อ่านตัวบท · ไม่ตีความ

คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ฉบับหลวง · ทั้งหมด · ตำแหน่งที่กำลังอ่าน ข้อ ๒๙๒

๔. รถวินีตสูตร

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๒๙๒–๓๐๐9 ข้อ (พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ · พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ)4 ฉบับเทียบฉบับได้ข้อต่อข้อ

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง


บาลีและคำแปล

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

รถวินีตสุตฺตํ

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๒ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๔ มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ ๔. รถวินีตสูตร ภิกษุชาวชาติภูมิยกย่องพระปุณณมันตานีบุตร

ข้อ ๒๙๒

เอวมฺเม สุตํ เอกํ สมยํ ภควา ราชคเห วิหรติ เวฬุวเน กลนฺทกนิวาเป ฯ อถ โข สมฺพหุลา ชาติภูมิกา ภิกฺขู ชาติภูมิยํ วสฺสํ วุฏฺฐา เยน ภควา เตนุปสงฺกมึสุ อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทึสุ ฯ {๒๙๒.๑} เอกมนฺตํ นิสินฺเน โข เต ภิกฺขู ภควา เอตทโวจ โก นุ โข ภิกฺขเว ชาติภูมิยํ ชาติภูมิกานํ ภิกฺขูนํ สพฺรหฺมจารีนํ เอวํ สมฺภาวิโต อตฺตนา จ อปฺปิจฺโฉ อปฺปิจฺฉกถญฺจ ภิกฺขูนํ กตฺตา อตฺตนา จ สนฺตุฏฺโฐ สนฺตุฏฺฐิกถญฺจ ภิกฺขูนํ กตฺตา อตฺตนา จ ปวิวิตฺโต วิเวกกถญฺจ ภิกฺขูนํ กตฺตา อตฺตนา จ อสํสฏฺโฐ อสํสคฺคกถญฺจ ภิกฺขูนํ กตฺตา อตฺตนา จ อารทฺธวิริโย วิริยารมฺภกถญฺจ ภิกฺขูนํ กตฺตา อตฺตนา จ สีลสมฺปนฺโน สีลสมฺปทากถญฺจ ภิกฺขูนํ กตฺตา อตฺตนา จ สมาธิสมฺปนฺโน สมาธิสมฺปทากถญฺจ ภิกฺขูนํ กตฺตา อตฺตนา จ ปญฺญาสมฺปนฺโน ปญฺญาสมฺปทากถญฺจ ภิกฺขูนํ กตฺตา อตฺตนา จ วิมุตฺติสมฺปนฺโน วิมุตฺติสมฺปทากถญฺจ ภิกฺขูนํ กตฺตา อตฺตนา จ วิมุตฺติญาณทสฺสนสมฺปนฺโน วิมุตฺติญาณทสฺสนสมฺปทากถญฺจ ภิกฺขูนํ กตฺตา โอวาทโก วิญฺญาปโก สนฺทสฺสโก สมาทปโก สมุตฺเตชโก สมฺปหํสโก สพฺรหฺมจารีนนฺติ ฯ ปุณฺโณ นาม ภนฺเต อายสฺมา มนฺตาณิปุตฺโต ชาติภูมิยํ ชาติภูมิกานํ ภิกฺขูนํ สพฺรหฺมจารีนํ เอวํ สมฺภาวิโต อตฺตนา จ อปฺปิจฺโฉ อปฺปิจฺฉกถญฺจ ภิกฺขูนํ กตฺตา อตฺตนา จ สนฺตุฏฺโฐ ฯเปฯ อตฺตนา จ ปวิวิตฺโต ... อตฺตนา จ อสํสฏฺโฐ ... อตฺตนา จ อารทฺธวิริโย ... อตฺตนา จ สีลสมฺปนฺโน ... อตฺตนา จ สมาธิสมฺปนฺโน ... อตฺตนา จ ปญฺญาสมฺปนฺโน ... อตฺตนา จ วิมุตฺติสมฺปนฺโน ... อตฺตนา จ วิมุตฺติญาณทสฺสนสมฺปนฺโน วิมุตฺติญาณทสฺสนสมฺปทากถญฺจ ภิกฺขูนํ กตฺตา โอวาทโก วิญฺญาปโก สนฺทสฺสโก สมาทปโก สมุตฺเตชโก สมฺปหํสโก สพฺรหฺมจารีนนฺติ ฯ

ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้:- สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเวฬุวัน อันเป็นที่พระราชทานเหยื่อแก่กระแต เขตพระนครราชคฤห์ ครั้งนั้น ภิกษุชาวชาติภูมิประเทศจำนวนมาก จำพรรษาแล้วในชาติภูมิ พากันเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายอภิวาทพระผู้มีพระภาคแล้ว นั่งอยู่ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง. พระผู้มีพระภาคตรัสถามภิกษุเหล่านั้น ดังนี้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในชาติภูมิประเทศภิกษุรูปไหนหนอ ที่พวกภิกษุเพื่อนพรหมจรรย์ชาวชาติภูมิประเทศยกย่องอย่างนี้ว่า ตนเองเป็นผู้มักน้อย สันโดษ สงัดเงียบ ไม่คลุกคลีด้วยหมู่ ปรารภความเพียร สมบูรณ์ด้วยศีล สมาธิปัญญา วิมุติ และวิมุตติญาณทัสสนะแล้ว ยังกล่าวถ้อยคำพรรณนา ความมักน้อย ความสันโดษความสงัดเงียบ ความไม่คลุกคลีด้วยหมู่ ความปรารภความเพียร ความสมบูรณ์ด้วยศีล สมาธิปัญญา วิมุติ และวิมุตติญาณทัสสนะ แก่ภิกษุทั้งหลายอีกด้วย เป็นผู้โอวาท แนะนำชี้แจงชักชวนพวกภิกษุเพื่อนพรหมจรรย์ให้อาจหาญ ร่าเริง. ภิกษุชาวชาติภูมิประเทศเหล่านั้น กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ในชาติภูมิประเทศท่านพระปุณณมันตานีบุตร เป็นผู้ที่พวกภิกษุเพื่อนพรหมจรรย์ชาวชาติภูมิประเทศยกย่องว่า ตนเองเป็นผู้มักน้อย สันโดษ สงัดเงียบ ไม่คลุกคลีด้วยหมู่ ปรารภความเพียร สมบูรณ์ด้วยศีลสมาธิ ปัญญา วิมุติ และวิมุตติญาณทัสสนะแล้ว ยังกล่าวถ้อยคำพรรณนาความมักน้อย ความสันโดษ ความสงัดเงียบ ความไม่คลุกคลีด้วยหมู่ ความปรารภความเพียร ความสมบูรณ์ด้วยศีลสมาธิ ปัญญา วิมุติ และวิมุตติญาณทัสสนะ แก่ภิกษุทั้งหลายอีกด้วย เป็นผู้โอวาท แนะนำชี้แจง ชักชวนพวกภิกษุเพื่อนพรหมจรรย์ ให้อาจหาญ ร่าเริง.

ข้อ ๒๙๓

เตน โข ปน สมเยน อายสฺมา สารีปุตฺโต ภควโต อวิทูเร นิสินฺโน โหติ ฯ อถ โข อายสฺมโต สารีปุตฺตสฺส เอตทโหสิ ลาภา อายสฺมโต ปุณฺณสฺส มนฺตาณิปุตฺตสฺส สุลทฺธํ อายสฺมโต ปุณฺณสฺส มนฺตาณิปุตฺตสฺส ยสฺส วิญฺญู สพฺรหฺมจารี สตฺถุ สมฺมุขา อนุมาสฺส อนุมาสฺส วณฺณํ ภาสนฺติ ตญฺจ สตฺถา อพฺภนุโมทติ อปฺเปวนาม มยมฺปิ กทาจิ กรหจิ อายสฺมตา ปุณฺเณน มนฺตาณิปุตฺเตน สทฺธึ สมาคมํ คจฺเฉยฺยาม อปฺเปวนาม สิยา โกจิเทว กถาสลฺลาโปติ ฯ

สมัยนั้น ท่านพระสารีบุตรนั่งเฝ้าพระผู้มีพระภาคอยู่ ณ ที่ใกล้ จึงดำริว่า เป็นลาภของท่านปุณณมันตานีบุตร ความเป็นมนุษย์อันท่านปุณณมันตานีบุตรได้ดีแล้ว ที่พวกภิกษุเพื่อนพรหมจรรย์ผู้เป็นวิญญูชน กล่าวยกย่องพรรณนาคุณเฉพาะพระพักตร์พระศาสดา และพระศาสดาก็ทรงอนุโมทนาซึ่งการกระทำนั้น บางทีเราคงได้พบกับท่านปุณณมันตานีบุตรแล้วสนทนาปราศรัยกันสักครั้งหนึ่ง. พระปุณณมันตานีบุตรเข้าเฝ้าพระพุทธองค์

ข้อ ๒๙๔

อถ โข ภควา ราชคเห ยถาภิรนฺตํ วิหริตฺวา เยน สาวตฺถี เตน จาริกํ ปกฺกามิ อนุปุพฺเพน จาริกญฺจรมาโน เยน สาวตฺถี ตทวสริ ฯ ตตฺร สุทํ ภควา สาวตฺถิยํ วิหรติ เชตวเน อนาถปิณฺฑิกสฺส อาราเม ฯ อสฺโสสิ โข อายสฺมา ปุณฺโณ มนฺตาณิปุตฺโต ภควา กิร สาวตฺถึ อนุปฺปตฺโต สาวตฺถิยํ วิหรติ เชตวเน อนาถปิณฺฑิกสฺส อาราเมติ ฯ อถ โข อายสฺมา ปุณฺโณ มนฺตาณิปุตฺโต เสนาสนํ สํสาเมตฺวา ปตฺตจีวรํ อาทาย เยน สาวตฺถี เตน จาริกํ ปกฺกามิ อนุปุพฺเพน จาริกญฺจรมาโน เยน สาวตฺถี เชตวนํ อนาถปิณฺฑิกสฺส อาราโม เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ ฯ {๒๙๔.๑} เอกมนฺตํ นิสินฺนํ โข อายสฺมนฺตํ ปุณฺณํ มนฺตาณิปุตฺตํ ภควา ธมฺมิยา กถาย สนฺทสฺเสสิ สมาทเปสิ สมุตฺเตเชสิ สมฺปหํเสสิ ฯ อถ โข อายสฺมา ปุณฺโณ มนฺตาณิปุตฺโต ภควตา ธมฺมิยา กถาย สนฺทสฺสิโต สมาทปิโต สมุตฺเตชิโต สมฺปหํสิโต ภควโต ภาสิตํ อภินนฺทิตฺวา อนุโมทิตฺวา อุฏฺฐายาสนา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา ปทกฺขิณํ กตฺวา เยน อนฺธวนํ เตนุปสงฺกมิ ทิวาวิหาราย ฯ

ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ กรุงราชคฤห์ ตามสำราญพระอัธยาศัยเสด็จจาริกไปโดยลำดับ ถึงพระนครสาวัตถี ประทับอยู่ในพระวิหารเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี. ท่านพระปุณณมันตานีบุตรได้ข่าวว่า พระผู้มีพระภาคเสด็จถึงพระนครสาวัตถี ประทับอยู่ณ พระวิหารเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี ท่านจึงเก็บงำเสนาสนะ ถือบาตรและจีวรจาริกไปโดยลำดับตามทางที่จะไปยังพระนครสาวัตถี ถึงพระวิหารเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถีแล้ว จึงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ แล้วถวายอภิวาทนั่งอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นนั่งเรียบร้อยแล้ว พระผู้มีพระภาค จึงทรงชี้แจงท่านพระปุณณมันตานีบุตรให้เห็นแจ้ง ให้สมาทาน อาจหาญ ร่าเริงด้วยธรรมีกถา. ครั้งนั้น ท่านพระปุณณมันตานีบุตร เมื่อพระผู้มีพระภาคทรงชี้แจงให้เห็นแจ้ง ให้สมาทาน อาจหาญ ร่าเริง ด้วยธรรมีกถาแล้ว ชื่นชม อนุโมทนาภาษิตของพระผู้มีพระภาคลุกจากอาสนะ ถวายอภิวาท พระผู้มีพระภาค ทำประทักษิณ แล้วเข้าไปสู่ป่าอันธวัน เพื่อพักในกลางวัน.

ข้อ ๒๙๕

อถ โข อญฺญตโร ภิกฺขุ เยนายสฺมา สารีปุตฺโต เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา อายสฺมนฺตํ สารีปุตฺตํ เอตทโวจ ยสฺส โข ตฺวํ อาวุโส สารีปุตฺต ปุณฺณสฺส นาม ภิกฺขุโน มนฺตาณิปุตฺตสฺส อภิณฺหํ กิตฺตยมาโน อโหสิ โส ภควตา ธมฺมิยา กถาย สนฺทสฺสิโต สมาทปิโต สมุตฺเตชิโต สมฺปหํสิโต ภควโต ภาสิตํ อภินนฺทิตฺวา อนุโมทิตฺวา อุฏฺฐายาสนา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา ปทกฺขิณํ กตฺวา เยน อนฺธวนํ เตน ปกฺกนฺโต ทิวาวิหารายาติ ฯ อถ โข อายสฺมา สารีปุตฺโต ตรมานรูโป นิสีทนํ อาทาย อายสฺมนฺตํ ปุณฺณํ มนฺตาณิปุตตํ ปิฏฺฐิโต ปิฏฺฐิโต อนุพนฺธิ สีสานุโลกี ฯ อถ โข อายสฺมา ปุณฺโณ มนฺตาณิปุตฺโต อนฺธวนํ อชฺโฌคาเหตฺวา อญฺญตรสฺมึ รุกฺขมูเล ทิวาวิหารํ นิสีทิ อายสฺมาปิ โข สารีปุตฺโต อนฺธวนํ อชฺโฌคาเหตฺวา อญฺญตรสฺมึ รุกฺขมูเล ทิวาวิหารํ นิสีทิ ฯ

ครั้งนั้น ภิกษุรูปหนึ่ง เข้าไปหาท่านพระสารีบุตรแล้วแจ้งข่าวว่า ข้าแต่ท่านพระสารีบุตร พระปุณณมันตานีบุตร ที่ท่านได้สรรเสริญอยู่เนืองๆ นั้น บัดนี้ พระผู้มีพระภาคทรงชี้แจงให้ท่านเห็นแจ้ง ให้สมาทาน อาจหาญ ร่าเริงด้วยธรรมีกถาแล้ว ท่านก็ชื่นชมอนุโมทนาภาษิตของพระผู้มีพระภาค ลุกจากอาสนะ ถวายอภิวาทพระผู้มีพระภาค ทำประทักษิณหลีกไปสู่ป่าอันธวัน เพื่อพักในกลางวัน. ลำดับนั้น ท่านพระสารีบุตรรีบถือผ้านิสีทนะ แล้วติดตามท่านพระปุณณมันตานีบุตรไปข้างหลังๆ พอเห็นศีรษะกัน ครั้งนั้น ท่านพระปุณณมันตานีบุตร เข้าไปในป่าอันธวันแล้ว นั่งพักกลางวันอยู่ที่โคนไม้แห่งหนึ่ง แม้ท่านพระสารีบุตรก็เข้าไปสู่ป่าอันธวันแล้ว ก็นั่งพักกลางวันอยู่ที่โคนไม้แห่งหนึ่งเหมือนกัน. พระสารีบุตรสนทนากับพระปุณณมันตานีบุตร

ข้อ ๒๙๖

อถ โข อายสฺมา สารีปุตฺโต สายณฺหสมยํ ปฏิสลฺลานา วุฏฺฐิโต เยนายสฺมา ปุณฺโณ มนฺตาณิปุตฺโต เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา อายสฺมตา ปุณฺเณน มนฺตาณิปุตฺเตน สทฺธึ สมฺโมทิ สมฺโมทนียํ กถํ สาราณียํ วีติสาเรตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ ฯ เอกมนฺตํ นิสินฺโน โข อายสฺมา สารีปุตฺโต อายสฺมนฺตํ ปุณฺณํ มนฺตาณิปุตฺตํ เอตทโวจ ภควติ โน อาวุโส พฺรหฺมจริยํ วุสฺสตีติ ฯ {๒๙๖.๑} เอวมาวุโสติ ฯ กินฺนุ โข อาวุโส สีลวิสุทฺธตฺถํ ภควตํ พฺรหฺมจริยํ วุสฺสตีติ ฯ โน หิทํ อาวุโส ฯ กึ ปนาวุโส จิตฺตวิสุทฺธตฺถํ ภควติ พฺรหฺมจริยํ วุสฺสตีติ ฯ โน หิทํ อาวุโส ฯ กินฺนุ โข อาวุโส ทิฏฺฐิวิสุทฺธตฺถํ ภควติ พฺรหฺมจริยํ วุสฺสตีติ ฯ โน หิทํ อาวุโส ฯ กึ ปนาวุโส กงฺขาวิตรณวิสุทฺธตฺถํ ภควติ พฺรหฺมจริยํ วุสฺสตีติ ฯ โน หิทํ อาวุโส ฯ กินฺนุ โข อาวุโส มคฺคามคฺคญาณทสฺสนวิสุทฺธตฺถํ ภควติ พฺรหฺมจริยํ วุสฺสตีติ ฯ โน หิทํ อาวุโส ฯ กึ ปนาวุโส ปฏิปทาญาณทสฺสนวิสุทฺธตฺถํ ภควติ พฺรหฺมจริยํ วุสฺสตีติ ฯ โน หิทํ อาวุโส ฯ กินฺนุ โข อาวุโส ญาณทสฺสนวิสุทฺธตฺถํ ภควติ พฺรหฺมจริยํ วุสฺสตีติ ฯ โน หิทํ อาวุโส ฯ กินฺนุ โข อาวุโส สีลวิสุทฺธตฺถํ ภควติ พฺรหฺมจริยํ วุสฺสตีติ อิติ ปุฏฺโฐ สมาโน โน หิทํ อาวุโสติ วเทสิ กึ ปนาวุโส จิตฺตวิสุทฺธตฺถํ ภควติ พฺรหฺมจริยํ วุสฺสตีติ อิติ ปุฏฺโฐ สมาโน โน หิทํ อาวุโสติ วเทสิ กินฺนุ โข อาวุโส ทิฏฺฐิวิสุทฺธตฺถํ ภควติ พฺรหฺมจริยํ วุสฺสตีติ อิติ ปุฏฺโฐ สมาโน โน หิทํ อาวุโสติ วเทสิ กึ ปนาวุโส กงฺขาวิตรณวิสุทฺธตฺถํ ... กินฺนุ โข อาวุโส มคฺคามคฺคญาณทสฺสนวิสุทฺธตฺถํ ... กึ ปนาวุโส ปฏิปทาญาณทสฺสน- วิสุทฺธตฺถํ ... กินฺนุ โข อาวุโส ญาณทสฺสนวิสุทฺธตฺถํ ภควติ พฺรหฺมจริยํ วุสฺสตีติ อิติ ปุฏฺโฐ สมาโน โน หิทํ อาวุโสติ วเทสิ กิมตฺถํ จรหาวุโส ภควติ พฺรหฺมจริยํ วุสฺสตีติ ฯ อนุปาทาปรินิพฺพานตฺถํ โข อาวุโส ภควติ พฺรหฺมจริยํ วุสฺสตีติ ฯ {๒๙๖.๒} กินฺนุ โข อาวุโส สีลวิสุทฺธิ อนุปาทาปรินิพฺพานนฺติ ฯ โน หิทํ อาวุโส ฯ กึ ปนาวุโส จิตฺตวิสุทฺธิ อนุปาทาปรินิพฺพานนฺติ ฯ โน หิทํ อาวุโส ฯ กินฺนุ โข อาวุโส ทิฏฺฐิวิสุทฺธิ อนุปาทาปรินิพฺพานนฺติ ฯ โน หิทํ อาวุโส ฯ กึ ปนาวุโส กงฺขาวิตรณวิสุทฺธิ อนุปาทาปรินิพฺพานนฺติ ฯ โน หิทํ อาวุโส ฯ กินฺนุ โข อาวุโส มคฺคามคฺคญาณทสฺสนวิสุทฺธิ อนุปาทาปรินิพฺพานนฺติ ฯ โน หิทํ อาวุโส ฯ กึ ปนาวุโส ปฏิปทาญาณทสฺสนวิสุทฺธิ อนุปาทาปรินิพฺพานนฺติ ฯ โน หิทํ อาวุโส ฯ กินฺนุ โข อาวุโส ญาณทสฺสนวิสุทฺธิ อนุปาทาปรินิพฺพานนฺติ ฯ โน หิทํ อาวุโส ฯ กึ ปนาวุโส อญฺญตฺร อิเมหิ ธมฺเมหิ อนุปาทาปรินิพฺพานนฺติ ฯ โน หิทํ อาวุโส ฯ กินฺนุ โข อาวุโส สีลวิสุทฺธิ อนุปาทาปรินิพฺพานนฺติ อิติ ปุฏฺโฐ สมาโน โน หิทํ อาวุโสติ วเทสิ กึ ปนาวุโส จิตฺตวิสุทฺธิ อนุปาทาปรินิพฺพานนฺติ อิติ ปุฏฺโฐ สมาโน โน หิทํ อาวุโสติ วเทสิ กินฺนุ โข อาวุโส ทิฏฺฐิวิสุทฺธิ อนุปาทาปรินิพฺพานนฺติ ฯเปฯ กึ ปนาวุโส กงฺขาวิตรณวิสุทฺธิ ... กินฺนุ โข อาวุโส มคฺคามคฺคญาณทสฺสนวิสุทฺธิ ... กึ ปนาวุโส ปฏิปทาญาณทสฺสนวิสุทฺธิ ... กินฺนุ โข อาวุโส ญาณทสฺสนวิสุทฺธิ อนุปาทาปรินิพฺพานนฺติ อิติ ปุฏฺโฐ สมาโน โน หิทํ อาวุโสติ วเทสิ กึ ปนาวุโส อญฺญตฺร อิเมหิ ธมฺเมหิ อนุปาทาปรินิพฺพานนฺติ อิติ ปุฏฺโฐ สมาโน โน หิทํ อาวุโสติ วเทสิ ยถากถํ ปนาวุโส อิมสฺส ภาสิตสฺส อตฺโถ ทฏฺฐพฺโพติ ฯ

ครั้งนั้นเป็นเวลาเย็น ท่านพระสารีบุตรออกจากที่พักผ่อนแล้วเข้าไปหาท่านพระปุณณมันตานีบุตรถึงสำนัก ได้ปราศรัยกับท่านพระปุณณมันตานีบุตร ครั้นผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้ว จึงนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นนั่งเรียบร้อยแล้ว จึงถามท่านพระปุณณมันตานีบุตรดังนี้ว่า ท่านผู้มีอายุ ท่านประพฤติพรหมจรรย์ในพระผู้มีพระภาคของเราหรือ? ท่านพระปุณณมันตานีบุตรตอบว่า ถูกแล้ว ท่านผู้มีอายุ? สา. ท่านประพฤติพรหมจรรย์ในพระผู้มีพระภาค เพื่อสีลวิสุทธิหรือท่านผู้มีอายุ? ปุ. ไม่ใช่อย่างนั้น ท่านผู้มีอายุ. สา. ท่านประพฤติพรหมจรรย์ในพระผู้มีพระภาค เพื่อจิตตวิสุทธิหรือท่านผู้มีอายุ? ปุ. ไม่ใช่อย่างนั้น ท่านผู้มีอายุ. สา. ถ้าเช่นนั้น ท่านประพฤติพรหมจรรย์ในพระผู้มีพระภาค เพื่อทิฏฐิวิสุทธิหรือ ท่านผู้มีอายุ? ปุ. ไม่ใช่อย่างนั้น ท่านผู้มีอายุ. สา. ถ้าเช่นนั้น ท่านประพฤติพรหมจรรย์ในพระผู้มีพระภาค เพื่อกังขาวิตรณวิสุทธิหรือท่านผู้มีอายุ? ปุ. ไม่ใช่อย่างนั้น ท่านผู้มีอายุ. สา. ถ้าเช่นนั้น ท่านประพฤติพรหมจรรย์ในพระผู้มีพระภาค เพื่อมัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิหรือ ท่านผู้มีอายุ? ปุ. ไม่ใช่อย่างนั้น ท่านผู้มีอายุ. สา. ถ้าเช่นนั้น ท่านประพฤติพรหมจรรย์ในพระผู้มีพระภาค เพื่อปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิหรือ ท่านผู้มีอายุ? ปุ. ไม่ใช่อย่างนั้น ท่านผู้มีอายุ. สา. ถ้าเช่นนั้น ท่านประพฤติพรหมจรรย์ในพระผู้มีพระภาค เพื่อญาณทัสสนวิสุทธิหรือ ท่านผู้มีอายุ? ปุ. ไม่ใช่อย่างนั้น ท่านผู้มีอายุ? สา. ท่านผู้มีอายุ ผมถามท่านว่า ท่านประพฤติพรหมจรรย์ในพระผู้มีพระภาค เพื่อสีลวิสุทธิหรือ ท่านตอบผมว่า ไม่ใช่อย่างนั้น เมื่อผมถามท่านว่า ท่านประพฤติพรหมจรรย์ในพระผู้มีพระภาค เพื่อจิตตวิสุทธิหรือ เพื่อทิฏฐิวิสุทธิหรือ เพื่อกังขาวิตรณวิสุทธิหรือ เพื่อมัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิหรือ เพื่อปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิหรือ เพื่อญาณทัสสนวิสุทธิหรือ ท่านก็ตอบผมว่าไม่ใช่อย่างนั้นๆ เมื่อเป็นเช่นนี้ ท่านประพฤติพรหมจรรย์ในพระผู้มีพระภาค เพื่ออะไรเล่า? ปุ. ท่านผู้มีอายุ ผมประพฤติพรหมจรรย์ในพระผู้มีพระภาค เพื่ออนุปาทาปรินิพพาน. สา. ท่านผู้มีอายุ สีลวิสุทธิหรือ เป็นอนุปาทาปรินิพพาน? ปุ. ไม่ใช่อย่างนั้น ท่านผู้มีอายุ. สา. ท่านผู้มีอายุ จิตตวิสุทธิหรือ เป็นอนุปาทาปรินิพพาน? ปุ. ไม่ใช่อย่างนั้น ท่านผู้มีอายุ. สา. ท่านผู้มีอายุ ทิฏฐิวิสุทธิหรือ เป็นอนุปาทาปรินิพพาน? ปุ. ไม่ใช่อย่างนั้น ท่านผู้มีอายุ. สา. ท่านผู้มีอายุ กังขาวิตรณวิสุทธิหรือ เป็นอนุปาทาปรินิพพาน? ปุ. ไม่ใช่อย่างนั้น ท่านผู้มีอายุ. สา. ท่านผู้มีอายุ มัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิหรือ เป็นอนุปาทาปรินิพพาน? ปุ. ไม่ใช่อย่างนั้น ท่านผู้มีอายุ. สา. ท่านผู้มีอายุ ปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิหรือ เป็นอนุปาทาปรินิพพาน? ปุ. ไม่ใช่อย่างนั้น ท่านผู้มีอายุ. สา. ท่านผู้มีอายุ ญาณทัสสนวิสุทธิหรือ เป็นอนุปาทาปรินิพพาน? ปุ. ไม่ใช่อย่างนั้น ท่านผู้มีอายุ. สา. ท่านผู้มีอายุ ที่นอกไปจากธรรมเหล่านี้หรือ เป็นอนุปาทาปรินิพพาน? ปุ. ไม่ใช่อย่างนั้น ท่านผู้มีอายุ. สา. ท่านผู้มีอายุ ผมถามท่านว่า สีลวิสุทธิหรือ เป็นอนุปาทาปรินิพพานจิตตวิสุทธิหรือ เป็นอนุปาทาปรินิพพาน ทิฏฐิวิสุทธิหรือ เป็นอนุปาทาปรินิพพานกังขาวิตรณวิสุทธิหรือเป็นอนุปาทาปรินิพพาน มัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิหรือ เป็นอนุปาทาปรินิพพาน ปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิหรือ เป็นอนุปาทาปรินิพพานญาณทัสสนวิสุทธิหรือ เป็นอนุปาทาปรินิพพาน ที่นอกไปจากธรรมเหล่านี้หรือ เป็นอนุปาทาปรินิพพาน ท่านก็ตอบผมว่า ไม่ใช่อย่างนั้นๆ เมื่อเป็นเช่นนี้ จะพึงเห็นเนื้อความของถ้อยคำที่ท่านกล่าวนี้อย่างไรเล่า?

ข้อ ๒๙๗

สีลวิสุทฺธึ เจ อาวุโส ภควา อนุปาทาปรินิพฺพานํ ปญฺญาเปสฺส สอุปาทานญฺเญว สมานํ อนุปาทาปรินิพฺพานํ ปญฺญาเปสฺส ฯ จิตฺตวิสุทฺธึ เจ อาวุโส ภควา อนุปาทาปรินิพฺพานํ ปญฺญาเปสฺส สอุปาทานญฺเญว สมานํ อนุปาทาปรินิพฺพานํ ปญฺญาเปสฺส ฯ ทิฏฺฐิวิสุทฺธึ เจ อาวุโส ภควา อนุปาทาปรินิพฺพานํ ปญฺญาเปสฺส สอุปาทานญฺเญว สมานํ อนุปาทาปรินิพฺพานํ ปญฺญาเปสฺส ฯ กงฺขาวิตรณวิสุทฺธึ เจ อาวุโส ภควา อนุปาทาปรินิพฺพานํ ปญฺญาเปสฺส สอุปาทานญฺเญว สมานํ อนุปาทาปรินิพฺพานํ ปญฺญาเปสฺส ฯ มคฺคามคฺคญาณทสฺสนวิสุทฺธึ เจ อาวุโส ภควา อนุปาทาปรินิพฺพานํ ปญฺญาเปสฺส สอุปาทานญฺเญว สมานํ อนุปาทาปรินิพฺพานํ ปญฺญาเปสฺส ฯ ปฏิปทาญาณทสฺสนวิสุทฺธึ เจ อาวุโส ภควา อนุปาทาปรินิพฺพานํ ปญฺญาเปสฺส สอุปาทานญฺเญว สมานํ อนุปาทาปรินิพฺพานํ ปญฺญาเปสฺส ฯ ญาณทสฺสนวิสุทฺธึ เจ อาวุโส ภควา อนุปาทาปรินิพฺพานํ ปญฺญาเปสฺส สอุปาทานญฺเญว สมานํ อนุปาทาปรินิพฺพานํ ปญฺญาเปสฺส ฯ อญฺญตฺร เจ อาวุโส อิเมหิ ธมฺเมหิ อนุปาทาปรินิพฺพานํ อภวิสฺส ปุถุชฺชโน ปรินิพฺพาเยยฺย ปุถุชฺชโน หิ อาวุโส อญฺญตฺร อิเมหิ ธมฺเมหิ ฯ เตนหาวุโส อุปมนฺเต กริสฺสามิ อุปมายปิเธกจฺเจ วิญฺญู ปุริสา ภาสิตสฺส อตฺถํ อาชานนฺติ ฯ

ปุ. ท่านผู้มีอายุ ถ้าพระผู้มีพระภาคจักทรงบัญญัติสีลวิสุทธิว่าเป็นอนุปาทาปรินิพพานแล้ว ก็ชื่อว่าทรงบัญญัติธรรมที่ยังมีอุปาทาน ว่าเป็นอนุปาทาปรินิพพาน. ถ้าจักทรงบัญญัติจิตตวิสุทธิ ทิฏฐิวิสุทธิ กังขาวิตรณวิสุทธิ มัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิ ปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิญาณทัสสนวิสุทธิว่า เป็นอนุปาทาปรินิพพานแล้ว ก็ชื่อว่าทรงบัญญัติธรรมที่ยังมีอุปาทาน ว่าเป็นอนุปาทาปรินิพพาน ถ้าหากว่า ธรรมนอกจากธรรมเหล่านี้ จักเป็นอนุปาทาปรินิพพานแล้วปุถุชน จะชื่อว่าปรินิพพาน เพราะว่า ปุถุชนไม่มีธรรมเหล่านี้ ท่านผู้มีอายุ ผมจะอุปมาให้ท่านฟัง บุรุษผู้เป็นวิญญูชนบางพวกในโลกนี้ ย่อมรู้เนื้อความแห่งคำที่กล่าวแล้วด้วยอุปมา. อุปมาด้วยรถ ๗ ผลัด

ข้อ ๒๙๘

เสยฺยถาปิ อาวุโส รญฺโญ ปเสนทิสฺส โกสลสฺส สาวตฺถิยํ ปฏิวสนฺตสฺส สาเกเต กิญฺจิเทว อจฺจายิกํ กรณียํ อุปฺปชฺเชยฺย ตสฺส อนฺตรา จ สาวตฺถึ อนฺตรา จ สาเกตํ สตฺต รถวินีตานิ อุปฏฺฐเปยฺยุํ อถ โข อาวุโส ราชา ปเสนทิ โกสโล สาวตฺถิยา นิกฺขมิตฺวา อนฺเตปุรทฺวาเร ปฐมํ รถวินีตํ อภิรูเหยฺย ปฐเมน รถวินีเตน ทุติยํ รถวินีตํ ปาปุเณยฺย ปฐมํ รถวินีตํ วิสฺสชฺเชยฺย ทุติยํ รถวินีตํ อภิรูเหยฺย ทุติเยน รถวินีเตน ตติยํ รถวินีตํ ปาปุเณยฺย ทุติยํ รถวินีตํ วิสฺสชฺเชยฺย ตติยํ รถวินีตํ อภิรูเหยฺย ตติเยน รถวินีเตน จตุตฺถํ รถวินีตํ ปาปุเณยฺย ตติยํ รถวินีตํ วิสฺสชฺเชยฺย จตุตฺถํ รถวินีตํ อภิรูเหยฺย จตุตฺเถน รถวินีเตน ปญฺจมํ รถวินีตํ ปาปุเณยฺย จตุตฺถํ รถวินีตํ วิสฺสชฺเชยฺย ปญฺจมํ รถวินีตํ อภิรูเหยฺย ปญฺจเมน รถวินีเตน ฉฏฺฐํ รถวินีตํ ปาปุเณยฺย ปญฺจมํ รถวินีตํ วิสฺสชฺเชยฺย ฉฏฺฐํ รถวินีตํ อภิรูเหยฺย ฉฏฺเฐน รถวินีเตน สตฺตมํ รถวินีตํ ปาปุเณยฺย ฉฏฺฐํ รถวินีตํ วิสฺสชฺเชยฺย สตฺตมํ รถวินีตํ อภิรูเหยฺย สตฺตเมน รถวินีเตน สาเกตํ อนุปาปุเณยฺย อนฺเตปุรทฺวารํ ตเมนํ อนฺเตปุรทฺวารคตํ สมานํ มิตฺตามจฺจา ญาติสาโลหิตา เอวํ ปุจฺเฉยฺยุํ อิมินา ตฺวํ มหาราช รถวินีเตน สาวตฺถิยํ สาเกตํ อนุปฺปตฺโต อนฺเตปุรทฺวารนฺติ กถํ พฺยากรมาโน นุ โข อาวุโส มหาราชา ปเสนทิ โกสโล สมฺมา พฺยากรมาโน พฺยากเรยฺยาติ ฯ {๒๙๘.๑} เอวํ พฺยากรมาโน โข อาวุโส ราชา ปเสนทิ โกสโล สมฺมา พฺยากรมาโน พฺยากเรยฺย อิธ เม สาวตฺถิยํ ปฏิวสนฺตสฺส สาเกเต กิญฺจิเทว อจฺจายิกํ กรณียํ อุปฺปชฺชิ ตสฺส เม อนฺตรา จ สาวตฺถึ อนฺตรา จ สาเกตํ สตฺต รถวินีตานิ อุปฏฺฐเปสุํ อถ ขฺวาหํ สาวตฺถิยา นิกฺขมิตฺวา อนฺเตปุรทฺวาเร ปฐมํ รถวินีตํ อภิรุยฺหึ ปฐเมน รถวินีเตน ทุติยํ รถวินีตํ ปาปุณึ ปฐมํ รถวินีตํ นิสฺสชฺชึ ทุติยํ รถวินีตํ อภิรุยฺหึ ทุติเยน รถวินีเตน ตติยํ รถวินีตํ ปาปุณึ ทุติยํ รถวินีตํ นิสฺสชฺชึ ตติยํ รถวินีตํ อภิรุยฺหึ ตติเยน รถวินีเตน จตุตฺถํ รถวินีตํ ปาปุณึ ตติยํ รถวินีตํ นิสฺสชฺชึ จตุตฺถํ รถวินีตํ อภิรุยฺหึ จตุตฺเถน รถวินีเตน ปญฺจมํ รถวินีตํ ปาปุณึ จตุตฺถํ รถวินีตํ นิสฺสชฺชึ ปญฺจมํ รถวินีตํ อภิรุยฺหึ ปญฺจเมน รถวินีเตน ฉฏฺฐํ รถวินีตํ ปาปุณึ ปญฺจมํ รถวินีตํ นิสฺสชฺชึ ฉฏฺฐํ รถวินีตํ อภิรุยฺหึ ฉฏฺเฐน รถวินีเตน สตฺตมํ รถวินีตํ ปาปุณึ ฉฏฺฐํ รถวินีตํ นิสฺสชฺชึ สตฺตมํ รถวินีตํ อภิรุยฺหึ สตฺตเมน รถวินีเตน สาเกตํ อนุปฺปตฺโต อนฺเตปุรทฺวารนฺติ เอวํ พฺยากรมาโน โข อาวุโส ราชา ปเสนทิ โกสโล สมฺมา พฺยากรมาโน พฺยากเรยฺยาติ {๒๙๘.๒} เอวเมว โข อาวุโส สีลวิสุทฺธิ ยาวเทว จิตฺตวิสุทฺธตฺถา จิตฺตวิสุทฺธิ ยาวเทว ทิฏฺฐิวิสุทฺธตฺถา ทิฏฺฐิวิสุทฺธิ ยาวเทว กงฺขาวิตรณวิสุทฺธตฺถา กงฺขาวิตรณวิสุทฺธิ ยาวเทว มคฺคามคฺค- ญาณทสฺสนวิสุทฺธตฺถา มคฺคามคฺคญาณทสฺสนวิสุทฺธิ ยาวเทว ปฏิปทาญาณทสฺสนวิสุทฺธตฺถา ปฏิปทาญาณทสฺสนวิสุทฺธิ ยาวเทว ญาณทสฺสนวิสุทฺธตฺถา ญาณทสฺสนวิสุทฺธิ ยาวเทว อนุปาทาปรินิพฺพานตฺถา อนุปาทาปรินิพฺพานตฺถํ โข อาวุโส ภควติ พฺรหฺมจริยํ วุสฺสตีติ ฯ

ท่านผู้มีอายุ เปรียบเหมือน พระเจ้าปเสนทิโกศล กำลังประทับอยู่ในพระนครสาวัตถี มีพระราชกรณียะด่วนบางอย่างเกิดขึ้นในเมืองสาเกต และในระหว่างพระนครสาวัตถีกับเมืองสาเกตนั้น จะต้องใช้รถถึง ๗ ผลัด ลำดับนั้น พระเจ้าปเสนทิโกศล เสด็จออกจากพระนครสาวัตถี ทรงรถพระที่นั่งผลัดที่หนึ่งที่ประตูพระราชวัง ไปถึงรถพระที่นั่งผลัดที่สองด้วยรถพระที่นั่งผลัดที่หนึ่ง จึงปล่อยรถพระที่นั่งผลัดที่หนึ่ง ทรงรถพระที่นั่งผลัดที่สอง เสด็จไปถึงรถพระที่นั่งผลัดที่สาม ด้วยรถพระที่นั่งผลัดที่สอง ทรงปล่อยรถพระที่นั่งผลัดที่สอง ทรงรถพระที่นั่งผลัดที่สาม เสด็จถึงรถพระที่นั่งผลัดที่สี่ ด้วยรถพระที่นั่งผลัดที่สาม ปล่อยรถพระที่นั่งผลัดที่สาม ทรงรถพระที่นั่งผลัดที่สี่ เสด็จถึงรถพระที่นั่งผลัดที่ห้า ด้วยรถพระที่นั่งผลัดที่สี่ ปล่อยรถพระที่นั่งผลัดที่สี่ ทรงรถพระที่นั่งผลัดที่ห้า เสด็จไปถึงรถพระที่นั่งผลัดที่หก ด้วยรถพระที่นั่งผลัดที่ห้า ปล่อยรถพระที่นั่งผลัดที่ห้า ทรงรถพระที่นั่งผลัดที่หกเสด็จไปถึงรถพระที่นั่งผลัดที่เจ็ด ด้วยรถพระที่นั่งผลัดที่หก ปล่อยรถพระที่นั่งผลัดที่หกทรงรถพระที่นั่งผลัดที่เจ็ด เสด็จไปถึงเมืองสาเกตที่ประตูพระราชวัง ด้วยรถพระที่นั่งผลัดที่เจ็ดถ้าพวกมิตรอำมาตย์ หรือพระญาติสาโลหิต จะพึงทูลถามพระองค์ซึ่งเสด็จถึงประตูพระราชวังว่าข้าแต่มหาราชเจ้า พระองค์เสด็จมาจากพระนครสาวัตถีถึงเมืองสาเกตที่ประตูพระราชวัง ด้วยรถพระที่นั่งผลัดนี้ผลัดเดียวหรือ ท่านผู้มีอายุ พระเจ้าปเสนทิโกศลจะตรัสตอบอย่างไร จึงจะเป็นอันตรัสตอบถูกต้อง? สา. ท่านผู้มีอายุ พระเจ้าปเสนทิโกศลจะต้องตรัสตอบอย่างนี้ จึงจะเป็นอันตรัสตอบถูกต้อง คือ เมื่อฉันกำลังอยู่ในนครสาวัตถีนั้น มีกรณียะด่วนบางอย่างเกิดขึ้นในเมืองสาเกตก็ในระหว่างนครสาวัตถีกับเมืองสาเกตนั้นจะต้องใช้รถถึง ๗ ผลัด เมื่อเช่นนั้น ฉันจึงออกจากนครสาวัตถีขึ้นรถผลัดที่หนึ่งที่ประตูวังไปถึงรถผลัดที่สอง ด้วยรถผลัดที่หนึ่ง ปล่อยรถผลัดที่หนึ่งขึ้นรถผลัดที่สอง ไปถึงรถผลัดที่สาม ด้วยรถผลัดที่สอง ปล่อยรถผลัดที่สอง ขึ้นรถผลัดที่สามไปถึงรถผลัดที่สี่ ด้วยรถผลัดที่สาม ปล่อยรถผลัดที่สาม ขึ้นรถผลัดที่สี่ ไปถึงรถผลัดที่ห้าด้วยรถผลัดที่สี่ ปล่อยรถผลัดที่สี่ ขึ้นรถผลัดที่ห้า ไปถึงรถผลัดที่หก ด้วยรถผลัดที่ห้า ปล่อยรถผลัดที่ห้า ขึ้นรถผลัดที่หก ไปถึงรถผลัดที่เจ็ด ด้วยรถผลัดที่หก ปล่อยรถผลัดที่หก ขึ้นรถผลัดที่เจ็ด ไปถึงเมืองสาเกตที่ประตูวังด้วยรถผลัดที่เจ็ด ท่านผู้มีอายุ พระเจ้าปเสนทิโกศล จะต้องตรัสตอบอย่างนี้ จึงจะเป็นอันตรัสตอบถูกต้อง. ปุ. ท่านผู้มีอายุ ข้อนี้ก็ฉันนั้น สีลวิสุทธิ เป็นประโยชน์แก่จิตตวิสุทธิ จิตตวิสุทธิเป็นประโยชน์แก่ทิฏฐิวิสุทธิ ทิฏฐิวิสุทธิ เป็นประโยชน์แก่กังขาวิตรณวิสุทธิ กังขาวิตรณวิสุทธิเป็นประโยชน์แก่มัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิ มัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิ เป็นประโยชน์แก่ปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิ ปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิ เป็นประโยชน์แก่ญาณทัสสนวิสุทธิ ญาณทัสสนวิสุทธิ เป็นประโยชน์แก่อนุปาทาปรินิพพาน ท่านผู้มีอายุ ผมประพฤติพรหมจรรย์ในพระผู้มีพระภาค เพื่ออนุปาทาปรินิพพาน. กล่าวชื่นชมสุภาษิตของกันและกัน

ข้อ ๒๙๙

เอวํ วุตฺเต อายสฺมา สารีปุตฺโต อายสฺมนฺตํ ปุณฺณํ มนฺตาณิปุตฺตํ เอตทโวจ โก นาโม อายสฺมา กถญฺจ ปนายสฺมนฺตํ สพฺรหฺมจารี ชานนฺตีติ ฯ ปุณฺโณติ โข เม อาวุโส นามํ มนฺตาณิปุตฺโตติ จ ปน มํ สพฺรหฺมจารี ชานนฺตีติ ฯ อจฺฉริยํ อาวุโส อพฺภูตํ อาวุโส ยถาตํ สุตวตา สาวเกน สมฺมเทว สตฺถุ สาสนํ อาชานนฺเตน เอวเมวํ อายสฺมตา ปุณฺเณน มนฺตาณิปุตฺเตน คมฺภีรา คมฺภีรา ปญฺญา อนุมาสฺส อนุมาสฺส พฺยากตา ลาภา สพฺรหฺมจารีนํ สุลทฺธํ สพฺรหฺมจารีนํ เย อายสฺมนฺตํ ปุณฺณํ มนฺตาณิปุตฺตํ ลภนฺติ ทสฺสนาย ลภนฺติ ปยิรุปาสนาย เวลณฺฑุเกน เจปิ สพฺรหฺมจารี อายสฺมนฺตํ มนฺตาณิปุตฺตํ มุทฺธนา ปริหรนฺตา ลเภยฺยุํ ทสฺสนาย ลเภยฺยุํ ปยิรุปาสนาย เตสมฺปิ ลาภา เตสมฺปิ สุลทฺธํ อมฺหากมฺปิ ลาภา อมฺหากมฺปิ สุลทฺธํ เย มยํ อายสฺมนฺตํ ปุณฺณํ มนฺตาณิปุตฺตํ ลภาม ทสฺสนาย ลภาม ปยิรุปาสนายาติ ฯ

เมื่อท่านพระปุณณมันตานีบุตรกล่าวอย่างนี้แล้ว ท่านพระสารีบุตรจึงถามว่าท่านผู้มีอายุ ท่านชื่ออะไร และพวกภิกษุเพื่อนพรหมจรรย์ รู้จักท่านว่าอย่างไร? ท่านพระปุณณมันตานีบุตรตอบว่า ท่านผู้มีอายุ ผมชื่อปุณณะ แต่พวกภิกษุเพื่อนพรหมจรรย์ รู้จักผมว่ามันตานีบุตร. ท่านพระสารีบุตรกล่าวว่า ท่านผู้มีอายุ น่าอัศจรรย์นัก ไม่เคยมีมาแล้ว ธรรมอันลึกซึ้ง อันท่านพระปุณณมันตานีบุตรเลือกเฟ้นมากล่าวแก้ ด้วยปัญญาอันลึกซึ้ง ตามเยี่ยงพระสาวกผู้ได้สดับแล้ว รู้ทั่วถึงคำสอนของพระศาสดาโดยถ่องแท้ จะพึงกล่าวแก้ ฉะนั้น เป็นลาภมากของเพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลาย ความเป็นมนุษย์อันเพื่อนพรหมจรรย์ได้ดีแล้ว ที่ได้พบเห็นนั่งใกล้ท่านพระปุณณมันตานีบุตร แม้หากว่าเพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลาย จะเทิดท่านพระปุณณมันตานีบุตรไว้บนศีรษะด้วยเทริดผ้า จึงจะได้พบเห็น นั่งใกล้ แม้ข้อนั้นก็นับว่าเป็นลาภมากของเธอเหล่านั้น ความเป็นมนุษย์อันเธอเหล่านั้นได้ดีแล้ว อนึ่งนับว่าเป็นลาภมากของผมด้วย เป็นการได้ดีของผมด้วย ที่ได้พบเห็น นั่งใกล้ท่านพระปุณณมันตานีบุตร.

ข้อ ๓๐๐

เอวํ วุตฺเต อายสฺมา ปุณฺโณ มนฺตาณิปุตฺโต อายสฺมนฺตํ สารีปุตฺตํ เอตทโวจ โก นาโม อายสฺมา กถญฺจ ปนายสฺมนฺตํ สพฺรหฺมจารี ชานนฺตีติ ฯ อุปติสฺโสติ โข เม อาวุโส นามํ สารีปุตฺโตติ จ ปน มํ สพฺรหฺมจารี ชานนฺตีติ ฯ สตฺถุกปฺเปน วต กิร โภ สาวเกน สทฺธึ มนฺตยมานา น ชานิมฺห อายสฺมา สารีปุตฺโตติ สเจ หิ มยํ ชาเนยฺยาม อายสฺมา สารีปุตฺโตติ เอตฺตกมฺปิ โน นปฺปฏิภาเสยฺย อจฺฉริยํ อาวุโส อพฺภูตํ อาวุโส ยถาตํ สุตวตา สาวเกน สมฺมเทว สตฺถุ สาสนํ อาชานนฺเตน เอวเมวํ อายสฺมตา สารีปุตฺเตน คมฺภีรา คมฺภีรา ปญฺญา อนุมาสฺส อนุมาสฺส ปุจฺฉิตา ลาภา สพฺรหฺมจารีนํ สุลทฺธํ สพฺรหฺมจารีนํ เย อายสฺมนฺตํ สารีปุตฺตํ ลภนฺติ ทสฺสนาย ลภนฺติ ปยิรุปาสนาย เวลณฺฑุเกน เจปิ สพฺรหฺมจารี อายสฺมนฺตํ สารีปุตฺตํ มุทฺธนา ปริหรนฺตา ลเภยฺยุํ ทสฺสนาย ลเภยฺยุํ ปยิรุปาสนาย เตสมฺปิ ลาภา เตสมฺปิ สุลทฺธํ อมฺหากมฺปิ ลาภา อมฺหากมฺปิ สุลทฺธํ เย มยํ อายสฺมนฺตํ สารีปุตฺตํ ลภาม ทสฺสนาย ลภาม ปยิรุปาสนายาติ ฯ อิติห เต อุโภปิ มหานาคา อญฺญมญฺญสฺส สุภาสิตํ สมนุโมทึสูติ ฯ รถวินีตสุตฺตํ นิฏฺฐิตํ จตุตฺถํ ฯ -----------

เมื่อท่านพระสารีบุตรกล่าวอย่างนี้แล้ว ท่านพระปุณณมันตานีบุตรจึงถามดังนี้ว่าท่านผู้มีอายุ ท่านชื่ออะไร และเพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลาย รู้จักท่านว่าอย่างไร? ท่านพระสารีบุตรตอบว่า ท่านผู้มีอายุ ผมชื่ออุปติสสะ แต่พวกเพื่อนพรหมจรรย์ รู้จักผมว่าสารีบุตร. ท่านพระปุณณมันตานีบุตรกล่าวว่า ท่านผู้เจริญ ผมกำลังพูดอยู่กับท่านผู้เป็นสาวกทรงคุณคล้ายกับพระศาสดา มิได้ทราบเลยว่า ท่านชื่อสารีบุตร ถ้าผมทราบว่า ท่านชื่อสารีบุตรแล้ว คำที่พูดไปเพียงเท่านี้ คงไม่แจ่มแจ้งแก่ผมได้ เป็นการน่าอัศจรรย์จริง ไม่เคยมีมาแล้ว ธรรมอันลึกซึ้งอันท่านพระสารีบุตรเลือกเฟ้นมาถามแล้วด้วยปัญญาอันลึกซึ้ง ตามเยี่ยงพระสาวกผู้ได้สดับแล้วรู้ทั่วถึงคำสอนของพระศาสดาโดยถ่องแท้ จะพึงถาม ฉะนั้น เป็นลาภมากของเพื่อนพรหมจรรย์ความเป็นมนุษย์นับว่าเพื่อนพรหมจรรย์ได้ดีแล้ว ที่ได้พบเห็น นั่งใกล้ท่านพระสารีบุตร แม้หากว่า เพื่อนพรหมจรรย์จะเทิดท่านพระสารีบุตรไว้บนศีรษะด้วยเทริดผ้าจึงจะได้พบเห็น นั่งใกล้แม้ข้อนั้นก็เป็นลาภมากของเธอเหล่านั้น ความเป็นมนุษย์นับว่าอันเธอเหล่านั้นได้ดีแล้ว อนึ่งนับว่าเป็นลาภมากของผมด้วย เป็นการได้ดีของผมด้วย ที่ได้พบเห็นนั่งใกล้พระสารีบุตร. พระมหานาคทั้งสองนั้น ต่างชื่นชมสุภาษิตของกันและกัน ด้วยประการฉะนี้แล. จบ รถวินีตสูตรที่ ๔ -----------------------------------------------------

ฉบับมหาจุฬาฯ

ชั้นตัวบทพุทธพจน์

หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ

เปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

๔. รถวินีตสูตร ว่าด้วยราชรถ ๗ ผลัด ภิกษุยกย่องพระปุณณมันตานีบุตร

ข้อ ๒๕๒

ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเวฬุวัน กลันทกนิวาปสถาน เขตกรุงราชคฤห์ ครั้งนั้น ภิกษุผู้มีถิ่นกำเนิดเดียวกันจำนวนมาก จำพรรษาในท้องถิ่น(ของตน)แล้ว ได้มาเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายอภิวาทแล้วนั่งอยู่ ณที่สมควร พระผู้มีพระภาคตรัสถามภิกษุเหล่านั้นว่า “ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุรูปไหนหนอที่ภิกษุเพื่อนพรหมจารีในท้องถิ่นยกย่อง อย่างนี้ว่า ‘ตนเองเป็นผู้มักน้อย และกล่าวอัปปิจฉกถา(เรื่องความมักน้อย) แก่ภิกษุทั้งหลาย@เชิงอรรถ : @ กลันทกนิวาปสถาน หมายถึงเป็นสถานที่สำหรับพระราชทานเหยื่อแก่กระแต (ม.มู.อ. ๒/๒๕๒/๔๑-๔๒)@ เป็นผู้มักน้อย หมายถึงความมักน้อย ๔ ประการ คือ (๑) เป็นผู้มักน้อยในปัจจัย ๔ (๒) เป็นผู้มักน้อยใน@ธุดงค์ ได้แก่ ไม่ประสงค์ให้ผู้อื่นรู้ความที่ตนสมาทานธุดงค์ (๓) เป็นผู้มักน้อยในการเล่าเรียน ได้แก่@ไม่ปรารถนาให้ผู้อื่นรู้ความที่ตนเป็นพหูสูต (๔) เป็นผู้มักน้อยในการบรรลุธรรม ได้แก่ ไม่ปรารถนาให้@ผู้อื่นรู้ความที่ตนเป็นพระโสดาบัน เป็นต้น (ม.มู.อ. ๒/๑๕๒/๔๗-๔๘)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๒ หน้า : ๒๗๓}

พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ [๓. โอปัมมวรรค] ๔. รถวินีตสูตร ตนเองเป็นผู้สันโดษ และกล่าวสันตุฏฐิกถา(เรื่องความสันโดษ) แก่ภิกษุทั้งหลาย ตนเองเป็นผู้สงัด และกล่าวปวิเวกกถา(เรื่องความสงัด) แก่ภิกษุทั้งหลาย ตนเองเป็นผู้ไม่คลุกคลี และกล่าวอสังสัคคกถา(เรื่องความไม่คลุกคลี) แก่ภิกษุทั้งหลาย ตนเองเป็นผู้ปรารภความเพียร และกล่าววิริยารัมภกถา(เรื่องการปรารภความเพียร) แก่ภิกษุทั้งหลาย ตนเองเป็นผู้สมบูรณ์ด้วยศีล และกล่าวสีลสัมปทากถา(เรื่องความสมบูรณ์ ด้วยศีล) แก่ภิกษุทั้งหลาย ตนเองเป็นผู้สมบูรณ์ด้วยสมาธิ และกล่าวสมาธิสัมปทากถา(เรื่องความสมบูรณ์ด้วยสมาธิ) แก่ภิกษุทั้งหลาย @เชิงอรรถ : @ เป็นผู้สันโดษ หมายถึงความสันโดษ ๓ ประการ คือ (๑) ยถาลาภสันโดษ เป็นผู้สันโดษตามมีตามได้@ทั้งดีและไม่ดี (๒) ยถาพลสันโดษ เป็นผู้สันโดษตามกำลังทั้งกำลังของตนและของทายก (๓) ยถาสารุปป-@สันโดษ เป็นผู้สันโดษตามสมควรแก่สมณภาวะ @สันโดษ ๓ ประการ ในปัจจัย ๔ คือ จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานปัจจัยเภสัชบริขาร จึงเป็น@สันโดษ ๑๒ (ม.มู.อ. ๒/๒๕๒/๔๘-๕๐) @ เป็นผู้สงัด หมายถึงมีวิเวก ๓ ประการ คือ (๑) กายวิเวก สงัดกาย ได้แก่ อยู่ผู้เดียวทุกอิริยาบถ@(๒) จิตตวิเวก ได้แก่ ได้สมาบัติ ๘ (๓) อุปธิวิเวก ได้แก่ บรรลุนิพพาน (ม.มู.อ. ๒/๒๕๒/๕๐)@ เป็นผู้ไม่คลุกคลี หมายถึงไม่คลุกคลีด้วยการคลุกคลี ๕ ประการ คือ (๑) การคลุกคลีด้วยการฟัง@(๒) การคลุกคลีด้วยการเห็น (๓) การคลุกคลีด้วยการสนทนาปราศรัย (๔) การคลุกคลีด้วยการอยู่ร่วมกัน@(๕) การคลุกคลีทางกาย (ม.มู.อ. ๒/๒๕๒/๕๑) @ เป็นผู้ปรารภความเพียร หมายถึงการทำความเพียรทางกายและทางจิตให้บริบูรณ์ (ม.มู.อ. ๒/๒๕๒/๕๔)@ เป็นผู้สมบูรณ์ด้วยศีล คำว่า ศีล ในที่นี้หมายถึงปาริสุทธิศีล ๔ ประการ [คือ (๑) ศีลคือการสังวรในพระ@ปาติโมกข์ (๒) ศีลคือการสำรวมอินทรีย์ ๖ (๓) ศีลคือการพิจารณาใช้สอยปัจจัย ๔ (๔) ศีลคือการเลี้ยง@ชีวิตด้วยความบริสุทธิ์] (ม.มู.อ. ๒/๒๕๒/๕๔) @ เป็นผู้สมบูรณ์ด้วยสมาธิ คำว่า สมาธิ ในที่นี้หมายถึงสมาบัติ ๘ คือ รูปฌาน ๔ และอรูปฌาน ๔@อันเป็นบาทแห่งวิปัสสนา (ม.มู.อ. ๒/๒๕๒/๕๔)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๒ หน้า : ๒๗๔}

พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ [๓. โอปัมมวรรค] ๔. รถวินีตสูตร ตนเองเป็นผู้สมบูรณ์ด้วยปัญญา และกล่าวปัญญาสัมปทากถา(เรื่องความสมบูรณ์ด้วยปัญญา) แก่ภิกษุทั้งหลาย ตนเองเป็นผู้สมบูรณ์ด้วยวิมุตติ และกล่าววิมุตติสัมปทากถา(เรื่องความสมบูรณ์ด้วยวิมุตติ) แก่ภิกษุทั้งหลาย ตนเองเป็นผู้สมบูรณ์ด้วยวิมุตติญาณทัสสนะ และกล่าววิมุตติญานทัสสนสัมปทา-กถา(เรื่องความสมบูรณ์ด้วยวิมุตติญาณทัสสนะ) แก่ภิกษุทั้งหลาย เป็นผู้ให้โอวาท แนะนำ ชี้แจงให้เพื่อนพรหมจารีทั้งหลายเห็นชัด ชวนใจให้ อยากรับเอาไปปฏิบัติ เร้าใจให้อาจหาญแกล้วกล้า ปลอบชโลมใจให้สดชื่นร่าเริง” ภิกษุท้องถิ่นเหล่านั้นกราบทูลว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ท่านพระปุณณ- มันตานีบุตรเป็นผู้ที่พวกภิกษุเพื่อนพรหมจารีท้องถิ่นยกย่องอย่างนี้ว่า ตนเองเป็นผู้มักน้อย และกล่าวอัปปิจฉกถาแก่ภิกษุทั้งหลาย ตนเองเป็นผู้สันโดษ ... ตนเองเป็นผู้สงัด ... ตนเองเป็นผู้ไม่คลุกคลี ... ตนเองเป็นผู้ปรารภความเพียร ... ตนเองเป็นผู้สมบูรณ์ด้วยศีล ... ตนเองเป็นผู้สมบูรณ์ด้วยสมาธิ ... ตนเองเป็นผู้สมบูรณ์ด้วยปัญญา ... ตนเองเป็นผู้สมบูรณ์ด้วยวิมุตติ ... ตนเองเป็นผู้สมบูรณ์ด้วยวิมุตติญาณทัสสนะ และกล่าววิมุตติญาณทัสสน- สัมปทากถาแก่ภิกษุทั้งหลาย เป็นผู้ให้โอวาท แนะนำ ชี้แจงให้เพื่อนพรหมจารีทั้งหลายเห็นชัด ชวนใจให้ อยากรับเอาไปปฏิบัติ เร้าใจให้อาจหาญแกล้วกล้า ปลอบชโลมใจให้สดชื่นร่าเริง”

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๒ หน้า : ๒๗๕}

พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ [๓. โอปัมมวรรค] ๔. รถวินีตสูตร

ข้อ ๒๕๓

ขณะนั้น ท่านพระสารีบุตรได้นั่งเฝ้าพระผู้มีพระภาคอยู่ ณ ที่ใกล้ได้มีความคิดว่า “เป็นลาภของท่านพระปุณณมันตานีบุตร ท่านพระปุณณมันตานี-บุตรได้ดีแล้ว ที่พวกภิกษุเพื่อนพรหมจารีผู้เป็นวิญญูชนเลือกเฟ้น กล่าวยกย่องพรรณนาคุณเฉพาะพระพักตร์ของพระศาสดา และพระศาสดาก็ทรงอนุโมทนาการกระทำนั้น บางทีเราคงได้พบกับท่านพระปุณณมันตานีบุตรแล้ว สนทนาปราศรัยกันสักครั้งหนึ่ง”

ข้อ ๒๕๔

ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ที่กรุงราชคฤห์ตามพระอัธยาศัยแล้วจึงเสด็จจาริกไปโดยลำดับจนถึงกรุงสาวัตถี ประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตกรุงสาวัตถี ท่านพระปุณณมันตานีบุตรทราบข่าวว่า“ได้ยินว่า พระผู้มีพระภาคเสด็จมาถึงกรุงสาวัตถี แล้วประทับอยู่ ณ พระเชตวันอารามของอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตกรุงสาวัตถี” พระปุณณมันตานีบุตรเข้าเฝ้าพระพุทธองค์

ข้อ ๒๕๕

ครั้งนั้น ท่านพระปุณณมันตานีบุตรจึงเก็บงำเสนาสนะ ถือบาตรและ จีวรจาริกไปโดยลำดับตามทางที่จะไปยังกรุงสาวัตถีถึงพระเชตวัน อารามของอนาถ-บิณฑิกเศรษฐี เขตกรุงสาวัตถีแล้ว จึงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับถวายอภิวาทแล้วนั่งอยู่ ณ ที่สมควร ครั้นนั่งเรียบร้อยแล้ว พระผู้มีพระภาคจึงทรงชี้แจงพระปุณณมันตานีบุตรให้เห็นชัด ชวนใจให้อยากรับเอาไปปฏิบัติเร้าใจให้อาจหาญแกล้วกล้า ปลอบชโลมใจให้สดชื่นร่าเริงด้วยธรรมีกถา ลำดับนั้นท่านพระปุณณมันตานีบุตร เมื่อพระผู้มีพระภาคทรงชี้แจงให้เห็นชัด ชวนใจให้อยากรับเอาไปปฏิบัติ เร้าใจให้อาจหาญแกล้วกล้า ปลอบชโลมใจให้สดชื่นร่าเริงด้วยธรรมีกถาแล้ว ได้ชื่นชม ยินดีพระภาษิตของพระผู้มีพระภาค ลุกจากอาสนะถวายอภิวาท กระทำประทักษิณ แล้วเข้าไปสู่ป่าอันธวัน เพื่อพักผ่อนในเวลากลางวัน

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๒ หน้า : ๒๗๖}

พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ [๓. โอปัมมวรรค] ๔. รถวินีตสูตร

ข้อ ๒๕๖

ครั้งนั้น ภิกษุรูปหนึ่งเข้าไปหาท่านพระสารีบุตรถึงที่อยู่แล้วกล่าวว่า“ท่านพระสารีบุตร พระปุณณมันตานีบุตรที่ท่านสรรเสริญอยู่เนืองๆ นั้น (บัดนี้)พระผู้มีพระภาคทรงชี้แจงให้เห็นชัด ชวนใจให้อยากรับเอาไปปฏิบัติ เร้าใจให้อาจหาญแกล้วกล้า ปลอบชโลมใจให้สดชื่นร่าเริงด้วยธรรมีกถาแล้ว ท่านก็ชื่นชม ยินดีพระภาษิตของพระผู้มีพระภาค ลุกจากอาสนะถวายอภิวาท กระทำประทักษิณ แล้วหลีกไปสู่ป่าอันธวันเพื่อพักผ่อนในเวลากลางวัน” ลำดับนั้น ท่านพระสารีบุตรรีบถือผ้านิสีทนะ(ผ้ารองนั่ง) แล้วติดตามท่านพระปุณณมันตานีบุตรไปข้างหลังๆ พอที่จะแลเห็นศีรษะกัน ครั้งนั้น ท่านพระปุณณมันตานีบุตร เข้าไปในป่าอันธวัน แล้วนั่งพักผ่อนในเวลากลางวันอยู่ที่โคนไม้แห่งหนึ่ง แม้ท่านพระสารีบุตรเข้าไปสู่ป่าอันธวัน แล้วก็นั่งพักผ่อนในเวลากลางวันอยู่ที่โคนไม้แห่งหนึ่งเหมือนกัน เป้าหมายแห่งพรหมจรรย์ตามลำดับวิสุทธิ ๗ ครั้นในเวลาเย็น ท่านพระสารีบุตรออกจากที่หลีกเร้น แล้วเข้าไปหาท่านพระปุณณมันตานีบุตรถึงที่อยู่ ได้สนทนาปราศรัยพอเป็นที่บันเทิงใจ พอเป็นที่ระลึกถึงกันแล้วจึงนั่ง ณ ที่สมควร ได้ถามท่านพระปุณณมันตานีบุตรว่า

ข้อ ๒๕๗

“ท่านผู้มีอายุ ท่านประพฤติพรหมจรรย์ในพระผู้มีพระภาคของเราหรือ” ท่านพระปุณณมันตานีบุตรตอบว่า “ขอรับ ท่านผู้มีอายุ” “ท่านประพฤติพรหมจรรย์ในพระผู้มีพระภาคเพื่อสีลวิสุทธิ (ความหมดจดแห่งศีล) หรือ” “ข้อนี้ หามิได้” @เชิงอรรถ : @ ดูเชิงอรรถที่ ๑ ข้อ ๘๑ (สัลเลขสูตร) หน้า ๗๐ ในเล่มนี้

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๒ หน้า : ๒๗๗}

พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ [๓. โอปัมมวรรค] ๔. รถวินีตสูตร “ถ้าเช่นนั้น ท่านประพฤติพรหมจรรย์ในพระผู้มีพระภาคเพื่อจิตตวิสุทธิ (ความหมดจดแห่งจิต) หรือ” “ข้อนี้ หามิได้” “ถ้าเช่นนั้น ท่านประพฤติพรหมจรรย์ในพระผู้มีพระภาคเพื่อทิฏฐิวิสุทธิ (ความหมดจดแห่งทิฏฐิ) หรือ” “ข้อนี้ หามิได้” “ถ้าเช่นนั้น ท่านประพฤติพรหมจรรย์ในพระผู้มีพระภาคเพื่อกังขาวิตรณวิสุทธิ(ความหมดจดแห่งญาณเป็นเครื่องข้ามพ้นความสงสัย) หรือ” “ข้อนี้ หามิได้” “ถ้าเช่นนั้น ท่านประพฤติพรหมจรรย์ในพระผู้มีพระภาคเพื่อมัคคามัคคญาณ-ทัสสนวิสุทธิ (ความหมดจดแห่งญาณที่รู้เห็นว่าเป็นทางหรือมิใช่ทาง) หรือ” “ข้อนี้ หามิได้” “ถ้าเช่นนั้น ท่านประพฤติพรหมจรรย์ในพระผู้มีพระภาคเพื่อปฏิปทาญาณทัสสน-วิสุทธิ (ความหมดจดแห่งญาณที่รู้เห็นทางดำเนิน) หรือ” “ข้อนี้ หามิได้” “ถ้าเช่นนั้น ท่านประพฤติพรหมจรรย์ในพระผู้มีพระภาคเพื่อญาณทัสสนวิสุทธิ(ความหมดจดแห่งญาณทัสสนะ) หรือ” “ข้อนี้ หามิได้” “เมื่อผมถามท่านว่า ‘ท่านประพฤติพรหมจรรย์ในพระผู้มีพระภาคเพื่อสีลวิสุทธิหรือ’ ท่านก็ตอบผมว่า ‘ข้อนี้ หามิได้’ เมื่อผมถามท่านว่า ‘ท่านประพฤติพรหมจรรย์ในพระผู้มีพระภาคเพื่อจิตต-วิสุทธิหรือ’ ท่านก็ตอบผมว่า ‘ข้อนี้ หามิได้’ เมื่อผมถามท่านว่า ‘ท่านประพฤติพรหมจรรย์ในพระผู้มีพระภาคเพื่อทิฏฐิ-วิสุทธิหรือ’ ท่านก็ตอบผมว่า ‘ข้อนี้ หามิได้’

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๒ หน้า : ๒๗๘}

พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ [๓. โอปัมมวรรค] ๔. รถวินีตสูตร เมื่อผมถามท่านว่า ‘ท่านประพฤติพรหมจรรย์ในพระผู้มีพระภาคเพื่อกังขา-วิตรณวิสุทธิหรือ’ ท่านก็ตอบผมว่า ‘ข้อนี้หามิได้’ ... เพื่อมัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิหรือ’ ... ... เพื่อปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิหรือ’ ... เมื่อผมถามท่านว่า ‘ท่านประพฤติพรหมจรรย์ในพระผู้มีพระภาคเพื่อญาณ-ทัสสนวิสุทธิหรือ’ ท่านก็ตอบผมว่า ‘ข้อนี้ หามิได้’ เมื่อเป็นเช่นนี้ ท่านประพฤติพรหมจรรย์ในพระผู้มีพระภาคเพื่ออะไรกันเล่า” “ท่านผู้มีอายุ ผมประพฤติพรหมจรรย์ในพระผู้มีพระภาคเพื่ออนุปาทา- ปรินิพพาน” “สีลวิสุทธิ เป็นอนุปาทาปรินิพพานหรือ” “ข้อนี้ หามิได้” “จิตตวิสุทธิ เป็นอนุปาทาปรินิพพานหรือ” “ข้อนี้ หามิได้” “ทิฏฐิวิสุทธิ เป็นอนุปาทาปรินิพพานหรือ” “ข้อนี้ หามิได้” “กังขาวิตรณวิสุทธิ เป็นอนุปาทาปรินิพพานหรือ” “ข้อนี้ หามิได้” “มัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิ เป็นอนุปาทาปรินิพพานหรือ” “ข้อนี้ หามิได้” @เชิงอรรถ : @ อนุปาทาปรินิพพาน หมายถึงปรินิพพานที่หาปัจจัยปรุงแต่งมิได้ แต่ในที่นี้ พระเถระหมายเอาสภาวะ@เป็นที่สุด เป็นเงื่อนปลาย เป็นที่จบการประพฤติพรหมจรรย์ของท่านผู้ถืออปัจจยปรินิพพาน@(ม.มู.อ. ๒/๒๕๘/๖๓-๖๔)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๒ หน้า : ๒๗๙}

พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ [๓. โอปัมมวรรค] ๔. รถวินีตสูตร “ปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิ เป็นอนุปาทาปรินิพพานหรือ” “ข้อนี้ หามิได้” “ญาณทัสสนวิสุทธิ เป็นอนุปาทาปรินิพพานหรือ” “ข้อนี้ หามิได้” “ธรรมนอกจากธรรมเหล่านี้ เป็นอนุปาทาปรินิพพานหรือ” พระปุณณมันตานีบุตรตอบว่า “ข้อนี้ หามิได้ ท่านผู้มีอายุ” ท่านพระสารีบุตรกล่าวว่า “ท่านผู้มีอายุ เมื่อผมถามท่านว่า ‘สีลวิสุทธิ เป็นอนุปาทาปรินิพพานหรือ’ ท่านก็ตอบผมว่า ‘ข้อนี้ หามิได้’ เมื่อผมถามท่านว่า ‘จิตตวิสุทธิ เป็นอนุปาทาปรินิพพานหรือ’ ท่านก็ตอบผมว่า ‘ข้อนี้ หามิได้’ ... ‘ทิฏฐิวิสุทธิ เป็นอนุปาทาปรินิพพานหรือ’ ... ... ‘กังขาวิตรณวิสุทธิ เป็นอนุปาทาปรินิพพานหรือ’ ... ... ‘มัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิ เป็นอนุปาทาปรินิพพานหรือ’ ... ... ‘ปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิ เป็นอนุปาทาปรินิพพานหรือ’ ... เมื่อผมถามท่านว่า ‘ญาณทัสสนวิสุทธิ เป็นอนุปาทาปรินิพพานหรือ’ ท่านก็ตอบว่า ‘ข้อนี้ หามิได้’ เมื่อผมถามท่านว่า ‘ธรรมนอกจากธรรมเหล่านี้ เป็นอนุปาทาปรินิพพานหรือ’ท่านก็ตอบผมว่า ‘ข้อนี้ หามิได้’ (เมื่อเป็นเช่นนี้) จะพึงเห็นเนื้อความของคำที่ท่านกล่าวแล้วนี้ได้อย่างไร”

ข้อ ๒๕๘

ท่านพระปุณณมันตานีบุตรกล่าวว่า “ท่านผู้มีอายุ ถ้าพระผู้มี พระภาคทรงบัญญัติสีลวิสุทธิว่าเป็นอนุปาทาปรินิพพาน ก็ชื่อว่าพึงบัญญัติธรรมที่ยังมีอุปาทานว่าเป็นอนุปาทาปรินิพพาน ถ้าทรงบัญญัติจิตตวิสุทธิว่าเป็นอนุปาทาปรินิพพาน ก็ชื่อว่าพึงบัญญัติธรรม ที่ยังมีอุปาทานว่าเป็นอนุปาทาปรินิพพาน

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๒ หน้า : ๒๘๐}

พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ [๓. โอปัมมวรรค] ๔. รถวินีตสูตร ถ้าทรงบัญญัติทิฏฐิวิสุทธิว่าเป็นอนุปาทาปรินิพพาน ก็ชื่อว่าพึงบัญญัติธรรมที่ยังมีอุปาทานว่าเป็นอนุปาทาปรินิพพาน ถ้าทรงบัญญัติกังขาวิตรณวิสุทธิว่าเป็นอนุปาทาปรินิพพาน ก็ชื่อว่าพึงบัญญัติธรรมที่ยังมีอุปาทานว่าเป็นอนุปาทาปรินิพพาน ถ้าทรงบัญญัติมัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิว่าเป็นอนุปาทาปรินิพพาน ก็ชื่อว่าพึงบัญญัติธรรมที่ยังมีอุปาทานว่าเป็นอนุปาทาปรินิพพาน ถ้าทรงบัญญัติปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิว่าเป็นอนุปาทาปรินิพพาน ก็ชื่อว่า พึงบัญญัติธรรมที่ยังมีอุปาทานว่าเป็นอนุปาทาปรินิพพาน ถ้าทรงบัญญัติญาณทัสสนวิสุทธิว่าเป็นอนุปาทาปรินิพพาน ก็ชื่อว่าพึง บัญญัติธรรมที่ยังมีอุปาทานว่าเป็นอนุปาทาปรินิพพาน ท่านผู้มีอายุ ถ้าธรรมนอกจากธรรมเหล่านี้ จักเป็นอนุปาทาปรินิพพานแล้วปุถุชนก็จะพึงปรินิพพาน เพราะว่าปุถุชนเว้นจากธรรมเหล่านี้ ผมจะเปรียบเทียบให้ท่านฟัง คนฉลาดบางพวกในโลกนี้ย่อมเข้าใจความหมายแห่งถ้อยคำได้ด้วยอุปมาโวหาร เปรียบเทียบวิสุทธิด้วยรถ ๗ ผลัด

ข้อ ๒๕๙

ท่านผู้มีอายุ เปรียบเหมือนพระเจ้าปเสนทิโกศลกำลังประทับอยู่ที่ กรุงสาวัตถี มีพระราชกรณียกิจด่วนบางประการเกิดขึ้นที่เมืองสาเกต และในระหว่างกรุงสาวัตถีกับเมืองสาเกตนั้นจะต้องต่อรถถึงเจ็ดผลัด ครั้งนั้น พระเจ้าปเสนทิโกศลเสด็จออกจากกรุงสาวัตถี ทรงรถพระที่นั่งผลัดที่หนึ่ง ที่ประตูพระราชวัง เสด็จไปถึงรถพระที่นั่งผลัดที่สอง จึงทรงสละรถพระที่นั่งผลัดที่หนึ่ง ทรงรถพระที่นั่งผลัดที่สอง เสด็จไปถึงรถพระที่นั่งผลัดที่สาม จึงทรงสละรถพระที่นั่งผลัดที่สอง ทรงรถพระที่นั่งผลัดที่สาม เสด็จไปถึงรถพระที่นั่งผลัดที่สี่

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๒ หน้า : ๒๘๑}

พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ [๓. โอปัมมวรรค] ๔. รถวินีตสูตร จึงทรงสละรถพระที่นั่งผลัดที่สาม ทรงรถพระที่นั่งผลัดที่สี่ เสด็จไปถึงรถพระที่นั่งผลัดที่ห้า จึงทรงสละรถพระที่นั่งผลัดที่สี่ ทรงรถพระที่นั่งผลัดที่ห้า เสด็จไปถึงรถ พระที่นั่งผลัดที่หก จึงทรงสละรถพระที่นั่งผลัดที่ห้า ทรงรถพระที่นั่งผลัดที่หก เสด็จไปถึงรถพระที่นั่งผลัดที่เจ็ด จึงทรงสละรถพระที่นั่งผลัดที่หก ทรงรถพระที่นั่งผลัดที่เจ็ด เสด็จไปถึงประตูเมืองสาเกตด้วยรถพระที่นั่งผลัดที่เจ็ด ถ้าพวกมิตรอำมาตย์หรือพระบรมวงศานุวงศ์จะพึงทูลถามพระองค์ว่า ‘ขอเดชะมหาราชเจ้า พระองค์เสด็จจากกรุงสาวัตถีถึงประตูเมืองสาเกตด้วยรถพระที่นั่งผลัดนี้ผลัดเดียวหรือ’ ท่านผู้มีอายุ พระเจ้าปเสนทิโกศลจะตรัสตอบอย่างไร จึงจะจัดว่าตรัสตอบอย่างถูกต้อง” ท่านพระสารีบุตรกล่าวว่า “ท่านผู้มีอายุ พระเจ้าปเสนทิโกศลจะต้องตรัสตอบอย่างนี้ จึงจัดว่าตรัสตอบอย่างถูกต้อง คือตรัสว่า ‘เมื่อฉันกำลังอยู่ในกรุงสาวัตถีนั้น มีกรณียกิจด่วนบางประการเกิดขึ้นในเมืองสาเกต ระหว่างกรุงสาวัตถีกับเมืองสาเกตนั้น จะต้องใช้รถถึงเจ็ดผลัด ครั้งนั้นแล ฉันออกจากกรุงสาวัตถีขึ้นรถผลัดที่หนึ่ง ที่ประตูวัง ไปถึงรถผลัดที่สอง สละรถผลัดที่หนึ่ง ขึ้นรถผลัดที่สอง ไปถึงรถผลัดที่สาม สละรถผลัดที่สองขึ้นรถผลัดที่สาม ไปถึงรถผลัดที่สี่ สละรถผลัดที่สาม ขึ้นรถผลัดที่สี่ ไปถึงรถผลัดที่ห้า สละรถผลัดที่สี่ ขึ้นรถผลัดที่ห้า ไปถึงรถผลัดที่หก สละรถผลัดที่ห้า ขึ้นรถผลัดที่หก ไปถึงรถผลัดที่เจ็ด สละรถผลัดที่หก ขึ้นรถผลัดที่เจ็ด ไปถึงประตูเมืองสาเกตด้วยรถผลัดที่เจ็ด’

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๒ หน้า : ๒๘๒}

พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ [๓. โอปัมมวรรค] ๔. รถวินีตสูตร ท่านผู้มีอายุ พระเจ้าปเสนทิโกศลจะต้องตรัสตอบอย่างนี้แล จึงจัดว่าตรัสตอบอย่างถูกต้อง” ท่านพระปุณณมันตานีบุตรกล่าวว่า “ท่านผู้มีอายุ ข้อนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน สีลวิสุทธิมีจิตตวิสุทธิเป็นเป้าหมาย จิตตวิสุทธิมีทิฏฐิวิสุทธิเป็นเป้าหมาย ทิฏฐิวิสุทธิมีกังขาวิตรณวิสุทธิเป็นเป้าหมาย กังขาวิตรณวิสุทธิมีมัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิเป็นเป้าหมาย มัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิมีปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิเป็นเป้าหมายปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิมีญาณทัสสนวิสุทธิเป็นเป้าหมาย ญาณทัสสนวิสุทธิมี อนุปาทาปรินิพพานเป็นเป้าหมาย ท่านผู้มีอายุ ผมอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ในพระผู้มีพระภาคเพื่ออนุปาทา- ปรินิพพานโดยแท้” พระเถระทั้ง ๒ รูปกล่าวสรรเสริญคุณของกันและกัน

ข้อ ๒๖๐

เมื่อท่านพระปุณณมันตานีบุตรกล่าวอย่างนี้แล้ว ท่านพระสารีบุตร จึงถามว่า “ท่านผู้มีอายุ ท่านชื่ออะไร และเพื่อนพรหมจารีรู้จักท่านว่าอย่างไร” ท่านพระปุณณมันตานีบุตรตอบว่า “ท่านผู้มีอายุ ผมชื่อว่าปุณณะ แต่เพื่อน พรหมจารีทั้งหลายรู้จักผมว่า มันตานีบุตร” ท่านพระสารีบุตรกล่าวว่า “ท่านผู้มีอายุ น่าอัศจรรย์จริง ไม่เคยปรากฏปัญหาอันลึกซึ้งที่ท่านพระปุณณมันตานีบุตรเลือกเฟ้น นำมากล่าวแก้ด้วยปัญญาอันลึกซึ้งตามเยี่ยงอย่างพระสาวกผู้ได้สดับแล้ว รู้ทั่วถึงคำสอนของพระศาสดาโดยถ่องแท้จะพึงกล่าวแก้ฉะนั้น เป็นลาภอย่างมากของเพื่อนพรหมจารีทั้งหลาย เพื่อนพรหมจารีทั้งหลายได้ดีแล้ว ที่ได้พบเห็น ได้นั่งใกล้ท่านปุณณมันตานีบุตร แม้หากเพื่อนพรหมจารีทั้งหลายจะเทิดทูนท่านปุณณมันตานีบุตรไว้บนศีรษะเหมือนเทริดผ้า จึงจะได้พบเห็น ได้นั่งใกล้ แม้ข้อนั้นก็นับว่าเป็นลาภมากของท่านเหล่านั้น ท่านเหล่านั้นได้ดีแล้ว อนึ่ง นับว่าเป็นลาภอย่างมากของผมด้วย ผมได้ดีแล้วด้วย ที่ได้พบเห็นได้นั่งใกล้ท่านปุณณมันตานีบุตร”

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๒ หน้า : ๒๘๓}

พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ [๓. โอปัมมวรรค] ๕. นิวาปสูตร เมื่อท่านพระสารีบุตรกล่าวอย่างนี้แล้ว ท่านพระปุณณมันตานีบุตรจึงถามว่า“ท่านผู้มีอายุ ท่านชื่ออะไร และเพื่อนพรหมจารีทั้งหลายรู้จักท่านว่าอย่างไร” ท่านพระสารีบุตรตอบว่า “ท่านผู้มีอายุ ผมชื่อว่าอุปติสสะ แต่เพื่อน พรหมจารีทั้งหลายรู้จักผมว่า ‘สารีบุตร” ท่านพระปุณณมันตานีบุตรกล่าวว่า “ท่านผู้เจริญ ผมกำลังพูดอยู่กับท่าน ผู้เป็นสาวก ผู้ทรงคุณคล้ายกับพระบรมศาสดา มิได้ทราบเลยว่า ‘ท่านชื่อว่าสารีบุตร’ ถ้าผมทราบว่า ‘ท่านชื่อสารีบุตร’ คำเปรียบเทียบเท่านี้ คงไม่จำเป็นสำหรับกระผม น่าอัศจรรย์จริง ไม่เคยปรากฏ ปัญหาอันลึกซึ้งที่ท่านสารีบุตรเลือกเฟ้นมาถามแล้วด้วยปัญญาอันลึกซึ้งตามอย่างพระสาวกผู้ได้สดับแล้ว รู้ทั่วถึงคำสอนของพระบรมศาสดาโดยถ่องแท้จะพึงถามฉะนั้น เป็นลาภอย่างมากของเพื่อนพรหมจารีทั้งหลาย เพื่อนพรหมจารีทั้งหลายได้ดีแล้วที่ได้พบเห็น ได้นั่งใกล้ท่านพระสารีบุตร แม้หากเพื่อนพรหมจารีทั้งหลายจะเทิดทูนท่านพระสารีบุตรไว้บนศีรษะเหมือนเทริดผ้า จึงจะได้พบเห็น ได้นั่งใกล้ แม้ข้อนั้นก็เป็นลาภอย่างมากของท่านเหล่านั้น ท่านเหล่านั้นได้ดีแล้ว อนึ่ง นับว่าเป็นลาภอย่างมากของผมด้วยผมได้ดีแล้วด้วย ที่ได้พบเห็น ได้นั่งใกล้ท่านสารีบุตร” พระมหานาคทั้ง ๒ รูปนั้นต่างชื่นชมภาษิตของกันและกัน ดังนี้แล รถวินีตสูตรที่ ๔ จบ

อรรถกถา

ชั้นตัวบทอรรถกถาอธิบายพระไตรปิฎกเปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

อรรถกถารถวินีตสูตร

รถวินีตสูตรเริ่มต้นว่า ข้าพเจ้าได้ฟังมาแล้วอย่างนี้ :-

พึงทราบวินิจฉัยในรถวินีสูตรนั้น บทว่า ราชคเห ได้แก่นครมีชื่ออย่างนี้.

จริงอยู่ นครนั้น ท่านเรียกว่าราชคฤห์ เพราะพระเจ้ามนธาตุราชและมหาโควินทศาสดาเป็นต้น คุ้มครองรักษาไว้. แต่ท่านอาจารย์พวกอื่นพรรณนาไว้หลายประการในคำนี้. ท่านพรรณนาไว้อย่างไร ท่านพรรณนาไว้ว่าคำนี้เป็นชื่อของนครนั้น ก็กรุงราชคฤห์นั้นเป็นนครทั้งในกาลแห่งพระพุทธเจ้า ทั้งในกาลแห่งพระเจ้าจักรพรรดิ ในเวลานอกนั้นก็เป็นนครร้าง มีแต่ผีเฝ้าแหนไว้ กลายเป็นป่าที่อยู่ของผีพวกนั้นไป.

คำว่า เวฬุวัน ในคำว่า เวฬุวเน กลนฺทกนิวาเป เป็นชื่อของอุทยานนั้น.

นัยว่า อุทยานนั้นมีไม้ไผ่ล้อมไว้รอบ มีกำแพงสูง ๑๘ ศอก ประกอบด้วยซุ้มประตูและป้อม มีสีเขียวสดใสน่ารื่นรมย์ ท่านจึงเรียกว่า เวฬุวัน.

อนึ่ง คนทั้งหลายได้ให้เหยื่อแก่เหล่ากระแตในเวฬุวันนั้น ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงเรียกว่า กลันทกนิวาปะ เป็นที่ให้เหยื่อแก่กระแต.

เล่ากันว่า แต่ก่อน พระราชาพระองค์หนึ่งเสด็จมาเพื่อทรงกีฬาในพระราชอุทยานนั้น แต่ทรงเมาด้วยน้ำจัณฑ์ ก็บรรทมหลับไปเวลากลางวัน. แม้ชนที่อยู่ข้างเคียงท้าวเธอ รู้ว่าพระราชาบรรทมหลับแล้ว ก็หยิบฉวยดอกไม้ผลไม้เป็นต้น ต่างแยกย้ายกันไป.

คราวนั้น งูเห่าตัวหนึ่งได้กลิ่นสุรา ก็เลื้อยออกมาจากโพรงไม้ต้นหนึ่ง บ่ายหน้ามาทางพระราชา. รุกขเทวดาเห็นงูเห่านั้นแล้ว ก็แปลงเพศเป็นกระแต หมายจะช่วยชีวิตพระราชา มากระทำเสียงที่ใกล้พระกรรณ. พระราชาก็ทรงตื่นบรรทม. งูเห่าก็เลื้อยกลับไป.

ท้าวเธอทอดพระเนตรเห็นกระแตนั้น ก็ทรงทราบว่า กระแตนี้ช่วยชีวิตเราไว้ ก็ทรงวางเหยื่อไว้ในพระราชอุทยานนั้น เพื่อกระแตทั้งหลายและโปรดให้ประกาศประทานอภัยแก่กระแตทั้งหลาย เพราะฉะนั้น ตั้งแต่นั้นมา พระราชอุทยานนั้นจึงนับได้ว่า กลันทกนิวาปะ เป็นที่ประทานเหยื่อแก่กระแต. ด้วยว่า คำว่า กลนฺทก เป็นชื่อของกระแตทั้งหลาย.

บทว่า ชาติภูมิ ๓ ได้แก่ ชาวชาติภูมิ.

ในคำว่า ชาติภูมิ ๓ นั้น บทว่า ชาติภูมิ แปลว่าที่เกิด. ก็ที่เกิดนั้น ไม่ใช่ที่เกิดของพระเจ้าโกศลมหาราชเป็นต้น ไม่ใช่ที่เกิดของจังกีพราหมณ์เป็นต้น ไม่ใช่ที่เกิดของท้าวสักกะ ท้าวสุยามและท้าวสันดุสิตเป็นต้น ไม่ใช่ที่เกิดของพระอสีติมหาสาวกเป็นต้น ไม่ใช่ที่เกิดของสัตว์เหล่าอื่น ที่เรียกว่าชาติภูมิ.

แต่ในวันที่พระสัพพัญญูโพธิสัตว์เจ้าพระองค์ใดเกิดแล้ว หมื่นโลกธาตุเกลื่อนกล่นด้วยธงและดอกไม้เป็นอันเดียวกัน หอมตลบด้วยกลิ่นดอกไม้และจุณอบ รุ่งเรืองดังนันทนวันที่มีดอกไม้บานสะพรั่งไปทั่ว ได้ไหวดุจหยาดน้ำบนใบบัว ปาฏิหาริย์เป็นอันมาก เช่นคนตาบอดเห็นรูปเป็นต้นเป็นไปแล้ว ที่เกิดแห่งพระสัพพัญญูพระโพธิสัตว์เจ้าพระองค์นั้น คือกรุงกบิลพัสดุ์ สักกชนบทนั้นแล เรียกว่า ชาติภูมิ.

บทว่า วสฺสํ วุฎฺฐา ได้แก่ อยู่จำพรรษา ๓ เดือน ปวารณาแล้ว.

บทว่า ภควา เอตทโว จ ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสพระพุทธพจน์ว่า โก นุ โข ภิกฺขเว ดังนี้ เป็นต้นนั้น ทรงกระทำปฏิสันถารต้อนรับอาคันตุกะด้วยพระดำรัสเป็นต้นว่า กิจฺจิ ภิกฺขเว ขมนียํ.

ได้ยินว่า ภิกษุเหล่านั้นถูกพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถามโดยการปฏิสันถารว่า ภิกษุทั้งหลาย พอทนได้ไหม พอเป็นไปได้ไหม พวกเธอมาไกลไม่ลำบากหรือ ไม่ลำบากด้วยบิณฑบาตหรือ พวกเธอมาแต่ไหน จึงกราบทูลว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า พวกข้าพระองค์มาจากชาติภูมิ คือกบิลพัสดุ์สักกชนบท.

ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้ามิตรัสถามถึงความไม่มีโรคของพระเจ้าสุทโธทนมหาราช ของเจ้าสุกโกทนะ ของเจ้าสักโกทนะ ของเจ้าโธโตทนะ ของเจ้าอมิโตทนะ ของพระนางอมิตาเทวี ของพระนางมหาปชาบดี ของวงศ์เจ้าศากยะทั้งสิ้นเลย ที่แท้เมื่อตรัสถามภิกษุผู้ได้กถาวัตถุ ๑๐ ด้วยตนเอง และผู้อื่นผู้ชักชวนในข้อปฏิบัตินั้น ผู้สมบูรณ์ด้วยข้อปฏิบัติ จึงตรัสพระพุทธพจน์นี้ว่า โก นุ โข ภิกฺขเว เป็นต้น.

ก็เพราะเหตุไร พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงไม่ตรัสถามความไม่มีโรคของพระเจ้าสุทโธทนะเป็นต้น ตรัสถามเฉพาะภิกษุเห็นปานนั้นเท่านั้น. เพราะเป็นที่รัก.

จริงอยู่ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสกและอุบาสิกาผู้ปฏิบัติ ย่อมเป็นที่รักที่ชอบพอพระทัยของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย.

เพราะเหตุไร. เพราะทรงเป็นผู้หนักในธรรม.

จริงอยู่ พระตถาคตทั้งหลายเป็นผู้หนักในธรรม. ก็ภาวะที่พระตถาคตทั้งหลายเหล่านั้นเป็นผู้หนักในธรรมนั้น พึงทราบโดยอัธยาศัยที่เกิด ณ โคนแห่งต้นอชปาลนิโครธนี้ว่า ผู้ไม่มีความเคารพ ไม่มีความยำเกรงอยู่เป็นทุกข์.

จริงอยู่ เพราะความเป็นผู้หนักในธรรม พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงกระทำการต้อนรับในวันออกบวชของพระมหากัสสปเถระได้เสด็จไปตลอดหนทางประมาณ ๓ คาวุต. เสด็จเดินทางเกิน ๓๐๐ โยชน์ แสดงธรรมที่ฝั่งแม่น้ำคงคา สถาปนาพระเจ้ามหากัปปินะพร้อมบริษัทไว้ในพระอรหัต. ภายหลังภัตรครั้งหนึ่ง เสด็จเดินทาง ๔๕ โยชน์ ตรัสธรรมตลอด ๓ ยาม ณ ที่อยู่ของช่างหม้อ ทรงสถาปนาปุกกุสาติกุลบุตรไว้ในอนาคามีผล. เสด็จไปตลอดทาง ๒,๐๐๐ โยชน์ ทรงอนุเคราะห์สามเณรที่อยู่ป่า. เสด็จไปตลอดทาง ๖๐ โยชน์ แสดงธรรมโปรดพระขทิวรนิยเถระ. ทรงทราบว่า พระอนุรุทธเถระนั่งอยู่ที่ปาจีนวังสทายวัน ตรึกถึงมหาปุริสวิตก แล้วเหาะไปในที่นั้น และเสด็จลงข้างหน้าของพระเถระประทานสาธุการ. ให้ปูเสนาสนะที่คันธกุฎีเดียวกัน สำหรับพระกุฏิกัณณโสณเถระ ในเวลาใกล้รุ่ง เชื้อเชิญแสดงธรรม ในเวลาจบสรภัญญะได้ประทานสาธุการ. เสด็จเดินทาง ๓ คาวุต ตรัสอานิสงส์สามัคคีรส ณ โคสิงคสาลวันที่อยู่ของกุลบุตร ๓ คน.

ฝ่ายพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่ากัสสปะ เกิดความสนิทสนมว่าพระอริยสาวกผู้นี้ตั้งอยู่ในอนาคามิผล เสด็จไปที่อยู่ของนายช่างหม้อ ชื่อว่าฆฏิการะ รับอามิสด้วยพระหัตถ์ของพระองค์เสวย.

พระผู้มีพระภาคเจ้าของเราทั้งหลาย เมื่อจวนเข้าพรรษา ภิกษุสงฆ์แวดล้อมเสด็จออกจาริกจากพระเชตวัน. พระเจ้าโกศลมหาราชและอนาถบิณฑิกเศรษฐีเป็นต้น ไม่อาจจะทำให้เสด็จกลับได้. ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีกลับมาบ้าน แล้วก็นั่งเสียใจ.

ทาสีชื่อว่าปุณณา กล่าวกะอนาถบิณฑิกเศรษฐีว่า นายเสียใจหรือ.

อนาถบิณฑิกเศรษฐีตอบว่า เออว่า ข้าไม่อาจจะทำให้พระศาสดาเสด็จกลับได้ เมื่อเป็นอย่างนั้น ข้าก็คิดว่า ข้าก็คงไม่ได้ฟังธรรม ถวายทานตามประสงค์ ตลอด ๓ เดือนนี้.

นางปุณณาทาสีกล่าวว่า นาย ฉันจะนำพระศาสดากลับมาเอง.

เศรษฐีพูดว่า ถ้าเจ้าสามารถนำพระศาสดากลับมาได้ เจ้าก็จะเป็นไทแก่ตัว.

นางไปหมอบแทบเบื้องพระยุคลบาทของพระทสพล ทูลว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ขอพระองค์โปรดเสด็จกลับเถิด. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ปุณณา เจ้าเป็นคนอาศัยเขาเลี้ยงชีพ จักทำอะไรแก่เราได้. นางกราบทูลว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ข้าพระองค์ไม่มีไทยธรรมดอก แม้พระองค์ก็ทรงทราบ แต่เพราะพระองค์เสด็จกลับเป็นเหตุ ข้าพระองค์จักตั้งอยู่ในสรณะ ๓ ศีล ๕. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสาธุการว่า ดีละ ปุณณา แล้วเสด็จกลับเข้าสู่พระเชตวันนั้นแล. เรื่องนี้ปรากฏจริงขึ้นแล้ว. เศรษฐีฟังแล้วคิดว่า เขาว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จกลับเพราะนางปุณณาแล้วให้นางปุณณาเป็นไทแล้วตั้งไว้ในฐานะเป็นธิดา. นางขอบวชแล้วก็บวชครั้นแล้วก็เริ่มวิปัสสนา. ลำดับนั้น พระศาสดาทรงทราบว่า นางเริ่มวิปัสสนาแล้ว ทรงเปล่งโอภาสและตรัสคาถานี้ว่า

ปุณฺเณ ปูเรสิ สทฺธมฺมํ จนฺโท ปณฺณรโส ยถา

ปริปุณฺณาย ปญฺญาย ทุกฺขสฺสนฺตํ กริสฺสสิ

ดูก่อนปุณณา เจ้าบำเพ็ญพระสัทธรรมให้เต็ม

เหมือนพระจันทร์ในวันเพ็ญ จักกระทำที่สุด

ทุกข์ด้วยปัญญาที่บริบูรณ์ได้.

เมื่อจบคาถา นางก็บรรลุพระอรหัตได้เป็นพระสาวิกาผู้มีชื่อเสียง. พระตถาคตทั้งหลายเป็นผู้หนักในธรรมด้วยประการฉะนี้.

เมื่อพระนันทเถระแสดงธรรมอยู่ในโรงฉัน พระผู้มีพระภาคเจ้าไม่นำอะไรไป ประทับยืนฟังธรรมกถาตลอด ๓ ยาม เมื่อจบเทศนา ได้ประทานสาธุการ. พระเถระมาถวายบังคม ทูลถามว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระองค์มาเวลาไร. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า เมื่อเธอพอเริ่มสูตร. ทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระองค์ทรงทำกิจที่ทำได้ยาก ทรงเป็นพระพุทธเจ้าสุขุมาลชาติ. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า นันทะ ถ้าเธอพึงอาจแสดงอยู่ได้ถึงกัปป์ เราก็จะพึงยืนฟังอยู่ตลอดกัปป์. พระตถาคตทั้งหลายหนักในธรรมอย่างนี้ ผู้ปฏิบัติทั้งหลาย ย่อมเป็นที่รักของพระตถาคตเหล่านั้น เพราะเป็นผู้หนักในธรรม เพราะฉะนั้น จึงตรัสถามผู้ปฏิบัติทั้งหลาย.

ขึ้นชื่อว่า ผู้ปฏิบัติมี ๔ ประเภท คือ

ผู้ปฏิบัติเพื่อประโยชน์ตน ไม่ปฏิบัติเพื่อประโยชน์ผู้อื่น ๑

ผู้ปฏิบัติเพื่อประโยชน์ผู้อื่น ไม่ปฏิบัติเพื่อประโยชน์ตน ๑

ผู้ปฏิบัติทั้งเพื่อประโยชน์ตน ทั้งเพื่อประโยชน์ผู้อื่น ๑

ไม่ปฏิบัติทั้งเพื่อประโยชน์ตนทั้งไม่ปฏิบัติเพื่อประโยชน์ผู้อื่น ๑.

บรรดาผู้ปฏิบัติเหล่านั้น ผู้ใดได้กถาวัตถุ ๑๐ เอง ไม่กล่าวไม่สอนผู้อื่นในกถาวัตถุ ๑๐ นั้น เหมือนอย่างท่านพากุละ ผู้นี้ชื่อว่าปฏิบัติเพื่อประโยชน์ตน ไม่ปฏิบัติเพื่อประโยชน์ผู้อื่น. พระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ถามภิกษุเช่นนี้. เพราะเหตุไร. เพราะภิกษุนั้นไม่ตั้งอยู่ในฝ่ายเจริญแห่งศาสนาของเรา.

ส่วนผู้ไม่ได้กถาวัตถุ ๑๐ สอนภิกษุอื่นด้วยกถาวัตถุ ๑๐ นั้น เพื่อยินดีข้อวัตรที่ภิกษุนั้นกระทำแล้ว เหมือนท่านอุปนันทสักยบุตร ผู้นี้ชื่อว่าปฏิบัติเพื่อประโยชน์ผู้อื่น ไม่ปฏิบัติเพื่อประโยชน์ตน. พระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ตรัสถามแม้ภิกษุเช่นนั้น. เพราะเหตุไร. เพราะภิกษุนั้นละตัณหาไม่ได้ เหมือนกระเช้าใหญ่.

ผู้ใดไม่ได้กถาวัตถุ ๑๐ แม้ด้วยตนเอง ไม่ชักชวน ไม่สอนผู้อื่นด้วยกถาวัตถุ ๑๐ นั้น เหมือนพระโลฬุทายีผู้นี้ ชื่อว่าไม่ปฏิบัติเพื่อประโยชน์ตน และไม่ปฏิบัติเพื่อประโยชน์ผู้อื่น. ไม่ตรัสถามภิกษุเห็นปานนั้น. ถามว่า เพราะเหตุไร. ตอบว่า เพราะกิเลสทั้งหลายในภายในของเธอมีมาก เหมือนจะต้องตัดทิ้งด้วยขวาน.

ส่วนภิกษุใด ตนเองได้กถาวัตถุ ๑๐ ทั้งสอนผู้อื่นด้วยกถาวัตถุ ๑๐ นั้น ภิกษุนี้ชื่อว่าปฏิบัติเพื่อประโยชน์ตน และประโยชน์ผู้อื่นเหมือนพระอสีติมหาเถระมีพระสารีบุตร พระโมคคัลลานะและพระมหากัสสปะเป็นต้น. ตรัสถามภิกษุเห็นปานนั้น. ถามว่า เพราะเหตุไร. ตอบว่า เพราะภิกษุนั้นตั้งอยู่ในฝ่ายเจริญแห่งศาสนาของเรา.

พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะตรัสถามเฉพาะภิกษุเห็นปานนั้น แม้ในที่นี้ จึงตรัสว่า โก นุ โข ภิกฺขเว เป็นต้น.

ก็เมื่อภิกษุเหล่านั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถามอย่างนี้แล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถามภิกษุผู้ได้กถาวัตถุ ๑๐ ผู้ปฏิบัติเพื่อประโยชน์ทั้งสองฝ่ายในชาติภูมิของตน. ได้มีความคิดหรือปรึกษากันและกันว่า ในภิกษุเหล่านั้นรูปไหนจะเป็นเช่นนั้น.

เพราะเหตุไร.

เพราะท่านมันตานีบุตรปรากฏมีชื่อเสียงในชนบทนั้น เหมือนพระจันทร์และพระอาทิตย์ลอยเด่นอยู่ในท่ามกลางอากาศ. เพราะฉะนั้น ภิกษุเหล่านั้นเป็นประดุจฝูงนกยูง ได้ฟังเสียงเมฆก็เกาะกลุ่มประชุมกัน และเป็นดุจภิกษุผู้เริ่มทำคณะสาธยาย.

เมื่อจะกราบทูลถึงพระปุณณเถระผู้เป็นอาจารย์ของตนแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า ถึงจะมีปากก็ไม่พอที่จะกล่าวสรรเสริญคุณของพระเถระ จึงได้กล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า ปุณฺโณ นาม ภนฺเต อายสฺมา เป็นต้น.

บรรดาบทเหล่านั้น คำว่า ปุณฺโณ เป็นชื่อของพระเถระนั้น ก็เพราะท่านเป็นบุตรของมันตานีพราหมณีฉะนั้น จึงเรียกกันว่ามันตานีบุตร.

บทว่า สมฺภาวิโต ได้แก่ ยกย่องโดยกล่าวสรรเสริญคุณ.

บทว่า อปฺปิจฺโฉ ได้แก่ ปราศจากความปรารถนา หมดความอยาก หมดตัณหา.

ก็ในคำนี้เหมือนจะเหลือแต่พยัญชนะ ส่วนเนื้อความไม่มีเหลือเลย. ก็ท่านปุณณมันตานีบุตรนั้นไม่มีปรารถนาเหลืออยู่เลยแม้น้อยนิด เพราะท่านเป็นพระขีณาสพ ละตัณหาได้โดยประการทั้งปวง.

อีกอย่างหนึ่ง ในคำว่า อปฺปิจฺโฉ นี้ พึงทราบความแตกต่างกันดังนี้ว่า ความเป็นผู้ปรารถนาไม่มีขอบเขต ความเป็นผู้ปรารถนาลามก ความเป็นผู้มักมาก ความเป็นผู้มักน้อย.

ใน ๔ ประเภทนั้น ผู้ไม่อิ่มในลาภของตน มุ่งลาภของผู้อื่น ชื่อว่าความเป็นผู้ปรารถนาไม่มีขอบเขต. ผู้ที่ประกอบด้วยความปรารถนาไม่มีขอบเขต ย่อมมองเห็นขนมที่สุกแล้วในภาชนะเดียวกัน ที่ตกลงในบาตรของตนว่าเป็นเหมือนยังไม่สุกและเป็นของเล็กน้อย ของอย่างเดียวกันนั่นแหละที่เขาใส่ลงในบาตรของผู้อื่น ย่อมมองเห็นว่าเป็นเหมือนของสุกดีและเป็นของมาก.

อนึ่ง ความอวดอ้างคุณที่ไม่มีอยู่และความไม่รู้จักประมาณในการรับ ชื่อว่าความเป็นผู้มีความปรารถนาลามก. ข้อนั้นมาแล้วในพระอภิธรรมโดยนัยเป็นต้นว่า บุคคลบางคนในโลกนี้เป็นผู้ไม่มีศรัทธา ย่อมปรารถนาว่าขอชนจงรู้ว่าเรามีศรัทธา. บุคคลผู้ประกอบด้วยความเป็นผู้ปรารถนาลามกนั้น ย่อมตั้งอยู่ในฐานะเป็นคนล่อลวง.

ส่วนการกล่าวสรรเสริญคุณที่มีอยู่ก็ดี และการไม่รู้จักประมาณในการรับก็ดี ชื่อว่าความเป็นผู้มักมาก. แม้ความเป็นผู้มักมากนั้นก็มาแล้วโดยนัยเป็นต้นว่า บุคคลบางคนในโลกนี้เป็นผู้มีศรัทธา ย่อมปรารถนาว่าขอชนจงรู้ว่าเรามีศรัทธา เป็นผู้มีศีล ย่อมปรารถนาว่า ขอชนจงรู้เราว่าเป็นผู้มีศีล. บุคคลผู้ประกอบด้วยความเป็นผู้มักมากนั้น ย่อมเป็นที่รักของคนชั่ว. แม้มารดาผู้บังเกิดเกล้าก็ไม่สามารถจะเอาใจเขาได้.

ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวคำนี้ไว้ว่า

อคฺคิกฺขนฺโธ สมุทฺโท จ มหิจฺโฉ จาปิ ปุคฺคโล

สกเฎน ปจฺจยํ เหตุ ตโย เจเต อตปฺปิยา

กองไฟ ๑ ทะเล ๑ คนมักมาก ๑ ทั้ง ๓ ประเภทนี้

ถึงจะให้ของจนเต็มเล่มเกวียน ก็ไม่ทำให้อิ่มได้.

ส่วนการปกปิดคุณที่มีอยู่ และความเป็นผู้รู้จักประมาณในการรับ ชื่อว่าความเป็นผู้มักน้อย. บุคคลผู้ประกอบด้วยความเป็นผู้มักน้อยนั้น เพราะประสงค์จะปกปิดคุณ แม้ที่มีอยู่ในตน ถึงจะสมบูรณ์ด้วยศรัทธา ก็ไม่ปรารถนาจะให้คนรู้ว่าเรามีศรัทธา เป็นผู้มีศีล เป็นผู้สงัด เป็นพหูสูต เป็นผู้ปรารภความเพียร สมบูรณ์ด้วยสมาธิ มีปัญญา เป็นพระขีณาสพ ก็ไม่ปรารถนาจะให้คนรู้ว่าเราเป็นพระขีณาสพ เหมือนอย่างพระมัชฌันติกเถระฉะนั้น.

เล่ากันว่า พระเถระเป็นพระมหาขีณาสพ. ก็บาตรจีวรของท่านมีราคาเพียงบาทเดียวเท่านั้น. ท่านได้เป็นประธานสงฆ์ในวันฉลองวิหารของพระเจ้าธรรมาโศกราช.

ครั้งนั้น มนุษย์ทั้งหลายเห็นท่านมีจีวรเศร้าหมองเกินไป จึงกล่าวว่า ขอท่านจงรออยู่ข้างนอกสักหน่อยเถิดเจ้าข้า.

พระเถระคิดว่า เมื่อพระขีณาสพเช่นเราไม่สงเคราะห์พระราชา ผู้อื่นใดใครเล่าจักสงเคราะห์ได้ จึงดำลงไปในแผ่นดิน รับอาหารที่เขาจัดไว้สำหรับพระเถระผู้เป็นประธานสงฆ์ แล้วโผล่ขึ้น. ขนาดท่านเป็นพระขีณาสพอย่างนี้ ยังไม่ปรารถนาว่า ขอประชาชนจงรู้จักเราว่าเป็นพระขีณาสพ.

ส่วนภิกษุผู้มักน้อยย่อมยังลาภที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้น ย่อมทำลาภที่เกิดขึ้นแล้วให้มั่นคง ทำจิตของเหล่าทายกให้ยินดีด้วยประการฉะนี้.

จริงอยู่ ภิกษุผู้มีความมักน้อยนั้น ย่อมรับเอาแต่น้อย เพราะตนเป็นผู้มักน้อยโดยประการใดๆ เหล่ามนุษย์ผู้เลื่อมใสในวัตรของท่านย่อมถวายมากโดยประการนั้นๆ.

อีกนัยหนึ่ง ภิกษุผู้มักน้อย มี ๔ ประเภท คือ

ภิกษุผู้มักน้อยในปัจจัย ๑

ผู้มักน้อยในธุดงค์ ๑

ผู้มักน้อยในปริยัติ ๑

ผู้มักน้อยในอธิคม ๑.

ใน ๔ ประเภทนั้น ภิกษุผู้มักน้อยในปัจจัย ๔ ชื่อว่าผู้มักน้อยในปัจจัย. ภิกษุผู้มักน้อยในปัจจัยนั้น ย่อมรู้ความสามารถของทายก ย่อมรู้ความสามารถของไทยธรรม ย่อมรู้กำลังของตน. ก็ผิว่า ไทยธรรมมีมาก แต่ทายกต้องการถวายน้อย ก็รับเอาแต่น้อยตามความสามารถของทายก ไทยธรรมมีน้อย ทายกต้องการจะถวายมาก ก็รับเอาแต่น้อย ตามความสามารถของไทยธรรม ทั้งไทยธรรมก็มีมาก ทั้งทายกก็ต้องการจะถวายมาก ก็รู้กำลังของตน รับเอาแต่พอประมาณ.

ภิกษุผู้มีความปรารถนาน้อย ไม่ต้องการจะให้เขารู้ความที่ธุดงค์สมาทานมีอยู่ในตน ชื่อว่าผู้มักน้อยในธุดงค์. เพื่อจะทำความในข้อนั้นให้แจ่มแจ้ง มีเรื่องเหล่านี้เป็นตัวอย่าง.

เล่ากันมาว่า พระมหาสุมเถระผู้ถือโสสานิกังคธุดงค์อยู่ป่าช้ามา ๖๐ ปี แม้แต่ภิกษุสักรูปหนึ่งอื่นๆ ก็ไม่รู้. ด้วยเหตุนั้นแล ท่านจึงกล่าวว่า

สุสาเน สฏฺฐิวสฺสานิ อพฺโพกิณฺโณ วสามหํ

ทุติโย มํ น ชาเนยฺย อโห โสสานิกุตฺตโม

เราอยู่ลำพังคนเดียวในป่าช้ามา ๖๐ ปี เพื่อนก็

ไม่รู้เรา โอ ยอดของผู้รักษาโสสานิกังคธุดงค์.

พระเถระ ๒ พี่น้องอยู่ในเจติยบรรพต. พระเถระองค์น้องรับท่อนอ้อยที่อุปฐากเขาส่งมา ได้ไปยังสำนักของพระเถระผู้พี่พูดว่า หลวงพี่ฉันเสียซิ. เป็นเวลาที่พระเถระฉันแล้วบ้วนปาก. พระเถระผู้พี่กล่าวว่า พอละเธอ. พระผู้น้องชายถามว่า หลวงพี่ถือเอกาสนิกังคธุดงค์หรือ. พระเถระผู้พี่กล่าวว่า เธอนำท่อนอ้อยมา แม้เป็นผู้ถือเอกาสนิกังคธุดงค์มาถึง ๕๐ ปี ก็ปกปิดธุดงค์ไว้ ฉันแล้วบ้วนปาก อธิษฐานธุดงค์ใหม่แล้วไป.

ส่วนภิกษุผู้มักน้อยรูปใด ไม่ประสงค์จะให้เขารู้ความที่ตนเป็นพหูสูต เหมือนพระสาเกตกติสสเถระ ภิกษุนี้ชื่อว่าผู้มักน้อยในพระปริยัติ.

เล่ากันมาว่า พระเถระไม่ทำโอกาสในอุเทศและปริปุจฉาว่า ไม่มีเวลา ถูกเตือนว่า ท่านคงจะมีแต่เวลาตาย ละหมู่แล้ว ไปวิหารใกล้สมุทรที่มีทรายดังดอกกัณณิกา เป็นผู้อุปการะเหล่าภิกษุชั้นเถระ นวกะและมัชฌิมะตลอดพรรษา ยังชุมชนให้สะเทือนด้วยธรรมกถาในวันมหาปวารณา วันอุโบสถแล้วไป.

ส่วนภิกษุผู้มักน้อยรูปใดเป็นพระอริยบุคคลองค์หนึ่ง ในบรรดาพระอริยบุคคลผู้โสดาบันเป็นต้น ย่อมไม่ปรารถนาให้รู้ความเป็นพระโสดาบันเป็นต้น ภิกษุผู้มักน้อยรูปนี้ ชื่อว่าผู้มักน้อยในอธิคม เหมือนกุลบุตร ๓ คน และเหมือนช่างหม้อ ชื่อว่าฆฏิการะ.

ส่วนท่านปุณณะละความปรารถนาเกินขอบเขต ความปรารถนาลามกและความมักมาก ได้ชื่อว่าเป็นผู้มักน้อย เพราะเป็นผู้ประกอบด้วยความมักน้อยอันบริสุทธิ์ กล่าวคือความไม่โลภอันเป็นปฏิปักษ์ต่อความปรารถนาโดยประการทั้งปวง. ท่านปุณณะแสดงโทษในธรรมเหล่านั้นว่า ผู้มีอายุ ธรรมเหล่านี้ คือความปรารถนาเกินขอบเขต ความปรารถนาลามก ความเป็นผู้มักมากอันภิกษุควรละ ดังนี้แล้ว จึงกล่าวอัปปิจฉกถาแก่ภิกษุทั้งหลายว่า ภิกษุควรสมาทาน ประพฤติ ความเป็นผู้มักน้อยเห็นปานนี้. ด้วยเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ภิกษุผู้มักน้อยด้วยตนเอง และสอนเรื่องเป็นผู้มักน้อยแก่ภิกษุทั้งหลาย.

บัดนี้ ข้าพเจ้าจักแสดงอรรถอันพิเศษในคำว่า อตฺตนาว สนฺตุฏฺโฐ เป็นต้น. แต่พึงทราบการประกอบความโดยนัยดังกล่าวมาแล้ว.

บทว่า สนฺตุฏฺโฐ ได้แก่ ผู้ประกอบด้วยความสันโดษในปัจจัยตามมีตามได้.

ก็สันโดษนี้นั้นมี ๑๒ อย่าง คืออะไรบ้าง อันดับแรกในจีวร มี ๓ อย่าง คือ ยถาลาภสันโดษ ยถาพลสันโดษ ยถาสารุปปสันโดษ. ในบิณฑบาตเป็นต้นก็เหมือนกัน. การพรรณนาประเภทปัจจัย คือจีวรนั้นดังนี้ ภิกษุในศาสนานี้ได้จีวร ไม่ว่าดีหรือไม่ดี ก็ยังอัตตภาพให้เป็นไปด้วยจีวรนั้นเท่านั้น ไม่ปรารถนาจีวรอื่น ถึงได้ก็ไม่รับ นี้ชื่อว่ายถาลาภสันโดษในจีวรของภิกษุนั้น.

อนึ่ง ภิกษุใดทุพพลภาพโดยปกติหรือถูกความเจ็บป่วยและชราครอบงำ ครองจีวรหนักก็ลำบาก ภิกษุนั้นเปลี่ยนจีวรกับภิกษุผู้ชอบพอกัน แม้ยังอัตตภาพให้เป็นไปด้วยจีวรเบา ก็เป็นผู้สันโดษเหมือนกัน นี้ชื่อยถาพลสันโดษในจีวรของภิกษุนั้น.

ภิกษุอีกรูปหนึ่งเป็นผู้ได้ปัจจัยอันประณีต เธอได้จีวรมีค่ามากผืนหนึ่ง บรรดาจีวรแพรเป็นต้น ก็หรือว่าได้จีวรเป็นอันมาก คิดว่าจีวรนี้เหมาะแก่พระเถระผู้บวชนาน ผืนนี้เหมาะแก่ภิกษุผู้พหูสูต ผืนนี้เหมาะแก่ภิกษุผู้เป็นไข้ ผืนนี้เหมาะแก่ภิกษุผู้มีลาภน้อย ถวายแล้วเลือกจีวรเก่าๆ บรรดาผ้าเหล่านั้นหรือชิ้นผ้าจากกองขยะเป็นต้น กระทำสังฆาฏิด้วยผ้าเหล่านั้น แม้ครองอยู่ก็เป็นผู้สันโดษอยู่นั่นแล นี้ชื่อว่ายถาสารุปปสันโดษในจีวรของภิกษุนั้น.

อนึ่ง ภิกษุในพระศาสนานี้ได้บิณฑบาตไม่ว่าปอนหรือประณีต เธอยังอัตภาพให้เป็นไปด้วยบิณฑบาตนั้นเท่านั้น ไม่ปรารถนาบิณฑบาตอื่น ถึงได้ก็ไม่รับ นี้ชื่อว่ายถาลาภสันโดษในบิณฑบาตของภิกษุนั้น. แต่ภิกษุใดได้บิณฑบาตที่แสลงแก่ปกติของตนหรือแสลงแก่โรค ซึ่งเธอฉันแล้วไม่ผาสุกภิกษุนั้นถวายบิณฑบาตนั้นแก่ภิกษุที่ชอบกัน ฉันโภชนะที่สบายจากมือของภิกษุนั้น แม้กระทำสมณธรรมอยู่ ก็ยังชื่อว่าผู้สันโดษ นี้ชื่อว่ายถาพลสันโดษในบิณฑบาตของภิกษุนั้น.

ภิกษุอีกรูปหนึ่งได้บิณฑบาตประณีตเป็นอันมาก เธอถวายบิณฑบาตนั้นแก่เหล่าภิกษุผู้บวชนาน ผู้เป็นพหูสูต ผู้มีลาภน้อย และภิกษุไข้เหมือนจีวร แม้ฉันบิณฑบาตที่เหลือของภิกษุเหล่านั้น หรือเที่ยวบิณฑบาตแล้วฉันอาหารคละกัน ก็ยังชื่อว่าผู้สันโดษ นี้ชื่อว่ายถาสารุปปสันโดษในบิณฑบาตของภิกษุนั้น.

อนึ่ง ภิกษุในพระศาสนานี้ได้เสนาสนะไม่ว่าน่าพอใจ หรือไม่น่าพอใจ เธอไม่เกิดโสมนัส ไม่เกิดปฏิฆะ ด้วยเสนาสนะนั้น ยินดีด้วยเสนาสนะตามที่ได้โดยที่สุดแม้เครื่องปูลาดทำด้วยหญ้า นี้ชื่อว่ายถาลาภสันโดษในเสนาสนะของภิกษุนั้น.

อนึ่ง ภิกษุใดได้เสนาสนะที่แสลงแก่ปกติของตนหรือแสลงแก่โรค เมื่ออยู่ก็ไม่มีความผาสุก ภิกษุนั้นถวายเสนาสนะนั้นแก่ภิกษุที่ชอบกัน แม้อยู่ในเสนาสนะอันเป็นสัปปายะอันเป็นส่วนของเธอ ก็ยังชื่อว่าผู้สันโดษ นี้ชื่อว่ายถาพลสันโดษในเสนาสนะของภิกษุนั้น.

ภิกษุอีกรูปหนึ่งมีบุญมาก ได้เสนาสนะมาก มีที่เร้น มณฑปและเรือนยอดเป็นต้น เธอถวายเสนาสนะเหล่านั้นแก่ภิกษุผู้บวชนาน ผู้พหูสูต ผู้มีลาภน้อย และภิกษุไข้ เหมือนจีวรเป็นต้น แม้อยู่ที่ใดที่หนึ่ง ก็ยังชื่อว่าผู้สันโดษ นี้ชื่อว่ายถาสารุปปสันโดษในเสนาสนะของภิกษุนั้น.

แม้ภิกษุใดพิจารณาว่า เสนาสนะอันอุดมเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท เมื่อนั่งในที่นั้น ย่อมง่วงเหงาหาวนอน เมื่อหลับแล้วตื่นขึ้น ความวิตกอันลามกก็ปรากฏ แล้วไม่รับเสนาสนะเช่นนั้นแม้มาถึงแล้ว เธอปฏิเสธแล้วแม้อยู่กลางแจ้งโคนไม้เป็นต้น ก็ยังชื่อว่าผู้สันโดษ นี้ชื่อว่ายถาสารุปปสันโดษในเสนาสนะ.

อนึ่ง ภิกษุในพระศาสนานี้ได้เภสัชไม่ว่าปอนหรือประณีต เธอยินดีด้วยเภสัชที่ได้ ไม่ปรารถนาเภสัชแม้อย่างอื่น ถึงได้ก็ไม่รับ นี้ชื่อว่ายถาลาภสันโดษในคิลานปัจจัยของเธอ.

อนึ่ง ภิกษุใดต้องการน้ำมัน แต่ได้น้ำอ้อย เธอถวายน้ำอ้อยนั้นแก่ภิกษุผู้ชอบกัน ถือเอาน้ำมันจากมือของภิกษุนั้น หรือแสวงหาอย่างอื่น แม้กระทำเภสัชด้วยปัจจัยเหล่านั้น ก็ยังชื่อว่าเป็นผู้สันโดษ นี้ชื่อว่ายถาพลสันโดษในคิลานปัจจัยของเธอ.

ภิกษุอีกรูปหนึ่งมีบุญมาก ได้เภสัชประณีต มีน้ำมันน้ำผึ้งน้ำอ้อยเป็นต้นเป็นอันมาก เธอถวายเภสัชนั้นแก่ภิกษุบวชนาน พหูสูต มีลาภน้อยและภิกษุไข้เหมือนจีวร แม้ยังอัตภาพให้เป็นไปด้วยเภสัชอย่างใดอย่างหนึ่งที่ได้มาจากคิลานปัจจัยเหล่านั้น ก็ยังชื่อว่าเป็นผู้สันโดษ.

อนึ่ง ภิกษุใดอันภิกษุทั้งหลายวางสมอดองไว้ในภาชนะหนึ่ง วางของมีรสอร่อย ๔ อย่างไว้ในภาชนะหนึ่ง แล้วกล่าวว่า นิมนต์ถือเอาสิ่งที่ต้องการเถิดขอรับ ถ้าว่าโรคของเธอจะระงับไปด้วยของอย่างใดอย่างหนึ่งในของเหล่านั้น เมื่อเป็นดังนั้น เธอก็ห้ามว่า ขึ้นชื่อสมอดองอันพระพุทธเจ้าเป็นต้นทรงสรรเสริญแล้ว กระทำเภสัชด้วยสมอดองเท่านั้น ชื่อว่าเป็นผู้สันโดษอย่างยิ่ง นี้ชื่อว่ายถาสารุปปสันโดษในคิลานปัจจัย. ก็ยถาสารุปปสันโดษเป็นยอดของสันโดษแต่ละสามๆ ในปัจจัยแต่ละอย่างๆ เหล่านี้

ท่านพระปุณณะได้เป็นผู้สันโดษด้วยสันโดษแม้ทั้งสามเหล่านี้ ในปัจจัยแต่ละอย่าง.

บทว่า สนฺตฏฺฐิกถญฺจ ได้แก่ สั่งสอนเรื่องสันโดษนี้แก่ภิกษุทั้งหลาย.

บทว่า ปวิวิตฺโต ได้แก่ ผู้ประกอบด้วยวิเวก ๓ เหล่านี้ คือ กายวิเวก จิตตวิเวก อุปธิวิเวก. ในวิเวก ๓ นั้น ภิกษุเดินรูปเดียว ยืนรูปเดียว นั่งรูปเดียว นอนรูปเดียว บิณฑบาตรูปเดียว กลับรูปเดียว จงกรมรูปเดียว เที่ยวรูปเดียว อยู่รูปเดียว นี้ชื่อว่ากายวิเวก. ส่วนสมาบัติ ๘ ชื่อว่าจิตตวิเวก. นิพพานชื่อว่าอุปธิวิเวก.

สมจริงดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า

กายวิเวกสำหรับบุคคลผู้ปลีกกายยินดีในเนกขัมมะ จิตตวิเวกสำหรับบุคคลผู้มีจิตบริสุทธิ์ มีจิตผ่องแผ้วอย่างยิ่ง และอุปธิวิเวกสำหรับบุคคลผู้ปราศจากอุปธิ ผู้ถึงวิสังขาร.

บทว่า ปวิเวกกถํ ได้แก่ สั่งสอนเรื่องวิเวกนี้แก่ภิกษุทั้งหลาย.

บทว่า อสํสฏฺโฐ ได้แก่ เว้นการคลุกคลี ๕ อย่าง.

การคลุกคลี ๕ อย่าง คือ

๑. สวนสังสัคคะ

๒. ทัสสนสังสัคคะ

๓. สมุลลาปสังสัคคะ

๔. สัมโภคสังสัคคะ

๕. กายสังสัคคะ.

ในการคลุกคลี ๕ อย่างนั้น ภิกษุในธรรมวินัยนี้ฟังว่า ผู้หญิงหรือหญิงสาวในบ้านหรือตำบลนั่นงาม น่าชม สดใสผิวพรรณงามอย่างยิ่ง ฟังเรื่องนั้นแล้ว สยบซึมเซา ไม่อาจสืบพรหมจรรย์ต่อไปได้ ไม่ลาสิกขาสึกเลย เมื่อเธอฟังคนอื่นเขาพูดถึงรูปสมบัติเป็นต้น หรือเสียงหัวเราะด้วยตน เกิดราคะด้วยโสตวิญญาณวิถี ชื่อว่าสวนสังสัคคะ.

สวนสังสัคคะนั้น พึงทราบโดยอำนาจพระโพธิสัตว์ผู้ไม่เคยได้กลิ่นหญิง และพระติสสะหนุ่มผู้อยู่ในถ้ำปัญจัคคฬะ. เขาว่า ภิกษุหนุ่มเหาะไปได้ยินเสียงลูกสาวช่างทองชาวบ้านคิริคาม ไปสระปทุมกับหญิงสาว ๕ คน อาบน้ำประดับดอกปทุม ขับร้องด้วยเสียงอันไพเราะ ถูกกามราคะเสียบเอา เสื่อมฌานถึงความพินาศ.

ภิกษุในธรรมวินัยนี้ไม่ได้ยินเสียงเลย แต่ตนเองเห็นผู้หญิงหรือหญิงสาวที่สวยน่าชม สดใส มีผิวพรรณงามอย่างยิ่ง เธอเห็นแล้ว สยบซึมเซา ไม่อาจสืบพรหมจรรย์ต่อไปได้ ไม่ลาสิกขา สึกเลย เมื่อเธอแลดูรูปที่เป็นข้าศึกอย่างนี้ เกิดราคะด้วยจักขุวิญญาณวิถี ชื่อว่าทัสสนสังสัคคะ.

ทัสสนสังสัคคะนั้นพึงทราบดังนี้.

เขาว่า ภิกษุหนุ่มรูปหนึ่งไปยังทูรวิหารใกล้บึงกาลทีฆะ เพื่อเรียนอุทเทส. อาจารย์เห็นอันตรายของท่าน ก็ไม่ให้โอกาส. เธอก็พยายามติดตามไป. อาจารย์กล่าวว่า ถ้าเธอไม่เที่ยวไปในบ้าน เราก็จักสอนอุทเทสแก่เธอ. เธอรับคำแล้ว เมื่อเรียนอุทเทสจบ ก็ไหว้อาจารย์ไป คิดว่า อาจารย์ไม่ให้เราเที่ยวไปในบ้านนี้ ทำไมหนอ ห่มจีวรเข้าบ้าน.

กุลธิดาคนหนึ่งนุ่งผ้าสีเหลืองยืนที่เรือนเห็นภิกษุหนุ่มก็เกิดราคะ เอากระบวยนำยาคูมาใส่ลงในบาตร แล้วกลับไปนอนเตียง. ครั้งนั้น มารดาบิดาจึงถามว่า อะไรกันลูก. กุลธิดานั้นตอบว่า เมื่อฉันได้ภิกษุหนุ่มที่ไปทางประตู จึงจักมีชีวิตอยู่ได้ เมื่อไม่ได้ ฉันจักตาย. มารดาบิดารีบไปพบภิกษุหนุ่มที่ประตูบ้าน ไหว้แล้วบอกว่า กลับมาเถิดท่าน โปรดรับภิกษา. ภิกษุหนุ่มบอกว่า พอละโยม จะไปละ. มารดาบิดาอ้อนวอนว่า เรื่องมันเป็นอย่างนี้ท่าน ในเรือนของเรามีทรัพย์อยู่เท่านี้ เรามีลูกสาวอยู่คนเดียวเท่านั้น ท่านมาเป็นลูกชายคนโตของเราเถิด สามารถอยู่ได้อย่างสบาย. ภิกษุหนุ่มตอบว่า ฉันไม่ต้องการกังวลอย่างนี้ ไม่ใยดีแล้วผละไป.

มารดาบิดาไปบอกลูกสาวว่า ลูก พ่อแม่ไม่อาจจะนำภิกษุหนุ่มกลับมาได้ เลือกสามีอื่นที่เจ้าต้องการเถิด จงลุกขึ้นมากินข้าวกินน้ำเถิด. กุลธิดานั้นก็ไม่ปรารถนา นางอดข้าว ๗ วันตาย. มารดาบิดาทำการฌาปนกิจนางแล้ว ถวายผ้าสีเหลืองผืนนั้นแก่ภิกษุสงฆ์ในทูรวิหาร.

ภิกษุทั้งหลายก็ฉีกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยแบ่งกัน. ภิกษุแก่รูปหนึ่งรับส่วนของตนไป มายังกัลยาณวิหาร. ภิกษุหนุ่มแม้นั้นคิดจะไปไหว้พระเจดีย์ ก็ไปที่กัลยาณวิหารนั้น นั่งในที่พักกลางวัน. ภิกษุแก่หยิบชิ้นผ้านั้นมาแล้วบอกภิกษุหนุ่มว่า ท่านขอรับ โปรดใช้ผ้าผืนนี้ของผมเป็นผ้ากรองน้ำ. ภิกษุหนุ่มเรียนว่า ท่านมหาเถระได้มาแต่ไหนขอรับ. ภิกษุแก่ก็เล่าเรื่องนั้นทั้งหมด. ภิกษุหนุ่มฟังเรื่องนั้นแล้ว คิดว่าเราไม่ได้อยู่ร่วมกับหญิงคนนี้ ถูกไฟราคะเผา มรณภาพในที่นั้นเอง.

ส่วนราคะที่เกิดโดยการสนทนาปราศรัยกะกันและกัน ชื่อสมุลลาปสังสัคคะ. ราคะที่เกิดโดยภิกษุรับของของภิกษุณี หรือภิกษุณีรับของของภิกษุแล้วบริโภค ชื่อสัมโภคสังสัคคะ.

สัมโภคสังสัคคะนั้นพึงทราบดังนี้.

เล่าว่า ครั้งฉลองมริจิวัตติยวิหาร มีภิกษุแสนรูป ภิกษุณีเก้าหมื่นรูป. สามเณรรูปหนึ่งรับข้าวยาคูร้อนไปพักไว้ที่ชายจีวรครั้งหนึ่ง ที่พื้นดินครั้งหนึ่ง. สามเณรีรูปหนึ่งเห็น ถวายถลกบาตร ด้วยกล่าวว่า วางบาตรไว้ในนี้แล้วค่อยไป. ภายหลังต่อมา เมื่อเกิดภัยขึ้น ทั้งสองก็ไปยังปรสมุททวิหาร. ทั้งสองรูปนั้น ภิกษุณีไปก่อน. ภิกษุณีนี้นั้นได้ยินว่า ภิกษุชาวสิงหลรูปหนึ่งมา ก็ไปยังสำนักพระเถระกระทำปฏิสันถารแล้วนั่งถามว่า ท่านเจ้าข้า เมื่อครั้งฉลองมริจิวัตติยวิหาร ท่านพรรษาเท่าไร. พระเถระตอบว่า ครั้งนั้น ฉันเป็นสามเณรอายุ ๗ ขวบ ท่านเล่าพรรษาเท่าไร. ภิกษุณีตอบว่า ครั้งนั้น ดิฉันก็เป็นสามเณรีอายุ ๗ ขวบเหมือนกัน ดิฉันได้ถวายถลกบาตรแก่สามเณรรูปหนึ่งซึ่งรับข้าวยาคูร้อนไปเพื่อพักบาตร. พระเถระบอกว่า สามเณรองค์นั้นคือฉัน นำถลกบาตรออกมาแสดง. ด้วยสังสัคคะอันนี้นี่เอง แม้ทั้งสองท่านก็ไม่อาจจะสืบพรหมจรรย์ต่อไปได้ สึกในเวลามีอายุ ๖๐.

ก็ราคะที่เกิดขึ้นโดยการจับมือเป็นต้น ชื่อว่ากายสังสัคคะ. ในข้อนั้นมีเรื่องนี้เป็นตัวอย่าง. เขาว่าที่มหาเจติยังคณะ พวกภิกษุหนุ่มทำการสาธยาย พวกภิกษุณีสาวฟังธรรมอยู่ข้างหลังของพวกภิกษุหนุ่มเหล่านั้น. ในภิกษุหนุ่มเหล่านั้น ภิกษุหนุ่มรูปหนึ่งเหยียดแขนออกไปถูกกายภิกษุณีสาวรูปหนึ่ง. ภิกษุณีสาวจับมือมาทาบไว้ที่อกของตน. ด้วยสังสัคคะอันนั้น แม้ทั้งสองก็สึกเป็นคฤหัสถ์.

ก็ในสังสัคคะ ๕ อย่างเหล่านี้ การฟัง การเห็น การเจรจา การร่วม การถูกต้องกายของภิกษุกับภิกษุทั้งหลาย ย่อมมีเป็นนิจทีเดียว เว้นกายสังสัคคะ สังสัคคะที่เหลือกับภิกษุณีทั้งหลาย ย่อมมีได้เป็นครั้งคราว. สังสัคคะแม้ทั้งหมดกับอุบาสกอุบาสิกาทั้งหลาย ก็มีได้เป็นครั้งคราวเหมือนกัน. ก็พึงรักษาจิตจากการเกิดกิเลสในสังสัคคะเหล่านั้น.

ภิกษุรูปหนึ่งเป็นคาหคาหกะ รูปหนึ่งเป็นคาหมุตตกะ รูปหนึ่งเป็นมุตตคาหกะ รูปหนึ่งเป็นมุตตมุตตกะ.

ในภิกษุเหล่านั้น พวกมนุษย์เข้าไปหาภิกษุด้วยการเอาเหยื่อล่อจับไว้ก็ดี ภิกษุเข้าไปหามนุษย์ด้วยการเอาดอกไม้ผลไม้เป็นต้นล่อจับไว้ก็ดี นี้ชื่อว่าคาหคาหกะ ต่างคนต่างจับ.

ส่วนมนุษย์เข้าไปหาภิกษุโดยนัยที่กล่าวแล้ว ภิกษุเข้าไปหาโดยเป็นทักขิเณยยบุคคล นี้ชื่อว่าคาหมุตตกะ พ้นจากผู้จับ.

มนุษย์ทั้งหลายถวายปัจจัยสี่โดยเป็นทักขิเณยยบุคคล ฝ่ายภิกษุเข้าไปหาโดยเอาดอกไม้ผลไม้เป็นต้นล่อจับไว้ นี้ชื่อว่ามุตตคาหกะ จับผู้ปล่อย.

มนุษย์ทั้งหลายถวายปัจจัยสี่โดยเป็นทักขิเณยยบุคคลก็ดี ภิกษุบริโภคโดยเป็นทักขิเณยยบุคคล เหมือนพระจุลลปิณฑปาติยติสสเถระก็ดี นี้ชื่อว่ามุตตมุตตกะ ต่างคนต่างปล่อย.

เขาว่า อุบาสิกาคนหนึ่งอุปัฏฐากพระเถระมา ๑๒ ปี. วันหนึ่งไฟไหม้เรือนที่หมู่บ้านนั้น. ภิกษุประจำตระกูลของคนอื่นๆ ก็มาถามว่า อุบาสิกา ไฟสามารถทำสิ่งของอะไรๆ ให้ไม่เสียหายมีบ้างหรือ. คนทั้งหลายกล่าวว่า พระเถระประจำตระกูลมารดาของเราจักมาเวลาฉันเท่านั้น.

วันรุ่งขึ้นแม้พระเถระกำหนดเวลาภิกษาจารแล้วก็มา. อุบาสิกานิมนต์ให้นั่งที่ร่มยุ้ง จัดภิกษาถวาย. เมื่อพระเถระฉันเสร็จแล้วไป คนทั้งหลายก็พูดว่า พระเถระประจำตระกูลมารดาของเรามาเวลาฉันเท่านั้น. อุบาสิกากล่าวว่า พระประจำตระกูลของพวกท่านก็เหมาะแก่พวกท่านเท่านั้น พระเถระของเราก็เหมาะแก่เราเท่านั้น.

ก็ท่านพระมันตานีบุตรไม่คลุกคลีกับบริษัทสี่ ด้วยสังสัคคะ ๕ เหล่านี้ จึงเป็นทั้งคาหมุตตกะ ทั้งมุตตมุตตกะ ท่านไม่คลุกคลีเองฉันใด ก็ได้สั่งสอนเรื่องการไม่คลุกคลีนั้น แม้แก่ภิกษุทั้งหลายฉันนั้น.

บทว่า อารทฺธวิริโย ได้แก่ ประคองความเพียร. อธิบายว่า มีความเพียรทางกายและทางใจบริบูรณ์. จริงอยู่ ภิกษุใด กิเลสเกิดขึ้นในขณะเดิน ก็ไม่ยอมยืน (หยุด) กิเลสเกิดขึ้นในขณะยืน ก็ไม่ยอมนั่ง กิเลสเกิดขึ้นในขณะนั่ง ก็ไม่ยอมนอน ย่อมเที่ยวไปเหมือนร่ายมนต์บังคับงูเห่าจับไว้ และเหมือนเหยียบคอศัตรู ภิกษุนี้ชื่อว่าผู้ปรารภความเพียร. พระเถระก็เป็นเช่นนั้น สอนเรื่องปรารภความเพียรแก่ภิกษุทั้งหลายอย่างนั้นเหมือนกัน.

จตุปาริสุทธิศีล ชื่อว่าศีล ในคำว่า สีลสมฺปนฺโน เป็นต้น. สมาบัติ ๘ เป็นบาทของวิปัสสนา ชื่อว่าสมาธิ. ญาณที่เป็นโลกิยะและโลกุตตระ ชื่อว่าปัญญา. วิมุตติที่เป็นอริยผล ชื่อว่าวิมุตติ. ปัจจเวกขณญาณ ๑๙ ชื่อว่าญาณทัสสนะ.

พระเถระสมบูรณ์ด้วยศีลเป็นต้น สอนเรื่องศีลเป็นต้นแม้แก่ภิกษุทั้งหลาย. พระมันตานีบุตรนี้นั้น ชื่อว่าโอวาทกะ เพราะโอวาทด้วยกถาวัตถุ ๑๐ ภิกษุรูปหนึ่งย่อมสอนตนได้อย่างเดียว ไม่สามารถจะยักเยื้องข้อความที่ละเอียดให้คนอื่นรู้ได้อย่างใด พระเถระไม่เป็นอย่างนั้น. แต่พระเถระชื่อว่าวิญญาปกะ เพราะทำผู้อื่นให้รู้กถาวัตถุ ๑๐ เหล่านั้นด้วย. ภิกษุรูปหนึ่งสามารถทำผู้อื่นให้รู้ ไม่สามารถจะแสดงเหตุได้. พระเถระชื่อว่าสันทัสสกะ เพราะแสดงเหตุได้ด้วย. ภิกษุรูปหนึ่งแสดงเหตุที่มีอยู่ แต่ไม่สามารถจะให้เขาเชื่อถือได้. พระเถระชื่อว่าสมาทปกะ เพราะสามารถให้เขาเชื่อถือได้. ก็พระเถระชื่อว่าสมุตเตชกะ เพราะครั้นชวนเขาอย่างนั้นแล้ว ทำภิกษุทั้งหลายให้อาจหาญโดยทำให้เกิดอุตสาหะในกถาวัตถุเหล่านั้น. ชื่อว่าสัมปหังสกะ เพราะสรรเสริญภิกษุที่เกิดอุตสาหะแล้วทำให้ร่าเริง.

บทว่า สุลทฺธลาภา ได้แก่ ย่อมชื่อว่าได้คุณมีอัตภาพเป็นมนุษย์และบรรพชาเป็นต้นของภิกษุแม้เหล่าอื่น. อธิบายว่า คุณธรรมเหล่านี้เป็นลาภอย่างดีของท่านปุณณะผู้ซึ่งมีชื่อเสียงขจรไปอย่างนี้ ต่อพระพักตร์ของพระศาสดา.

อนึ่ง การกล่าวสรรเสริญโดยผู้มิใช่บัณฑิต ไม่เป็นลาภอย่างนั้น ส่วนการสรรเสริญโดยบัณฑิต เป็นลาภ.

อีกอย่างหนึ่ง การสรรเสริญโดยคฤหัสถ์ก็ไม่เป็นลาภอย่างนั้น.

ก็คฤหัสถ์คิดว่า เราจักสรรเสริญกำลังกล่าวว่า พระผู้เป็นเจ้าของเราเป็นผู้มีวาจาละเอียดอ่อน มีวาจาน่าคบเป็นสหาย มีวาจาไพเราะสงเคราะห์ผู้ที่มาวิหารด้วยข้าวต้มข้าวสวยและน้ำอ้อยเป็นต้น เท่ากับพูดติเตียนนั่นเอง. คฤหัสถ์คิดว่าเราจักติเตียน พูดว่า พระเถระนี้เป็นเหมือนคนปัญญาอ่อนเป็นเหมือนคนไม่มีเรี่ยวแรง เป็นเหมือนคนหน้านิ่วคิ้วขมวด ไม่มีความคุ้นเคยกับพระเถระนี้ เท่ากับสรรเสริญนั่นเอง. แม้เพื่อนพรหมจารีพูดสรรเสริญลับหลังพระศาสดา ก็ไม่เป็นลาภอย่างนั้น ส่วนผู้สรรเสริญเฉพาะพระพักตร์พระศาสดา เป็นลาภอย่างยิ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอาศัยอำนาจประโยชน์แม้ดังกล่าวมาฉะนี้จึงตรัสว่า สุลทฺธลาโภ ดังนี้.

บทว่า อนุมสฺส อนุมสฺส ได้แก่ กำหนดเจาะจงกถาวัตถุ ๑๐.

บทว่า ตญฺจ สตฺถา อพฺภนุโมทติ ความว่า พระศาสดาทรงอนุโมทนาคุณของภิกษุนั้นนั้น คือคุณนั้นอย่างนี้ว่า ภิกษุนั้นเป็นผู้มักน้อยและเป็นผู้สันโดษ. ท่านหมายเอาลาภ ๕ อย่างนี้ คือ การที่ผู้รู้สรรเสริญเป็นลาภอย่างหนึ่งการที่เพื่อนพรหมจารีสรรเสริญเป็นลาภอย่างหนึ่ง การที่เพื่อนพรหมจารีสรรเสริญเฉพาะพระพักตร์พระศาสดาเป็นลาภอย่างหนึ่ง การกำหนดเจาะจงกถาวัตถุ ๑๐เป็นลาภอย่างหนึ่ง การที่พระศาสดาทรงอนุโมทนาอย่างยิ่ง เป็นลาภอันหนึ่ง จึงกล่าวว่า สุลทฺธลาภา ดังนี้ด้วยประการฉะนี้.

บทว่า กทาจิ คือ ในกาลบางคราว.

บทว่า กรหจิ เป็นไวพจน์ของบทว่า กทาจิ นั่นเอง.

บทว่า อปฺเปว นาม สิยา โกจิเทว กถาสลฺลาโป ได้แก่ ไฉนหนอ แม้การเจรจาอวดอ้างบางอย่างจะพึงมี. เขาว่า พระเถระไม่เคยเห็นท่านพระปุณณะมาเลย ไม่เคยสดับธรรมกถาของท่าน ดังนั้น ท่านจึงปรารถนาจะเห็นท่านพระปุณณะบ้าง การกล่าวธรรมของท่านบ้าง จึงกล่าวอย่างนี้.

บทว่า ยถาภิรนฺตํ ได้แก่ ประทับอยู่ตามพระอัธยาศัย.

จริงอยู่ พระพุทธะทั้งหลาย เมื่อประทับอยู่ในที่แห่งหนึ่ง ชื่อว่าไม่มีความไม่ยินดี เพราะอาศัยความวิบัติแห่งร่มเงาและน้ำเป็นต้น เสนาสนะอันไม่ผาสุกหรือความไม่ศรัทธาเป็นต้นของเหล่าผู้คน ไม่มีแม้ความยินดีว่า เราจะอยู่เป็นผาสุก ในที่นี้แล้วอยู่นานๆ เหตุสิ่งเหล่านั้นมีพรั่งพร้อม. แต่เมื่อพระตถาคตประทับอยู่ในที่ใดสัตว์ทั้งหลายตั้งอยู่ในสรณะ สมาทานศีลหรือบรรพชา ก็หรือว่าแต่นั้น สัตว์เหล่านั้นมีอุปนิสสัยแห่งโสดาปัตติมรรคเป็นต้น. พระพุทธะทั้งหลายย่อมประทับอยู่ในที่นั้น ตามอัธยาศัยที่จะทรงสถาปนาสัตว์เหล่านั้นไว้ในสมบัติเหล่านั้น เพราะไม่มีสัตว์เหล่านั้นจึงเสด็จหลีกไป. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ยถาอชฺฌาสยํ วิหริตฺวา.

บทว่า จาริกญฺจรมาโน ความว่า เสด็จพุทธดำเนินทางไกล. ก็ชื่อว่าการจาริกของพระผู้มีพระภาคเจ้า นี้มี ๒ อย่าง คือ รีบจาริก ๑ ไม่รีบจาริก ๑.

บรรดาจาริกทั้ง ๒ นั้น การที่ทรงเห็นบุคคลผู้ควรตรัสรู้แม้ในที่ไกล แล้วรีบเสด็จไปเพื่อโปรดให้เขาตรัสรู้ ชื่อว่ารีบจาริก. การรีบจาริกนั้นพึงเห็นเช่นเสด็จออกต้อนรับท่านมหากัสสปะเป็นต้น.

จริงอยู่ พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อเสด็จต้อนรับพระมหากัสสปะ เสด็จไปตลอดหนทาง ๓ คาวุต โดยครู่เดียว. เสด็จไป ๓๐ โยชน์ เพื่อโปรดอาฬวกยักษ์ โปรดองคุลิมาลก็เหมือนกัน แต่โปรดปุกกุสาติ ๔๕ โยชน์ โปรดพระเจ้ามหากัปปิน ๒,๐๐๐ โยชน์ โปรดขทิรวนิยเถระ ๗๐๐ โยชน์ โปรดวนวาสีติสสสามเณร สัทธิวิหาริกของพระธรรมเสนาบดี ๒,๐๐๐ โยชน์ ๓ คาวุต.

ได้ยินว่า วันหนึ่งพระเถระทูลว่า พระเจ้าข้า ข้าพระองค์จะไปสำนักติสสสามเณร.

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ถึงเราก็จักไป แล้วตรัสสั่งท่านพระอานนท์ว่า อานนท์ เธอจงบอกภิกษุผู้ได้อภิญญาหก ๒๐,๐๐๐ รูปว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าจักเสด็จไปสำนักของวนวาสีติสสสามเณร.

รุ่งขึ้นจากวันนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้ามีพระขีณาสพ ๒๐,๐๐๐ รูป แวดล้อมเหาะไปทางอากาศ เสด็จลงใกล้ประตูโคจรคามของติสสสามเณรนั้นสุดทาง ๒,๐๐๐ โยชน์ ทรงห่มจีวร. พวกผู้คนไปทำงานเห็นเข้าก็กล่าวกันว่า ท่านผู้เจริญ พระศาสดาเสด็จมา พวกท่านมาทำงานกันแล้วช่วยกันปูอาสนะ ถวายข้าวยาคู ทำทานวัตร แล้วถามภิกษุหนุ่มทั้งหลายว่า ท่านขอรับ พระผู้มีพระภาคเจ้าจะเสด็จไปไหน. อุบาสกทั้งหลาย พระผู้มีพระภาคเจ้าไม่เสด็จในที่อื่นดอก เสด็จมาเยี่ยมติสสสามเณรในที่นี้นี่แหละ. ผู้คนเหล่านั้นเกิดโสมนัสว่า ได้ยินว่า พระศาสดาเสด็จมาเยี่ยมพระเถระประจำตระกูลของพวกเรา พระเถระของพวกเรา ไม่ใช่ต่ำต้อยเลยหนอ.

ลำดับนั้น เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทำภัตตกิจเสร็จ สามเณรก็เข้าบ้านบิณฑบาต ถามว่า มีภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่หรือ.

ครั้งนั้น อุบาสกเหล่านั้นบอกแก่สามเณรว่า ท่านเจ้าข้า พระศาสดาเสด็จมาแล้ว. สามเณรนั้นเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า เอื้อเฟื้อด้วยอาหารบิณฑบาต. พระศาสดาเอาพระหัตถ์จับบาตรของสามเณร แล้วตรัสว่า พอละสามเณร เราเสร็จภัตตกิจแล้ว. แต่นั้น สามเณรก็กราบเรียนพระอุปัชฌายะ นั่งเหนืออาสนะที่ถึงแก่ตน แล้วกระทำภัตตกิจ. ครั้นสามเณรเสร็จภัตตกิจแล้ว พระศาสดาตรัสมงคลแล้ว เสด็จออกไปประทับยืนใกล้ประตูบ้าน ตรัสถามว่า ติสสะ ทางไปที่อยู่ของเธอทางไหน. สามเณรกราบทูลว่า ทางนี้ พระเจ้าข้า. ตรัสว่า ติสสะ เธอจงชี้ทางเดินไปข้างหน้า.

ได้ยินว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเป็นผู้แสดงทางแก่โลกพร้อมทั้งเทวโลก แต่ทรงกระทำสามเณรนั้นให้เป็นมัคคุเทสก์ ด้วยพุทธประสงค์ว่า จักได้เห็นสามเณรตลอดทางสิ้น ๓ คาวุต. สามเณรไปยังที่อยู่ของตนได้กระทำวัตรแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า.

ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถามสามเณรนั้นว่า ติสสะ ที่จงกรมตรงไหน แล้วเสด็จไปที่จงกรมนั้น ประทับนั่งบนหินสำหรับนั่งของสามเณรแล้วตรัสถามว่า ติสสะ เธออยู่เป็นสุขในที่นี้หรือ. สามเณรนั้นทูลว่า พระเจ้าข้าขอรับ ข้าพระองค์อยู่ในที่นี้ ได้ยินเสียงราชสีห์ เสือ ช้าง เนื้อและนกยูงเป็นต้นก็เกิดอรัญญสัญญา ว่าเราจะอยู่เป็นสุขด้วยสัญญานั้น.

ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสสั่งสามเณรนั้นว่า ติสสะ เธอจงให้ภิกษุสงฆ์ประชุมกัน เราจะให้ตำแหน่งพุทธทายาทแก่เธอ ทรงให้ภิกษุสงฆ์ประชุมกันกึ่งโยชน์ ให้สามเณรอุปสมบทแล้วได้เสด็จไป ยังที่อยู่ของพระองค์นั้นแล เหตุนั้น จาริกนี้จึงชื่อว่ารีบจาริก.

ส่วนการเสด็จของพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ทรงอนุเคราะห์โลก ด้วยการเสด็จบิณฑบาตเป็นต้นโดยทางโยชน์หนึ่งและกึ่งโยชน์ทุกๆ วันตามลำดับ คามนิคม ชื่อว่าไม่รีบจาริก.

ก็พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จจาริกอย่างนี้ ย่อมเสด็จจาริกไปในมณฑล ๓ มณฑลใดมณฑลหนึ่งอย่างนี้ คือ มหามณฑล มัชฌิมมณฑล อันติมมณฑล. ในมณฑลทั้ง ๓ นั้น ที่ ๙๐๐ โยชน์จัดเป็นมหามณฑล ที่ ๖๐๐ โยชน์จัดเป็นมัชฌิมมณฑล ที่ ๓๐๐ โยชน์จัดเป็นอันติมมณฑล.

ครั้งใดมีพระพุทธประสงค์จะเสด็จจาริกไปในมหามณฑล ทรงปวารณาในวันมหาปวารณาแล้ว ในวันปาฏิบท มีภิกษุหมู่ใหญ่เป็นบริวารเสด็จออกไป ได้เกิดโกลาหลเป็นอันเดียวกัน ตลอดเนื้อที่ ๑๐๐ โยชน์โดยรอบ. พวกที่มาก่อนๆ ได้นิมนต์ให้กลับ. ในมณฑล ๒ นอกนี้ สักการะย่อมรวมลงในมหามณฑล. ถ้าในที่นั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่วันสองวันในคามนิคมนั้นๆ ทรงอนุเคราะห์มหาชนด้วยการทรงรับอามิสทาน และทรงเจริญกุศลส่วนที่อาศัยวิวัฏฏะ ด้วยการประทานธรรมแก่มหาชนนั้น ๙ เดือน จึงเสด็จการจาริก.

ก็ถ้าภายในพรรษา ภิกษุทั้งหลายมีสมถวิปัสสนายังอ่อน ก็ไม่ทรงปวารณาในวันมหาปวารณา แต่จะทรงเลื่อนปวารณาออกไปปวารณา ในวันปวารณากลางเดือนกัตติกา (เดือน ๑๒) วันแรกของเดือนมิคสิระ (เดือน ๑) มีภิกษุหมู่ใหญ่เป็นบริวาร เสด็จออกเที่ยวไปตลอดมัชฌิมมณฑล. เมื่อทรงมีพระพุทธประสงค์จะเสด็จจาริกในมัชฌิมมณฑล ด้วยเหตุแม้อย่างอื่น ก็ประทับอยู่ ๔ เดือนแล้วจึงเสด็จออกไป. ในมณฑลทั้งสองนอกนี้ ลาภสักการะย่อมรวมลงในมัชฌิมมณฑล โดยนัยที่กล่าวแล้วนั่นแล. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอนุเคราะห์โลกด้วยนัยข้างต้น ๘ เดือน จึงเสร็จการจาริก. เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าอยู่ประจำ ๔ เดือนแล้ว เหล่าเวไนยสัตว์มีอินทรีย์ยังไม่แก่กล้า ก็จะทรงคอยอินทรีย์ของเวไนยสัตว์เหล่านั้นแก่กล้าจะประทับอยู่ในที่นั้นนั่นแหละ เดือน ๑ บ้าง ๒-๓ เดือนบ้าง แล้วทรงมีภิกษุหมู่ใหญ่เป็นบริวาร เสด็จออกไป ในมณฑลสองนอกนี้ ลาภสักการะย่อมรวมลงในอันติมมณฑล โดยนัยที่กล่าวแล้วนั่นแล.

พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อทรงอนุเคราะห์โลกโดยนัยข้างต้น ๗ เดือนบ้าง ๖ เดือนบ้าง ๕ เดือนบ้าง ๔ เดือนบ้าง จึงเสร็จการจาริก. ดังนั้น เมื่อทรงจาริกไปในมณฑล ๓ มณฑลใดมณฑลหนึ่ง จึงไม่ใช่จาริกไปเพราะเหตุแห่งปัจจัยมีจีวรเป็นต้น. โดยที่แท้ เสด็จจาริกไปเพื่อทรงอนุเคราะห์ ด้วยพระพุทธประสงค์อย่างนี้ว่า คนเหล่าใดเป็นทุคคตะ เป็นพาล เป็นคนแก่ เป็นคนเจ็บป่วยครั้งไร คนเหล่านั้นจักมาเห็นตถาคต ก็เมื่อเราจาริกไป มหาชนก็จักได้เห็นตถาคต ในที่นั้น คนบางพวกก็จักทำจิตให้เลื่อมใส บางพวกก็จักบูชาด้วยดอกไม้เป็นต้นบางพวกจักถวายภิกษาสักทัพพีหนึ่ง บางพวกก็จักสละความเห็นผิดเป็นสัมมาทิฏฐิ ข้อนั้นก็จักเป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุขแก่คนเหล่านั้นตลอดกาลนาน.

อนึ่ง พระพุทธะผู้มีพระภาคเจ้าทั้งหลายย่อมเสด็จจาริกด้วยเหตุ ๔ ประการ คือ เพื่อประโยชน์แก่ความสุขของสรีระ โดยการยึดพักแข้งขา ๑ เพื่อประโยชน์คือคอยการเกิดอัตถุปปัตติ (เกิดเรื่องเป็นเหตุให้ตรัสธรรมเทศนา) ๑ เพื่อประโยชน์แก่การทรงบัญญัติสิกขาบทสำหรับภิกษุทั้งหลาย ๑ เพื่อประโยชน์โปรดสัตว์ที่ควรตรัสรู้ ผู้มีอินทรีย์แก่กล้าแล้วในที่นั้นๆ ให้ตรัสรู้ ๑.

พระพุทธผู้มีพระภาคเจ้าทั้งหลาย ย่อมเสด็จจาริกด้วยเหตุ ๔ ประการ อย่างอื่นอีก คือสัตว์ทั้งหลายจักถึงพระพุทธเจ้าเป็นสรณะบ้าง จักถึงพระธรรมเป็นสรณะบ้าง จักถึงพระสงฆ์เป็นสรณะบ้าง เราจักทำบริษัท ๔ ให้เอิบอิ่มด้วยการฟังธรรมครั้งใหญ่บ้าง.

พระพุทธะผู้มีพระภาคเจ้าทั้งหลายย่อมเสด็จจาริกด้วยเหตุ ๕ ประการอย่างอื่น คือเหล่าสัตว์จักเว้นจากปาณาติบาตบ้าง จากอทินนาทาน จากกาเมสุมิจฉาจาร จากมุสาวาท จากสุราเมรัยมัชชปมาทัฏฐานบ้าง. พระพุทธะผู้มีพระภาคเจ้าทั้งหลาย ย่อมเสด็จจาริกไปด้วยเหตุ ๘ ประการอย่างอื่น คือเขาจักได้ปฐมฌานบ้าง ทุติยฌานบ้าง ฯลฯ เนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติบ้าง.

พระพุทธะผู้มีพระภาคเจ้าทั้งหลายย่อมเสด็จจาริกไปด้วยเหตุ ๘ ประการอย่างอื่นอีก คือเขาจักบรรลุโสดาปัตติมรรคบ้าง โสดาปัตติผลบ้าง ฯลฯ จักกระทำให้แจ้งพระอรหัตตผลบ้าง.

นี้ชื่อว่า อตุริตจาริก ไม่รีบจาริก ท่านประสงค์ในที่นี้.

จาริกนั้นมี ๒ อย่าง คือ นิพันธจาริก การจาริกโดยมีข้อผูกพัน ๑ อนิพันธจาริก การจาริกโดยไม่มีข้อผูกพัน ๑. ในจาริก ๒ อย่างนี้ การที่พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จไปโปรดสัตว์ผู้ควรตรัสรู้ผู้เดียวเท่านั้น ชื่อว่านิพันธจาริก. การที่พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จจาริกไปตามลำดับคามนิคมนคร ชื่อว่าอนิพันธจาริก.

อนิพันธจาริกนี้ ท่านประสงค์เอาในที่นี้.

บทว่า เสนาสนํ สํสาเมตฺวา แปลว่า เก็บงำเสนาสนะ.

พระเถระเมื่อเก็บเสนาสนะนั้น ก็เอาบาตรเล็กบาตรใหญ่ ถลกเล็กถลกใหญ่ จีวรแพรและจีวรผ้าเปลือกไม้เป็นต้นทำเป็นห่อ บรรจุเนยใสและน้ำมันเป็นต้นเต็มหม้อ เก็บไว้ในห้อง ปิดประตู ให้ประกอบกุญแจ (ลูกดาล) ตีตรา เก็บงำโดยเพียงอาปุจฉา บอกกล่าวภิกษุเจ้าถิ่น ตามพระบาลีว่า ถ้าไม่มีภิกษุหรือสามเณร คนวัดหรือเจ้าของวิหาร ก็เอาเตียงซ้อนเตียง เอาตั่งซ้อนตั่ง วางไว้บนหิน ๔ แผ่น กองสายระเดียงจีวร หรือเชือกห้อยจีวรวางไว้ข้างบน ปิดประตูหน้าต่างแล้ว พึงหลีกไป.

บทว่า เยน สาวตฺถี เตน จาริกํ ปกฺกามิ ความว่า ท่านพระปุณณมันตานีบุตรประสงค์จะเฝ้าพระศาสดา จึงหลีกไปโดยทิศทางที่กรุงสาวัตถีตั้งอยู่. ก็เมื่อหลีกไป ท่านก็ให้กราบทูลแด่พระเจ้าสุทโธทนมหาราช ให้ทรงรับเนยใส น้ำมัน น้ำผึ้งและน้ำอ้อยเป็นต้นไปแล้ว เมื่อหลีกไปก็นำเพียงบาตรจีวร หลีกไปลำพังผู้เดียว เหมือนช้างตกมันละโขลงหลีกไป เหมือนราชสีห์ ไม่มีกิจด้วยเพื่อน.

ถามว่า ก็เพราะเหตุไร ท่านมากรุงราชคฤห์พร้อมด้วยอันเตวาสิกของตน ๕๐๐ รูป แต่บัดนี้ หลีกไปผู้เดียว.

ตอบว่า กรุงราชคฤห์ไกลจากกรุงกบิลพัสดุ์ ๖๐ โยชน์ ส่วนกรุงสาวัตถีไกล ๕๐ โยชน์ พระศาสดาเสด็จมาจากกรุงราชคฤห์ ๔๕ โยชน์ ประทับอยู่กรุงสาวัตถี ท่านฟังมาว่า บัดนี้ใกล้เข้ามาแล้ว เราจักหลีกไปผู้เดียว ดังนั้น ข้อนี้จึงไม่เป็นเหตุ. แท้จริง ท่านเมื่อไปยังสำนักพระพุทธะทั้งหลาย พึงไปสิ้นทางแม้ ๑,๐๐๐ โยชน์ แต่ในครั้งนั้น ท่านไม่อาจได้กายวิเวก ฉะนั้น เพราะต้องการจะไปกับคนมาก เมื่อกล่าวว่า เราจะไปคนเดียว ก็กล่าวเสียว่า เราจะอยู่ในที่นี้ลำพังคนเดียว เมื่อพูดว่า เราจะอยู่คนเดียว ก็พูดเสียว่า เราจะไปคนเดียว เพราะฉะนั้น ท่านไม่อาจจะนั่งเข้าสมาบัติในขณะที่ปรารถนาแล้วปรารถนาเล่า หรือได้กายวิเวกในเสนาสนะที่ผาสุก แต่เมื่ออยู่ลำพังผู้เดียว ก็จะได้สิ่งนั้นทั้งหมดโดยง่าย ดังนั้น ท่านจึงไม่ไปในครั้งนั้นหลีกไป ณ บัดนี้.

ในคำว่า จาริกํ จรมาโน นี้ ชื่อว่าจาริกนี้ ย่อมได้แก่พระพุทธเจ้าทั้งหลายเท่านั้น เพื่อสงเคราะห์มหาชนก็จริง ถึงอย่างนั้น ก็ได้แม้แก่สาวกทั้งหลายด้วย ศัพท์ขยายกินความถึงพระพุทธทั้งหลาย เหมือนพัดใบตาลที่เขาทำด้วยเสื่อลำแพนเป็นต้น.

บทว่า เยน ภควา ความว่า พระปุณณมันตานีบุตรเที่ยวบิณฑบาตไปในบ้านแห่งหนึ่ง ไม่ไกลกรุงสาวัตถีทำภัตกิจแล้ว เข้าไปสู่พระเชตวันไปยังที่อยู่ของพระสารีบุตรเถระ หรือของพระมหาโมคคัลลานเถระล้างเท้าแล้วทาน้ำมัน ฉันน้ำดื่มหรือน้ำปานะ พักหน่อยหนึ่ง ไม่เกิด จิตคิดว่าจะเฝ้าพระศาสดา แล้วเดินตรงแน่วไปยังบริเวณพระคันธกุฎี.

ด้วยว่า พระเถระประสงค์จะเฝ้าพระศาสดา แต่ไม่มีกิจกับภิกษุอื่น เพราะฉะนั้น ท่านจึงไม่เกิดจิตคิดแม้อย่างนี้ว่า เราจักพาพระราหุลหรือพระอานนท์ให้ทำโอกาสเฝ้าพระศาสดา.

จริงอยู่ เถระเป็นผู้สนิทสนมในพระพุทธศาสนาเองทีเดียว เหมือนนักรบใหญ่ผู้มีชัยชนะในสงครามของพระราชา. เหมือนอย่างว่า นักรบเช่นนั้นประสงค์จะเฝ้าพระราชา ชื่อว่าไม่มีกิจที่จะคบคนอื่น เฝ้าพระราชาย่อมเฝ้าได้ทีเดียวเพราะเป็นผู้สนิทสนมฉันใด แม้พระเถระก็ฉันนั้นเป็นผู้คุ้นเคยในพระพุทธศาสนา ท่านก็ไม่มีกิจที่จะคบภิกษุอื่นแล้ว เฝ้าพระศาสดา เพราะฉะนั้น ท่านล้างเท้าแล้วก็เช็ดที่เช็ดเท้า เข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า. แม้พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเล็งเห็นว่าเวลารุ่งเช้า มันตานีบุตรจักมา เพราะฉะนั้น จึงเสด็จเข้าไปยังพระคันธกุฎีไม่ใส่กลอน ระงับความกระวนกระวาย ลุกขึ้นประทับนั่ง. พระเถระผลักบานประตูเข้าไปยังพระคันธกุฎี ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง.

บทว่า ธมฺมิยา กถาย ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อตรัสธรรมีกถาตรัสอานิสงส์สามัคคีรสแก่กุลบุตร ๓ คนในจุลลโคสิงคสูตร ตรัสอานิสงส์ถวายที่พักในเสขสูตร ตรัสกถาที่เกี่ยวด้วยบุพเพนิวาสานุสติญาณอันทำให้ได้สติในฆฏิการสูตรตรัสธัมมุทเทส ๔ ในรัฏฐปาลสูตร ตรัสเรื่องอานิสงส์ถวายน้ำดื่มในเสลสูตร เมื่อตรัสธรรมกถา ตรัสอานิสงส์ในความเป็นผู้อยู่ผู้เดียวแก่พระภคุเถระในอุปักกิเลสสูตร.

แต่ในรถวินีตสูตรนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแก่ท่านพระปุณณะ ทรงแสดงเรื่องกถาชื่ออนันตนัย อันเป็นที่อาศัยกถาวัตถุ ๑๐ ว่า ดูก่อนปุณณะ แม้นี้ก็ชื่อว่าอัปปิจฉกถา สันโตสกถาเหมือนกัน ประหนึ่งประทับยืนอยู่ที่สุดเขตเหยียดพระหัตถ์ไปในมหาสมุทรแก่พระสาวกผู้บรรลุปฏิสัมภิทา.

บทว่า เยนนฺธวํ ความว่า ได้ยินว่า ครั้งนั้น เวลาหลังอาหาร พระเชตวันพลุกพล่าน คนเป็นอันมากมีกษัตริย์ พราหมณ์เป็นต้น หลั่งไหลมาสู่พระเชตวัน เหมือนสถานค่ายของพระเจ้าจักรพรรดิ ภิกษุไม่อาจเพื่อได้ความสงัด ส่วนอันธวันสงัดเสมือนเรือนทำความเพียร เพราะฉะนั้น ท่านปุณณมันตานีบุตรจึงเข้าไปยังอันธวัน. ก็เพราะเหตุไร ท่านจึงไม่เห็นเหล่าพระมหาเถระ. เขาว่าเพราะท่านคิดอย่างนี้ว่า เรามาเวลาเย็นจักเห็นเหล่าพระมหาเถระ แล้วจักเฝ้าพระทศพลอีก การปรนนิบัติพระมหาเถระอย่างนี้ก็จะมีครั้งเดียว สำหรับพระศาสดาจักมี ๒ ครั้ง แต่นั้นเราถวายบังคมพระศาสดาแล้วก็จักกลับที่อยู่ของเราเลย.

บทว่า อภิณฺหํ กิตฺตยมาโน อโหสิ ได้แก่ สรรเสริญบ่อยๆ อยู่. ได้ยินว่า พระเถระคิดว่า เขาว่า บุตรนางมันตานีชื่อปุณณะ ไม่คลุกคลีกับบริษัท ๔ ท่านจักมาเฝ้าพระทศพล ท่านไม่ทันพบเราก็จักไปแล้วหรือหนอ แล้วสรรเสริญท่านพระปุณณะท่ามกลางสงฆ์ ทุกๆ วันตั้งแต่นั้นมา เพื่อเตือนสติแก่เหล่าพระเถระ พระนวกะและพระมัชฌิมะ.

ได้ยินว่า ท่านมีความคิดอย่างนี้ว่า ธรรมดาว่า ภิกษุแก่ๆ ไม่อยู่ภายในวิหารทุกเวลา แม้เมื่อเรากล่าวคุณของท่าน ก็ผู้ใดจักเห็นภิกษุนั้น ผู้นั้นก็จักมาบอก. ครั้งนั้น สัทธิวิหาริกของพระเถระผู้นั้นได้เห็นท่านพระปุณณมันตานีบุตร กำลังถือบาตรจีวรเข้าไปยังพระคันธกุฎี.

ถามว่า ก็ท่านได้รู้จักท่านพระปุณณมันตานีบุตรนั้น อย่างไร.

ตอบว่า ภิกษุรูปนั้นได้รู้ทั่วถึงพระธรรมกถาของพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ตรัสระบุชื่อปุณณะ ปุณณะว่า พระเถระที่พระอุปัชฌาย์ของเราสรรเสริญอยู่บ่อยๆ รูปนี้นี่เอง ดังนั้น ภิกษุรูปนั้นจึงมาบอกแก่พระเถระ.

บทว่า นิสีทนํ อาทาย ได้แก่ ท่อผ้าที่มีชาย ท่านเรียก ชื่อว่านิสีทนะ. ก็พระเถระถือท่อนหนังไป. บทว่า ปิฏฺฐิโต ปิฏฺฐิโต แปลว่า ข้างหลังๆ.

บทว่า สีสานุโลกิ ความว่า ภิกษุใดเดินไปเห็นหลังในที่ดอน เห็นศีรษะในที่ลุ่ม ภิกษุนี้เรียกว่ามองเห็นศีรษะ คือภิกษุเป็นเช่นนั้นติดตามไป. ก็พระเถระแม้เดินไปใกล้ชิดเพราะมีเสียงฝีเท้าที่ย่างไปก็ไม่ลำบากเพราะเสียงเท้า แต่ท่านรู้ว่า นี้ไม่ใช่เวลาที่จะแสดงความบันเทิงกัน จึงไม่ไปใกล้ชิด.

ธรรมดาอันธวันเป็นป่าใหญ่ คนที่มองไม่เห็นคนที่นั่งอยู่ในที่แห่งหนึ่ง ต้องกระทำเสียงอันไม่ผาสุก (ตะโกน) ว่าผู้มีอายุ ปุณณะ ปุณณะ เพราะฉะนั้น พระเถระจึงอยู่ไม่ไกลนัก เพื่อจะรู้สถานที่ท่านนั่ง จึงเดินไปพอมองเห็นศีรษะ.

บทว่า ทิวาวิหารํ นิสีทิ ได้แก่ นั่งเพื่อประโยชน์แก่การพักกลางวัน.

ทั้ง ๒ ท่านนั้น ทั้งท่านปุณณะ ทั้งพระสารีบุตรเถระก็เป็นชาติแห่งอุทิจจพราหมณ์ ทั้งพระปุณณะเถระ ทั้งพระสารีบุตรเถระ ก็มีวรรณะเหมือนทองทั้งพระปุณณะเถระ ทั้งพระสารีบุตร ก็ถึงพร้อมด้วยสมาบัติ สัมปยุตด้วยพระอรหัตตผล ทั้งพระปุณณะเถระก็ถึงพร้อมด้วยอภินิหารแสนกัปป์ทั้งพระสารีบุตรเถระก็ถึงพร้อมด้วยอภินิหารหนึ่งอสงไขย ยิ่งด้วยแสนกัปป์ ทั้งพระปุณณะเถระทั้งพระสารีบุตรเถระ ก็เป็นพระมหาขีณาสพผู้บรรลุปฏิสัมภิทา. ดังนั้น จึงเป็นเหมือนราชสีห์สองตัวเข้าไปยังถ้ำทองถ้ำเดียวกัน เหมือนเสือโคร่งสองตัวลงสู่ที่สะบัดแข้ง สะบัดขาแห่งเดียวกันเหมือนพญาช้างฉัททันต์สองเชือกเข้าสู่สาลวันที่มีดอกบานดีแล้วแห่งเดียวกัน เหมือนพญาสุบรรณสองตัวเข้าสู่ฉิมพลีวันแห่งเดียวกันเหมือนท้าวเวสสวัณสององค์ประทับยานนรพาหนอันเดียวกัน เหมือนท้าวสักกะสององค์ประทับร่วมบัณฑุกัมพลแท่นเดียวกันเหมือนท้าวหาริตมหาพรหมสององค์ประทับอยู่ภายในวิมานเดียวกัน พระมหาเถระนั้นเป็นชาติพราหมณ์ทั้งสองรูป มีวรรณะเหมือนทองทั้งสองรูป ได้สมาบัติทั้งสองรูปถึงพร้อมด้วยอภินิหารทั้งสองรูป เป็นพระมหาขีณาสพผู้บรรลุปฏิสัมภิทาทั้งสองรูป เข้าไปไพรสณฑ์แห่งเดียวกัน ทำไพรสณฑ์นั้นให้สง่างาม.

บทว่า ภควติ โน อาวุโส พฺรหฺมจริยํ วุสฺสติ ความว่า ท่านพระสารีบุตรทั้งที่รู้อยู่ว่า ท่านพระปุณณะมันตานีบุตรนั้นอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ในพระผู้มีพระภาคเจ้า ก็ถามเพื่อตั้งเรื่องขึ้นดังนี้ว่า ผู้มีอายุ ท่านอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ในสำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้าของพวกเราหรือ.

จริงอยู่ เมื่อกถาแรกยังไม่ตั้งขึ้น กถาหลังก็เกิดไม่ได้ เพราะฉะนั้น พระเถระจึงถามอย่างนี้. พระเถระก็กล่าวคล้อยตามว่า อย่างนั้นซิ ผู้มีอายุ.

ครั้งนั้น ท่านพระสารีบุตรใคร่จะฟังคำตอบปัญหาของท่านพระปุณณมันตานีบุตรนั้น จึงถามวิสุทธิ ๗ ตามลำดับว่า ผู้มีอายุ ท่านอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ในพระผู้มีพระภาคเจ้า เพื่อสีลวิสุทธิหรือหนอ. เรื่องพิสดารของวิสุทธิ ๗ นั้น กล่าวไว้แล้วในคัมภีร์วิสุทธิมรรค. ก็เพราะเหตุที่การอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ของผู้ที่แม้ตั้งอยู่ในจตุปาริสุทธิศีลเป็นต้น ยังไม่ถึงที่สุด ฉะนั้น ท่านพระปุณณะจึงปฏิเสธทั้งหมดว่า ไม่ใช่อย่างนี้ดอก ผู้มีอายุ.

บทว่า กิมตฺถํ จรหาวุโส ความว่า ท่านพระสารีบุตรถามว่า ผิว่า ท่านไม่อยู่ประพฤติพรหมจรรย์เพื่อประโยชน์แก่สีลวิสุทธิเป็นต้น เมื่อเป็นดังนั้น ท่านอยู่ประพฤติพรหมจรรย์เพื่ออันใดเล่า.

ปรินิพพานที่หาปัจจัยมิได้ ชื่อว่าอนุปาทาปรินิพพาน ในคำว่า อนุปาทาปรินิพฺพานตฺถํ โข อาวุโส นี้. อุปาทานมี ๒ ส่วน คือ คหณุปาทาน ๑ ปัจจยุปาทาน ๑.

อุปาทาน ๔ อย่าง มีกามุปาทานเป็นต้น ชื่อว่าคหณุปาทาน. ปัจจัยที่กล่าวแล้วอย่างนี้ว่า สังขารเกิดมีเพราะอวิชชาเป็นปัจจัย ชื่อว่าปัจจยุปาทาน.

บรรดาอุปาทานเหล่านั้น อาจารย์ทั้งหลายผู้ถือคหณุปาทาน เรียกอรหัตตผลที่ไม่ยึดถือธรรมอะไรๆ แม้ด้วยอุปาทาน ๔ อย่างใดอย่างหนึ่งเป็นไปว่า อนุปาทาปรินิพพาน ในคำนี้ว่า อนุปาทาปรินิพฺพานํ.

จริงอยู่ พระอรหัตตผลนั้นหาประกอบด้วยอุปาทาน ยึดธรรมอะไรไม่ และท่านกล่าวว่าปรินิพพาน เพราะเกิดในที่สุดแห่งกิเลสปรินิพพาน. ส่วนอาจารย์ผู้ถือปัจจยุปาทานเรียกปรินิพพานที่หาปัจจัยมิได้ ที่ไม่เกิดขึ้นโดยปัจจัย ที่ปัจจัยไม่ปรุงแต่ง ได้แก่อมตธาตุนั่นเองว่าอนุปาทาปรินิพพานในคำว่า อนุปาทาปรินิพพาน. นี้เป็นที่สุด นี้เป็นเงื่อนปลาย นี้เป็นที่จบ ด้วยว่า การอยู่จบพรหมจรรย์ของผู้ถืออปัจจยปรินิพพานย่อมชื่อว่า ถึงที่สุด เพราะฉะนั้น พระเถระจึงกล่าวว่าอนุปาทาปรินิพพาน.

ลำดับนั้น ท่านพระสารีบุตรผู้ประกอบเนืองๆ ซึ่งอนุปาทาปรินิพพานนั้น เริ่มถามอีกว่า ผู้มีอายุ สีลวิสุทธิหรือ ชื่อว่าอนุปาทาปรินิพพาน. ฝ่ายพระเถระปฏิเสธคำนั้นทั้งหมดในปริวัฏ คือรอบทั้งหลายอย่างนั้นเหมือนกัน เมื่อแสดงโทษในที่สุด จึงกล่าวคำมีอาทิว่า สีลวิสุทฺธิญฺเจ อาวุโส.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปญฺญเปยฺย แปลว่า ถ้าพึงบัญญัติไซร้.

บทว่า สอุปาทานํ เยว สมานํ อนุปาทาปรินิพฺพานํ ปญฺญเปยฺย ความว่า พึงบัญญัติเฉพาะสคหณธรรมว่า นิคคหณธรรม พึงบัญญัติเฉพาะสปัจจยธรรม ว่าอปัจจยธรรม พึงบัญญัติเฉพาะสังขตธรรมว่า อสังขตธรรม. ก็พึงถือเนื้อความในญาณทัสสนวิสุทธิ์อย่างนี้ว่า พึงบัญญัติเฉพาะสัปปัจจัยธรรมว่า อปัจจัยธรรม พึงบัญญัติเฉพาะสังขตธรรมว่า อสังขตธรรม. พึงเห็นโลกิยพาลปุถุชนผู้เดินไปตามวัฏฏะ ในคำว่า ปุถุชฺชโน หาวุโส นี้. จริงอยู่ ปุถุชนนั้นเว้นธรรมเหล่านี้โดยประการทั้งปวง เพราะแม้เพียงจตุปาริสุทธิศีลก็ไม่มี.

บทว่า เตนหิ ความว่า บัณฑิตบางพวกย่อมรู้ทั่วถึงอรรถได้โดยอุปมาด้วยเหตุใด ด้วยเหตุนั้น เราจึงอุปมาแก่ท่าน.

บทว่า สตฺต รถวินีตานิ ได้แก่ รถ ๗ ผลัดที่เทียมด้วยม้าอาชาไนยที่ฝึกแล้ว.

บทว่า ยาวเทว จิตฺตวิสุทฺธตฺถา ความว่า ท่านผู้มีอายุ ชื่อว่าสีลวิสุทธินี้ย่อมมีเพียงเพื่อประโยชน์แห่งจิตตวิสุทธิ.

บทว่า จิตฺตวิสุทฺธตฺถา นี้เป็นปัญจมีวิภัตติ.

ก็ในข้อนี้ มีใจความดังต่อไปนี้

ประโยชน์กล่าวคือจิตตวิสุทธิ มีอยู่เพียงใด ชื่อว่าสีลวิสุทธินี้ ก็พึงปรารถนาเพียงนั้น ก็จิตตวิสุทธินี้นั้นเป็นประโยชน์ของสีลวิสุทธิ นี้เป็นที่สุด นี้เป็นเบื้องปลาย. จริงอยู่ ผู้ตั้งอยู่ในจิตตวิสุทธิย่อมชื่อว่า ทำกิจแห่งสีลวิสุทธิ.

ในบททั้งปวงก็นัยนี้.

ในข้อนี้มีการเทียบเคียงด้วยข้ออุปมาดังต่อไปนี้

พระโยคาวจรผู้ขลาดกลัวต่อชราและมรณะ พึงเห็นเหมือนพระเจ้าปเสนทิโกศล สักกายนครพึงเห็นเหมือนสาวัตถีนคร นครคือพระนิพพาน พึงเห็นเหมือนนครสาเกต เวลาที่พระโยคีเกิด คือการตรัสรู้อริยสัจจ์ ๔ ที่ยังไม่รู้ พึงเห็นเหมือนเวลาพระราชาผู้นำความเจริญ กิจรีบด่วนที่จะพึงรีบไปถึงเมืองสาเกต วิสุทธิ ๗ พึงเห็นเหมือนรถ ๗ ผลัด เวลาที่ตั้งอยู่ในสีลวิสุทธิพึงเห็นเหมือนเวลาขึ้นรถผลัดที่หนึ่งเวลาที่ตั้งอยู่ในจิตตวิสุทธิเป็นต้นโดยสีลวิสุทธิเป็นต้นพึงเห็นเหมือนเวลาที่ขึ้นสู่รถผลัดที่ ๒ โดยรถผลัดที่ ๑ เป็นต้น เวลาที่พระโยคาวจรทำกิเลสทั้งปวงให้สิ้นไปด้วยญาณทัสสนวิสุทธิแล้วขึ้นไปบนปราสาท คือธรรมประเสริฐ ผู้มีกุศลธรรม ๕๐เป็นเบื้องหน้าเป็นบริวาร เข้าผลสมาบัติอันมีพระนิพพานเป็นอารมณ์ แล้วนั่งในที่นอนคือนิโรธ พึงเห็นเหมือนเวลาที่เสวยโภชนะมีรสดีของพระราชาผู้เสด็จลงที่ภายในประตูเมืองสาเกตด้วยรถผลัดที่ ๗ แล้วแวดล้อมไปด้วยหมู่ญาติมิตร ณ เบื้องบนปราสาท.

พระธรรมเสนาบดีสารีบุตรถามถึงวิสุทธิ ๗ กะท่านพระปุณณะผู้ได้กถาวัตถุ ๑๐ ประการด้วยประการฉะนี้. ท่านพระปุณณะก็วิสัชชนากถาวัตถุ ๑๐ ประการ.

ก็พระธรรมเสนาบดีเมื่อถามอย่างนี้ รู้หรือไม่รู้จึงถาม ก็หรือว่าท่านเป็นผู้ฉลาดในลัทธิจึงถามในวิสัย หรือไม่ฉลาดในลัทธิจึงถามในอวิสัย ฝ่ายพระปุณณเถระรู้หรือไม่รู้จึงวิสัชชนา ก็หรือว่าท่านเป็นผู้ฉลาดในลัทธิจึงวิสัชชนาในวิสัย หรือไม่ฉลาดในลัทธิจึงวิสัชชนาในอวิสัย.

ก็ท่านพระธรรมเสนาบดีสารีบุตรรู้เป็นผู้ฉลาดในลัทธิจึงถามในวิสัย เพราะฉะนั้น ท่านพระปุณณะเมื่อกล่าวจึงกล่าวกะพระธรรมเสนาบดีเท่านั้นท่านพระปุณณะรู้ เป็นผู้ฉลาดในลัทธิจึงแก้ในวิสัย เพราะฉะนั้น พระธรรมเสนาบดีสารีบุตร เมื่อกล่าวพึงกล่าวกะท่านพระปุณณะเท่านั้น. ก็ข้อที่ท่านย่อไว้ในวิสุทธิทั้งหลาย ท่านก็ให้พิสดารแล้วในกถาวัตถุทั้งหลาย ข้อที่ท่านย่อไว้ในกถาวัตถุทั้งหลาย ท่านก็ให้พิสดารแล้วในวิสุทธิทั้งหลาย ข้อนั้นพึงทราบโดยนัยนี้.

จริงอยู่ ในวิสุทธิทั้งหลาย สีลวิสุทธิอย่างเดียวก็มาเป็นกถาวัตถุ ๔ คือ อัปปิจฉกถา สันตุฏฐิกถา อสังสัคคกถา สีลกถา. จิตตวิสุทธิอย่างเดียวก็มาเป็นกถาวัตถุ ๓ คือ ปวิเวกกถา วิริยารัมภกถา สมาธิกถา. อันดับแรกข้อที่ท่านย่อไว้ในวิสุทธิทั้งหลาย ท่านก็ให้พิสดารแล้วในกถาวัตถุทั้งหลายด้วยประการฉะนี้.

ส่วนบรรดากถาวัตถุทั้งหลาย ปัญญากถาอย่างเดียวมาเป็นวิสุทธิ ๕ คือ ทิฏฐิวิสุทธิ กังขาวิตรณวิสุทธิ มัคคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิ ปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิ ญาณทัสสนวิสุทธิ.

ข้อที่ท่านย่อไว้ในกถาวัตถุ ท่านให้พิสดารแล้วในวิสุทธิทั้งหลายด้วยประการฉะนี้.

เพราะฉะนั้น พระสารีบุตรเถระ เมื่อถามวิสุทธิ ๗ ไม่ถามอย่างอื่น ถามเฉพาะกถาวัตถุ ๑๐ เท่านั้น. ฝ่ายพระปุณณเถระ เมื่อจะวิสัชชนาวิสุทธิ ๗ ก็ไม่วิสัชชนาอย่างอื่น วิสัชชนาเฉพาะกถาวัตถุ ๑๐ เท่านั้น. แม้ท่านทั้ง ๒ นั้นรู้แล้วเป็นผู้ฉลาดในลัทธิ พึงทราบว่า ถามและวิสัชชนาปัญหาในวิสัยเท่านั้น.

บทว่า โก นาม อายสฺมา ความว่า พระเถระไม่รู้ชื่อของท่าน ก็หามิได้ แต่เมื่อรู้ก็ถาม ด้วยหมายจะได้ความบันเทิง. ก็พระเถระเมื่อจะบันเทิงจึงกล่าวคำนี้ว่า กถญฺจ ปน อายสฺมนฺตํ.

บทว่า มนฺตานีปุตฺโต ได้แก่ เป็นบุตรของนางพราหมณี ชื่อว่ามันตานี.

บทว่า ตํ ในคำว่า ยถาตํ นี้เป็นเพียงนิบาต.

ความสังเขปในข้อนี้มีดังนี้ว่า ท่านพยากรณ์แล้วเหมือนอย่างพระสาวกผู้สดับพยากรณ์.

บทว่า อนุมสฺส อนุมสฺส คือ ยังกำหนดกถาวัตถุ ๑๐.

ผ้าโพกคือเทริด เรียกว่าเวละ ในคำว่า เวลญฺฑุเกน นี้ ถ้าหากเพื่อนพรหมจารีทั้งหลายให้ท่านนั่งในที่นั้น บริหารผ้าโพกอยู่บนศีรษะ ก็จะพึงได้เห็น แม้การเห็นที่ได้แล้วอย่างนี้ก็เป็นลาภของเพื่อนพรหมจารีทีเดียว เพราะเหตุนั้น ท่านจึงแสดงอุบายแห่งการเห็นเนืองๆ ด้วยการกำหนดที่อันไม่ใช่ฐานะ. ก็พระเถระเมื่อไม่บริหารอย่างนี้ ต้องการจะถามปัญหา หรือต้องการจะฟังธรรมแสวงหาอยู่ว่า พระเถระยืนที่ไหน นั่งที่ไหน จะพึงประพฤติ. แต่เมื่อบริหารอย่างนี้ ก้มศีรษะลงในขณะที่ต้องการให้พระเถระนั่งบนอาสนะที่สมควรอย่างใหญ่ จึงอาจถามปัญหา หรือฟังธรรมได้. ท่านจึงแสดงอุบายแห่งการเห็นเนืองๆ ด้วยการกำหนดสิ่งซึ่งมิใช่ฐานะด้วยประการฉะนี้.

บทว่า สารีปุตฺโตติ จ ปน มํ ความว่า ก็แลเพื่อนพรหมจารีทั้งหลายรู้จักเราอย่างนี้ว่า เป็นบุตรของนางพราหมณี ชื่อว่าสารี.

บทว่า สตฺถุกปฺเปน ได้แก่ เสมือนพระศาสดา. ท่านพระปุณณะยกพระสารีบุตรเถระ ประดุจตั้งไว้จดจันทรมณฑลด้วยบทเดียวเท่านั้น ด้วยประการฉะนี้. จริงอยู่ ความที่พระเถระเป็นพระธรรมกถึก โดยส่วนเดียวปรากฏแล้วในที่นี้ ก็เมื่อเรียกอมาตย์ว่าผู้ใหญ่ พึงเรียกว่าเสมือนพระราชา เรียกโคว่าขนาดเท่าช้างเรียกว่าบึงขนาดเท่ามหาสมุทร เรียกแสงสว่างว่าขนาดเท่าแสงสว่างของดวงจันทร์ดวงอาทิตย์. ต่อแต่นั้น ก็ไม่มีการเรียกเพื่อนพรหมจารีเหล่านั้นว่าใหญ่. เมื่อจะเรียกแม้พระสาวกว่าใหญ่ ก็พึงเรียกว่าเทียบเท่าพระพุทธเจ้า. ต่อแต่นั้น ก็ไม่มีพระเถระนั้นเป็นใหญ่. ท่านพระปุณณะยกพระเถระเหมือนตั้งไว้จรดจันทรมณฑล ด้วยบทเดียวเท่านั้น ด้วยประการฉะนี้.

ในคำว่า เอตฺตกํปิ โน นปฺปฏิภาเสยฺย นี้มีอธิบายอย่างนี้ว่า

ไม่มีความไม่มีไหวพริบสำหรับพระเถระผู้ไม่ประมาทซึ่งบรรลุปฏิสัมภิทา ก็ข้ออุปมานี้อันใด ท่านนำมาแล้ว ไม่ควรนำข้ออุปมานั้นมา ควรกล่าวแต่ใจความเท่านั้น แต่จะนำข้ออุปมามาได้ ก็สำหรับผู้ไม่รู้ด้วยอุปมาทั้งหลาย แต่ในอรรถกถา ท่านปฏิเสธข้อนี้กล่าวว่า ขึ้นชื่อว่าข้ออุปมา นำมาได้แม้ในสำนักของพระพุทธะทั้งหลาย ก็ท่านยำเกรงพระเถระจึงกล่าวอย่างนี้.

บทว่า อนุมสฺส อนุมสฺส ปุจฺฉิตา ได้แก่ กำหนดไว้ถนัดถนี่ ถามกถาวัตถุ ๑๐.

ถามว่า ก็การปุจฉาหรือวิสัชชนาปัญหา เป็นของหนัก.

ตอบว่า การเล่าเรียนแล้วปุจฉาไม่หนัก ส่วนการวิสัชชนาหนัก ทั้งปุจฉาทั้งวิสัชชนา มีเหตุหรือมีการณ์ ก็หนักทั้งนั้น.

บทว่า สมฺโมทึสุ ได้แก่ มีจิตเสมอกันบันเทิง.

เทศนาจบลงตามลำดับอนุสนธิด้วยประการฉะนี้แล.

จบอรรถกถาวินีตสูตรที่ ๔ -----------------------------------------------------

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/pali/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๔

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้docs/legal/PERMISSIONS.md#มจร

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสารdocs/legal/PERMISSIONS.md#อรรถกถา