โหติ ฯ หมฺมิยํ การาปิตํ โหติ ฯ คุหา การาปิตา โหติ ฯ ปริเวณํ การาปิตํ โหติ ฯ โกฏฺฐโก การาปิโต โหติ ฯ อุปฏฺฐานสาลา การาปิตา โหติ ฯ อคฺคิสาลา การาปิตา โหติ ฯ กปฺปิยกุฏี การาปิตา โหติ ฯ วจฺจกุฏี การาปิตา โหติ ฯ จงฺกโม การาปิโต โหติ ฯ จงฺกมนสาลา การาปิตา โหติ ฯ อุทปาโน การาปิโต โหติ ฯ อุทปานสาลา การาปิตา โหติ ฯ ชนฺตาฆรํ การาปิตํ โหติ ฯ ชนฺตาฆรสาลา การาปิตา โหติ ฯ โปกฺขรณี การาปิตา โหติ ฯ มณฺฑโป การาปิโต โหติ ฯ อาราโม การาปิโต โหติ ฯ อารามวตฺถุํ การาปิตํ โหติ ฯ สา เจ ภิกฺขูนํ สนฺติเก ทูตํ ปหิเณยฺย อาคจฺฉนฺตุ อยฺยา อิจฺฉามิ ทานญฺจ ทาตุํ ธมฺมญฺจ โสตุํ ภิกฺขู จ ปสฺสิตุนฺติ ฯ คนฺตพฺพํ ภิกฺขเว สตฺตาหกรณีเยน ปหิเต น เตฺวว อปฺปหิเต สตฺตาหํ สนฺนิวฏฺโฏ กาตพฺโพ ฯ {๒๑๐.๙} อิธ ปน ภิกฺขเว อุปาสิกาย สมฺพหุเล ภิกฺขู อุทฺทิสฺส ฯเปฯ เอกํ ภิกฺขุํ อุทฺทิสฺส ภิกฺขุนีสงฺฆํ อุทฺทิสฺส สมฺพหุลา ภิกฺขุนิโย อุทฺทิสฺส เอกํ ภิกฺขุนึ อุทฺทิสฺส สมฺพหุลา สิกฺขมานาโย อุทฺทิสฺส เอกํ สิกฺขมานํ อุทฺทิสฺส สมฺพหุเล สามเณเร อุทฺทิสฺส เอกํ สามเณรํ อุทฺทิสฺส สมฺพหุลา สามเณริโย อุทฺทิสฺส เอกํ สามเณรึ อุทฺทิสฺส ฯเปฯ อตฺตโน อตฺถาย นิเวสนํ การาปิตํ โหติ ฯ สยนิฆรํ การาปิตํ โหติ ฯ อุทฺโทสิโต การาปิโต โหติ ฯ อฏฺโฏ การาปิโต โหติ ฯ มาโฬ การาปิโต โหติ ฯ อาปโณ การาปิโต โหติ ฯ อาปณสาลา การาปิตา โหติ ฯ ปาสาโท การาปิโต โหติ ฯ หมฺมิยํ การาปิตํ โหติ ฯ คุหา การาปิตา โหติ ฯ ปริเวณํ การาปิตํ โหติ ฯ โกฏฺฐโก การาปิโต โหติ ฯ อุปฏฺฐานสาลา การาปิตา โหติ ฯ อคฺคิสาลา การาปิตา โหติ ฯ รสวตี การาปิตา โหติ ฯ วจฺจกุฏี การาปิตา โหติ ฯ จงฺกโม การาปิโต โหติ ฯ จงฺกมนสาลา การาปิตา โหติ ฯ อุทปาโน การาปิโต โหติ ฯ อุทปานสาลา การาปิตา โหติ ฯ โปกฺขรณี การาปิตา โหติ ฯ มณฺฑโป การาปิโต โหติ ฯ อาราโม การาปิโต โหติ ฯ อารามวตฺถุํ การาปิตํ โหติ ฯ ปุตฺตสฺส วา วาเรยฺยํ โหติ ธีตุยา วา วาเรยฺยํ โหติ คิลานา วา โหติ อภิญฺญาตํ วา สุตฺตนฺตํ ภณติ ฯ สา เจ ภิกฺขูนํ สนฺติเก ทูตํ ปหิเณยฺย อาคจฺฉนฺตุ อยฺยา อิมํ สุตฺตนฺตํ ปริยาปุณิสฺสนฺติ ปุรายํ สุตฺตนฺโต น ปลุชฺชตีติ ฯ อญฺญตรํ วา ปนสฺสา กิจฺจํ โหติ กรณียํ วา ฯ สา เจ ภิกฺขูนํ สนฺติเก ทูตํ ปหิเณยฺย อาคจฺฉนฺตุ อยฺยา อิจฺฉามิ ทานญฺจ ทาตุํ ธมฺมญฺจ โสตุํ ภิกฺขู จ ปสฺสิตุนฺติ ฯ คนฺตพฺพํ ภิกฺขเว สตฺตาหกรณีเยน ปหิเต น เตฺวว อปฺปหิเต สตฺตาหํ สนฺนิวฏฺโฏ กาตพฺโพ ฯ {๒๑๐.๑๐} อิธ ปน ภิกฺขเว ภิกฺขุนา สงฺฆํ อุทฺทิสฺส ภิกฺขุนิยา สงฺฆํ อุทฺทิสฺส สิกฺขมานาย สงฺฆํ อุทฺทิสฺส สามเณเรน สงฺฆํ อุทฺทิสฺส สามเณริยา สงฺฆํ อุทฺทิสฺส สมฺพหุเล ภิกฺขู อุทฺทิสฺส เอกํ ภิกฺขุํ อุทฺทิสฺส ภิกฺขุนีสงฺฆํ อุทฺทิสฺส สมฺพหุลา ภิกฺขุนิโย อุทฺทิสฺส เอกํ ภิกฺขุนึ อุทฺทิสฺส สมฺพหุลา สิกฺขมานาโย อุทฺทิสฺส เอกํ สิกฺขมานํ อุทฺทิสฺส สมฺพหุเล สามเณเร อุทฺทิสฺส เอกํ สามเณรํ อุทฺทิสฺส สมฺพหุลา สามเณริโย อุทฺทิสฺส เอกํ สามเณรึ อุทฺทิสฺส ฯเปฯ อตฺตโน อตฺถาย วิหาโร การาปิโต โหติ ฯ อฑฺฒโยโค การาปิโต โหติ ฯ ปาสาโท การาปิโต โหติ ฯ หมฺมิยํ การาปิตํ โหติ ฯ คุหา การาปิตา โหติ ฯ ปริเวณํ การาปิตํ โหติ ฯ โกฏฺฐโก การาปิโต โหติ ฯ อุปฏฺฐานสาลา การาปิตา โหติ ฯ อคฺคิสาลา การาปิตา โหติ ฯ กปฺปิยกุฏี การาปิตา โหติ ฯ วจฺจกุฏี การาปิตา โหติ ฯ จงฺกโม การาปิโต โหติ ฯ จงฺกมนสาลา การาปิตา โหติ ฯ อุทปาโน การาปิโต โหติ ฯ อุทปานสาลา การาปิตา โหติ ฯ โปกฺขรณี การาปิตา โหติ ฯ มณฺฑโป การาปิโต โหติ ฯ อาราโม การาปิโต โหติ ฯ อารามวตฺถุํ การาปิตํ โหติ ฯ สา เจ ภิกฺขูนํ สนฺติเก ทูตํ ปหิเณยฺย อาคจฺฉนฺตุ อยฺยา อิจฺฉามิ ทานญฺจ ทาตุํ ธมฺมญฺจ โสตุํ ภิกฺขู จ ปสฺสิตุนฺติ ฯ คนฺตพฺพํ ภิกฺขเว สตฺตาหกรณีเยน ปหิเต น เตฺวว อปฺปหิเต สตฺตาหํ สนฺนิวฏฺโฏ กาตพฺโพติ ฯ
ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ในพระนครราชคฤห์ ตามพระพุทธาภิรมย์ แล้ว เสด็จจาริกไปทางพระนครสาวัตถี เสด็จจาริกไปโดยลำดับ ลุถึงพระนครสาวัตถี. ทราบว่าพระองค์ประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกคหบดี เขตพระนครสาวัตถีนั้น. ก็โดยสมัยนั้นแล อุบาสกชื่ออุเทนได้ให้สร้างวิหารอุทิศต่อสงฆ์ไว้ในโกศลชนบท. เขาได้ส่งทูตไปในสำนักภิกษุทั้งหลายว่า ขออาราธนาพระคุณเจ้าทั้งหลายจงมา ข้าพเจ้าปรารถนาจะถวายทาน ฟังธรรม และพบเห็นภิกษุทั้งหลาย. ภิกษุทั้งหลายตอบไปอย่างนี้ว่า ท่านอุบาสก พระผู้มีพระภาคทรงบัญญัติไว้ว่า ภิกษุจำพรรษา ไม่อยู่ให้ตลอด ๓ เดือนต้น หรือ ๓ เดือนหลัง ไม่พึงหลีกไปสู่จาริก ขออุบาสกอุเทนจงรอชั่วระยะเวลาที่ภิกษุทั้งหลายจำพรรษา ออกพรรษาแล้วจึงจักไปได้ แต่ถ้าท่านจะมีกรณียกิจรีบด่วน จงให้ประดิษฐานวิหารไว้ในสำนักภิกษุเจ้าถิ่น ในโกศลชนบทนั้นนั่นแหละ. อุบาสกอุเทนจึงเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนเมื่อเราส่งทูตไปแล้ว พระคุณเจ้าทั้งหลายจึงได้ไม่มาเล่า เราก็เป็นทายก เป็นผู้ก่อสร้าง เป็นผู้บำรุงสงฆ์. ภิกษุทั้งหลายได้ยินอุบาสกอุเทนเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาอยู่ จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค. ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคทรงทำธรรมีกถาในเพราะเหตุเป็นเค้ามูลนั้น แล้วรับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อบุคคล ๗ จำพวกส่งทูตมา เราอนุญาตให้ไปด้วยสัตตาหกรณียะได้ แม้เมื่อเขาไม่ส่งมา เราไม่อนุญาต บุคคล ๗ จำพวก คือ ภิกษุ ภิกษุณีสิกขมานา สามเณร สามเณรี อุบาสก อุบาสิกา ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อบุคคล ๗ จำพวกนี้ส่งทูตมา เราอนุญาตให้ไปด้วยสัตตาหกรณียะได้ แต่เมื่อเขาไม่ส่งมา เราไม่อนุญาต พึงกลับใน ๗ วัน. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็อุบาสกในศาสนานี้ได้ให้สร้างวิหารอุทิศสงฆ์. ถ้าเขาส่งทูตไปในสำนักภิกษุทั้งหลายว่า ขออาราธนาพระคุณเจ้าทั้งหลายมา ข้าพเจ้าปรารถนาจะถวายทาน ฟังธรรมและพบเห็นภิกษุทั้งหลาย. เมื่อเขาส่งทูตมา พึงไปด้วยสัตตาหกรณียะได้ แต่เมื่อเขาไม่ส่งมาก็ไม่พึงไป พึงกลับใน ๗ วัน. ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง อุบาสกในศาสนานี้ได้ให้สร้างเรือนมุงแถบเดียวอุทิศสงฆ์ .... .... ได้ให้สร้างเรือนชั้น .... .... ได้ให้สร้างเรือนโล้น .... .... ได้ให้สร้างถ้ำ .... .... ได้ให้สร้างบริเวณ .... .... ได้ให้สร้างซุ้ม .... .... ได้ให้สร้างโรงฉัน .... .... ได้ให้สร้างโรงไฟ .... .... ได้ให้สร้างกัปปิยกุฎี .... .... ได้ให้สร้างวัจจกุฎี .... .... ได้ให้สร้างที่จงกรม .... .... ได้ให้สร้างโรงจงกรม .... .... ได้ให้สร้างบ่อน้ำ .... .... ได้ให้สร้างโรงน้ำ .... .... ได้ให้สร้างเรือนไฟ .... .... ได้ให้สร้างโรงเรือนไฟ .... .... ได้ให้สร้างสระโบกขรณี .... .... ได้ให้สร้างมณฑป .... .... ได้ให้สร้างอาราม .... .... ได้ให้สร้างอารามวัตถุ .... ถ้าเขาส่งทูตไปในสำนักภิกษุทั้งหลายว่า ขออาราธนาพระคุณเจ้าทั้งหลายมา ข้าพเจ้าปรารถนาจะถวายทาน ฟังธรรม และพบเห็นภิกษุทั้งหลาย. เมื่อเขาส่งทูตมา พึงไปด้วยสัตตาหกรณียะได้ แต่เมื่อเขาไม่ส่งมาก็ไม่พึงไป พึงกลับใน ๗ วัน. ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง อุบาสกในศาสนานี้ได้ให้สร้างวิหารอุทิศภิกษุมากรูปด้วยกัน .... .... ได้ให้สร้างวิหารอุทิศภิกษุรูปหนึ่ง .... .... ได้ให้สร้างเรือนมุงแถบเดียว .... .... ได้ให้สร้างเรือนชั้น .... .... ได้ให้สร้างเรือนโล้น .... .... ได้ให้สร้างถ้ำ .... .... ได้ให้สร้างบริเวณ .... .... ได้ให้สร้างซุ้ม .... .... ได้ให้สร้างโรงฉัน .... .... ได้ให้สร้างโรงไฟ .... .... ได้ให้สร้างกัปปิยกุฎี .... .... ได้ให้สร้างวัจจกุฎี .... .... ได้ให้สร้างที่จงกรม .... .... ได้ให้สร้างโรงจงกรม .... .... ได้ให้สร้างบ่อน้ำ .... .... ได้ให้สร้างโรงน้ำ .... .... ได้ให้สร้างเรือนไฟ .... .... ได้ให้สร้างโรงเรือนไฟ .... .... ได้ให้สร้างสระโบกขรณี .... .... ได้ให้สร้างมณฑป .... .... ได้ให้สร้างอาราม .... .... ได้ให้สร้างอารามวัตถุ .... ถ้าเขาส่งทูตไปในสำนักภิกษุทั้งหลายว่า ขออาราธนาพระคุณเจ้าทั้งหลายมา ข้าพเจ้าปรารถนาจะถวายทาน ฟังธรรม และพบเห็นภิกษุทั้งหลาย. เมื่อเขาส่งทูตมา พึงไปด้วยสัตตาหกรณียะได้ แต่เมื่อเขาไม่ส่งมา ก็ไม่พึงไป พึงกลับใน ๗ วัน. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็อุบาสกในศาสนานี้ได้ให้สร้างวิหารอุทิศภิกษุณีสงฆ์ .... .... อุทิศภิกษุณีมากรูปด้วยกัน .... .... อุทิศภิกษุณีรูปหนึ่ง .... .... อุทิศสิกขมานามากรูปด้วยกัน .... .... อุทิศสิกขมานารูปหนึ่ง .... .... อุทิศสามเณรมากรูปด้วยกัน .... .... อุทิศสามเณรรูปหนึ่ง .... .... อุทิศสามเณรีมากรูปด้วยกัน .... .... อุทิศสามเณรีรูปหนึ่ง .... .... ได้ให้สร้างเรือนมุงแถบเดียว .... .... ได้ให้สร้างเรือนชั้น .... .... ได้ให้สร้างเรือนโล้น .... .... ได้ให้สร้างถ้ำ .... .... ได้ให้สร้างบริเวณ .... .... ได้ให้สร้างซุ้ม .... .... ได้ให้สร้างโรงฉัน .... .... ได้ให้สร้างโรงไฟ .... .... ได้ให้สร้างกัปปิยกุฎี .... .... ได้ให้สร้างวัจจกุฎี .... .... ได้ให้สร้างที่จงกรม .... .... ได้ให้สร้างโรงจงกรม .... .... ได้ให้สร้างบ่อน้ำ .... .... ได้ให้สร้างโรงบ่อน้ำ .... .... ได้ให้สร้างสระโบกขรณี .... .... ได้ให้สร้างมณฑป .... .... ได้ให้สร้างอาราม .... .... ได้ให้สร้างอารามวัตถุ. ถ้าเขาส่งทูตไปในสำนักภิกษุทั้งหลายว่า ขออาราธนาพระคุณเจ้าทั้งหลายมา ข้าพเจ้าปรารถนาจะถวายทาน ฟังธรรม และพบภิกษุทั้งหลาย เมื่อเขาส่งทูตมา พึงไปด้วยสัตตาหกรณียะได้ แต่เมื่อเขาไม่ส่งมา ก็ไม่พึงไป พึงกลับใน ๗ วัน. ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง อุบาสกในศาสนานี้ได้ให้สร้างนิเวศน์เพื่อประโยชน์ตน .... .... ได้ให้สร้างเรือนนอน .... .... ได้ให้สร้างโรงเก็บของ .... .... ได้ให้สร้างร้าน .... .... ได้ให้สร้างโรงกลม .... .... ได้ให้สร้างร้านค้า .... .... ได้ให้สร้างโรงร้านค้า .... .... ได้ให้สร้างเรือนชั้น .... .... ได้ให้สร้างเรือนโล้น .... .... ได้ให้สร้างถ้ำ .... .... ได้ให้สร้างบริเวณ .... .... ได้ให้สร้างซุ้ม .... .... ได้ให้สร้างโรงฉัน .... .... ได้ให้สร้างโรงไฟ .... .... ได้ให้สร้างโรงครัว .... .... ได้ให้สร้างวัจจกุฎี .... .... ได้ให้สร้างที่จงกรม .... .... ได้ให้สร้างบ่อน้ำ .... .... ได้ให้สร้างโรงบ่อน้ำ .... .... ได้ให้สร้างเรือนไฟ .... .... ได้ให้สร้างโรงเรือนไฟ .... .... ได้ให้สร้างสระโบกขรณี .... .... ได้ให้สร้างมณฑป .... .... ได้ให้สร้างอาราม .... .... ได้ให้สร้างอารามวัตถุ อนึ่ง จะมีการมงคลแก่บุตรก็ดี จะมีการมงคลแก่ธิดาก็ดีเขาเจ็บไข้ก็ดี จะกล่าวพระสุตตันตะที่รู้เฉพาะก็ดี. ถ้าเขาส่งทูตไปในสำนักภิกษุทั้งหลายว่าขออาราธนาพระคุณเจ้าทั้งหลายมา จักได้เรียนพระสุตตันตะนี้ไว้ โดยวิธีที่พระสุตตันตะนี้จะไม่เสื่อมสูญไปเสีย หรือว่าเขามีกิจหรือกรณียะ อย่างใดอย่างหนึ่งก็ดี. ถ้าเขาส่งทูตไปในสำนักภิกษุทั้งหลายว่า ขออาราธนาพระคุณเจ้าทั้งหลายมา ข้าพเจ้าปรารถนาจะถวายทานฟังธรรม และพบเห็นภิกษุทั้งหลาย. เมื่อเขาส่งทูตมา พึงไปด้วยสัตตาหะกรณียะได้ แต่เมื่อเขาไม่ส่งมา ก็ไม่พึงไป พึงกลับใน ๗ วัน ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง อุบาสิกาในศาสนานี้ได้ให้สร้างวิหารอุทิศสงฆ์. ถ้าเขาส่งทูตไปในสำนักภิกษุทั้งหลายว่า ขออาราธนาพระผู้เป็นเจ้าทั้งหลายมา ดิฉันปรารถนาจะถวายทานฟังธรรม และพบเห็นภิกษุทั้งหลาย. เมื่อนางส่งทูตมา พึงไปด้วยสัตตาหกรณียะได้ แต่เมื่อนางไม่ส่งมา ก็ไม่พึงไป พึงกลับใน ๗ วัน. ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง อุบาสิกาในศาสนานี้ได้ให้สร้างเรือนมุงแถบเดียวอุทิศสงฆ์ .... .... ได้ให้สร้างเรือนชั้น .... .... ได้ให้สร้างเรือนโล้น .... .... ได้ให้สร้างถ้ำ .... .... ได้ให้สร้างบริเวณ .... .... ได้ให้สร้างซุ้ม .... .... ได้ให้สร้างโรงฉัน .... .... ได้ให้สร้างโรงไฟ .... .... ได้ให้สร้างกัปปิยกุฎี .... .... ได้ให้สร้างวัจจกุฎี .... .... ได้ให้สร้างที่จงกรม .... .... ได้ให้สร้างโรงจงกรม .... .... ได้ให้สร้างบ่อน้ำ .... .... ได้ให้สร้างโรงบ่อน้ำ .... .... ได้ให้สร้างเรือนไฟ .... .... ได้ให้สร้างโรงเรือนไฟ .... .... ได้ให้สร้างสระโบกขรณี .... .... ได้ให้สร้างมณฑป .... .... ได้ให้สร้างอาราม .... .... ได้ให้สร้างอารามวัตถุ. ถ้าเขาส่งทูตไปในสำนักภิกษุทั้งหลายว่า ขออาราธนาพระคุณเจ้าทั้งหลายมา ข้าพเจ้าปรารถนาจะถวายทาน ฟังธรรม และพบเห็นภิกษุทั้งหลาย. เมื่อนางส่งทูตมา พึงไปด้วยสัตตาหกรณียะได้ แต่เมื่อนางไม่ส่งมา ก็ไม่พึงไป พึงกลับใน ๗ วัน. ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง อุบาสิกาในศาสนานี้ได้ให้สร้างวิหารอุทิศภิกษุมากรูปด้วยกัน .... .... อุทิศภิกษุรูปหนึ่ง .... .... อุทิศภิกษุณีสงฆ์ .... .... อุทิศภิกษุณีมากรูปด้วยกัน .... .... อุทิศภิกษุณีรูปหนึ่ง .... .... อุทิศสิกขมานามากรูปด้วยกัน .... .... อุทิศสิกขมานารูปหนึ่ง .... .... อุทิศสามเณรมากรูปด้วยกัน .... .... อุทิศสามเณรรูปหนึ่ง .... .... อุทิศสามเณรีมากรูปด้วยกัน .... .... อุทิศสามเณรีรูปหนึ่ง .... .... ได้ให้สร้างเรือนมุงแถบเดียว .... .... ได้ให้สร้างเรือนชั้น .... .... ได้ให้สร้างเรือนโล้น .... .... ได้ให้สร้างถ้ำ .... .... ได้ให้สร้างบริเวณ .... .... ได้ให้สร้างซุ้ม .... .... ได้ให้สร้างโรงฉัน .... .... ได้ให้สร้างโรงไฟ .... .... ได้ให้สร้างกัปปิยกุฎี .... .... ได้ให้สร้างวัจจกุฎี .... .... ได้ให้สร้างที่จงกรม .... .... ได้ให้สร้างโรงจงกรม .... .... ได้ให้สร้างบ่อน้ำ .... .... ได้ให้สร้างโรงบ่อน้ำ .... .... ได้ให้สร้างเรือนไฟ .... .... ได้ให้สร้างโรงเรือนไฟ .... .... ได้ให้สร้างสระโบกขรณี .... .... ได้ให้สร้างมณฑป .... .... ได้ให้สร้างอาราม .... .... ได้ให้สร้างอารามวัตถุ. ถ้านางส่งทูตไปในสำนักภิกษุทั้งหลายว่า ขออาราธนาพระ-*คุณเจ้าทั้งหลายมา ดิฉันปรารถนาจะถวายทาน ฟังธรรม และพบเห็นภิกษุทั้งหลาย. เมื่อนางส่งทูตมา พึงไปด้วยสัตตาหกรณียะได้ แต่เมื่อนางไม่ส่งมา ก็ไม่พึงไป พึงกลับใน ๗ วัน. ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง อุบาสิกาในศาสนานี้ได้ให้สร้างนิเวศน์ เพื่อประโยชน์ตน .... .... ได้ให้สร้างเรือนนอน .... .... ได้ให้สร้างโรงเก็บของ .... .... ได้ให้สร้างร้าน .... .... ได้ให้สร้างโรงกลม .... .... ได้ให้สร้างร้านค้า .... .... ได้ให้สร้างโรงร้านค้า .... .... ได้ให้สร้างเรือนชั้น .... .... ได้ให้สร้างเรือนโล้น .... .... ได้ให้สร้างถ้ำ .... .... ได้ให้สร้างบริเวณ .... .... ได้ให้สร้างซุ้ม .... .... ได้ให้สร้างโรงฉัน .... .... ได้ให้สร้างโรงไฟ .... .... ได้ให้สร้างกัปปิยกุฎี .... .... ได้ให้สร้างวัจจกุฎี .... .... ได้ให้สร้างที่จงกรม .... .... ได้ให้สร้างโรงจงกรม .... .... ได้ให้สร้างบ่อน้ำ .... .... ได้ให้สร้างโรงน้ำ .... .... ได้ให้สร้างเรือนไฟ .... .... ได้ให้สร้างโรงเรือนไฟ .... .... ได้ให้สร้างสระโบกขรณี .... .... ได้ให้สร้างมณฑป .... .... ได้ให้สร้างอาราม .... .... ได้ให้สร้างอารามวัตถุ อนึ่ง จะมีการมงคลแก่บุตรก็ดี จะมีการมงคลแก่ธิดาก็ดี เขาเจ็บไข้ก็ดี จะกล่าวพระสุตตันตะที่รู้เฉพาะก็ดี. ถ้าเขาส่งทูตไปในสำนักภิกษุทั้งหลายว่า ขออาราธนาพระคุณเจ้าทั้งหลายมา จักได้เรียนพระสุตตันตะนี้ไว้ โดยวิธีที่พระสุตตันตะนี้จะไม่เสื่อมสูญไปเสีย หรือว่า เขามีกิจ หรือกรณียะอย่างหนึ่งอย่างใดก็ดี. ถ้าเขาส่งทูตไปในสำนักภิกษุทั้งหลายว่า ขออาราธนาพระคุณเจ้าทั้งหลายมา ดิฉันปรารถนาจะถวายทาน ฟังธรรม และพบเห็นภิกษุทั้งหลาย. เมื่อนางส่งทูตมา พึงไปด้วยสัตตาหกรณียะได้ แต่เมื่อนางไม่ส่งมา ก็ไม่พึงไปพึงกลับใน ๗ วัน. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุในศาสนานี้ได้ให้สร้างวิหารอุทิศสงฆ์ .... .... ภิกษุณีได้ให้สร้างวิหารอุทิศสงฆ์ .... .... สิกขมานาได้ให้สร้างวิหารอุทิศสงฆ์ .... .... สามเณรได้ให้สร้างวิหารอุทิศสงฆ์ .... .... สามเณรีได้ให้สร้างวิหารอุทิศสงฆ์ .... .... อุทิศภิกษุมากรูปด้วยกัน .... .... อุทิศภิกษุรูปหนึ่ง .... .... อุทิศภิกษุณีสงฆ์ .... .... อุทิศภิกษุณีมากรูปด้วยกัน .... .... อุทิศภิกษุณีรูปหนึ่ง .... .... อุทิศสิกขมานามากรูปด้วยกัน .... .... อุทิศสิกขมานารูปหนึ่ง .... .... อุทิศสามเณรมากรูปด้วยกัน .... .... อุทิศสามเณรรูปหนึ่ง .... .... อุทิศสามเณรีมากรูปด้วยกัน .... .... อุทิศสามเณรีรูปหนึ่ง .... ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง สามเณรีในศาสนานี้ได้ให้สร้างวิหารเพื่อประโยชน์ตน .... .... ได้ให้สร้างเรือนมุงแถบเดียว .... .... ได้ให้สร้างเรือนชั้น .... .... ได้ให้สร้างเรือนโล้น .... .... ได้ให้สร้างถ้ำ .... .... ได้ให้สร้างบริเวณ .... .... ได้ให้สร้างซุ้ม .... .... ได้ให้สร้างโรงฉัน .... .... ได้ให้สร้างโรงไฟ .... .... ได้ให้สร้างกัปปิยกุฎี .... .... ได้ให้สร้างวัจจกุฎี .... .... ได้ให้สร้างที่จงกรม .... .... ได้ให้สร้างโรงจงกรม .... .... ได้ให้สร้างบ่อน้ำ .... .... ได้ให้สร้างโรงบ่อน้ำ .... .... ได้ให้สร้างสระโบกขรณี .... .... ได้ให้สร้างมณฑป .... .... ได้ให้สร้างอาราม .... .... ได้ให้สร้างอารามวัตถุ. ถ้านางส่งทูตไปในสำนักภิกษุทั้งหลายว่า ขออาราธนาพระ-*คุณเจ้าทั้งหลายมา ดิฉันปรารถนาจะถวายทาน ฟังธรรม และพบเห็นภิกษุทั้งหลาย. เมื่อนางส่งทูตมา พึงไปด้วยสัตตาหกรณียะได้ แต่เมื่อนางไม่ส่งมา ก็ไม่พึงไป พึงกลับใน ๗ วัน. ทรงอนุญาตสัตตาหกรณียะเพราะสหธรรมิก ๕
เตน โข ปน สมเยน อญฺญตโร ภิกฺขุ คิลาโน โหติ ฯ โส ภิกฺขูนํ สนฺติเก ทูตํ ปาเหสิ อหํ หิ คิลาโน อาคจฺฉนฺตุ ภิกฺขู อิจฺฉามิ ภิกฺขูนํ อาคตนฺติ ฯ ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ ฯ อนุชานามิ ภิกฺขเว ปญฺจนฺนํ สตฺตาหกรณีเยน อปฺปหิเตปิ คนฺตุํ ปเคว ปหิเต ภิกฺขุสฺส ภิกฺขุนิยา สิกฺขมานาย สามเณรสฺส สามเณริยา อนุชานามิ ภิกฺขเว อิเมสํ ปญฺจนฺนํ สตฺตาหกรณีเยน อปฺปหิเตปิ คนฺตุํ ปเคว ปหิเต สตฺตาหํ สนฺนิวฏฺโฏ กาตพฺโพ ฯ {๒๑๑.๑} อิธ ปน ภิกฺขเว ภิกฺขุ คิลาโน โหติ ฯ โส เจ ภิกฺขูนํ สนฺติเก ทูตํ ปหิเณยฺย อหํ หิ คิลาโน อาคจฺฉนฺตุ ภิกฺขู อิจฺฉามิ ภิกฺขูนํ อาคตนฺติ ฯ คนฺตพฺพํ ภิกฺขเว สตฺตาหกรณีเยน อปฺปหิเตปิ ปเคว ปหิเต คิลานภตฺตํ วา ปริเยสิสฺสามิ คิลานุปฏฺฐากภตฺตํ วา ปริเยสิสฺสามิ คิลานเภสชฺชํ วา ปริเยสิสฺสามิ ปุจฺฉิสฺสามิ วา อุปฏฺฐหิสฺสามิ วาติ สตฺตาหํ สนฺนิวฏฺโฏ กาตพฺโพ ฯ {๒๑๑.๒} อิธ ปน ภิกฺขเว ภิกฺขุสฺส อนภิรติ อุปฺปนฺนา โหติ ฯ โส เจ ภิกฺขูนํ สนฺติเก ทูตํ ปหิเณยฺย อนภิรติ เม อุปฺปนฺนา อาคจฺฉนฺตุ ภิกฺขู อิจฺฉามิ ภิกฺขูนํ อาคตนฺติ ฯ คนฺตพฺพํ ภิกฺขเว สตฺตาหกรณีเยน อปฺปหิเตปิ ปเคว ปหิเต อนภิรตึ วูปกาเสสฺสามิ วา วูปกาสาเปสฺสามิ วา ธมฺมกถํ วาสฺส กริสฺสามีติ สตฺตาหํ สนฺนิวฏฺโฏ กาตพฺโพ ฯ อิธ ปน ภิกฺขเว ภิกฺขุสฺส กุกฺกุจฺจํ อุปฺปนฺนํ โหติ ฯ โส เจ ภิกฺขูนํ สนฺติเก ทูตํ ปหิเณยฺย กุกฺกุจฺจํ เม อุปฺปนฺนํ อาคจฺฉนฺตุ ภิกฺขู อิจฺฉามิ ภิกฺขูนํ อาคตนฺติ ฯ คนฺตพฺพํ ภิกฺขเว สตฺตาหกรณีเยน อปฺปหิเตปิ ปเคว ปหิเต กุกฺกุจฺจํ วิโนเทสฺสามิ วา วิโนทาเปสฺสามิ วา ธมฺมกถํ วาสฺส กริสฺสามีติ สตฺตาหํ สนฺนิวฏฺโฏ กาตพฺโพ ฯ {๒๑๑.๓} อิธ ปน ภิกฺขเว ภิกฺขุสฺส ทิฏฺฐิคตํ อุปฺปนฺนํ โหติ ฯ โส เจ ภิกฺขูนํ สนฺติเก ทูตํ ปหิเณยฺย ทิฏฺฐิคตํ เม อุปฺปนฺนํ อาคจฺฉนฺตุ ภิกฺขู อิจฺฉามิ ภิกฺขูนํ อาคตนฺติ ฯ คนฺตพฺพํ ภิกฺขเว สตฺตาหกรณีเยน อปฺปหิเตปิ ปเคว ปหิเต ทิฏฺฐิคตํ วิเวเจสฺสามิ วา วิเวจาเปสฺสามิ วา ธมฺมกถํ วาสฺส กริสฺสามีติ สตฺตาหํ สนฺนิวฏฺโฏ กาตพฺโพ ฯ อิธ ปน ภิกฺขเว ภิกฺขุ ครุธมฺมํ อชฺฌาปนฺโน โหติ ปริวาสารโห ฯ โส เจ ภิกฺขูนํ สนฺติเก ทูตํ ปหิเณยฺย อหํ หิ ครุธมฺมํ อชฺฌาปนฺโน ปริวาสารโห อาคจฺฉนฺตุ ภิกฺขู อิจฺฉามิ ภิกฺขูนํ อาคตนฺติ ฯ คนฺตพฺพํ ภิกฺขเว สตฺตาหกรณีเยน อปฺปหิเตปิ ปเคว ปหิเต ปริวาสทานํ อุสฺสุกฺกํ กริสฺสามิ วา อนุสฺสาเวสฺสามิ วา คณปูรโก วา ภวิสฺสามีติ สตฺตาหํ สนฺนิวฏฺโฏ กาตพฺโพ ฯ {๒๑๑.๔} อิธ ปน ภิกฺขเว ภิกฺขุ มูลาย ปฏิกสฺสนารโห โหติ ฯ โส เจ ภิกฺขูนํ สนฺติเก ทูตํ ปหิเณยฺย อหํ หิ มูลาย ปฏิกสฺสนารโห อาคจฺฉนฺตุ ภิกฺขู อิจฺฉามิ ภิกฺขูนํ อาคตนฺติ ฯ คนฺตพฺพํ ภิกฺขเว สตฺตาหกรณีเยน อปฺปหิเตปิ ปเคว ปหิเต มูลาย ปฏิกสฺสนํ อุสฺสุกฺกํ กริสฺสามิ วา อนุสฺสาเวสฺสามิ วา คณปูรโก วา ภวิสฺสามีติ สตฺตาหํ สนฺนิวฏฺโฏ กาตพฺโพ ฯ {๒๑๑.๕} อิธ ปน ภิกฺขเว ภิกฺขุ มานตฺตารโห โหติ ฯ โส เจ ภิกฺขูนํ สนฺติเก ทูตํ ปหิเณยฺย อหํ หิ มานตฺตารโห อาคจฺฉนฺตุ ภิกฺขู อิจฺฉามิ ภิกฺขูนํ อาคตนฺติ ฯ คนฺตพฺพํ ภิกฺขเว สตฺตาหกรณีเยน อปฺปหิเตปิ ปเคว ปหิเต มานตฺตทานํ อุสฺสุกฺกํ กริสฺสามิ วา อนุสฺสาเวสฺสามิ วา คณปูรโก วา ภวิสฺสามีติ สตฺตาหํ สนฺนิวฏฺโฏ กาตพฺโพ ฯ {๒๑๑.๖} อิธ ปน ภิกฺขเว ภิกฺขุ อพฺภานารโห โหติ ฯ โส เจ ภิกฺขูนํ สนฺติเก ทูตํ ปหิเณยฺย อหํ หิ อพฺภานารโห อาคจฺฉนฺตุ ภิกฺขู อิจฺฉามิ ภิกฺขูนํ อาคตนฺติ ฯ คนฺตพฺพํ ภิกฺขเว สตฺตาหกรณีเยน อปฺปหิเตปิ ปเคว ปหิเต อพฺภานํ อุสฺสุกฺกํ กริสฺสามิ วา อนุสฺสาเวสฺสามิ วา คณปูรโก วา ภวิสฺสามีติ สตฺตาหํ สนฺนิวฏฺโฏ กาตพฺโพ ฯ {๒๑๑.๗} อิธ ปน ภิกฺขเว ภิกฺขุสฺส สงฺโฆ กมฺมํ กตฺตุกาโม โหติ ตชฺชนียํ วา นิยสฺสํ วา ปพฺพาชนียํ วา ปฏิสารณียํ วา อุกฺเขปนียํ วา ฯ โส เจ ภิกฺขูนํ สนฺติเก ทูตํ ปหิเณยฺย สงฺโฆ เม กมฺมํ กตฺตุกาโม อาคจฺฉนฺตุ ภิกฺขู อิจฺฉามิ ภิกฺขูนํ อาคตนฺติ ฯ คนฺตพฺพํ ภิกฺขเว สตฺตาหกรณีเยน อปฺปหิเตปิ ปเคว ปหิเต กินฺติ นุ โข สงฺโฆ กมฺมํ น กเรยฺย ลหุกาย วา ปริณาเมยฺยาติ สตฺตาหํ สนฺนิวฏฺโฏ กาตพฺโพ ฯ {๒๑๑.๘} กตํ วา ปนสฺส โหติ สงฺเฆน กมฺมํ ตชฺชนียํ วา นิยสฺสํ วา ปพฺพาชนียํ วา ปฏิสารณียํ วา อุกฺเขปนียํ วา ฯ โส เจ ภิกฺขูนํ สนฺติเก ทูตํ ปหิเณยฺย สงฺโฆ เม กมฺมํ อกาสิ อาคจฺฉนฺตุ ภิกฺขู อิจฺฉามิ ภิกฺขูนํ อาคตนฺติ ฯ คนฺตพฺพํ ภิกฺขเว สตฺตาหกรณีเยน อปฺปหิเตปิ ปเคว ปหิเต กินฺติ นุ โข สมฺมาวตฺเตยฺย โลมํ ปาเตยฺย เนตฺถารํ วตฺเตยฺย สงฺโฆ ตํ กมฺมํ ปฏิปฺปสฺสมฺเภยฺยาติ สตฺตาหํ สนฺนิวฏฺโฏ กาตพฺโพ ฯ {๒๑๑.๙} อิธ ปน ภิกฺขเว ภิกฺขุนี คิลานา โหติ ฯ สา เจ ภิกฺขูนํ สนฺติเก ทูตํ ปหิเณยฺย อหํ หิ คิลานา อาคจฺฉนฺตุ อยฺยา อิจฺฉามิ อยฺยานํ อาคตนฺติ ฯ คนฺตพฺพํ ภิกฺขเว สตฺตาหกรณีเยน อปฺปหิเตปิ ปเคว ปหิเต คิลานภตฺตํ วา ปริเยสิสฺสามิ คิลานุปฏฺฐากภตฺตํ วา ปริเยสิสฺสามิ คิลานเภสชฺชํ วา ปริเยสิสฺสามิ ปุจฺฉิสฺสามิ วา อุปฏฺฐหิสฺสามิ วาติ สตฺตาหํ สนฺนิวฏฺโฏ กาตพฺโพ ฯ {๒๑๑.๑๐} อิธ ปน ภิกฺขเว ภิกฺขุนิยา อนภิรติ อุปฺปนฺนา โหติ ฯ สา เจ ภิกฺขูนํ สนฺติเก ทูตํ ปหิเณยฺย อนภิรติ เม อุปฺปนฺนา อาคจฺฉนฺตุ อยฺยา อิจฺฉามิ อยฺยานํ อาคตนฺติ ฯ คนฺตพฺพํ ภิกฺขเว สตฺตาหกรณีเยน อปฺปหิเตปิ ปเคว ปหิเต อนภิรตึ วูปกาเสสฺสามิ วา วูปกาสาเปสฺสามิ วา ธมฺมกถํ วาสฺสา กริสฺสามีติ สตฺตาหํ สนฺนิวฏฺโฏ กาตพฺโพ ฯ {๒๑๑.๑๑} อิธ ปน ภิกฺขเว ภิกฺขุนิยา กุกฺกุจฺจํ อุปฺปนฺนํ โหติ ฯ สา เจ ภิกฺขูนํ สนฺติเก ทูตํ ปหิเณยฺย กุกฺกุจฺจํ เม อุปฺปนฺนํ อาคจฺฉนฺตุ อยฺยา อิจฺฉามิ อยฺยานํ อาคตนฺติ ฯ คนฺตพฺพํ ภิกฺขเว สตฺตาหกรณีเยน อปฺปหิเตปิ ปเคว ปหิเต กุกฺกุจฺจํ วิโนเทสฺสามิ วา วิโนทาเปสฺสามิ วา ธมฺมกถํ วาสฺสา กริสฺสามีติ สตฺตาหํ สนฺนิวฏฺโฏ กาตพฺโพ ฯ {๒๑๑.๑๒} อิธ ปน ภิกฺขเว ภิกฺขุนิยา ทิฏฺฐิคตํ อุปฺปนฺนํ โหติ ฯ สา เจ ภิกฺขูนํ สนฺติเก ทูตํ ปหิเณยฺย ทิฏฺฐิคตํ เม อุปฺปนฺนํ อาคจฺฉนฺตุ อยฺยา อิจฺฉามิ อยฺยานํ อาคตนฺติ ฯ คนฺตพฺพํ ภิกฺขเว สตฺตาหกรณีเยน อปฺปหิเตปิ ปเคว ปหิเต ทิฏฺฐิคตํ วิเวเจสฺสามิ วา วิเวจาเปสฺสามิ วา ธมฺมกถํ วาสฺสา กริสฺสามีติ สตฺตาหํ สนฺนิวฏฺโฏ กาตพฺโพ ฯ {๒๑๑.๑๓} อิธ ปน ภิกฺขเว ภิกฺขุนี ครุธมฺมํ อชฺฌาปนฺนา โหติ มานตฺตารหา ฯ สา เจ ภิกฺขูนํ สนฺติเก ทูตํ ปหิเณยฺย อหํ หิ ครุธมฺมํ อชฺฌาปนฺนา มานตฺตารหา อาคจฺฉนฺตุ อยฺยา อิจฺฉามิ อยฺยานํ อาคตนฺติ ฯ คนฺตพฺพํ ภิกฺขเว สตฺตาหกรณีเยน อปฺปหิเตปิ ปเคว ปหิเต มานตฺตทานํ อุสฺสุกฺกํ กริสฺสามีติ สตฺตาหํ สนฺนิวฏฺโฏ กาตพฺโพ ฯ {๒๑๑.๑๔} อิธ ปน ภิกฺขเว ภิกฺขุนี มูลาย ปฏิกสฺสนารหา โหติ ฯ สา เจ ภิกฺขูนํ สนฺติเก ทูตํ ปหิเณยฺย อหํ หิ มูลาย ปฏิกสฺสนารหา อาคจฺฉนฺตุ อยฺยา อิจฺฉามิ อยฺยานํ อาคตนฺติ ฯ คนฺตพฺพํ ภิกฺขเว สตฺตาหกรณีเยน อปฺปหิเตปิ ปเคว ปหิเต มูลาย ปฏิกสฺสนํ อุสฺสุกฺกํ กริสฺสามีติ สตฺตาหํ สนฺนิวฏฺโฏ กาตพฺโพ ฯ {๒๑๑.๑๕} อิธ ปน ภิกฺขเว ภิกฺขุนี อพฺภานารหา โหติ ฯ สา เจ ภิกฺขูนํ สนฺติเก ทูตํ ปหิเณยฺย อหํ หิ อพฺภานารหา อาคจฺฉนฺตุ อยฺยา อิจฺฉามิ อยฺยานํ อาคตนฺติ ฯ คนฺตพฺพํ ภิกฺขเว สตฺตาหกรณีเยน อปฺปหิเตปิ ปเคว ปหิเต อพฺภานํ อุสฺสุกฺกํ กริสฺสามีติ สตฺตาหํ สนฺนิวฏฺโฏ กาตพฺโพ ฯ {๒๑๑.๑๖} อิธ ปน ภิกฺขเว ภิกฺขุนิยา สงฺโฆ กมฺมํ กตฺตุกาโม โหติ ตชฺชนียํ วา นิยสฺสํ วา ปพฺพาชนียํ วา ปฏิสารณียํ วา อุกฺเขปนียํ วา ฯ สา เจ ภิกฺขูนํ สนฺติเก ทูตํ ปหิเณยฺย สงฺโฆ เม กมฺมํ กตฺตุกาโม อาคจฺฉนฺตุ อยฺยา อิจฺฉามิ อยฺยานํ อาคตนฺติ ฯ คนฺตพฺพํ ภิกฺขเว สตฺตาหกรณีเยน อปฺปหิเตปิ ปเคว ปหิเต กินฺติ นุ โข สงฺโฆ กมฺมํ น กเรยฺย ลหุกาย วา ปริณาเมยฺยาติ สตฺตาหํ สนฺนิวฏฺโฏ กาตพฺโพ ฯ กตํ วา ปนสฺสา โหติ สงฺเฆน กมฺมํ ตชฺชนียํ วา นิยสฺสํ วา ปพฺพาชนียํ วา ปฏิสารณียํ วา อุกฺเขปนียํ วา ฯ สา เจ ภิกฺขูนํ สนฺติเก ทูตํ ปหิเณยฺย สงฺโฆ เม กมฺมํ อกาสิ อาคจฺฉนฺตุ อยฺยา อิจฺฉามิ อยฺยานํ อาคตนฺติ ฯ คนฺตพฺพํ ภิกฺขเว สตฺตาหกรณีเยน อปฺปหิเตปิ ปเคว ปหิเต กินฺติ นุ โข สมฺมาวตฺเตยฺย โลมํ ปาเตยฺย เนตฺถารํ วตฺเตยฺย สงฺโฆ ตํ กมฺมํ ปฏิปฺปสฺสมฺเภยฺยาติ สตฺตาหํ สนฺนิวฏฺโฏ กาตพฺโพ ฯ {๒๑๑.๑๗} อิธ ปน ภิกฺขเว สิกฺขมานา คิลานา โหติ ฯ สา เจ ภิกฺขูนํ สนฺติเก ทูตํ ปหิเณยฺย อหํ หิ คิลานา อาคจฺฉนฺตุ อยฺยา อิจฺฉามิ อยฺยานํ อาคตนฺติ ฯ คนฺตพฺพํ ภิกฺขเว สตฺตาหกรณีเยน อปฺปหิเตปิ ปเคว ปหิเต คิลานภตฺตํ วา ปริเยสิสฺสามิ คิลานุปฏฺฐากภตฺตํ วา ปริเยสิสฺสามิ คิลานเภสชฺชํ วา ปริเยสิสฺสามิ ปุจฺฉิสฺสามิ วา อุปฏฺฐหิสฺสามิ วาติ สตฺตาหํ สนฺนิวฏฺโฏ กาตพฺโพ ฯ {๒๑๑.๑๘} อิธ ปน ภิกฺขเว สิกฺขมานาย อนภิรติ อุปฺปนฺนา โหติ ฯเปฯ กุกฺกุจฺจํ อุปฺปนฺนํ โหติ ฯ ทิฏฺฐิคตํ อุปฺปนฺนํ โหติ ฯ สิกฺขา กุปิตา โหติ ฯ สา เจ ภิกฺขูนํ สนฺติเก ทูตํ ปหิเณยฺย สิกฺขา เม กุปิตา อาคจฺฉนฺตุ อยฺยา อิจฺฉามิ อยฺยานํ อาคตนฺติ ฯ คนฺตพฺพํ ภิกฺขเว สตฺตาหกรณีเยน อปฺปหิเตปิ ปเคว ปหิเต สิกฺขาสมาทานํ อุสฺสุกฺกํ กริสฺสามีติ สตฺตาหํ สนฺนิวฏฺโฏ กาตพฺโพ ฯ {๒๑๑.๑๙} อิธ ปน ภิกฺขเว สิกฺขมานา อุปสมฺปชฺชิตุกามา โหติ ฯ สา เจ ภิกฺขูนํ สนฺติเก ทูตํ ปหิเณยฺย อหํ หิ อุปสมฺปชฺชิตุกามา อาคจฺฉนฺตุ อยฺยา อิจฺฉามิ อยฺยานํ อาคตนฺติ ฯ คนฺตพฺพํ ภิกฺขเว สตฺตาหกรณีเยน อปฺปหิเตปิ ปเคว ปหิเต อุปสมฺปทํ อุสฺสุกฺกํ กริสฺสามิ วา อนุสฺสาเวสฺสามิ วา คณปูรโก วา ภวิสฺสามีติ สตฺตาหํ สนฺนิวฏฺโฏ กาตพฺโพ ฯ {๒๑๑.๒๐} อิธ ปน ภิกฺขเว สามเณโร คิลาโน โหติ ฯ โส เจ ภิกฺขูนํ สนฺติเก ทูตํ ปหิเณยฺย อหํ หิ คิลาโน อาคจฺฉนฺตุ ภิกฺขู อิจฺฉามิ ภิกฺขูนํ อาคตนฺติ ฯ คนฺตพฺพํ ภิกฺขเว สตฺตาหกรณีเยน อปฺปหิเตปิ ปเคว ปหิเต คิลานภตฺตํ วา ปริเยสิสฺสามิ คิลานุปฏฺฐากภตฺตํ วา ปริเยสิสฺสามิ คิลานเภสชฺชํ วา ปริเยสิสฺสามิ ปุจฺฉิสฺสามิ วา อุปฏฺฐหิสฺสามิ วาติ สตฺตาหํ สนฺนิวฏฺโฏ กาตพฺโพ ฯ {๒๑๑.๒๑} อิธ ปน ภิกฺขเว สามเณรสฺส อนภิรติ อุปฺปนฺนา โหติ ฯเปฯ กุกฺกุจฺจํ อุปฺปนฺนํ โหติ ฯ ทิฏฺฐิคตํ อุปฺปนฺนํ โหติ ฯ สามเณโร วสฺสํ ปุจฺฉิตุกาโม โหติ ฯ โส เจ ภิกฺขูนํ สนฺติเก ทูตํ ปหิเณยฺย อหํ หิ วสฺสํ ปุจฺฉิตุกาโม อาคจฺฉนฺตุ ภิกฺขู อิจฺฉามิ ภิกฺขูนํ อาคตนฺติ ฯ คนฺตพฺพํ ภิกฺขเว สตฺตาหกรณีเยน อปฺปหิเตปิ ปเคว ปหิเต ปุจฺฉิสฺสามิ วา อาจิกฺขิสฺสามิ วาติ สตฺตาหํ สนฺนิวฏฺโฏ กาตพฺโพ ฯ {๒๑๑.๒๒} อิธ ปน ภิกฺขเว สามเณโร อุปสมฺปชฺชิตุกาโม โหติ ฯ โส เจ ภิกฺขูนํ สนฺติเก ทูตํ ปหิเณยฺย อหํ หิ อุปสมฺปชฺชิตุกาโม อาคจฺฉนฺตุ ภิกฺขู อิจฺฉามิ ภิกฺขูนํ อาคตนฺติ ฯ คนฺตพฺพํ ภิกฺขเว สตฺตาหกรณีเยน อปฺปหิเตปิ ปเคว ปหิเต อุปสมฺปทํ อุสฺสุกฺกํ กริสฺสามิ วา อนุสฺสาเวสฺสามิ วา คณปูรโก วา ภวิสฺสามีติ สตฺตาหํ สนฺนิวฏฺโฏ กาตพฺโพ ฯ {๒๑๑.๒๓} อิธ ปน ภิกฺขเว สามเณรี คิลานา โหติ ฯ สา เจ ภิกฺขูนํ สนฺติเก ทูตํ ปหิเณยฺย อหํ หิ คิลานา อาคจฺฉนฺตุ อยฺยา อิจฺฉามิ อยฺยานํ อาคตนฺติ ฯ คนฺตพฺพํ ภิกฺขเว สตฺตาหกรณีเยน อปฺปหิเตปิ ปเคว ปหิเต คิลานภตฺตํ วา ปริเยสิสฺสามิ คิลานุปฏฺฐากภตฺตํ วา ปริเยสิสฺสามิ คิลานเภสชฺชํ วา ปริเยสิสฺสามิ ปุจฺฉิสฺสามิ วา อุปฏฺฐหิสฺสามิ วาติ สตฺตาหํ สนฺนิวฏฺโฏ กาตพฺโพ ฯ {๒๑๑.๒๔} อิธ ปน ภิกฺขเว สามเณริยา อนภิรติ อุปฺปนฺนา โหติ ฯ กุกฺกุจฺจํ อุปฺปนฺนํ โหติ ฯ ทิฏฺฐิคตํ อุปฺปนฺนํ โหติ ฯ สามเณรี วสฺสํ ปุจฺฉิตุกามา โหติ ฯ สิกฺขํ สมาทยิตุกามา โหติ ฯ สา เจ ภิกฺขูนํ สนฺติเก ทูตํ ปหิเณยฺย อหํ หิ สิกฺขํ สมาทยิตุกามา อาคจฺฉนฺตุ อยฺยา อิจฺฉามิ อยฺยานํ อาคตนฺติ ฯ คนฺตพฺพํ ภิกฺขเว สตฺตาหกรณีเยน อปฺปหิเตปิ ปเคว ปหิเต ฯ สิกฺขาสมาทานํ อุสฺสุกฺกํ กริสฺสามีติ สตฺตาหํ สนฺนิวฏฺโฏ กาตพฺโพติ ฯ
ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งอาพาธ. เธอได้ส่งทูตไปในสำนักภิกษุทั้งหลาย ว่า กระผมเองอาพาธ ขออาราธนาภิกษุทั้งหลายมา กระผมปรารถนาการมาของภิกษุทั้งหลาย. ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค. พระผู้มีพระภาคตรัสอนุญาตแก่ภิกษุทั้งหลายว่าดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อสหธรรมิก ๕ แม้มิได้ส่งทูตมา เราอนุญาตให้ไปด้วยสัตตาหกรณียะได้จะต้องกล่าวไปไยเมื่อเขาส่งทูตมา สหธรรมิก ๕ คือ ภิกษุ ภิกษุณี สิกขมานา สามเณร สามเณรีดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อสหธรรมิก ๕ นี้ แม้มิได้ส่งทูตมา เราอนุญาตให้ไปด้วยสัตตาหกรณียะได้จะต้องกล่าวไปไยเมื่อเขาส่งทูตมา แต่ต้องกลับใน ๗ วัน. สัตตาหกรณียะเนื่องด้วยภิกษุ ๑. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในศาสนานี้อาพาธ ถ้าเธอจะพึงส่งทูตไปในสำนักภิกษุทั้งหลายว่า กระผมเองอาพาธ ขออาราธนาภิกษุทั้งหลายมา กระผมปรารถนาการมาของภิกษุ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้เมื่อเธอมิได้ส่งทูตมา ก็พึงไปด้วยสัตตาหกรณียะได้ จะต้องกล่าวไปไยเมื่อเธอส่งทูตมา พึงไปด้วยตั้งใจว่า จักแสวงหาคิลานภัต คิลานุปัฐากภัต คิลานเภสัชจักถามอาการ หรือจักพยาบาล แต่ต้องกลับใน ๗ วัน. ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ความกระสันบังเกิดแก่ภิกษุในศาสนานี้. ถ้าเธอจะพึงส่งทูตไปในสำนักภิกษุทั้งหลายว่า ความกระสันบังเกิดแก่กระผมแล้ว ขออาราธนาภิกษุทั้งหลายมากระผมปรารถนาการมาของภิกษุทั้งหลาย. ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้เมื่อเธอมิได้ส่งทูตมา ก็พึงไปด้วยสัตตาหกรณียะได้ จะต้องกล่าวไปไยเมื่อเธอส่งทูตมา พึงไปด้วยตั้งใจว่า จักระงับความกระสัน หรือจักวานภิกษุอื่นให้ช่วยระงับ หรือจักทำธรรมกถาแก่ภิกษุนั้น แต่ต้องกลับใน ๗ วัน. ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ความรำคาญบังเกิดขึ้นแก่ภิกษุในศาสนานี้. ถ้าเธอจะพึงส่งทูตไปในสำนักภิกษุทั้งหลายว่า ความรำคาญบังเกิดแก่กระผม ขออาราธนาภิกษุทั้งหลายมา กระผมปรารถนาการมาของภิกษุทั้งหลาย. ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้เมื่อเธอมิได้ส่งทูตมา ก็พึงไปด้วยสัตตาหกรณียะได้ จะต้องกล่าวไปไยเมื่อเธอส่งทูตมา พึงไปด้วยตั้งใจว่า จักบรรเทาความรำคาญหรือจักวานภิกษุอื่นให้ช่วยบรรเทา หรือจักทำธรรมกถาแก่ภิกษุนั้น แต่ต้องกลับใน ๗ วัน. ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ความเห็นผิดบังเกิดแก่ภิกษุในศาสนานี้. ถ้าเธอจะพึงส่งทูตไปในสำนักภิกษุทั้งหลายว่า ความเห็นผิดบังเกิดแก่กระผม ขออาราธนาภิกษุทั้งหลายมา กระผมปรารถนาการมาของภิกษุทั้งหลาย. ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้เมื่อเธอมิได้ส่งทูตมา ก็พึงไปด้วยสัตตาหกรณียะได้ จะต้องกล่าวไปไยเมื่อเธอส่งทูตมา พึงไปด้วยตั้งใจว่า จักเปลื้องความเห็นผิดจักวานภิกษุอื่นให้ช่วยเปลื้อง หรือจักทำธรรมกถาแก่ภิกษุนั้น แต่ต้องกลับใน ๗ วัน. ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ภิกษุในศาสนานี้เป็นผู้ต้องครุกาบัติควรอยู่ปริวาส. ถ้าเธอพึงส่งทูตไปในสำนักภิกษุทั้งหลายว่า กระผมเองต้องคารุกาบัติควรอยู่ปริวาส ขออาราธนาภิกษุทั้งหลายมา กระผมปรารถนาการมาของภิกษุทั้งหลาย. ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้เมื่อเธอมิได้ส่งทูตมาก็พึงไปด้วยสัตตาหกรณียะได้ จะต้องกล่าวไปไยเมื่อเธอส่งทูตมา พึงไปด้วยตั้งใจว่า จักทำการขวนขวายให้ปาริวาส จักช่วยสวดหรือจักเป็นคณะปูรกะ แต่ต้องกลับใน ๗ วัน. ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ภิกษุในศาสนานี้เป็นผู้ควรชักเข้าหาอาบัติเดิม. ถ้าเธอจะพึงส่งทูตไปในสำนักภิกษุทั้งหลายว่า กระผมเองเป็นผู้ควรชักเข้าหาอาบัติเดิม ขออาราธนาภิกษุทั้งหลายมา กระผมปรารถนาการมาของภิกษุทั้งหลาย. ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้เมื่อเธอมิได้ส่งทูตมาก็พึงไปด้วยสัตตาหกรณียะได้ จะต้องกล่าวไปไยเมื่อเธอส่งทูตมา พึงไปด้วยตั้งใจว่า จักทำการขวนขวายชักเข้าหาอาบัติเดิม จักช่วยสวด หรือจักเป็นคณะปูรกะ แต่ต้องกลับใน ๗ วัน. ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ภิกษุในศาสนานี้เป็นผู้ควรมานัต. ถ้าเธอจะพึงส่งทูตไปในสำนักภิกษุทั้งหลายว่า กระผมเองเป็นผู้ควรมานัต ขออาราธนาภิกษุทั้งหลายมา กระผมปรารถนาการมาของภิกษุทั้งหลาย. ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้เมื่อเธอมิได้ส่งทูตมา ก็พึงไปด้วยสัตตาหกรณียะได้จะต้องกล่าวไปไยเมื่อเธอส่งทูตมา พึงไปด้วยตั้งใจว่า จักทำการขวนขวายให้มานัต จักช่วยสวดหรือจักเป็นคณะปูรกะ แต่ต้องกลับใน ๗ วัน. ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ภิกษุในศาสนานี้เป็นผู้ควรอัพภาน. ถ้าเธอจะพึงส่งทูตไปในสำนักภิกษุทั้งหลายว่า กระผมเองเป็นผู้ควรอัพภาน ขออาราธนาภิกษุทั้งหลายมา กระผมปรารถนาการมาของภิกษุทั้งหลาย. ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้เมื่อเธอมิได้ส่งทูตมา ก็พึงไปด้วยสัตตาหกรณียะได้จะต้องกล่าวไปไยเมื่อเธอส่งทูตมา พึงไปด้วยตั้งใจว่า จักทำการขวนขวายให้อัพภาน จักช่วยสวดหรือจักเป็นคณะปูรกะ แต่ต้องกลับใน ๗ วัน. ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง สงฆ์เป็นผู้ใคร่เพื่อทำกรรม คือ ตัชชนียกรรม นิยสกรรมปัพพาชนียกรรม ปฏิสารณียกรรม หรืออุกเขปนียกรรม แก่ภิกษุในศาสนานี้. ถ้าเธอจะพึงส่งทูตไปในสำนักภิกษุทั้งหลายว่า สงฆ์เป็นผู้ใคร่เพื่อทำกรรมแก่กระผม ขออาราธนาภิกษุทั้งหลายมา กระผมปรารถนาการมาของภิกษุทั้งหลาย. ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้เมื่อเธอมิได้ส่งทูตมาก็พึงไปด้วยสัตตาหกรณียะได้ จะต้องกล่าวไปไยเมื่อเธอส่งทูตมา พึงไปด้วยตั้งใจว่า ด้วยวิธีอย่างไรหนอ สงฆ์จึงจะไม่ทำกรรม หรือพึงน้อมไปเพื่อกรรมสถานเบา แต่ต้องกลับใน ๗ วัน. อนึ่ง ภิกษุนั้นได้ถูกสงฆ์ทำกรรม คือ ตัชชนียกรรม นิยสกรรม ปัพพาชนียกรรม ปฏิสารณียกรรมหรืออุกเขปนียกรรมแล้ว. ถ้าเธอจะพึงส่งทูตไปในสำนักภิกษุทั้งหลายว่า สงฆ์ได้ทำกรรมแก่กระผมแล้ว ขออาราธนาภิกษุทั้งหลายมา กระผมปรารถนาการมาของภิกษุทั้งหลาย. ดูกรภิกษุทั้งหลายแม้เมื่อเธอมิได้ส่งทูตมา ก็พึงไปด้วยสัตตาหกรณียะได้ จะต้องกล่าวไปไยเมื่อเธอส่งทูตมาพึงไปด้วยตั้งใจว่า ด้วยวิธีอย่างไรหนอ ภิกษุนั้นพึงประพฤติชอบ หายเย่อหยิ่ง ประพฤติแก้ตัวได้สงฆ์จะได้ระงับกรรมนั้นเสีย แต่ต้องกลับใน ๗ วัน. สัตตาหกรณียะเนื่องด้วยภิกษุณี ๒. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุณีในศาสนานี้อาพาธ. ถ้าเธอจะพึงส่งทูตไปในสำนักภิกษุทั้งหลายว่า ดิฉันเองอาพาธ ขออาราธนาพระคุณเจ้าทั้งหลายมา ดิฉันปรารถนาการมาของพระคุณเจ้า. ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้เมื่อเธอมิได้ส่งทูตมา พึงไปด้วยสัตตาหกรณียะได้ จะต้องกล่าวไปไยเมื่อเธอส่งทูตมา พึงไปด้วยตั้งใจว่า จักแสวงหาคิลานภัต คิลานุปัฐากภัต คิลานเภสัชจักถามอาการ หรือจักพยาบาล แต่ต้องกลับใน ๗ วัน. ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ความกระสันบังเกิดแก่ภิกษุณีในศาสนานี้. ถ้าเธอจะพึงส่งทูตไปในสำนักภิกษุทั้งหลายว่า ความกระสันบังเกิดแก่ดิฉันแล้ว ขออาราธนาพระคุณเจ้าทั้งหลายมาดิฉันปรารถนาการมาของพระคุณเจ้า. ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้เมื่อเธอมิได้ส่งทูตมา ก็พึงไปด้วยสัตตาหกรณียะได้ จะต้องกล่าวไปไยเมื่อเธอส่งทูตมา พึงไปด้วยตั้งใจว่า จักระงับความกระสันหรือจักวานภิกษุอื่นให้ช่วยระงับ หรือจักทำธรรมกถา แก่ภิกษุณีนั้น แต่ต้องกลับใน ๗ วัน. ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ความรำคาญบังเกิดแก่ภิกษุณีในศาสนานี้. ถ้าเธอจะพึงส่งทูตไปในสำนักภิกษุทั้งหลายว่า ความรำคาญบังเกิดแก่ดิฉันแล้ว ขออาราธนาพระคุณเจ้าทั้งหลายมาดิฉันปรารถนาการมาของพระคุณเจ้า. ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้เมื่อเธอมิได้ส่งทูตมา ก็พึงไปด้วยสัตตาหกรณียะได้ จะต้องกล่าวไปไยเมื่อเธอส่งทูตมา พึงไปด้วยตั้งใจว่า จักบรรเทาความรำคาญหรือจักวานภิกษุอื่นให้ช่วยบรรเทา หรือจักทำธรรมกถาแก่ภิกษุณีนั้น แต่ต้องกลับใน ๗ วัน. ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ความเห็นผิดบังเกิดแก่ภิกษุณีในศาสนานี้. ถ้าเธอจะพึงส่งทูตไปในสำนักภิกษุทั้งหลายว่า ความเห็นผิดบังเกิดแก่ดิฉัน ขออาราธนาพระคุณเจ้าทั้งหลายมาดิฉันปรารถนาการมาของพระคุณเจ้า. ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้เมื่อเธอมิได้ส่งทูตมา ก็พึงไปด้วยสัตตาหกรณียะได้ จะต้องกล่าวไปไยเมื่อเธอส่งทูตมา พึงไปด้วยตั้งใจว่า จักเปลื้องความเห็นผิดจักวานภิกษุอื่นให้ช่วยเปลื้อง หรือจักทำธรรมกถาแก่ภิกษุณีนั้น แต่ต้องกลับใน ๗ วัน. ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ภิกษุณีในศาสนานี้เป็นผู้ต้องครุกาบัติ ควรมานัต. ถ้าเธอจะพึงส่งทูตไปในสำนักภิกษุทั้งหลายว่า ดิฉันเองต้องครุกาบัติ ควรมานัต ขออาราธนาพระคุณเจ้าทั้งหลายมา ดิฉันปรารถนาการมาของพระคุณเจ้า. ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้เมื่อเธอมิได้ส่งทูตมาก็พึงไปด้วยสัตตาหกรณียะได้ จะต้องกล่าวไปไยเมื่อเธอส่งทูตมา พึงไปด้วยตั้งใจว่า จักทำการขวนขวายให้มานัต แต่ต้องกลับใน ๗ วัน. ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ภิกษุณีในศาสนานี้เป็นผู้ควรชักเข้าหาอาบัติเดิม. ถ้าเธอจะพึงส่งทูตไปในสำนักภิกษุทั้งหลายว่า ดิฉันเองเป็นผู้ควรชักเข้าหาอาบัติเดิม ขออาราธนาพระคุณเจ้าทั้งหลายมา ดิฉันปรารถนาการมาของพระคุณเจ้า. ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้เมื่อเธอมิได้ส่งทูตมาก็พึงไปด้วยสัตตาหกรณียะได้ จะต้องกล่าวไปไยเมื่อเธอส่งทูตมา พึงไปด้วยตั้งใจว่า จักทำการขวนขวายชักเข้าหาอาบัติเดิม แต่ต้องกลับใน ๗ วัน. ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ภิกษุณีในศาสนานี้เป็นผู้ควรอัพภาน. ถ้าเธอจะพึงส่งทูตไปในสำนักภิกษุทั้งหลายว่า ดิฉันเองเป็นผู้ควรอัพภาน ขออาราธนาพระคุณเจ้าทั้งหลายมา ดิฉันปรารถนาการมาของพระคุณเจ้า. ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้เมื่อเธอมิได้ส่งทูตมาก็พึงไปด้วยสัตตาห-*กรณียะได้ จะต้องกล่าวไปไยเมื่อเธอส่งทูตมา พึงไปด้วยตั้งใจว่า จักทำการขวนขวายให้อัพภานแต่ต้องกลับใน ๗ วัน. ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง สงฆ์เป็นผู้ใคร่เพื่อทำกรรม คือ ตัชชนียกรรม นิยสกรรมปัพพาชนียกรรม ปฏิสารณียกรรม หรืออุกเขปนียกรรม แก่ภิกษุณีในศาสนานี้. ถ้าเธอจะพึงส่งทูตไปในสำนักภิกษุทั้งหลายว่า สงฆ์เป็นผู้ใคร่เพื่อทำกรรมแก่ดิฉัน ขออาราธนาพระคุณเจ้าทั้งหลายมา ดิฉันปรารถนาการมาของพระคุณเจ้า. ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้เมื่อเธอมิได้ส่งทูตมาก็พึงไปด้วยสัตตาหกรณียะได้ จะต้องกล่าวไปไยเมื่อเธอส่งทูตมา พึงไปด้วยตั้งใจว่า ด้วยวิธีอย่างไรหนอ สงฆ์จึงจะไม่ทำกรรม หรือพึงน้อมไปเพื่อกรรมสถานเบา แต่ต้องกลับใน ๗ วัน. อนึ่งภิกษุณีนั้นได้ถูกสงฆ์ทำกรรม คือ ตัชชนียกรรม นิยสกรรม ปัพพาชนียกรรม ปฏิสารณียกรรม หรืออุกเขปนียกรรมแล้ว. ถ้าเธอจะพึงส่งทูตไปในสำนักภิกษุทั้งหลายว่า สงฆ์ได้ทำกรรมแก่ดิฉันแล้วขออาราธนาพระคุณเจ้าทั้งหลายมา ดิฉันปรารถนาการมาของพระคุณเจ้า. ดูกรภิกษุทั้งหลายแม้เมื่อเธอมิได้ส่งทูตมา ก็พึงไปด้วยสัตตาหกรณียะได้ จะต้องกล่าวไปไยเมื่อเธอส่งทูตมาพึงไปด้วยตั้งใจว่า ด้วยวิธีอย่างไรหนอ ภิกษุณีนั้นพึงประพฤติชอบ หายเย่อหยิ่ง ประพฤติแก้ตัวได้ สงฆ์จะได้ระงับกรรมนั้นเสีย แต่ต้องกลับใน ๗ วัน. สัตตาหกรณียะเนื่องด้วยสิกขมานา ๓. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สิกขมานาในศาสนานี้อาพาธ. ถ้าเธอจะพึงส่งทูตไปในสำนักภิกษุทั้งหลายว่า ดิฉันเองอาพาธ ขออาราธนาพระคุณเจ้าทั้งหลายมา ดิฉันปรารถนาการมาของพระคุณเจ้า. ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้เมื่อเธอมิได้ส่งทูตมา ก็พึงไปด้วยสัตตาหกรณียะได้ จะต้องกล่าวไปไยเมื่อเธอส่งทูตมา พึงไปด้วยตั้งใจว่า จักแสวงหาคิลานภัต คิลานุปัฐากภัตคิลานเภสัช จักถามอาการ หรือจักพยาบาล แต่ต้องกลับใน ๗ วัน. ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ความกระสันบังเกิดแก่สิกขมานาในศาสนานี้ .... .... ความรำคาญบังเกิด .... .... ความเห็นผิดบังเกิด .... .... สิกขาของสิกขมานาในศาสนานี้กำเริบ. ถ้าเธอจะพึงส่งทูตไปในสำนักภิกษุทั้งหลายว่าสิกขาของดิฉันกำเริบแล้ว ขออาราธนาพระคุณเจ้าทั้งหลายมา ดิฉันปรารถนาการมาของพระคุณเจ้า. ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้เมื่อเธอมิได้ส่งทูตมา ก็พึงไปด้วยสัตตาหกรณียะได้จะต้องกล่าวไปไยเมื่อเธอส่งทูตมา พึงไปด้วยตั้งใจว่า จักทำการขวนขวายให้สมาทานสิกขาแต่ต้องกลับใน ๗ วัน. ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง สิกขมานาในศาสนานี้เป็นผู้ใคร่จะอุปสมบท. ถ้าเธอจะพึงส่งทูตไปในสำนักภิกษุทั้งหลายว่า ดิฉันเองใคร่จะอุปสมบท ขออาราธนาพระคุณเจ้าทั้งหลายมาดิฉันปรารถนาการมาของพระคุณเจ้า. ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้เมื่อเธอมิได้ส่งทูตมา ก็พึงไปด้วยสัตตาหกรณียะได้ จะต้องกล่าวไปไยเมื่อเธอส่งทูตมา พึงไปด้วยตั้งใจว่า จักทำการขวนขวายให้อุปสมบท จักช่วยสวดหรือจักเป็นคณะปูรกะ แต่ต้องกลับใน ๗ วัน. สัตตาหกรณียะเนื่องด้วยสามเณร ๔. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สามเณรในศาสนานี้อาพาธ. ถ้าเธอจะพึงส่งทูตไปในสำนักภิกษุทั้งหลายว่า กระผมเองอาพาธ ขออาราธนาภิกษุทั้งหลายมา กระผมปรารถนาการมาของภิกษุทั้งหลาย. ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้เมื่อเธอมิได้ส่งทูตมา ก็พึงไปด้วยสัตตาหกรณียะได้จะต้องกล่าวไปไยเมื่อเธอส่งทูตมา พึงไปด้วยตั้งใจว่า จักแสวงหาคิลานภัต คิลานุปัฐากภัตคิลานเภสัช จักถามอาการ หรือจักพยาบาล แต่ต้องกลับใน ๗ วัน. ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ความกระสันบังเกิดแก่สามเณรในศาสนานี้ .... .... ความรำคาญบังเกิด .... .... ความเห็นผิดบังเกิด .... สามเณรเป็นผู้ใคร่จะถามปี. ถ้าเธอจะพึงส่งทูตไปในสำนักภิกษุทั้งหลายว่า กระผมเองใคร่จะถามปี ขออาราธนาภิกษุทั้งหลายมา กระผมปรารถนาการมาของภิกษุทั้งหลาย ดูกรภิกษุทั้งหลายแม้เมื่อเธอมิได้ส่งทูตมา ก็พึงไปด้วยสัตตาหกรณียะได้ จะต้องกล่าวไปไยเมื่อเธอส่งทูตมา พึงไปด้วยตั้งใจว่า จักถาม หรือจักบอก แต่ต้องกลับใน ๗ วัน. ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง สามเณรในศาสนานี้เป็นผู้ใคร่จะอุปสมบท. ถ้าเธอจะพึงส่งทูตไปในสำนักภิกษุทั้งหลายว่า กระผมเองใคร่จะอุปสมบท ขออาราธนาพระคุณเจ้าทั้งหลายมา กระผมปรารถนาการมาของภิกษุทั้งหลาย. ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้เมื่อเธอมิได้ส่งทูตมา ก็พึงไปด้วยสัตตาหกรณียะได้ จะต้องกล่าวไปไยเมื่อเธอส่งทูตมา พึงไปด้วยตั้งใจว่า จักทำการขวนขวายให้อุปสมบท จักช่วยสวด หรือจักเป็นคณะปูรกะ แต่ต้องกลับใน ๗ วัน. สัตตาหกรณียะเนื่องด้วยสามเณรี ๕. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สามเณรีในศาสนานี้อาพาธ. ถ้าเธอจะพึงส่งทูตไปในสำนักภิกษุทั้งหลายว่า ดิฉันเองอาพาธ ขออาราธนาพระคุณเจ้าทั้งหลายมา ดิฉันปรารถนาการมาของพระคุณเจ้า. ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้เมื่อเธอมิได้ส่งทูตมา ก็พึงไปด้วยสัตตาหกรณียะได้ จะต้องกล่าวไปไยเมื่อเธอส่งทูตมา พึงไปด้วยตั้งใจว่า จักแสวงหาคิลานภัต คิลานุปัฐากภัต คิลานเภสัช จักถามอาการ หรือจักพยาบาล แต่ต้องกลับใน ๗ วัน. ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ความกระสันบังเกิดแก่สามเณรีในศาสนานี้ .... .... ความรำคาญบังเกิด .... .... ความเห็นผิดบังเกิด .... .... สามเณรีเป็นผู้ใคร่จะถามปี .... สามเณรีเป็นผู้ใคร่จะสมาทานสิกขา. ถ้าเธอจะพึงส่งทูตไปในสำนักภิกษุทั้งหลายว่า ดิฉันเองใคร่จะสมาทานสิกขา ขออาราธนาพระคุณเจ้าทั้งหลายมา ดิฉันปรารถนาการมาของพระ-*คุณเจ้า. ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้เมื่อเธอมิได้ส่งทูตมา ก็พึงไปด้วยสัตตาหกรณียะได้ จะต้องกล่าวไปไยเมื่อเธอส่งทูตมา พึงไปด้วยตั้งใจว่า จักทำการขวนขวายให้สมาทานสิกขา แต่ต้องกลับใน ๗ วัน.
เตน โข ปน สมเยน อญฺญตรสฺส ภิกฺขุโน มาตา คิลานา โหติ ฯ สา ปุตฺตสฺส สนฺติเก ทูตํ ปาเหสิ อหํ หิ คิลานา อิจฺฉามิ ปุตฺตสฺส อาคตนฺติ ฯ อถโข ตสฺส ภิกฺขุโน เอตทโหสิ ภควตา ปญฺญตฺตํ สตฺตนฺนํ สตฺตาหกรณีเยน ปหิเต คนฺตุํ น เตฺวว อปฺปหิเต ปญฺจนฺนํ สตฺตาหกรณีเยน อปฺปหิเตปิ คนฺตุํ ปเคว ปหิเต อยญฺจ เม มาตา คิลานา สา จ อนุปาสิกา กถํ นุ โข มยา ปฏิปชฺชิตพฺพนฺติ ฯ ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ ฯ อนุชานามิ ภิกฺขเว สตฺตนฺนํ สตฺตาหกรณีเยน อปฺปหิเตปิ คนฺตุํ ปเคว ปหิเต ภิกฺขุสฺส ภิกฺขุนิยา สิกฺขมานาย สามเณรสฺส สามเณริยา มาตุยา จ ปิตุสฺส จ อนุชานามิ ภิกฺขเว อิเมสํ สตฺตนฺนํ สตฺตาหกรณีเยน อปฺปหิเตปิ คนฺตุํ ปเคว ปหิเต สตฺตาหํ สนฺนิวฏฺโฏ กาตพฺโพ ฯ {๒๑๒.๑} อิธ ปน ภิกฺขเว ภิกฺขุสฺส มาตา คิลานา โหติ ฯ สา เจ ปุตฺตสฺส สนฺติเก ทูตํ ปหิเณยฺย อหํ หิ คิลานา อาคจฺฉตุ เม ปุตฺโต อิจฺฉามิ ปุตฺตสฺส อาคตนฺติ ฯ คนฺตพฺพํ ภิกฺขเว สตฺตาหกรณีเยน อปฺปหิเตปิ ปเคว ปหิเต คิลานภตฺตํ วา ปริเยสิสฺสามิ คิลานุปฏฺฐากภตฺตํ วา ปริเยสิสฺสามิ คิลานเภสชฺชํ วา ปริเยสิสฺสามิ ปุจฺฉิสฺสามิ วา อุปฏฺฐหิสฺสามิ วาติ สตฺตาหํ สนฺนิวฏฺโฏ กาตพฺโพ ฯ {๒๑๒.๒} อิธ ปน ภิกฺขเว ภิกฺขุสฺส ปิตา คิลาโน โหติ ฯ โส เจ ปุตฺตสฺส สนฺติเก ทูตํ ปหิเณยฺย อหํ หิ คิลาโน อาคจฺฉตุ เม ปุตฺโต อิจฺฉามิ ปุตฺตสฺส อาคตนฺติ ฯ คนฺตพฺพํ ภิกฺขเว สตฺตาหกรณีเยน อปฺปหิเตปิ ปเคว ปหิเต คิลานภตฺตํ วา ปริเยสิสฺสามิ คิลานุปฏฺฐากภตฺตํ วา ปริเยสิสฺสามิ คิลานเภสชฺชํ วา ปริเยสิสฺสามิ ปุจฺฉิสฺสามิ วา อุปฏฺฐหิสฺสามิ วาติ สตฺตาหํ สนฺนิวฏฺโฏ กาตพฺโพ ฯ {๒๑๒.๓} อิธ ปน ภิกฺขเว ภิกฺขุสฺส ภาตา คิลาโน โหติ ฯ โส เจ ภาตุโน สนฺติเก ทูตํ ปหิเณยฺย อหํ หิ คิลาโน อาคจฺฉตุ เม ภาตา อิจฺฉามิ ภาตุโน อาคตนฺติ ฯ คนฺตพฺพํ ภิกฺขเว สตฺตาหกรณีเยน ปหิเต น เตฺวว อปฺปหิเต สตฺตาหํ สนฺนิวฏฺโฏ กาตพฺโพ ฯ อิธ ปน ภิกฺขเว ภิกฺขุสฺส ภคินี คิลานา โหติ ฯ สา เจ ภิกฺขุสฺส สนฺติเก ทูตํ ปหิเณยฺย อหํ หิ คิลานา อาคจฺฉตุ เม ภาตา อิจฺฉามิ ภาตุโน อาคตนฺติ ฯ คนฺตพฺพํ ภิกฺขเว สตฺตาหกรณีเยน ปหิเต น เตฺวว อปฺปหิเต สตฺตาหํ สนฺนิวฏฺโฏ กาตพฺโพ ฯ {๒๑๒.๔} อิธ ปน ภิกฺขเว ภิกฺขุสฺส ญาตโก คิลาโน โหติ ฯ โส เจ ภิกฺขุสฺส สนฺติเก ทูตํ ปหิเณยฺย อหํ หิ คิลาโน อาคจฺฉตุ ภทนฺโต อิจฺฉามิ ภทนฺตสฺส อาคตนฺติ ฯ คนฺตพฺพํ ภิกฺขเว สตฺตาหกรณีเยน ปหิเต น เตฺวว อปฺปหิเต สตฺตาหํ สนฺนิวฏฺโฏ กาตพฺโพ ฯ อิธ ปน ภิกฺขเว ภิกฺขุสฺส ภติโก คิลาโน โหติ ฯ โส เจ ภิกฺขูนํ สนฺติเก ทูตํ ปหิเณยฺย อหํ หิ คิลาโน อาคจฺฉนฺตุ ภิกฺขู อิจฺฉามิ ภิกฺขูนํ อาคตนฺติ ฯ คนฺตพฺพํ ภิกฺขเว สตฺตาหกรณีเยน ปหิเต น เตฺวว อปฺปหิเต สตฺตาหํ สนฺนิวฏฺโฏ กาตพฺโพติ ฯ
ก็โดยสมัยนั้นแล มารดาของภิกษุรูปหนึ่งได้ป่วยไข้. นางส่งทูตไปในสำนัก ภิกษุผู้เป็นบุตรว่า ดิฉันเองป่วยไข้ ดิฉันปรารถนาการมาของบุตร จึงภิกษุนั้นได้ดำริว่า พระผู้มีพระภาคทรงบัญญัติไว้ว่า เมื่อบุคคล ๗ จำพวกส่งทูตมา ไปด้วยสัตตาหกรณียะได้ แต่เมื่อเขาไม่ส่งทูตมา จะไปไม่ได้ สำหรับสหธรรมิก ๕ แม้มิได้ส่งทูตมาก็ไปด้วยสัตตาหกรณียะได้ จะต้องกล่าวไปไยเมื่อเขาส่งทูตมา ก็นี่มารดาของเรากำลังป่วยไข้ และท่านก็มิใช่อุบาสิกา เราจะพึงปฏิบัติอย่างไรหนอ. ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค. พระผู้มีพระภาคตรัสอนุญาตแก่ภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อบุคคล ๗ จำพวก แม้มิได้ส่งทูตมา เราอนุญาตให้ไปด้วยสัตตาหกรณียะได้ จะต้องกล่าวไปไยเมื่อเขาส่งทูตมา บุคคล ๗ จำพวก คือภิกษุ ภิกษุณี สิกขมานา สามเณร สามเณรี มารดาและบิดา ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อบุคคล ๗จำพวกนี้ แม้มิได้ส่งทูตมา เราอนุญาตให้ไปด้วยสัตตาหกรณียะได้ จะต้องกล่าวไปไยเมื่อเขาส่งทูตมา แต่ต้องกลับใน ๗ วัน. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็มารดาของภิกษุในศาสนานี้ป่วยไข้. ถ้าเขาจะพึงส่งทูตไปในสำนักภิกษุผู้เป็นบุตรว่า ดิฉันเองป่วยไข้ ขอบุตรของดิฉันจงมา ดิฉันปรารถนาการมาของบุตร. ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้เมื่อนางมิได้ส่งทูตมา ก็พึงไปด้วยสัตตาหกรณียะได้ จะต้องกล่าวไปไย เมื่อนางส่งทูตมา พึงไปด้วยตั้งใจว่า จักแสวงหาคิลานภัต คิลานุปัฐากภัต คิลานเภสัช จักถามอาการหรือจักพยาบาล แต่ต้องกลับใน ๗ วัน. ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง บิดาของภิกษุในศาสนานี้ป่วยไข้. ถ้าเขาจะพึงส่งทูตไปในสำนักภิกษุผู้เป็นบุตรว่า ฉันเองป่วยไข้ ขอบุตรของฉันจงมา ฉันปรารถนาการมาของบุตร. ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้เมื่อเขามิได้ส่งทูตมา ก็พึงไปด้วยสัตตาหกรณียะได้ จะต้องกล่าวไปไย เมื่อเขาส่งทูตมา พึงไปด้วยตั้งใจว่า จักแสวงหาคิลานภัต คิลานุปัฐากภัต คิลานเภสัช จักถามอาการหรือจักพยาบาล แต่ต้องกลับใน ๗ วัน. ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง พี่ชายน้องชายของภิกษุในศาสนานี้ป่วยไข้. ถ้าเขาจะพึงส่งทูตไปในสำนักภิกษุผู้พี่ชายน้องชายว่า กระผมเองป่วยไข้ ขอพี่ชายน้องชายของกระผมจงมา กระผมปรารถนาการมาของพี่ชายน้องชาย. ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อเขาส่งทูตมา ก็พึงไปด้วยสัตตาหกรณียะได้ แต่เมื่อเขาไม่ส่งทูตมา ก็ไม่พึงไป แต่ต้องกลับใน ๗ วัน. ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง พี่หญิงน้องหญิงของภิกษุในศาสนานี้ป่วยไข้. ถ้าเขาจะพึงส่งทูตไปในสำนักภิกษุว่า ดิฉันเองป่วยไข้ ขอพี่ชายน้องชายของดิฉันจงมา ดิฉันปรารถนาการมาของพี่ชายน้องชาย. ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อเขาส่งทูตมา ก็พึงไปด้วยสัตตาหกรณียะได้ แต่เมื่อเขาไม่ส่งทูตมา ก็ไม่พึงไป แต่ต้องกลับใน ๗ วัน. ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ญาติของภิกษุในศาสนานี้ป่วยไข้. ถ้าเขาจะพึงส่งทูตไปสำนักภิกษุว่า กระผมเองป่วยไข้ ขอพระคุณเจ้าจงมา กระผมปรารถนาการมาของพระคุณเจ้า. ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อเขาส่งทูตมา ก็พึงไปด้วยสัตตาหกรณียะได้ แต่เมื่อเขาไม่ส่งทูตมา ก็ไม่พึงไปแต่ต้องกลับใน ๗ วัน. ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง บุรุษผู้ภักดีต่อภิกษุในศาสนานี้ป่วยไข้. ถ้าเขาจะพึงส่งทูตไปในสำนักภิกษุว่า กระผมเองป่วยไข้ ขออาราธนาภิกษุทั้งหลายมา กระผมปรารถนาการมาของภิกษุทั้งหลาย. ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อเขาส่งทูตมาก็พึงไปด้วยสัตตาหกรณียะได้ แต่เมื่อเขาไม่ส่งทูตมา ก็ไม่พึงไป แต่ต้องกลับใน ๗ วัน. ทรงอนุญาตสัตตาหกรณียะเพราะกิจของสงฆ์
เตน โข ปน สมเยน สงฺฆสฺส มหาวิหาโร อุทฺริยติ อญฺญตเรน อุปาสเกน อรญฺเญ ภณฺฑํ เฉทาปิตํ โหติ ฯ โส ภิกฺขูนํ สนฺติเก ทูตํ ปาเหสิ สเจ ภทนฺตา ตํ ภณฺฑํ อวหาเปยฺยุํ ทชฺชาหํ ตํ ภณฺฑนฺติ ฯ ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ ฯ อนุชานามิ ภิกฺขเว สงฺฆกรณีเยน คนฺตุํ สตฺตาหํ สนฺนิวฏฺโฏ กาตพฺโพติ ฯ วสฺสาวาสภาณวารํ นิฏฺฐิตํ ปฐมํ
ก็โดยสมัยนั้นแล มหาวิหารของสงฆ์ชำรุดลง อุบาสกคนหนึ่งได้ให้ตัดเครื่องทัพพสัมภาระไว้ในป่า. เขาส่งทูตไปในสำนักภิกษุทั้งหลายว่า ถ้าพระคุณเจ้าทั้งหลาย จะพึงขนเครื่องทัพพสัมภาระนั้นไปได้ กระผมขอถวายเครื่องทัพพสัมภาระนั้น. ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาค. พระผู้มีพระภาคตรัสอนุญาตแก่ภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลายเราอนุญาตให้ไปได้เพราะกรณียะของสงฆ์ แต่ต้องกลับใน ๗ วัน. เรื่องทรงอนุญาตสัตตาหกรณียะ จบ. วัสสาวาสภาณวารที่ ๑ จบ -----------------------------------------------------