SN 38.1

Nibbānapañhāsutta

The wanderer Jambukhādaka asks Sāriputta about extinguishment and the path to realize it.

ฉบับหลวงสูตรที่ ๑ - ๑๖

ข้อความไทยนี้คือ พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง ซึ่งแปลจากพระไตรปิฎกบาลีคนละฉบับกับบาลีที่แสดงอยู่ด้านล่าง จึงไม่ได้เรียงตรงกันบรรทัดต่อบรรทัด — อ่านเป็นสำนวนแปลอิสระอีกฉบับหนึ่ง

นิพพานสูตร

สมัยหนึ่ง ท่านพระสารีบุตรอยู่ ณ บ้านนาลคาม ในแคว้นมคธ ครั้งนั้นแล ปริพาชกชื่อว่าชัมพุขาทกะ เข้าไปหาท่านพระสารีบุตรถึงที่อยู่ได้ปราศรัยกับท่านพระสารีบุตร ครั้นผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้ว จึงนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้ถามท่านพระสารีบุตรว่า ดูกรท่านสารีบุตร ที่เรียกว่า นิพพานๆ ดังนี้ นิพพานเป็นไฉนหนอ ท่านพระสารีบุตรตอบว่า ดูกรผู้มีอายุ ความสิ้นราคะ ความสิ้นโทสะ ความสิ้นโมหะ นี้เรียกว่า นิพพาน ฯ

ช. ดูกรท่านผู้มีอายุ ก็มรรคามีอยู่หรือ ปฏิปทามีอยู่หรือ เพื่อกระทำนิพพานนั้น ให้แจ้ง ฯ

สา. มีอยู่ ผู้มีอายุ ฯ

ช. ดูกรท่านผู้มีอายุ ก็มรรคาเป็นไฉน ปฏิปทาเป็นไฉน เพื่อกระทำนิพพานนั้นให้แจ้ง ฯ

สา. ดูกรผู้มีอายุ อริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘ คือ ความเห็นชอบ ความดำริชอบ วาจาชอบ การงานชอบ เลี้ยงชีพชอบ เพียรชอบ ตั้งสติชอบตั้งใจชอบ นี้แลเป็นมรรคา เป็นปฏิปทาเพื่อกระทำนิพพานนั้นให้แจ้ง ฯ

ช. ดูกรท่านผู้มีอายุ มรรคาดีนัก ปฏิปทาดีนัก เพื่อกระทำนิพพานให้แจ้ง และเพียงพอเพื่อความไม่ประมาทนะ ท่านสารีบุตร ฯ

อรหัตตสูตร

ดูกรท่านสารีบุตร ที่เรียกว่า อรหัตๆ ดังนี้ อรหัตเป็นไฉน ฯ

สา. ดูกรผู้มีอายุ ธรรมเป็นที่สิ้นราคะ ธรรมเป็นที่สิ้นโทสะ ธรรมเป็นที่สิ้นโมหะ นี้เรียกว่า อรหัต ฯ

ช. ดูกรท่านผู้มีอายุ ก็มรรคามีอยู่หรือ ปฏิปทามีอยู่หรือ เพื่อกระทำอรหัตนั้นให้แจ้ง ฯ

สา. มีอยู่ ผู้มีอายุ ฯ

ช. ดูกรท่านผู้มีอายุ ก็มรรคาเป็นไฉน ปฏิปทาเป็นไฉน เพื่อกระทำอรหัตนั้นให้แจ้ง ฯ

สา. ดูกรผู้มีอายุ อริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘ คือ ความเห็นชอบ ฯลฯ ตั้งใจชอบ นี้แลเป็น มรรคา เป็นปฏิปทา เพื่อกระทำอรหัตนั้นให้แจ้ง ฯ

ช. ดูกรท่านผู้มีอายุ มรรคาดีนัก ปฏิปทาดีนัก เพื่อกระทำอรหัตนั้นให้แจ้ง และเพียง พอเพื่อความไม่ประมาท นะท่านสารีบุตร ฯ

ธรรมวาทีปัญหาสูตร

ดูกรท่านสารีบุตร ใครหนอเป็นธรรมวาทีในโลก ใครเป็นผู้ปฏิบัติดีในโลก ใครเป็นผู้ไปดีแล้วในโลก ฯ

สา. ดูกรผู้มีอายุ ท่านผู้ใดแสดงธรรมเพื่อละราคะ โทสะ โมหะ ท่านผู้นั้นเป็นธรรมวาทีในโลก อนึ่ง ท่านผู้ใดปฏิบัติเพื่อละราคะ โทสะ โมหะ ท่านผู้นั้นเป็นผู้ปฏิบัติดีในโลก ราคะ โทสะ โมหะ อันท่านผู้ใดละแล้ว ถอนรากเสียแล้วทำให้เป็นดังตาลยอดด้วน กระทำไม่ให้มี ไม่ให้เกิดขึ้นต่อไปเป็นธรรมดา ท่านผู้นั้นเป็นผู้ไปดีแล้วในโลก ฯ

ช. ดูกรท่านผู้มีอายุ มรรคามีอยู่หรือ ปฏิปทามีอยู่หรือ เพื่อละราคะโทสะ โมหะนั้น ฯ

สา. มีอยู่ ผู้มีอายุ ฯ

ช. ดูกรท่านผู้มีอายุ ก็มรรคาเป็นไฉน ปฏิปทาเป็นไฉน เพื่อละราคะโทสะ โมหะ นั้น ฯ

สา. อริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘ คือ ความเห็นชอบ ฯลฯ ตั้งใจชอบ นี้แลเป็น มรรคา เป็นปฏิปทาเพื่อละราคะ โทสะ โมหะนั้น ฯ

ช. ดูกรท่านผู้มีอายุ มรรคาดีนัก ปฏิปทาดีนัก เพื่อละราคะ โทสะโมหะนั้น และเพียงพอเพื่อความไม่ประมาท นะท่านสารีบุตร ฯ

กิมัตถิยสูตร

ว่าด้วยประโยชน์แห่งการประพฤติพรหมจรรย์

ดูกรท่านสารีบุตร ท่านอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ในพระสมณะโคดม เพื่อประโยชน์อะไร ฯ

สา. ดูกรผู้มีอายุ เราอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ในพระผู้มีพระภาคเพื่อกำหนดรู้ทุกข์ ฯ

ช. ดูกรท่านผู้มีอายุ มรรคามีอยู่หรือ ปฏิปทามีอยู่หรือ เพื่อกำหนดรู้ทุกข์นั้น ฯ

สา. มีอยู่ ผู้มีอายุ ฯ

ช. ดูกรท่านผู้มีอายุ ก็มรรคาเป็นไฉน ปฏิปทาเป็นไฉน เพื่อกำหนดรู้ทุกข์นั้น ฯ

สา. ดูกรผู้มีอายุ อริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘ คือ ความเห็นชอบ ฯลฯ ตั้งใจชอบ นี้แลเป็นมรรคา เป็นปฏิปทา เพื่อกำหนดรู้ทุกข์นั้น ฯ

ช. ดูกรท่านผู้มีอายุ มรรคาดีนัก ปฏิปทาดีนัก เพื่อกำหนดรู้ทุกข์นั้นและเพียงพอ เพื่อความไม่ประมาท นะท่านสารีบุตร ฯ

ดูกรท่านสารีบุตร ที่เรียกว่า ถึงความโล่งใจๆ ดังนี้ ด้วยเหตุเพียงเท่าไรหนอแล จึงจะชื่อว่าถึงความโล่งใจ ฯ

สา. ดูกรผู้มีอายุ เมื่อไรภิกษุย่อมรู้ความเกิด ความดับ คุณ โทษ และอุบายเครื่องสลัดออกแห่งผัสสายตนะ ๖ ตามความเป็นจริง ด้วยเหตุเพียงเท่านี้แล จึงจะชื่อว่าถึงความโล่ง ใจ ฯ

ช. ดูกรท่านผู้มีอายุ ก็มรรคามีอยู่หรือ ปฏิปทามีอยู่หรือ เพื่อกระทำความโล่งใจนั้น ให้แจ้ง ฯ

สา. มีอยู่ ผู้มีอายุ ฯ

อัสสาสสูตร

ช. ดูกรท่านผู้มีอายุ ก็มรรคาเป็นไฉน ปฏิปทาเป็นไฉน เพื่อกระทำความโล่งใจนั้นให้แจ้ง ฯ

สา. อริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘ คือ ความเห็นชอบ ฯลฯ ตั้งใจชอบ นี้แลเป็นมรรคา เป็นปฏิปทา เพื่อกระทำความโล่งใจนั้นให้แจ้ง ฯ

ช. ดูกรท่านผู้มีอายุ มรรคาดีนัก ปฏิปทาดีนัก เพื่อกระทำความโล่งใจนั้นให้แจ้ง และเพียงพอเพื่อความไม่ประมาท นะท่านสารีบุตร ฯ

ปรมัสสาสัปปัตตสูตร

ว่าด้วยผู้มีความโล่งใจยิ่ง

ดูกรท่านสารีบุตร ที่เรียกว่า ถึงความโล่งใจอย่างยิ่งๆ ดังนี้ ด้วยเหตุเพียงเท่าไรหนอแล จึงจะชื่อว่าถึงความโล่งใจอย่างยิ่ง ฯ

สา. ดูกรผู้มีอายุ เมื่อไรภิกษุรู้ความเกิด ความดับ คุณ โทษ และอุบายเครื่องสลัดออกแห่งผัสสายตนะ ๖ ตามความเป็นจริงแล้ว เป็นผู้หลุดพ้นเพราะไม่ถือมั่น ด้วยเหตุเพียงเท่านี้แล จึงจะชื่อว่าถึงความโล่งใจอย่างยิ่ง ฯ

ช. ดูกรท่านผู้มีอายุ ก็มรรคามีอยู่หรือ ปฏิปทามีอยู่หรือ เพื่อกระทำความโล่งใจอย่างยิ่งนั้นให้แจ้ง ฯ

สา. มีอยู่ ผู้มีอายุ ฯ

ช. ดูกรท่านผู้มีอายุ ก็มรรคาเป็นไฉน ปฏิปทาเป็นไฉน เพื่อกระทำความโล่งใจ อย่างยิ่งนั้นให้แจ้ง ฯ

สา. ดูกรผู้มีอายุ อริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘ คือ ความเห็นชอบ ฯลฯ ตั้งใจชอบ นี้แลเป็นมรรคา เป็นปฏิปทา เพื่อกระทำความโล่งใจอย่างยิ่งนั้นให้แจ้ง ฯ

ช. ดูกรท่านผู้มีอายุ มรรคาดีนัก ปฏิปทาดีนัก เพื่อกระทำความโล่งใจอย่างยิ่งนั้นให้แจ้ง และเพียงพอเพื่อความไม่ประมาท นะท่านสารีบุตร ฯ

เวทนาปัญหาสูตร

ว่าด้วยปัญหาเรื่องเวทนา

ดูกรท่านสารีบุตร ที่เรียกว่า เวทนาๆ ดังนี้ เวทนาเป็นไฉนหนอ ฯ

สา. ดูกรผู้มีอายุ เวทนา ๓ อย่างนี้ ๓ อย่างเป็นไฉน คือ สุขเวทนา ทุกขเวทนา อทุกขมสุขเวทนา เวทนา ๓ อย่าง นี้แล ฯ

ช. ดูกรท่านผู้มีอายุ ก็มรรคามีอยู่หรือ ปฏิปทามีอยู่หรือ เพื่อกำหนดรู้เวทนา ๓ อย่างนั้น ฯ

สา. มีอยู่ ผู้มีอายุ ฯ

ช. ดูกรท่านผู้มีอายุ ก็มรรคาเป็นไฉน ปฏิปทาเป็นไฉน เพื่อกำหนดรู้เวทนา ๓ อย่างนั้น ฯ

สา. ดูกรผู้มีอายุ อริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘ คือความเห็นชอบ ฯลฯ ตั้งใจชอบ นี้แลเป็นมรรคา เป็นปฏิปทา เพื่อกำหนดรู้เวทนา ๓ อย่างนั้น ฯ

ช. ดูกรท่านผู้มีอายุ มรรคาดีนัก ปฏิปทาดีนัก เพื่อกำหนดรู้เวทนา ๓ อย่างนั้น และเพียงพอเพื่อความไม่ประมาท นะท่านสารีบุตร ฯ

อาสวปัญหาสูตร

ว่าด้วยเรื่องอาสวะ

ดูกรท่านสารีบุตร ที่เรียกว่า อาสวะๆ ดังนี้ อาสวะเป็นไฉนหนอ ฯ

สา. ดูกรผู้มีอายุ อาสวะ ๓ อย่างนี้ คือ กามาสวะ ภวาสวะ อวิชชาสวะ อาสวะ ๓ อย่างนี้แล ฯ

ช. ดูกรท่านผู้มีอายุ ก็มรรคามีอยู่หรือ ปฏิปทามีอยู่หรือ เพื่อละอาสวะเหล่านั้น ฯ

สา. มีอยู่ ผู้มีอายุ ฯ

ช. ดูกรท่านผู้มีอายุ ก็มรรคาเป็นไฉน ปฏิปทาเป็นไฉน เพื่อละอาสวะเหล่านั้น ฯ

สา. ดูกรผู้มีอายุ อริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘ คือ ความเห็นชอบ ฯลฯ ตั้งใจชอบ นี้แลเป็นมรรคา เป็นปฏิปทา เพื่อละอาสวะเหล่านั้น ฯ

ช. ดูกรท่านผู้มีอายุ มรรคาดีนัก ปฏิปทาดีนัก เพื่อละอาสวะเหล่านั้นและเพียงพอเพื่อความไม่ประมาท นะท่านสารีบุตร ฯ

อวิชชาสูตร

ดูกรท่านสารีบุตร ที่เรียกว่า อวิชชาๆ ดังนี้ อวิชชาเป็นไฉนหนอ ฯ

สา. ดูกรผู้มีอายุ ความไม่รู้ในทุกข์ ในเหตุเกิดแห่งทุกข์ ในความดับทุกข์ ในปฏิปทาเครื่องให้ถึงความดับทุกข์ นี้เรียกว่าอวิชชา ฯ

ช. ดูกรท่านผู้มีอายุ ก็มรรคามีอยู่หรือ ปฏิปทามีอยู่หรือ เพื่อละอวิชชาเหล่านั้น ฯ

สา. มีอยู่ ผู้มีอายุ ฯ

ช. ดูกรท่านผู้มีอายุ ก็มรรคาเป็นไฉน ปฏิปทาเป็นไฉน เพื่อละอวิชชาเหล่านั้น ฯ

สา. ดูกรผู้มีอายุ อริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘ คือ ความเห็นชอบ ฯลฯ ตั้งใจชอบ นี้แลเป็นมรรคา เป็นปฏิปทา เพื่อละอวิชชาเหล่านั้น ฯ

ช. ดูกรท่านผู้มีอายุ มรรคาดีนัก ปฏิปทาดีนัก เพื่อละอวิชชาเหล่านั้น และเพียงพอเพื่อความไม่ประมาท นะท่านสารีบุตร ฯ

ตัณหาปัญหาสูตร

ดูกรท่านสารีบุตร ที่เรียกว่า ตัณหาๆ ดังนี้ ตัณหาเป็นไฉนหนอ ฯ

สา. ดูกรผู้มีอายุ ตัณหา ๓ ประการนี้ คือ กามตัณหา ภวตัณหาวิภวตัณหา ตัณหา ๓ ประการนี้แล ฯ

สา. ดูกรท่านผู้มีอายุ อริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘ คือ ความเห็นชอบ ฯลฯ ตั้งใจชอบ นี้แลเป็นมรรคา เป็นปฏิปทา เพื่อละตัณหาเหล่านั้น ฯ

ช. ดูกรท่านผู้มีอายุ มรรคาดีนัก ปฏิปทาดีนัก เพื่อละตัณหาเหล่านั้น และเพียงพอเพื่อความไม่ประมาท นะท่านสารีบุตร ฯ

โอฆสูตร

ดูกรท่านสารีบุตร ที่เรียกว่า โอฆะๆ ดังนี้ โอฆะเป็นไฉนหนอ ฯ

สา. ดูกรผู้มีอายุ โอฆะ ๔ ประการนี้ คือ กาโมฆะ ภโวฆะ ทิฏโฐฆะ อวิชโชฆะ โอฆะ ๔ ประการนี้แล ฯ

ช. ดูกรท่านผู้มีอายุ ก็มรรคามีอยู่หรือ ปฏิปทามีอยู่หรือ เพื่อละโอฆะเหล่านั้น ฯ

สา. มีอยู่ ผู้มีอายุ ฯ

ช. ดูกรท่านผู้มีอายุ ก็มรรคาเป็นไฉน ปฏิปทาเป็นไฉน เพื่อละโอฆะเหล่านั้น ฯ

สา. ดูกรผู้มีอายุ อริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘ คือ ความเห็นชอบ ฯลฯ ตั้งใจชอบ นี้แลเป็นมรรคา เป็นปฏิปทา เพื่อละโอฆะเหล่านั้น ฯ

ช. ดูกรท่านผู้มีอายุ มรรคาดีนัก ปฏิปทาดีนัก เพื่อละโอฆะเหล่านั้นและเพียงพอเพื่อความไม่ประมาท นะท่านสารีบุตร ฯ

อุปาทานสูตร

ดูกรท่านสารีบุตร ที่เรียกว่า อุปาทานๆ ดังนี้ อุปาทานเป็นไฉนหนอ ฯ

สา. ดูกรผู้มีอายุ อุปาทาน ๔ ประการนี้ คือ กามุปาทาน ทิฏฐุปาทาน สีลัพพตุปาทาน อัตตวาทุปาทาน อุปาทาน ๔ ประการนี้แล ฯ

ช. ดูกรท่านผู้มีอายุ ก็มรรคามีอยู่หรือ ปฏิปทามีอยู่หรือ เพื่อละอุปาทานเหล่านั้น ฯ

สา. มีอยู่ ผู้มีอายุ ฯ

ช. ดูกรท่านผู้มีอายุ ก็มรรคาเป็นไฉน ปฏิปทาเป็นไฉน เพื่อละอุปาทานเหล่านั้น ฯ

สา. ดูกรผู้มีอายุ อริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘ คือ ความเห็นชอบฯลฯ ตั้งใจชอบ นี้แลเป็นมรรคา เป็นปฏิปทา เพื่อละอุปาทานเหล่านั้น ฯ

ช. ดูกรท่านผู้มีอายุ มรรคาดีนัก ปฏิปทาดีนัก เพื่อละอุปาทานเหล่านั้นและเพียงพอเพื่อความไม่ประมาท นะท่านสารีบุตร ฯ

อภวสูตร

ดูกรท่านสารีบุตร ที่เรียกว่า ภพๆ ดังนี้ ภพเป็นไฉนหนอ ฯ

สา. ดูกรผู้มีอายุ ภพ ๓ เหล่านี้ คือ กามภพ รูปภพ อรูปภพภพ ๓ เหล่านี้แล ฯ

ช. ดูกรท่านผู้มีอายุ ก็มรรคามีอยู่หรือ ปฏิปทามีอยู่หรือ เพื่อกำหนดรู้ภพเหล่านั้น ฯ

สา. มีอยู่ ผู้มีอายุ ฯ

ช. ดูกรท่านผู้มีอายุ ก็มรรคาเป็นไฉน ปฏิปทาเป็นไฉน เพื่อกำหนดรู้ภพเหล่านั้น ฯ

สา. ดูกรผู้มีอายุ อริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘ คือ ความเห็นชอบ ฯลฯ ตั้งใจชอบ นี้แลเป็นมรรคา เป็นปฏิปทา เพื่อกำหนดรู้ภพเหล่านั้น ฯ

ช. ดูกรท่านผู้มีอายุ มรรคาดีนัก ปฏิปทาดีนัก เพื่อกำหนดรู้ภพเหล่านั้น และเพียงพอ เพื่อความไม่ประมาท นะท่านสารีบุตร ฯ

ทุกขสูตร

ดูกรท่านสารีบุตร ที่เรียกว่า ทุกข์ๆ ดังนี้ ทุกข์เป็นไฉนหนอ ฯ

สา. ดูกรผู้มีอายุ สภาพทุกข์ ๓ ประการนี้ คือ สภาพทุกข์คือทุกข์ สภาพทุกข์คือสังขาร สภาพทุกข์คือความแปรปรวน สภาพทุกข์ ๓ ประการนี้แล ฯ

ช. ดูกรท่านผู้มีอายุ ก็มรรคามีอยู่หรือ ปฏิปทามีอยู่หรือ เพื่อกำหนดรู้สภาพทุกข์เหล่านั้น ฯ

สา. มีอยู่ ผู้มีอายุ ฯ

ช. ดูกรท่านผู้มีอายุ ก็มรรคาเป็นไฉน ปฏิปทาเป็นไฉน เพื่อกำหนดรู้สภาพทุกข์เหล่านั้น ฯ

สา. ดูกรผู้มีอายุ อริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘ คือความเห็นชอบ ฯลฯ ตั้งใจชอบ นี้แลเป็นมรรคา เป็นปฏิปทา เพื่อกำหนดรู้สภาพทุกข์เหล่านั้น ฯ

ช. ดูกรท่านผู้มีอายุ มรรคาดีนัก ปฏิปทาดีนัก เพื่อกำหนดรู้สภาพทุกข์เหล่านั้น และเพียงพอเพื่อความไม่ประมาท นะท่านสารีบุตร ฯ

สักกายสูตร

ดูกรท่านสารีบุตร ที่เรียกว่า สักกายะๆ ดังนี้ สักกายะเป็นไฉนหนอ ฯ

สา. ดูกรผู้มีอายุ อุปาทานขันธ์ ๕ ประการนี้แล พระผู้มีพระภาคตรัสว่าสักกายะ

ช. ดูกรท่านผู้มีอายุ ก็มรรคามีอยู่หรือ ปฏิปทามีอยู่หรือ เพื่อกำหนดรู้สักกายะนั้น ฯ

สา. มีอยู่ ผู้มีอายุ

ช. ดูกรท่านผู้มีอายุ ก็มรรคาเป็นไฉน ปฏิปทาเป็นไฉน เพื่อกำหนดรู้สักกายะนั้น ฯ

สา. ดูกรท่านผู้มีอายุ อริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘ คือความเห็นชอบ ฯลฯ ตั้งใจชอบ นี้แลเป็นมรรคา เป็นปฏิปทา เพื่อกำหนดรู้สักกายะนั้น ฯ

ช. ดูกรท่านผู้มีอายุ มรรคาดีนัก ปฏิปทาดีนัก เพื่อกำหนดรู้สักกายะนั้น และเพียงพอเพื่อความไม่ประมาท นะท่านสารีบุตร ฯ

ทุกกรสูตร

ดูกรท่านสารีบุตร อะไรหนอ เป็นการยากที่จะกระทำได้ในธรรมวินัยนี้ ฯ

สา. บรรพชา ผู้มีอายุ ฯ

ช. ดูกรท่านผู้มีอายุ ก็สิ่งอะไรอันบุคคลผู้บวชแล้ว กระทำได้โดยยาก ฯ

สา. ความยินดียิ่ง ผู้มีอายุ ฯ

ช. ดูกรท่านผู้มีอายุ ก็สิ่งอะไร อันภิกษุผู้ยินดียิ่งแล้วกระทำได้โดยยาก ฯ

สา. การปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ผู้มีอายุ

ช. ดูกรท่านผู้มีอายุ ก็ภิกษุผู้ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรมแล้ว จะพึงเป็นพระอรหันต์ได้นานเพียงไร ฯ

สา. ไม่นานนัก ผู้มีอายุ ฯ

จบชัมพุขาทกสังยุตต์

พระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ ๑. นิพพานสูตร ๒. อรหัตตสูตร ๓. ธรรมวาทีปัญหาสูตร ๔. กิมัตถิยสูตร ๕. อัสสาสสูตร ๖. ปรมัสสาสสูตร ๗. เวทนาสูตร ๘. อาสวสูตร ๙. อวิชชาสูตร ๑๐. ตัณหาปัญหาสูตร ๑๑. โอฆสูตร ๑๒. อุปาทานสูตร ๑๓. ภวสูตร ๑๔. ทุกขสูตร ๑๕. สักกายสูตร ๑๖. ทุกกรสูตร ฯ

ไทย · อ่านฉบับหลวงด้านบน
  1. 0.1

    Saṁyutta Nikāya 38.1

    Linked Discourses 38.1

  2. 0.2

    1. Jambukhādakavagga

    1. With Jambukhādaka

  3. Nibbānapañhāsutta

    A Question About Extinguishment

  4. 1.1

    Ekaṁ samayaṁ āyasmā sāriputto magadhesu viharati nālakagāmake.

    At one time Venerable Sāriputta was staying in the land of the Magadhans near the little village of Nālaka.

  5. 1.2

    Atha kho jambukhādako paribbājako yenāyasmā sāriputto tenupasaṅkami; upasaṅkamitvā āyasmatā sāriputtena saddhiṁ sammodi.

    Then the wanderer Jambukhādaka went up to Venerable Sāriputta and exchanged greetings with him.

  6. 1.3

    Sammodanīyaṁ kathaṁ sāraṇīyaṁ vītisāretvā ekamantaṁ nisīdi. Ekamantaṁ nisinno kho jambukhādako paribbājako āyasmantaṁ sāriputtaṁ etadavoca:

    When the greetings and polite conversation were over, he sat down to one side and said to Sāriputta:

  7. 2.1

    “‘Nibbānaṁ, nibbānan’ti, āvuso sāriputta, vuccati.

    “Reverend Sāriputta, they speak of this thing called ‘extinguishment’.

  8. 2.2

    Katamaṁ nu kho, āvuso, nibbānan”ti?

    What is extinguishment?”

  9. 2.3

    “Yo kho, āvuso, rāgakkhayo dosakkhayo mohakkhayo—

    “Reverend, the ending of greed, hate, and delusion

  10. 2.4

    idaṁ vuccati nibbānan”ti.

    is called extinguishment.”

  11. 2.5

    “Atthi panāvuso, maggo atthi paṭipadā etassa nibbānassa sacchikiriyāyā”ti?

    “But, reverend, is there a path and a practice for realizing this extinguishment?”

  12. 2.6

    “Atthi kho, āvuso, maggo atthi paṭipadā etassa nibbānassa sacchikiriyāyā”ti.

    “There is, reverend.”

  13. 2.7

    “Katamo panāvuso, maggo katamā paṭipadā etassa nibbānassa sacchikiriyāyā”ti?

    “Well, what is it?”

  14. 2.8

    “Ayameva kho, āvuso, ariyo aṭṭhaṅgiko maggo etassa nibbānassa sacchikiriyāya, seyyathidaṁ—

    “It is simply this noble eightfold path, that is:

  15. 2.9

    sammādiṭṭhi sammāsaṅkappo sammāvācā sammākammanto sammāājīvo sammāvāyāmo sammāsati sammāsamādhi.

    right view, right purpose, right speech, right action, right livelihood, right effort, right mindfulness, and right immersion.

  16. 2.10

    Ayaṁ kho, āvuso, maggo ayaṁ paṭipadā etassa nibbānassa sacchikiriyāyā”ti.

    This is the path, the practice, for realizing this extinguishment.”

  17. 2.11

    “Bhaddako, āvuso, maggo bhaddikā paṭipadā etassa nibbānassa sacchikiriyāya.

    “Reverend, this is a fine path, a fine practice, for realizing this extinguishment.

  18. 2.12

    Alañca panāvuso sāriputta, appamādāyā”ti.

    Just this much is enough for diligence.”

  19. 2.13

    Paṭhamaṁ.

แหล่งที่มา
SuttaCentral · ดึงข้อมูลเมื่อ 2026-08-15 · sn38.1
ฉบับที่ใช้
Mahāsaṅgīti Tipiṭaka Buddhavasse 2500PDM-1.0
English translation — Bhikkhu SujatoCC0-1.0
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวงPublic domain (term expired) — operator determination
การเทียบฉบับ
มุมมองแต่ละฉบับระบบวางตัวบทของแต่ละฉบับไว้ให้เทียบเท่านั้น ไม่สรุปว่าฉบับใดตรงหรือต่างจากฉบับใด และไม่ตัดสินว่าฉบับใดถูกกว่า — การเทียบเชิงความหมายต้องมาจากผู้รู้ที่ระบุตัวตนได้
สิทธิ์การใช้งาน
สาธารณสมบัติ — ตรวจสอบรายฉบับ (ดูบรรทัดบน) · แสดงที่มาแม้สัญญาอนุญาตไม่บังคับ