อ่านตัวบท · ไม่ตีความ

คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ฉบับฉบับมหาจุฬาฯจับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกันแสดงอรรถกถา

ภิกษุเจ้าถิ่นกับภิกษุอาคันตุกะนับวันปวารณาต่างกันปวารณาของภิกษุที่สงสัยเป็นต้นภิกษุสมานสังวาสเป็นต้นปวารณา

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๒๓๙–๒๔๑3 ข้อ (พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ · พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ)4 ฉบับเทียบฉบับได้ข้อต่อข้อ

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง


บาลีและคำแปล

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๔ พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๔ มหาวรรค ภาค ๑ ภิกษุเจ้าถิ่นกับภิกษุอาคันตุกะนับวันปวารณาต่างกัน

ข้อ ๒๓๙

อิธ ปน ภิกฺขเว อาวาสิกานํ ภิกฺขูนํ จาตุทฺทโส โหติ อาคนฺตุกานํ ปณฺณรโส ฯ สเจ อาวาสิกา พหุตรา โหนฺติ อาคนฺตุเกหิ อาวาสิกานํ อนุวตฺติตพฺพํ ฯ สเจ สมสมา โหนฺติ อาคนฺตุเกหิ อาวาสิกานํ อนุวตฺติตพฺพํ ฯ สเจ อาคนฺตุกา พหุตรา โหนฺติ อาวาสิเกหิ อาคนฺตุกานํ อนุวตฺติตพฺพํ ฯ {๒๓๙.๑} อิธ ปน ภิกฺขเว อาวาสิกานํ ภิกฺขูนํ ปณฺณรโส โหติ อาคนฺตุกานํ จาตุทฺทโส ฯ สเจ อาวาสิกา พหุตรา โหนฺติ อาคนฺตุเกหิ อาวาสิกานํ อนุวตฺติตพฺพํ ฯ สเจ สมสมา โหนฺติ อาคนฺตุเกหิ อาวาสิกานํ อนุวตฺติตพฺพํ ฯ สเจ อาคนฺตุกา พหุตรา โหนฺติ อาวาสิเกหิ อาคนฺตุกานํ อนุวตฺติตพฺพํ ฯ {๒๓๙.๒} อิธ ปน ภิกฺขเว อาวาสิกานํ ภิกฺขูนํ ปาฏิปโท โหติ อาคนฺตุกานํ ปณฺณรโส ฯ สเจ อาวาสิกา พหุตรา โหนฺติ อาวาสิเกหิ อาคนฺตุกานํ นากามา ทาตพฺพา สามคฺคี อาคนฺตุเกหิ นิสฺสีมํ คนฺตฺวา ปวาเรตพฺพํ ฯ สเจ สมสมา โหนฺติ อาวาสิเกหิ อาคนฺตุกานํ นากามา ทาตพฺพา สามคฺคี อาคนฺตุเกหิ นิสฺสีมํ คนฺตฺวา ปวาเรตพฺพํ ฯ สเจ อาคนฺตุกา พหุตรา โหนฺติ อาวาสิเกหิ อาคนฺตุกานํ สามคฺคี วา ทาตพฺพา นิสฺสีมํ วา คนฺตพฺพํ ฯ {๒๓๙.๓} อิธ ปน ภิกฺขเว อาวาสิกานํ ภิกฺขูนํ ปณฺณรโส โหติ อาคนฺตุกานํ ปาฏิปโท ฯ สเจ อาวาสิกา พหุตรา โหนฺติ อาคนฺตุเกหิ อาวาสิกานํ สามคฺคี วา ทาตพฺพา นิสฺสีมํ วา คนฺตพฺพํ ฯ สเจ สมสมา โหนฺติ อาคนฺตุเกหิ อาวาสิกานํ สามคฺคี วา ทาตพฺพา นิสฺสีมํ วา คนฺตพฺพํ ฯ สเจ อาคนฺตุกา พหุตรา โหนฺติ อาคนฺตุเกหิ อาวาสิกานํ นากามา ทาตพฺพา สามคฺคี อาวาสิเกหิ นิสฺสีมํ คนฺตฺวา ปวาเรตพฺพํ ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็วันปวารณาของพวกภิกษุเจ้าถิ่นในศาสนานี้เป็น ๑๔ ค่ำของพวกภิกษุอาคันตุกะเป็น ๑๕ ค่ำ. ถ้าพวกเจ้าถิ่นมีจำนวนมากกว่าพวกภิกษุอาคันตุกะพึงอนุวัตรพวกภิกษุเจ้าถิ่น. ถ้ามีจำนวนเท่ากัน พวกภิกษุอาคันตุกะพึงอนุวัตรพวกภิกษุเจ้าถิ่น. ถ้าพวกภิกษุอาคันตุกะมีจำนวนมากกว่า. พวกภิกษุเจ้าถิ่นพึงอนุวัตรพวกภิกษุอาคันตุกะ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็วันปวารณาของพวกภิกษุเจ้าถิ่นในศาสนานี้เป็น ๑๕ ค่ำ ของพวกภิกษุอาคันตุกะเป็น ๑๔ ค่ำ. ถ้าพวกเจ้าถิ่นมีจำนวนมากกว่า พวกภิกษุอาคันตุกะพึงอนุวัตรพวกภิกษุเจ้าถิ่น. ถ้ามีจำนวนเท่ากัน พวกภิกษุอาคันตุกะพึงอนุวัตรพวกภิกษุเจ้าถิ่น. ถ้าพวกภิกษุอาคันตุกะมีจำนวนมากกว่า. พวกภิกษุเจ้าถิ่นพึงอนุวัตรพวกภิกษุอาคันตุกะ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง วันปวารณาของพวกภิกษุเจ้าถิ่นในศาสนานี้เป็นวัน ๑ ค่ำ ของพวกภิกษุอาคันตุกะเป็น ๑๕ ค่ำ. ถ้าพวกภิกษุเจ้าถิ่นมีจำนวนมากกว่า. พวกภิกษุเจ้าถิ่นไม่ปรารถนาก็ไม่ให้ความสามัคคีแก่พวกภิกษุอาคันตุกะ. พวกภิกษุอาคันตุกะพึงไปปวารณานอกสีมาเถิด. ถ้ามีจำนวนเท่ากัน พวกภิกษุเจ้าถิ่นไม่ปรารถนาก็ไม่ต้องให้ความสามัคคีแก่พวกภิกษุอาคันตุกะพวกภิกษุอาคันตุกะพึงไปปวารณานอกสีมาเถิด. ถ้าพวกภิกษุอาคันตุกะมีจำนวนมากกว่า พวกภิกษุเจ้าถิ่นพึงให้ความสามัคคีแก่พวกภิกษุอาคันตุกะ หรือพึงไปเสียนอกสีมา. ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง วันปวารณาของพวกภิกษุเจ้าถิ่นในศาสนานี้เป็น ๑๕ ค่ำ ของพวกภิกษุอาคันตุกะเป็น ๑ ค่ำ. ถ้าพวกภิกษุเจ้าถิ่นมีจำนวนมากกว่า พวกภิกษุอาคันตุกะพึงให้ความสามัคคีแก่พวกภิกษุเจ้าถิ่น หรือพึงไปเสียนอกสีมา. ถ้ามีจำนวนเท่ากัน. พวกภิกษุอาคันตุกะพึงให้ความสามัคคีแก่พวกภิกษุเจ้าถิ่น หรือพึงไปเสียนอกสีมา. ถ้าพวกภิกษุอาคันตุกะมีจำนวนมากกว่า พวกภิกษุอาคันตุกะไม่ปรารถนาก็ไม่ต้องให้ความสามัคคีแก่พวกภิกษุเจ้าถิ่น พวกภิกษุเจ้าถิ่นพึงไปปวารณานอกสีมาเถิด. ปวารณาของภิกษุที่สงสัยเป็นต้น

ข้อ ๒๔๐

อิธ ปน ภิกฺขเว อาคนฺตุกา ภิกฺขู ปสฺสนฺติ อาวาสิกานํ ภิกฺขูนํ อาวาสิกาการํ อาวาสิกลิงฺคํ อาวาสิกนิมิตฺตํ อาวาสิกุทฺเทสํ สุปญฺญตฺตํ มญฺจปีฐํ ภิสิพิมฺโพหนํ ปานียํ ปริโภชนียํ สุปฏฺฐิตํ ปริเวณํ สุสมฺมฏฺฐํ ฯ ปสฺสิตฺวา เวมติกา โหนฺติ อตฺถิ นุ โข อาวาสิกา ภิกฺขู นตฺถิ นุ โขติ ฯ เต เวมติกา น วิจินนฺติ อวิจินิตฺวา ปวาเรนฺติ อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺส ฯเปฯ เต เวมติกา วิจินนฺติ วิจินิตฺวา น ปสฺสนฺติ อปสฺสิตฺวา ปวาเรนฺติ อนาปตฺติ ฯ เต เวมติกา วิจินนฺติ วิจินิตฺวา ปสฺสนฺติ ปสฺสิตฺวา เอกโต ปวาเรนฺติ อนาปตฺติ ฯ เต เวมติกา วิจินนฺติ วิจินิตฺวา ปสฺสนฺติ ปสฺสิตฺวา ปาเฏกฺกํ ปวาเรนฺติ อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺส ฯ เต เวมติกา วิจินนฺติ วิจินิตฺวา ปสฺสนฺติ ปสฺสิตฺวา นสฺสนฺเตเต วินสฺสนฺเตเต โก เตหิ อตฺโถติ เภทปุเรกฺขารา ปวาเรนฺติ อาปตฺติ ถุลฺลจฺจยสฺส ฯ {๒๔๐.๑} อิธ ปน ภิกฺขเว อาคนฺตุกา ภิกฺขู สุณนฺติ อาวาสิกานํ ภิกฺขูนํ อาวาสิกาการํ อาวาสิกลิงฺคํ อาวาสิกนิมิตฺตํ อาวาสิกุทฺเทสํ จงฺกมนฺตานํ ปทสทฺทํ สชฺฌายสทฺทํ อุกฺกาสิตสทฺทํ ขิปิตสทฺทํ ฯ สุตฺวา เวมติกา โหนฺติ อตฺถิ นุ โข อาวาสิกา ภิกฺขู นตฺถิ นุ โขติ ฯ เต เวมติกา น วิจินนฺติ อวิจินิตฺวา ปวาเรนฺติ อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺส ฯเปฯ เต เวมติกา วิจินนฺติ วิจินิตฺวา น ปสฺสนฺติ อปสฺสิตฺวา ปวาเรนฺติ อนาปตฺติ ฯ เต เวมติกา วิจินนฺติ วิจินิตฺวา ปสฺสนฺติ ปสฺสิตฺวา เอกโต ปวาเรนฺติ อนาปตฺติ ฯ เต เวมติกา วิจินนฺติ วิจินิตฺวา ปสฺสนฺติ ปสฺสิตฺวา ปาเฏกฺกํ ปวาเรนฺติ อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺส ฯ เต เวมติกา วิจินนฺติ วิจินิตฺวา ปสฺสนฺติ ปสฺสิตฺวา นสฺสนฺเตเต วินสฺสนฺเตเต โก เตหิ อตฺโถติ เภทปุเรกฺขารา ปวาเรนฺติ อาปตฺติ ถุลฺลจฺจยสฺส ฯ {๒๔๐.๒} อิธ ปน ภิกฺขเว อาวาสิกา ภิกฺขู ปสฺสนฺติ อาคนฺตุกานํ ภิกฺขูนํ อาคนฺตุกาการํ อาคนฺตุกลิงฺคํ อาคนฺตุกนิมิตฺตํ อาคนฺตุกุทฺเทสํ อญฺญาตกํ ปตฺตํ อญฺญาตกํ จีวรํ อญฺญาตกํ นิสีทนํ ปาทานํ โธตํ อุทกนิสฺเสกํ ฯ ปสฺสิตฺวา เวมติกา โหนฺติ อตฺถิ นุ โข อาคนฺตุกา ภิกฺขู นตฺถิ นุ โขติ ฯ เต เวมติกา น วิจินนฺติ อวิจินิตฺวา ปวาเรนฺติ อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺส ฯเปฯ เต เวมติกา วิจินนฺติ วิจินิตฺวา น ปสฺสนฺติ อปสฺสิตฺวา ปวาเรนฺติ อนาปตฺติ ฯ เต เวมติกา วิจินนฺติ วิจินิตฺวา ปสฺสนฺติ ปสฺสิตฺวา เอกโต ปวาเรนฺติ อนาปตฺติ ฯ เต เวมติกา วิจินนฺติ วิจินิตฺวา ปสฺสนฺติ ปสฺสิตฺวา ปาเฏกฺกํ ปวาเรนฺติ อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺส ฯ เต เวมติกา วิจินนฺติ วิจินิตฺวา ปสฺสนฺติ ปสฺสิตฺวา นสฺสนฺเตเต วินสฺสนฺเตเต โก เตหิ อตฺโถติ เภทปุเรกฺขารา ปวาเรนฺติ อาปตฺติ ถุลฺลจฺจยสฺส ฯ {๒๔๐.๓} อิธ ปน ภิกฺขเว อาวาสิกา ภิกฺขู สุณนฺติ อาคนฺตุกานํ ภิกฺขูนํ อาคนฺตุกาการํ อาคนฺตุกลิงฺคํ อาคนฺตุกนิมิตฺตํ อาคนฺตุกุทฺเทสํ อาคจฺฉนฺตานํ ปทสทฺทํ อุปาหนาปฺโปฐนสทฺทํ อุกฺกาสิตสทฺทํ ขิปิตสทฺทํ ฯ สุตฺวา เวมติกา โหนฺติ อตฺถิ นุ โข อาคนฺตุกา ภิกฺขู นตฺถิ นุ โขติ ฯ เต เวมติกา น วิจินนฺติ อวิจินิตฺวา ปวาเรนฺติ อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺส ฯเปฯ เต เวมติกา วิจินนฺติ วิจินิตฺวา น ปสฺสนฺติ อปสฺสิตฺวา ปวาเรนฺติ อนาปตฺติ ฯ เต เวมติกา วิจินนฺติ วิจินิตฺวา ปสฺสนฺติ ปสฺสิตฺวา เอกโต ปวาเรนฺติ อนาปตฺติ ฯ เต เวมติกา วิจินนฺติ วิจินิตฺวา ปสฺสนฺติ ปสฺสิตฺวา ปาเฏกฺกํ ปวาเรนฺติ อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺส ฯ เต เวมติกา วิจินนฺติ วิจินิตฺวา ปสฺสนฺติ ปสฺสิตฺวา นสฺสนฺเตเต วินสฺสนฺเตเต โก เตหิ อตฺโถติ เภทปุเรกฺขารา ปวาเรนฺติ อาปตฺติ ถุลฺลจฺจยสฺส ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็พวกภิกษุอาคันตุกะในศาสนานี้ได้เห็นอาการเจ้าถิ่น ลักษณะเจ้าถิ่น เครื่องหมายเจ้าถิ่น สิ่งที่แสดงเจ้าถิ่น ของพวกภิกษุเจ้าถิ่น เตียง ตั่ง ฟูก หมอนจัดไว้ได้ระเบียบ น้ำฉัน น้ำใช้ จัดหาไว้เป็นอันดี บริเวณกวาดสะอาดสะอ้าน ครั้นแล้ว มีความสงสัยว่า พวกภิกษุเจ้าถิ่นมีหรือไม่มีหนอ? พวกเธอมีความสงสัยแต่ไม่เที่ยวค้นหา ครั้นแล้วขืนปวารณา ต้องอาบัติทุกกฏ. .... พวกเธอมีความสงสัยได้ค้นหาแล้วแต่ไม่พบ จึงปวารณา ไม่ต้องอาบัติ. .... พวกเธอมีความสงสัยได้ค้นหาแล้วพบ จึงปวารณาร่วมกัน ไม่ต้องอาบัติ. .... พวกเธอมีความสงสัยได้ค้นหาแล้วพบ ครั้นแล้วแยกกันปวารณา ต้องอาบัติทุกกฏ. .... พวกเธอมีความสงสัยได้ค้นหาแล้วพบ ครั้นแล้วมุ่งความแตกร้าวว่า ขอภิกษุพวกนั้นจงเสื่อมสูญ จงพินาศ จะประโยชน์อะไรด้วยภิกษุพวกนั้น ดังนี้จึงปวารณา ต้องอาบัติถุลลัจจัย. ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง พวกภิกษุอาคันตุกะในศาสนานี้ได้ยินอาการเจ้าถิ่น ลักษณะเจ้าถิ่น เครื่องหมายเจ้าถิ่น สิ่งที่แสดงเจ้าถิ่น ของพวกภิกษุเจ้าถิ่น ได้ยินเสียงเท้าของพวกภิกษุเจ้าถิ่นกำลังเดินจงกรม ได้ยินเสียงท่องสาธยาย เสียงไอ เสียงจาม ครั้นแล้วมีความสงสัยว่าพวกภิกษุเจ้าถิ่นยังมีหรือไม่มีหนอ? พวกเธอมีความสงสัยแต่ไม่ค้นหา ครั้นแล้วขืนปวารณาต้องอาบัติทุกกฏ. .... พวกเธอมีความสงสัยได้ค้นหา ครั้นค้นหาแล้วไม่พบ ครั้นแล้วจึงปวารณา ไม่ต้องอาบัติ. .... พวกเธอมีความสงสัยได้ค้นหา ครั้นค้นหาแล้วจึงพบ ครั้นพบแล้วจึงปวารณาร่วมกันไม่ต้องอาบัติ. .... พวกเธอมีความสงสัยได้ค้นหา ครั้นค้นหาแล้วจึงพบ ครั้นพบแล้วจึงแยกกันปวารณาต้องอาบัติทุกกฏ. .... พวกเธอมีความสงสัยได้ค้นหา ครั้นค้นหาแล้วจึงพบ ครั้นพบแล้วมุ่งความแตกร้าวว่า ขอภิกษุเหล่านั้นจงเสื่อมสูญ จงพินาศ จะประโยชน์อะไรด้วยภิกษุเหล่านั้น ดังนี้ จึงปวารณาต้องอาบัติถุลลัจจัย. ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง พวกภิกษุเจ้าถิ่นในศาสนานี้ได้เห็นอาการอาคันตุกะ ลักษณะอาคันตุกะ เครื่องหมายอาคันตุกะ สิ่งที่แสดงอาคันตุกะ ของพวกภิกษุอาคันตุกะ ได้เห็น บาตรจีวร ผ้านิสีทนะ อันเป็นของภิกษุพวกอื่น ได้เห็นรอยน้ำล้างเท้า ครั้นแล้วมีความสงสัยว่าพวกภิกษุอาคันตุกะยังมีหรือไม่หนอ? .... พวกเธอมีความสงสัยแต่ไม่ค้นหา ครั้นแล้วขืนปวารณา ต้องอาบัติทุกกฏ. .... พวกเธอมีความสงสัยได้ค้นหา ครั้นค้นหาแล้ว ไม่พบ ครั้นแล้วจึงปวารณา ไม่ต้องอาบัติ. .... พวกเธอมีความสงสัยได้ค้นหา ครั้นค้นหาแล้ว จึงพบ ครั้นพบแล้ว จึงปวารณาร่วมกัน ไม่ต้องอาบัติ. .... พวกเธอมีความสงสัยได้ค้นหา ครั้นค้นหาแล้ว จึงพบ ครั้นพบแล้ว ได้แยกกันปวารณา ต้องอาบัติทุกกฏ. .... พวกเธอมีความสงสัยได้ค้นหา ครั้นค้นหาแล้วจึงพบ ครั้นพบแล้ว มุ่งความแตกร้าวว่า ขอภิกษุเหล่านั้นจงเสื่อมสูญ จงพินาศ จะประโยชน์อะไรด้วยภิกษุเหล่านั้น ดังนี้ จึงปวารณาต้องอาบัติถุลลัจจัย. ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง พวกภิกษุเจ้าถิ่นในศาสนานี้ได้ยินอาการอาคันตุกะ ลักษณะอาคันตุกะ เครื่องหมายอาคันตุกะ สิ่งที่แสดงอาคันตุกะ ของพวกภิกษุอาคันตุกะ ได้ยินเสียงเท้าของพวกภิกษุอาคันตุกะกำลังเดินมา ได้ยินเสียงรองเท้ากระทบ ได้ยินเสียงไอ เสียงจามครั้นแล้วมีความสงสัยว่า พวกภิกษุอาคันตุกะยังมีหรือไม่หนอ? พวกเธอมีความสงสัยแต่ไม่ค้นหา ครั้นแล้วขืนปวารณา ต้องอาบัติทุกกฏ. .... พวกเธอมีความสงสัยได้ค้นหา ครั้นค้นหาแล้ว ไม่พบ ครั้นแล้วจึงปวารณา ไม่ต้องอาบัติ. .... พวกเธอมีความสงสัยได้ค้นหา ครั้นค้นหาแล้ว จึงพบ ครั้นพบแล้ว ได้ปวารณาร่วมกัน ไม่ต้องอาบัติ. .... พวกเธอมีความสงสัยได้ค้นหา ครั้นค้นหาแล้ว จึงพบ ครั้นพบแล้ว ได้แยกกันปวารณา ต้องอาบัติทุกกฏ. .... พวกเธอมีความสงสัยได้ค้นหา ครั้นค้นหาแล้วจึงพบ ครั้นพบแล้ว มุ่งความแตกร้าวว่า ขอภิกษุเหล่านั้นจงเสื่อมสูญ จงพินาศ จะประโยชน์อะไรด้วยภิกษุเหล่านั้น ดังนี้จึงปวารณา ต้องอาบัติถุลลัจจัย. ภิกษุสมานสังวาสเป็นต้นปวารณา

ข้อ ๒๔๑

อิธ ปน ภิกฺขเว อาคนฺตุกา ภิกฺขู ปสฺสนฺติ อาวาสิเก ภิกฺขู นานาสํวาสเก ฯ เต สมานสํวาสกทิฏฺฐึ ปฏิลภนฺติ สมานสํวาสกทิฏฺฐึ ปฏิลภิตฺวา น ปุจฺฉนฺติ อปุจฺฉิตฺวา เอกโต ปวาเรนฺติ อนาปตฺติ ฯเปฯ เต ปุจฺฉนฺติ ปุจฺฉิตฺวา นาภิวิตรนฺติ อนภิวิตริตฺวา เอกโต ปวาเรนฺติ อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺส ฯ เต ปุจฺฉนฺติ ปุจฺฉิตฺวา นาภิวิตรนฺติ อนภิวิตริตฺวา ปาเฏกฺกํ ปวาเรนฺติ อนาปตฺติ ฯ {๒๔๑.๑} อิธ ปน ภิกฺขเว อาคนฺตุกา ภิกฺขู ปสฺสนฺติ อาวาสิเก ภิกฺขู สมานสํวาสเก ฯ เต นานาสํวาสกทิฏฺฐึ ปฏิลภนฺติ นานาสํวาสกทิฏฺฐึ ปฏิลภิตฺวา น ปุจฺฉนฺติ อปุจฺฉิตฺวา เอกโต ปวาเรนฺติ อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺส ฯเปฯ เต ปุจฺฉนฺติ ปุจฺฉิตฺวา อภิวิตรนฺติ อภิวิตริตฺวา ปาเฏกฺกํ ปวาเรนฺติ อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺส ฯ เต ปุจฺฉนฺติ ปุจฺฉิตฺวา อภิวิตรนฺติ อภิวิตริตฺวา เอกโต ปวาเรนฺติ อนาปตฺติ ฯ เต ปุจฺฉนฺติ ปุจฺฉิตฺวา นาภิวิตรนฺติ อนภิวิตริตฺวา ปาเฏกฺกํ ปวาเรนฺติ อนาปตฺติ ฯ {๒๔๑.๒} อิธ ปน ภิกฺขเว อาวาสิกา ภิกฺขู ปสฺสนฺติ อาคนฺตุเก ภิกฺขู นานาสํวาสเก ฯ เต สมานสํวาสกทิฏฺฐึ ปฏิลภนฺติ สมานสํวาสกทิฏฺฐึ ปฏิลภิตฺวา น ปุจฺฉนฺติ อปุจฺฉิตฺวา เอกโต ปวาเรนฺติ อนาปตฺติ ฯเปฯ เต ปุจฺฉนฺติ ปุจฺฉิตฺวา นาภิวิตรนฺติ อนภิวิตริตฺวา เอกโต ปวาเรนฺติ อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺส ฯ เต ปุจฺฉนฺติ ปุจฺฉิตฺวา นาภิวิตรนฺติ อนภิวิตริตฺวา ปาเฏกฺกํ ปวาเรนฺติ อนาปตฺติ ฯ {๒๔๑.๓} อิธ ปน ภิกฺขเว อาวาสิกา ภิกฺขู ปสฺสนฺติ อาคนฺตุเก ภิกฺขู สมานสํวาสเก ฯ เต นานาสํวาสกทิฏฺฐึ ปฏิลภนฺติ นานาสํวาสกทิฏฺฐึ ปฏิลภิตฺวา น ปุจฺฉนฺติ อปุจฺฉิตฺวา เอกโต ปวาเรนฺติ อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺส ฯเปฯ เต ปุจฺฉนฺติ ปุจฺฉิตฺวา อภิวิตรนฺติ อภิวิตริตฺวา ปาเฏกฺกํ ปวาเรนฺติ อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺส ฯ เต ปุจฺฉนฺติ ปุจฺฉิตฺวา อภิวิตรนฺติ อภิวิตริตฺวา เอกโต ปวาเรนฺติ อนาปตฺติ ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็พวกภิกษุอาคันตุกะในศาสนานี้ได้เห็นพวกภิกษุเจ้าถิ่นซึ่ง เป็นนานาสังวาส. พวกเธอกลับได้ความเห็นว่าเป็นสมานสังวาส ครั้นแล้วก็ไม่ไต่ถาม ครั้นแล้วจึงปวารณาร่วมกัน ไม่ต้องอาบัติ. .... พวกเธอได้ไต่ถาม ครั้นไต่ถามแล้วไม่รังเกียจ ครั้นแล้วปวารณาร่วมกัน ต้องอาบัติทุกกฏ. .... พวกเธอได้ไต่ถาม ครั้นไต่ถามแล้วไม่รังเกียจ ครั้นแล้วแยกกันปวารณา ไม่ต้องอาบัติ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง พวกภิกษุอาคันตุกะในศาสนานี้ได้เห็นพวกภิกษุเจ้าถิ่นซึ่งเป็นสมานสังวาส. พวกเธอกลับได้ความเห็นว่าเป็นนานาสังวาส ครั้นแล้วก็ไม่ไต่ถาม ครั้นแล้วปวารณาร่วมกัน ต้องอาบัติทุกกฏ. .... พวกเธอได้ไต่ถาม ครั้นไต่ถามแล้วรังเกียจ ครั้นแล้วแยกกันปวารณา ต้องอาบัติทุกกฏ. .... พวกเธอได้ไต่ถาม ครั้นไต่ถามแล้วรังเกียจ ครั้นแล้วปวารณาร่วมกัน ไม่ต้องอาบัติ. .... พวกเธอได้ไต่ถาม ครั้นไต่ถามแล้วไม่รังเกียจ ครั้นแล้วแยกกันปวารณา ไม่ต้องอาบัติ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง พวกภิกษุเจ้าถิ่นในศาสนานี้ได้เห็นพวกภิกษุอาคันตุกะซึ่งเป็นนานาสังวาส. พวกเธอกลับได้ความเห็นว่าเป็นสมานสังวาส ครั้นแล้วก็ไม่ไต่ถาม ครั้นแล้วปวารณาร่วมกัน ไม่ต้องอาบัติ. .... พวกเธอได้ไต่ถาม ครั้นไต่ถามแล้ว ไม่รังเกียจ ครั้นแล้วปวารณาร่วมกัน ต้องอาบัติทุกกฏ. .... พวกเธอได้ไต่ถาม ครั้นไต่ถามแล้วไม่รังเกียจ ครั้นแล้วแยกกันปวารณา ไม่ต้องอาบัติ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง พวกภิกษุเจ้าถิ่นในศาสนานี้เห็นพวกภิกษุอาคันตุกะซึ่งเป็นสมานสังวาส. พวกเธอกลับได้ความเห็นว่าเป็นนานาสังวาส ครั้นแล้วก็ไม่ไต่ถาม ครั้นแล้วปวารณาร่วมกัน ต้องอาบัติทุกกฏ. .... พวกเธอได้ไต่ถาม ครั้นไต่ถามแล้วรังเกียจ ครั้นแล้วแยกกันปวารณา ต้องอาบัติทุกกฏ. .... พวกเธอได้ไต่ถาม ครั้นไต่ถามแล้วรังเกียจ ครั้นแล้วปวารณาร่วมกัน ไม่ต้องอาบัติ.

ฉบับมหาจุฬาฯ

ชั้นตัวบทพุทธพจน์

หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน

เปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

๑๓๔. ทิวสนานัตตะ ว่าด้วยการนับวันปวารณาต่างกัน

ข้อ ๒๒๘

ภิกษุทั้งหลาย ก็ในกรณีนี้ วันปวารณาของภิกษุที่อยู่ในอาวาส เป็นวัน ๑๔ ค่ำ ของภิกษุอาคันตุกะเป็นวัน ๑๕ ค่ำ ถ้าพวกภิกษุที่อยู่ในอาวาสมีจำนวนมากกว่า พวกภิกษุอาคันตุกะพึงอนุวัตรตามพวกภิกษุที่อยู่ในอาวาส ถ้ามีจำนวนเท่ากัน พวกภิกษุอาคันตุกะพึงอนุวัตรตามพวกภิกษุที่อยู่ในอาวาส ถ้าพวกภิกษุอาคันตุกะมีจำนวนมากกว่า พวกภิกษุที่อยู่ในอาวาสพึงอนุวัตรตามพวกภิกษุอาคันตุกะ ภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ในกรณีนี้ วันปวารณาของภิกษุที่อยู่ในอาวาส เป็นวัน๑๕ ค่ำ ของพวกภิกษุอาคันตุกะเป็นวัน ๑๔ ค่ำ ถ้าพวกภิกษุที่อยู่ในอาวาสมี จำนวนมากกว่า พวกภิกษุอาคันตุกะ พึงอนุวัตรตามพวกภิกษุที่อยู่ในอาวาส ถ้ามีจำนวนเท่ากัน พวกภิกษุอาคันตุกะ พึงอนุวัตรตามภิกษุที่อยู่ในอาวาส ถ้าพวก@เชิงอรรถ : @ ดูข้อ ๑๗๗ หน้า ๒๗๙ (เชิงอรรถ)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๔ หน้า : ๓๖๕}

พระวินัยปิฎก มหาวรรค [๔. ปวารณาขันธกะ] ๑๓๕. ลิงคาทิทัสสนะ ภิกษุอาคันตุกะ มีจำนวนมากกว่า พวกภิกษุที่อยู่ในอาวาส พึงอนุวัตรตามพวกภิกษุอาคันตุกะ ภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ในกรณีนี้ วันปวารณาของภิกษุที่อยู่ในอาวาส เป็นวันแรม๑ ค่ำ ของภิกษุอาคันตุกะเป็นวัน ๑๕ ค่ำ ถ้าพวกภิกษุที่อยู่ในอาวาส มีจำนวนมากกว่า พวกภิกษุที่อยู่ในอาวาสไม่ปรารถนา ก็ไม่พึงให้ความพร้อมเพรียงแก่พวกภิกษุอาคันตุกะ พวกภิกษุอาคันตุกะ พึงไปนอกสีมาปวารณาเถิด ถ้ามีจำนวนเท่ากัน พวกภิกษุที่อยู่ในอาวาสไม่ปรารถนา ก็ไม่พึงให้ความพร้อมเพรียงแก่พวกภิกษุอาคันตุกะ พวกภิกษุอาคันตุกะ พึงไปนอกสีมาปวารณาเถิด ถ้าพวกภิกษุอาคันตุกะ มีจำนวนมากกว่า พวกภิกษุที่อยู่ในอาวาสพึงให้ความพร้อมเพรียงแก่พวกภิกษุอาคันตุกะ หรือไปนอกสีมา ภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ในกรณีนี้ วันปวารณาของพวกภิกษุที่อยู่ในอาวาส เป็นวัน๑๕ ค่ำ ของพวกภิกษุอาคันตุกะเป็นวันแรม ๑ ค่ำ ถ้าพวกภิกษุที่อยู่ในอาวาสมีจำนวนมากกว่า พวกภิกษุอาคันตุกะพึงให้ความพร้อมเพรียงแก่พวกภิกษุที่อยู่ในอาวาส หรือไปนอกสีมา ถ้ามีจำนวนเท่ากัน พวกภิกษุอาคันตุกะพึงให้ความพร้อมเพรียงแก่พวกภิกษุที่อยู่ในอาวาส หรือไปนอกสีมา ถ้าพวกภิกษุอาคันตุกะ มีจำนวนมากกว่า พวกภิกษุอาคันตุกะไม่ปรารถนา ก็ไม่พึงให้ความพร้อมเพรียงแก่พวกภิกษุที่อยู่ในอาวาส พวกภิกษุที่อยู่ในอาวาสพึงไปนอกสีมาปวารณาเถิด ๑๓๕. ลิงคาทิทัสสนะ ว่าด้วยการเห็นลักษณะเป็นต้น เรื่องลักษณะของภิกษุที่อยู่ในอาวาส

ข้อ ๒๒๙

ภิกษุทั้งหลาย ก็ในกรณีนี้ พวกภิกษุอาคันตุกะได้เห็นอาการของ ภิกษุที่อยู่ในอาวาส ลักษณะของภิกษุที่อยู่ในอาวาส เครื่องหมายของภิกษุที่อยู่ใน

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๔ หน้า : ๓๖๖}

พระวินัยปิฎก มหาวรรค [๔. ปวารณาขันธกะ] ๑๓๕. ลิงคาทิทัสสนะ อาวาส สิ่งส่อแสดงภิกษุที่อยู่ในอาวาสของพวกภิกษุที่อยู่ในอาวาส เตียง ตั่ง ฟูกหมอน น้ำฉัน น้ำใช้ จัดไว้ดี บริเวณกวาดสะอาด ครั้นแล้ว ไม่แน่ใจว่า “มีพวกภิกษุที่อยู่ในอาวาสอยู่หรือไม่มีหนอ” ภิกษุเหล่านั้นไม่แน่ใจแต่ไม่ค้นหา ปวารณา ต้องอาบัติทุกกฏ ภิกษุเหล่านั้นไม่แน่ใจจึงค้นหา แต่ไม่พบ ปวารณา ไม่ต้องอาบัติ ภิกษุเหล่านั้นไม่แน่ใจจึงค้นหาจนพบ ปวารณาร่วมกัน ไม่ต้องอาบัติ ภิกษุเหล่านั้นไม่แน่ใจจึงค้นหาจนพบ แยกกันปวารณา ต้องอาบัติทุกกฏ ภิกษุเหล่านั้นไม่แน่ใจจึงค้นหาจนพบ มุ่งความแตกร้าวว่า “ขอภิกษุเหล่านั้นจงเสื่อมสูญ จงพินาศ ภิกษุเหล่านั้นจะมีประโยชน์อะไร” ปวารณา ต้องอาบัติถุลลัจจัย ภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ในกรณีนี้ พวกภิกษุอาคันตุกะได้ยินอาการของภิกษุที่ อยู่ในอาวาส ลักษณะของภิกษุที่อยู่ในอาวาส เครื่องหมายของภิกษุที่อยู่ในอาวาสสิ่งส่อแสดงภิกษุที่อยู่ในอาวาสของพวกภิกษุที่อยู่ในอาวาส ได้ยินเสียงเท้าของพวกภิกษุที่อยู่ในอาวาสกำลังจงกรม เสียงสาธยาย เสียงไอ เสียงจาม ครั้นแล้วไม่แน่ใจว่า “มีพวกภิกษุที่อยู่ในอาวาสอยู่หรือไม่มีหนอ” ภิกษุเหล่านั้นไม่แน่ใจ แต่ไม่ค้นหา ปวารณา ต้องอาบัติทุกกฏ ภิกษุเหล่านั้นไม่แน่ใจจึงค้นหา แต่ไม่พบ ปวารณา ไม่ต้องอาบัติ ภิกษุเหล่านั้นไม่แน่ใจจึงค้นหาจนพบ ปวารณาร่วมกัน ไม่ต้องอาบัติ ภิกษุเหล่านั้นไม่แน่ใจจึงค้นหาจนพบ แยกกันปวารณา ต้องอาบัติทุกกฏ ภิกษุเหล่านั้นไม่แน่ใจจึงค้นหาจนพบ มุ่งความแตกร้าวว่า “ขอภิกษุเหล่านั้นจงเสื่อมสูญ จงพินาศ ภิกษุเหล่านั้นจะมีประโยชน์อะไร” ปวารณา ต้องอาบัติถุลลัจจัย ภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ในกรณีนี้ พวกภิกษุที่อยู่ในอาวาสได้เห็นอาการของ พวกภิกษุอาคันตุกะ ลักษณะของพวกภิกษุอาคันตุกะ เครื่องหมายของพวกภิกษุ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๔ หน้า : ๓๖๗}

พระวินัยปิฎก มหาวรรค [๔. ปวารณาขันธกะ] ๑๓๕. ลิงคาทิทัสสนะ อาคันตุกะ สิ่งส่อแสดงพวกภิกษุอาคันตุกะของพวกภิกษุอาคันตุกะ ได้เห็นบาตรจีวร ผ้านิสีทนะ รอยน้ำล้างเท้า อันเป็นของพวกภิกษุพวกอื่น ครั้นแล้ว ไม่แน่ใจว่า“มีพวกภิกษุอาคันตุกะอยู่หรือไม่มีหนอ” ภิกษุเหล่านั้นไม่แน่ใจ แต่ไม่ค้นหา ปวารณา ต้องอาบัติทุกกฏ ภิกษุเหล่านั้นไม่แน่ใจจึงค้นหา แต่ไม่พบ ปวารณา ไม่ต้องอาบัติ ภิกษุเหล่านั้นไม่แน่ใจจึงค้นหาจนพบ ปวารณาร่วมกัน ไม่ต้องอาบัติ ภิกษุเหล่านั้นไม่แน่ใจจึงค้นหาจนพบ แยกกันปวารณา ต้องอาบัติทุกกฏ ภิกษุเหล่านั้นไม่แน่ใจจึงค้นหาจนพบ มุ่งความแตกร้าวว่า “ขอภิกษุเหล่านั้นจงเสื่อมสูญ จงพินาศ ภิกษุเหล่านั้นจะมีประโยชน์อะไร” ปวารณา ต้องอาบัติถุลลัจจัย ภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ในกรณีนี้ พวกภิกษุที่อยู่ในอาวาสได้ยินอาการของ อาคันตุกะ ลักษณะของพวกภิกษุอาคันตุกะ เครื่องหมายของพวกภิกษุอาคันตุกะสิ่งส่อแสดงพวกภิกษุอาคันตุกะของพวกภิกษุอาคันตุกะ ได้ยินเสียงเท้าของพวกภิกษุอาคันตุกะกำลังเดินมา เสียงรองเท้ากระทบพื้น เสียงไอ เสียงจาม ครั้นแล้วไม่แน่ใจว่า “มีพวกภิกษุอาคันตุกะอยู่หรือไม่มีหนอ” ภิกษุเหล่านั้นไม่แน่ใจ แต่ไม่ค้นหา ปวารณา ต้องอาบัติทุกกฏ ภิกษุเหล่านั้นไม่แน่ใจจึงค้นหา แต่ไม่พบ ปวารณา ไม่ต้องอาบัติ ภิกษุเหล่านั้นไม่แน่ใจจึงค้นหาจนพบ ปวารณาร่วมกัน ไม่ต้องอาบัติ ภิกษุเหล่านั้นไม่แน่ใจจึงค้นหาจนพบ แยกกันปวารณา ต้องอาบัติทุกกฏ ภิกษุเหล่านั้นไม่แน่ใจจึงค้นหาจนพบ มุ่งความแตกร้าวว่า “ขอภิกษุเหล่านั้นจงเสื่อมสูญ จงพินาศ ภิกษุเหล่านั้นจะมีประโยชน์อะไร” ปวารณา ต้องอาบัติถุลลัจจัย

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๔ หน้า : ๓๖๘}

พระวินัยปิฎก มหาวรรค [๔. ปวารณาขันธกะ] ๑๓๖. นานาสังวาสกาทิปวารณา ๑๓๖. นานาสังวาสกาทิปวารณา ว่าด้วยภิกษุผู้เป็นนานาสังวาสเป็นต้นปวารณา เรื่องภิกษุ ๒ สังวาสปวารณา

ข้อ ๒๓๐

ภิกษุทั้งหลาย ก็ในกรณีนี้ พวกภิกษุอาคันตุกะเห็นพวกภิกษุที่อยู่ใน อาวาสผู้เป็นนานาสังวาส เข้าใจว่าเป็นสมานสังวาส ไม่ไต่ถาม ปวารณาร่วมกันไม่ต้องอาบัติ ภิกษุอาคันตุกะเหล่านั้นไต่ถามแล้วไม่รังเกียจ ปวารณาร่วมกัน ต้องอาบัติทุกกฏ ภิกษุอาคันตุกะเหล่านั้นไต่ถามแล้วไม่รังเกียจ แยกกันปวารณา ไม่ต้องอาบัติ ภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ในกรณีนี้ พวกภิกษุอาคันตุกะเห็นพวกภิกษุที่อยู่ใน อาวาสผู้เป็นสมานสังวาส เข้าใจว่าเป็นนานาสังวาส ไม่ไต่ถาม ปวารณาร่วมกันต้องอาบัติทุกกฏ ภิกษุอาคันตุกะเหล่านั้นไต่ถามแล้วรังเกียจ แยกกันปวารณา ต้องอาบัติทุกกฏ ภิกษุอาคันตุกะเหล่านั้นไต่ถามแล้วรังเกียจ ปวารณาร่วมกัน ไม่ต้องอาบัติ ภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ในกรณีนี้ พวกภิกษุที่อยู่ในอาวาสเห็นพวกภิกษุ อาคันตุกะผู้เป็นนานาสังวาส เข้าใจว่าเป็นสมานสังวาส ไม่ไต่ถาม ปวารณาร่วมกันไม่ต้องอาบัติ ภิกษุอาคันตุกะเหล่านั้นไต่ถามแล้วไม่รังเกียจ ปวารณาร่วมกัน ต้องอาบัติทุกกฏ ภิกษุอาคันตุกะเหล่านั้นไต่ถามแล้วไม่รังเกียจ แยกกันปวารณา ไม่ต้องอาบัติ ภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ในกรณีนี้ พวกภิกษุที่อยู่ในอาวาสเห็นพวกภิกษุ อาคันตุกะผู้เป็นสมานสังวาส เข้าใจว่าเป็นนานาสังวาส ไม่ไต่ถาม ปวารณาร่วมกันต้องอาบัติทุกกฏ @เชิงอรรถ : @ นานาสังวาส ดูข้อ ๑๘๐ หน้า ๒๘๓ (เชิงอรรถ)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๔ หน้า : ๓๖๙}

พระวินัยปิฎก มหาวรรค [๔. ปวารณาขันธกะ] ๑๓๗. นคันตัพพวาร ภิกษุที่อยู่ในอาวาสเหล่านั้นไต่ถามแล้วรังเกียจ แยกกันปวารณา ต้องอาบัติทุกกฏ ภิกษุที่อยู่ในอาวาสเหล่านั้นไต่ถามแล้วรังเกียจ ปวารณาร่วมกัน ไม่ต้องอาบัติ

อรรถกถา

ชั้นตัวบทอรรถกถาอธิบายพระไตรปิฎกเปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

เนื้อความส่วนนี้ ศึกษาอรรถกถาได้จากข้อ ๒๒๔. -----------------------------------------------------

อรรถกถาที่มีมาก่อนหน้านี้ :- อรรถกถา มหาวรรค ภาค ๑ ปวารณาขันธกะ เรื่องภิกษุหลายรูปเป็นต้น

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/pali/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๔

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้docs/legal/PERMISSIONS.md#มจร

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสารdocs/legal/PERMISSIONS.md#อรรถกถา