๙. มหาอัสสปุรสูตร
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
มหาอสฺสปุรสุตฺตํ
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๒ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๔ มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ ๙. มหาอัสสปุรสูตร ว่าด้วยธรรมทำความเป็นสมณพราหมณ์
เอวมฺเม สุตํ เอกํ สมยํ ภควา องฺเคสุ วิหรติ อสฺสปุรํ นาม องฺคานํ นิคโม ฯ ตตฺร โข ภควา ภิกฺขู อามนฺเตสิ ภิกฺขโวติ ฯ ภทนฺเตติ เต ภิกฺขู ภควโต ปจฺจสฺโสสุํ ฯ ภควา เอตทโวจ สมณา สมณาติ โว ภิกฺขเว ชโน สญฺชานาติ ตุเมฺห จ ปน เก ตุเมฺหติ ปุฏฺฐา สมานา สมณมฺหาติ ปฏิชานาถ เตสํ โว ภิกฺขเว เอวํสมญฺญานํ สตํ เอวํปฏิญฺญานํ สตํ เย ธมฺมา สมณกรณา จ พฺราหฺมณกรณา จ เต ธมฺเม สมาทาย วตฺติสฺสาม เอวนฺโน อยํ อมฺหากํ สมญฺญา จ สจฺจา ภวิสฺสติ ปฏิญฺญา จ ภูตา เยสญฺจ มยํ จีวรปิณฺฑปาตเสนาสนคิลานปจฺจย- เภสชฺชปริกฺขาเร ปริภุญฺชาม เตสนฺเต การา อเมฺหสุ มหปฺผลา ภวิสฺสนฺติ มหานิสํสา อมฺหากญฺเจวายํ ปพฺพชฺชา อวญฺฌา ภวิสฺสติ สผลา สอุทฺรยาติ เอวญฺหิ โว ภิกฺขเว สิกฺขิตพฺพนฺติ ฯ
ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้- สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ที่อัสสปุรนิคมของหมู่อังคราชกุมาร ในอังคชนบท. ณ ที่นั้น พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย. ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคแล้ว. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสดังนี้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ประชุมชนย่อมรู้จักพวกเธอว่าสมณะๆก็แหละพวกเธอ เมื่อเขาถามว่า ท่านทั้งหลายเป็นอะไร ก็ปฏิญญา (รับ) ว่า พวกเราเป็นสมณะดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อพวกเธอนั้นมีชื่ออย่างนี้ มีปฏิญญาอย่างนี้แล้ว ก็ควรศึกษาอยู่ว่า เราทั้งหลายจักสมาทานประพฤติธรรม เป็นเครื่องทำความเป็นสมณะด้วย เป็นเครื่องทำความเป็นพราหมณ์ด้วย เมื่อพวกเราปฏิบัติอยู่อย่างนี้ ชื่อและปฏิญญานี้ของพวกเรา ก็จักเป็นความจริงแท้ใช่แต่เท่านั้น พวกเราบริโภคจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานปัจจัยเภสัชบริขารของทายกเหล่าใด ปัจจัยทั้งหลายนั้น ของทายกเหล่านั้น ก็จักมีผลมาก มีอานิสงส์มาก ในเพราะพวกเราอีกอย่างหนึ่งเล่า บรรพชานี้ของพวกเรา ก็จักไม่เป็นหมัน จักมีผล มีความเจริญ.
กตเม จ ภิกฺขเว ธมฺมา สมณกรณา จ พฺราหฺมณกรณา จ ฯ หิโรตฺตปฺเปน สมนฺนาคตา ภวิสฺสามาติ เอวญฺหิ โว ภิกฺขเว สิกฺขิตพฺพนฺติ ฯ สิยา โข ปน ภิกฺขเว ตุมฺหากํ เอวมสฺส หิโรตฺตปฺเปนมฺห สมนฺนาคตา อลเมตฺตาวตา กตเมตฺตาวตา อนุปฺปตฺโต โน สามญฺญตฺโถ นตฺถิ กญฺจิ อุตฺตรึ กรณียนฺติ ตาวตเกเนว จ ตุฏฺฐึ อาปชฺเชยฺยาถ อาโรจยามิ โว ภิกฺขเว ปฏิเวทยามิ โว ภิกฺขเว มา โว สามญฺญตฺถิกานํ สตํ สามญฺญตฺโถ ปริหายิ สติ อุตฺตรึ กรณีเย ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ธรรมเป็นเครื่องทำความเป็นสมณะ และเป็นเครื่องทำความเป็นพราหมณ์ เป็นอย่างไร? พวกเธอควรศึกษาอยู่ว่า เราทั้งหลายจักเป็นผู้ประกอบด้วยหิริและโอตตัปปะ. บางทีพวกเธอจะมีความดำริว่า พวกเราเป็นผู้ประกอบด้วยหิริและโอตตัปปะแล้ว ด้วยกิจเพียงเท่านี้ พอละ พวกเราทำเสร็จแล้ว สามัญญัตถะ (มรรค ผล นิพพาน)พวกเราถึงแล้วโดยลำดับ กิจอะไรๆ ที่ควรทำให้ยิ่งขึ้นไปมิได้มี พวกเธอถึงความยินดีด้วยกิจเพียงเท่านั้น เราขอบอกแก่เธอทั้งหลาย ขอเตือนแก่เธอทั้งหลาย เมื่อกิจที่ควรทำให้ยิ่งขึ้นไปยังมีอยู่ สามัญญัตถะที่พวกเธอปรารถนาอย่าได้เสื่อมไปเสียเลย.
กิญฺจ ภิกฺขเว อุตฺตรึ กรณียํ ฯ ปริสุทฺโธ โน กายสมาจาโร ภวิสฺสติ อุตฺตาโน วิวโฏ น จ ฉิทฺทวา สํวุโต จ ตาย จ ปน ปริสุทฺธกายสมาจารตาย เนวตฺตานุกฺกํสิสฺสาม น ปรํ วมฺภิสฺสามาติ เอวญฺหิ โว ภิกฺขเว สิกฺขิตพฺพํ ฯ สิยา โข ปน ภิกฺขเว ตุมฺหากํ เอวมสฺส หิโรตฺตปฺเปนมฺห สมนฺนาคตา ปริสุทฺโธ โน กายสมาจาโร อลเมตฺตาวตา กตเมตฺตาวตา อนุปฺปตฺโต โน สามญฺญตฺโถ นตฺถิ โน กิญฺจิ อุตฺตรึ กรณียนฺติ ตาวตเกเนว จ ตุฏฺฐึ อาปชฺเชยฺยาถ อาโรจยามิ โว ภิกฺขเว ปฏิเวทยามิ โว ภิกฺขเว มา โว สามญฺญตฺถิกานํ สตํ สามญฺญตฺโถ ปริหายิ สติ อุตฺตรึ กรณีเย ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็กิจที่ควรทำให้ยิ่งขึ้นไปเป็นอย่างไร? พวกเธอควรศึกษาอยู่ว่า เราทั้งหลายจักมีกายสมาจารบริสุทธิ์ ปรากฏ เปิดเผย ไม่มีช่องและคอยระวัง จักไม่ยกตน ไม่ข่มผู้อื่น ด้วยความเป็นผู้มีกายสมาจารอันบริสุทธิ์นั้น บางทีพวกเธอจะมีความดำริว่าพวกเราเป็นผู้ประกอบด้วยหิริและโอตตัปปะ มีกายสมาจารบริสุทธิ์แล้ว ด้วยกิจเพียงเท่านี้พอละ พวกเราทำเสร็จแล้ว สามัญญัตถะพวกเราถึงแล้วโดยลำดับ กิจอะไรๆ ที่ควรทำให้ยิ่งขึ้นไปมิได้มี พวกเธอถึงความยินดีด้วยกิจเพียงเท่านั้น เราขอบอกแก่เธอทั้งหลาย ขอเตือนแก่เธอทั้งหลาย เมื่อกิจที่ควรทำให้ยิ่งขึ้นไปยังมีอยู่ สามัญญัตถะที่พวกเธอปรารถนา อย่าได้เสื่อมไปเสียเลย.
กิญฺจ ภิกฺขเว อุตฺตรึ กรณียํ ฯ ปริสุทฺโธ โน วจีสมาจาโร ภวิสฺสติ อุตฺตาโน วิวโฏ น จ ฉิทฺทวา สํวุโต จ ตาย จ ปน ปริสุทฺธวจีสมาจารตาย เนวตฺตานุกฺกํสิสฺสาม น ปรํ วมฺภิสฺสามาติ เอวญฺหิ โว ภิกฺขเว สิกฺขิตพฺพํ ฯ สิยา โข ปน ภิกฺขเว ตุมฺหากํ เอวมสฺส หิโรตฺตปฺเปนมฺห สมนฺนาคตา ปริสุทฺโธ โน กายสมาจาโร ปริสุทฺโธ วจีสมาจาโร อลเมตฺตาวตา กตเมตฺตาวตา อนุปฺปตฺโต โน สามญฺญตฺโถ นตฺถิ โน กิญฺจิ อุตฺตรึ กรณียนฺติ ตาวตเกเนว จ ตุฏฺฐึ อาปชฺเชยฺยาถ อาโรจยามิ โว ภิกฺขเว ปฏิเวทยามิ โว ภิกฺขเว มา โว สามญฺญตฺถิกานํ สตํ สามญฺญตฺโถ ปริหายิ สติ อุตฺตรึ กรณีเย ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็กิจที่ควรทำให้ยิ่งขึ้นไปเป็นอย่างไร? พวกเธอควรศึกษาอยู่ว่า เราทั้งหลายจักมีวจีสมาจารบริสุทธิ์ ปรากฏ เปิดเผย ไม่มีช่อง และคอยระวังจักไม่ยกตน ไม่ข่มผู้อื่น ด้วยความเป็นผู้มีวจีสมาจารบริสุทธิ์นั้น. บางทีพวกเธอจะมีความดำริว่าพวกเราเป็นผู้ประกอบด้วยหิริและโอตตัปปะ มีกายสมาจารและวจีสมาจารบริสุทธิ์แล้ว ด้วยกิจเพียงเท่านี้พอละ พวกเราทำเสร็จแล้ว สามัญญัตถะพวกเราถึงแล้วโดยลำดับ กิจอะไรๆที่ควรทำให้ยิ่งขึ้นไปมิได้มี พวกเธอถึงความยินดีด้วยกิจเพียงเท่านั้น เราขอบอกแก่เธอทั้งหลายขอเตือนแก่เธอทั้งหลาย เมื่อกิจที่ควรทำให้ยิ่งขึ้นไปยังมีอยู่ สามัญญัตถะที่พวกเธอปรารถนาอย่าได้เสื่อมไปเสียเลย.
กิญฺจ ภิกฺขเว อุตฺตรึ กรณียํ ฯ ปริสุทฺโธ โน มโนสมาจาโร ภวิสฺสติ อุตฺตาโน วิวโฏ น จ ฉิทฺทวา สํวุโต จ ตาย จ ปน ปริสุทฺธมโนสมาจารตาย เนวตฺตานุกฺกํสิสฺสาม น ปรํ วมฺภิสฺสามาติ เอวญฺหิ โว ภิกฺขเว สิกฺขิตพฺพํ ฯ สิยา โข ปน ภิกฺขเว ตุมฺหากํ เอวมสฺส หิโรตฺตปฺเปนมฺห สมนฺนาคตา ปริสุทฺโธ โน กายสมาจาโร ปริสุทฺโธ วจีสมาจาโร ปริสุทฺโธ มโนสมาจาโร อลเมตตาวตา กตเมตฺตาวตา อนุปฺปตฺโต โน สามญฺญตฺโถ นตฺถิ โน กิญฺจิ อุตฺตรึ กรณียนฺติ ตาวตเกเนว จ ตุฏฺฐึ อาปชฺเชยฺยาถ อาโรจยามิ โว ภิกฺขเว ปฏิเวทยามิ โว ภิกฺขเว มา โว สามญฺญตฺถิกานํ สตํ สามญฺญตฺโถ ปริหายิ สติ อุตฺตรึ กรณีเย ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็กิจที่ควรทำให้ยิ่งขึ้นไปเป็นอย่างไร? พวกเธอควรศึกษาอยู่ว่า เราทั้งหลายจักมีมโนสมาจารบริสุทธิ์ ปรากฏ เปิดเผย ไม่มีช่อง และคอยระวัง จักไม่ยกตน ไม่ข่มผู้อื่น ด้วยความเป็นผู้มีมโนสมาจารบริสุทธิ์นั้น. บางทีพวกเธอจะมีความดำริว่า พวกเราเป็นผู้ประกอบด้วยหิริและโอตตัปปะ มีกายสมาจาร วจีสมาจาร และมโนสมาจารบริสุทธิ์แล้ว ด้วยกิจเพียงเท่านี้ พอละ พวกเราทำเสร็จแล้ว สามัญญัตถะพวกเราถึงแล้วโดยลำดับ กิจอะไรๆ ที่ควรทำให้ยิ่งขึ้นไปมิได้มี พวกเธอถึงความยินดีด้วยกิจเพียงเท่านั้น เราขอบอกแก่เธอทั้งหลาย ขอเตือนแก่เธอทั้งหลาย เมื่อกิจที่ควรทำให้ยิ่งขึ้นไปยังมีอยู่ สามัญญัตถะที่พวกเธอปรารถนาอย่าได้เสื่อมไปเสียเลย.
กิญฺจ ภิกฺขเว อุตฺตรึ กรณียํ ฯ ปริสุทฺโธ โน อาชีโว ภวิสฺสติ อุตฺตาโน วิวโฏ น จ ฉิทฺทวา สํวุโต จ ตาย จ ปน ปริสุทฺธาชีวตาย เนวตฺตานุกฺกํสิสฺสาม น ปรํ วมฺภิสฺสามาติ เอวญฺหิ โว ภิกฺขเว สิกฺขิตพฺพํ ฯ สิยา โข ปน ภิกฺขเว ตุมฺหากํ เอวมสฺส หิโรตฺตปฺเปนมฺห สมนฺนาคตา ปริสุทฺโธ โน กายสมาจาโร ปริสุทฺโธ วจีสมาจาโร ปริสุทฺโธ มโนสมาจาโร ปริสุทฺโธ อาชีโว อลเมตฺตาวตา กตเมตฺตาวตา อนุปฺปตฺโต โน สามญฺญตฺโถ นตฺถิ โน กิญฺจิ อุตฺตรึ กรณียนฺติ ตาวตเกเนว จ ตุฏฺฐึ อาปชฺเชยฺยาถ อาโรจยามิ โว ภิกฺขเว ปฏิเวทยามิ โว ภิกฺขเว มา โว สามญฺญตฺถิกานํ สตํ สามญฺญตฺโถ ปริหายิ สติ อุตฺตรึ กรณีเย ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็กิจที่ควรทำให้ยิ่งขึ้นไปเป็นอย่างไร? พวกเธอควรศึกษาอยู่ว่า เราทั้งหลายจักมีอาชีวะบริสุทธิ์ ปรากฏ เปิดเผย ไม่มีช่อง และคอยระวัง จักไม่ยกตนไม่ข่มผู้อื่น ด้วยความเป็นผู้มีอาชีวะบริสุทธิ์นั้น. บางทีพวกเธอจะมีความดำริว่า พวกเราเป็นผู้ประกอบด้วยหิริและโอตตัปปะ มีกายสมาจาร วจีสมาจาร มโนสมาจาร และอาชีวะบริสุทธิ์แล้วด้วยกิจเพียงเท่านี้ พอละ พวกเราทำเสร็จแล้ว สามัญญัตถะพวกเราถึงแล้วโดยลำดับ กิจอะไรๆที่ควรทำให้ยิ่งขึ้นไปมิได้มี พวกเธอถึงความยินดีด้วยกิจเพียงเท่านั้น เราขอบอกแก่เธอทั้งหลายขอเตือนแก่เธอทั้งหลาย เมื่อกิจที่ควรทำให้ยิ่งขึ้นไปยังมีอยู่ สามัญญัตถะที่พวกเธอปรารถนาอย่าได้เสื่อมไปเสียเลย.
กิญฺจ ภิกฺขเว อุตฺตรึ กรณียํ ฯ อินฺทฺริเยสุ คุตฺตทฺวารา ภวิสฺสาม จกฺขุนา รูปํ ทิสฺวา น นิมิตฺตคฺคาหี นานุพฺยญฺชนคฺคาหี ยตฺวาธิกรณเมนํ จกฺขุนฺทฺริยํ อสํวุตํ วิหรนฺตํ อภิชฺฌาโทมนสฺสา ปาปกา อกุสลา ธมฺมา อนฺวาสฺสเวยฺยุํ ตสฺส สํวราย ปฏิปชฺชิสฺสาม รกฺขิสฺสาม จกฺขุนฺทฺริยํ จกฺขุนฺทฺริเย สํวรํ อาปชฺชิสฺสาม ฯ โสเตน สทฺทํ สุตฺวา ... ฆาเนน คนฺธํ ฆายิตฺวา ... ชิวฺหาย รสํ สายิตฺวา ... กาเยน โผฏฺฐพฺพํ ผุสิตฺวา ... มนสา ธมฺมํ วิญฺญาย น นิมิตฺตคฺคาหี นานุพฺยญฺชนคฺคาหี ยตฺวาธิกรณเมนํ มนินฺทฺริยํ อสํวุตํ วิหรนฺตํ อภิชฺฌาโทมนสฺสา ปาปกา อกุสลา ธมฺมา อนฺวาสฺสเวยฺยุํ ตสฺส สํวราย ปฏิปชฺชิสฺสาม รกฺขิสฺสาม มนินฺทฺริยํ มนินฺทฺริเย สํวรํ อาปชฺชิสฺสามาติ เอวญฺหิ โว ภิกฺขเว สิกฺขิตพฺพํ ฯ สิยา โข ปน ภิกฺขเว ตุมฺหากํ เอวมสฺส หิโรตฺตปฺเปนมฺห สมนฺนาคตา ปริสุทฺโธ โน กายสมาจาโร ปริสุทฺโธ วจีสมาจาโร ปริสุทฺโธ มโนสมาจาโร ปริสุทฺโธ อาชีโว อินฺทฺริเยสุมฺห คุตฺตทฺวารา อลเมตฺตาวตา กตเมตฺตาวตา อนุปฺปตฺโต โน สามญฺญตฺโถ นตฺถิ โน กิญฺจิ อุตฺตรึ กรณียนฺติ ตาวตเกเนว จ ตุฏฺฐึ อาปชฺเชยฺยาถ อาโรจยามิ โว ภิกฺขเว ปฏิเวทยามิ โว ภิกฺขเว มา โว สามญฺญตฺถิกานํ สตํ สามญฺญตฺโถ ปริหายิ สติ อุตฺตรึ กรณีเย ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็กิจที่ควรทำให้ยิ่งขึ้นไปเป็นอย่างไร? พวกเธอควรศึกษาอยู่ว่า เราทั้งหลายจักมีทวารอันคุ้มครองแล้วในอินทรีย์ทั้งหลาย เห็นรูปด้วยจักษุแล้ว ไม่ถือโดยนิมิต ไม่ถือโดยอนุพยัญชนะ จักปฏิบัติเพื่อสำรวม จักขุนทรีย์ ที่เมื่อไม่สำรวมแล้ว จะเป็นเหตุให้อกุศลธรรมอันลามก คือ อภิชฌา และโทมนัสครอบงำนั้น ชื่อว่ารักษาจักขุนทรีย์ทั้งหลายถึงความสำรวมในจักขุนทรีย์. ได้ยินเสียงด้วยโสต ... ดมกลิ่นด้วยฆานะ ... ลิ้มรสด้วยลิ้น ... ถูกต้องโผฏฐัพพะด้วยกาย ... รู้แจ้งธรรมารมณ์ด้วยใจแล้ว จักไม่ถือโดยนิมิต ไม่ถือโดยอนุพยัญชนะ จักปฏิบัติเพื่อสำรวมมนินทรีย์ ที่เมื่อไม่สำรวมแล้ว จะเป็นเหตุให้อกุศลธรรมอันลามก คือ อภิชฌาและโทมนัสครอบงำนั้น ชื่อว่ารักษามนินทรีย์ถึงความสำรวมในมนินทรีย์. บางทีพวกเธอจะมีความดำริว่า พวกเราเป็นผู้ประกอบด้วยหิริและโอตตัปปะ มีกายสมาจารวจีสมาจาร มโนสมาจาร อาชีวะบริสุทธิ์แล้ว และเป็นผู้มีทวารอันคุ้มครองแล้วในอินทรีย์ด้วยกิจเพียงเท่านี้ พอละ พวกเราทำเสร็จแล้วโดยลำดับ กิจอะไรๆ ที่ควรทำให้ยิ่งขึ้นไปมิได้มี พวกเธอถึงความยินดีด้วยกิจเพียงเท่านั้น เราขอบอกแก่เธอทั้งหลาย ขอเตือนแก่เธอทั้งหลายเมื่อกิจที่ควรทำให้ยิ่งขึ้นไปยังมีอยู่ สามัญญัตถะที่พวกเธอปรารถนาอย่าได้เสื่อมเสียไปเลย.
กิญฺจ ภิกฺขเว อุตฺตรึ กรณียํ ฯ โภชเน มตฺตญฺญู ภวิสฺสาม ปฏิสงฺขา โยนิโส อาหารํ อาหริสฺสาม เนว ทวาย น มทาย น มณฺฑนาย น วิภูสนาย ยาวเทว อิมสฺส กายสฺส ฐิติยา ยาปนาย วิหึสุปรติยา พฺรหฺมจริยานุคฺคหาย อิติ ปุราณญฺจ เวทนํ ปฏิหงฺขาม นวญฺจ เวทนํ น อุปฺปาเทสฺสาม ยาตฺรา จ โน ภวิสฺสติ อนวชฺชตา จ ผาสุวิหาโร จาติ เอวญฺหิ โว ภิกฺขเว สิกฺขิตพฺพํ ฯ สิยา โข ปน ภิกฺขเว ตุมฺหากํ เอวมสฺส หิโรตฺตปฺเปนมฺห สมนฺนาคตา ปริสุทฺโธ โน กายสมาจาโร ปริสุทฺโธ วจีสมาจาโร ปริสุทฺโธ มโนสมาจาโร ปริสุทฺโธ อาชีโว อินฺทฺริเยสุมฺห คุตฺตทฺวารา โภชเน มตฺตญฺญุโน อลเมตฺตาวตา กตเมตฺตาวตา อนุปฺปตฺโต โน สามญฺญตฺโถ นตฺถิ โน กิญฺจิ อุตฺตรึ กรณียนฺติ ตาวตเกเนว จ ตุฏฺฐึ อาปชฺเชยฺยาถ อาโรจยามิ โว ภิกฺขเว ปฏิเวทยามิ โว ภิกฺขเว มา โว สามญฺญตฺถิกานํ สตํ สามญฺญตฺโถ ปริหายิ สติ อุตฺตรึ กรณีเย ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็กิจที่ควรทำให้ยิ่งขึ้นไปเป็นอย่างไร? พวกเธอควรศึกษาอยู่ว่า เราทั้งหลายจักรู้จักประมาณในโภชนะ จักพิจารณาโดยแยบคายแล้วกลืนอาหาร จักไม่กลืนเพื่อเล่น เพื่อมัวเมา เพื่อตบแต่ง เพื่อประดับ จักกลืนเพียงเพื่อให้กายนั้นตั้งอยู่ เป็นไปห่างไกลจากความเบียดเบียน เพื่ออนุเคราะห์แก่พรหมจรรย์เท่านั้น และจะบำบัดเวทนาเก่าไม่ให้เวทนาใหม่เกิดขึ้น และจักให้มีความดำเนินไป ความไม่มีโทษ ความอยู่สบาย ด้วยประการฉะนี้. บางทีพวกเธอจะมีความดำริว่า พวกเราเป็นผู้ประกอบด้วยหิริและโอตตัปปะ มีกายสมาจาร วจีสมาจาร มโนสมาจาร อาชีวะบริสุทธิ์ เป็นผู้มีทวารอันคุ้มครองแล้วในอินทรีย์ทั้งหลาย และรู้จักประมาณในโภชนะแล้ว ด้วยกิจเพียงเท่านี้ พอละ พวกเราทำสำเร็จแล้วสามัญญัตถะพวกเราถึงแล้วโดยลำดับ กิจอะไรๆ ที่ควรทำให้ยิ่งขึ้นไปมิได้มี พวกเธอถึงความยินดีด้วยกิจเพียงเท่านั้น เราขอบอกแก่เธอทั้งหลาย ขอเตือนแก่เธอทั้งหลาย เมื่อกิจควรทำให้ยิ่งขึ้นไปยังมีอยู่ สามัญญัตถะที่พวกเธอปรารถนาอย่าได้เสื่อมไปเลย.
กิญฺจ ภิกฺขเว อุตฺตรึ กรณียํ ฯ ชาคริยมนุยุตฺตา ภวิสฺสาม ทิวสํ จงฺกเมน นิสชฺชาย อาวรณีเยหิ ธมฺเมหิ จิตฺตํ ปริโสเธสฺสาม รตฺติยา ปฐมํ ยามํ จงฺกเมน นิสชฺชาย อาวรณีเยหิ ธมฺเมหิ จิตฺตํ ปริโสเธสฺสาม รตฺติยา มชฺฌิมํ ยามํ ทกฺขิเณน ปสฺเสน สีหเสยฺยํ กปฺเปสฺสาม ปาเทน ปาทํ อจฺจาธาย สตา สมฺปชานา อุฏฺฐานสญฺญํ มนสิกริตฺวา รตฺติยา ปจฺฉิมํ ยามํ ปจฺจุฏฺฐาย จงฺกเมน นิสชฺชาย อาวรณีเยหิ ธมฺเมหิ จิตฺตํ ปริโสเธสฺสามาติ เอวญฺหิ โว ภิกฺขเว สิกฺขิตพฺพํ ฯ สิยา โข ปน ภิกฺขเว ตุมฺหากํ เอวมสฺส หิโรตฺตปฺเปนมฺห สมนฺนาคตา ปริสุทฺโธ โน กายสมาจาโร ปริสุทฺโธ วจีสมาจาโร ปริสุทฺโธ มโนสมาจาโร ปริสุทฺโธ อาชีโว อินฺทฺริเยสุมฺห คุตฺตทฺวารา โภชเน มตฺตญฺญุโน ชาคริยํ อนุยุตฺตา อลเมตฺตาวตา กตเมตฺตาวตา อนุปฺปตฺโต โน สามญฺญตฺโถ นตฺถิ โน กิญฺจิ อุตฺตรึ กรณียนฺติ ตาวตเกเนว จ ตุฏฺฐึ อาปชฺเชยฺยาถ อาโรจยามิ โว ภิกฺขเว ปฏิเวทยามิ โว ภิกฺขเว มา โว สามญฺญตฺถิกานํ สตํ สามญฺญตฺโถ ปริหายิ สติ อุตฺตรึ กรณีเย ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็กิจควรทำให้ยิ่งขึ้นไปเป็นอย่างไร? พวกเธอควรศึกษาอยู่ว่า เราทั้งหลายจักเป็นผู้ประกอบเนืองๆ ในความเป็นผู้ตื่น จักชำระจิตให้บริสุทธิ์จากธรรมอันเป็นเครื่องกีดกั้น ด้วยการจงกรม และการนั่งตลอดวัน จักชำระจิตให้บริสุทธิ์จากธรรมอันเป็นเครื่องกีดกั้น ด้วยการจงกรม และการนั่งตลอดปฐมยามแห่งราตรี จักสำเร็จการนอนดังราชสีห์โดยเบื้องขวา ซ้อนเท้า เหลื่อมเท้า มีสติสัมปชัญญะ ทำไว้ในใจถึงความสำคัญในอันลุกขึ้น ตลอดมัชฌิมยามแห่งราตรี กลับลุกขึ้นแล้ว จักชำระจิตใจให้บริสุทธิ์จากธรรมเป็นเครื่องกีดกั้นด้วยการจงกรม และการนั่งตลอดปัจฉิมยามแห่งราตรี. บางทีพวกเธอจะมีความดำริว่าพวกเราเป็นผู้ประกอบด้วยหิริและโอตตัปปะ มีกายสมาจาร วจีสมาจาร มโนสมาจาร อาชีวะบริสุทธิ์แล้ว เป็นผู้มีทวารอันคุ้มครองแล้วในอินทรีย์ทั้งหลาย และรู้จักประมาณในโภชนะประกอบเนืองๆ ในความเป็นผู้ตื่นแล้ว ด้วยกิจเพียงเท่านี้ พอละ พวกเราทำเสร็จแล้วสามัญญัตถะพวกเราถึงแล้ว โดยลำดับ กิจอะไรๆ ที่ควรทำได้ยิ่งขึ้นไปมิได้มี พวกเธอถึงความยินดีด้วยกิจเพียงเท่านั้น เราขอบอกแก่เธอทั้งหลาย ขอเตือนแก่เธอทั้งหลาย เมื่อกิจที่ควรทำให้ยิ่งขึ้นไปยังมีอยู่ สามัญญัตถะที่พวกเธอปรารถนาอย่าได้เสื่อมไปเสียเลย.
กิญฺจ ภิกฺขเว อุตฺตรึ กรณียํ ฯ สติสมฺปชญฺเญน สมนฺนาคตา ภวิสฺสาม อภิกฺกนฺเต ปฏิกฺกนฺเต สมฺปชานการี อาโลกิเต วิโลกิเต สมฺปชานการี สมฺมิญฺชิเต ปสาริเต สมฺปชานการี สงฺฆาฏิปตฺตจีวรธารเณ สมฺปชานการี อสิเต ปีเต ขายิเต สายิเต สมฺปชานการี อุจฺจารปสฺสาวกมฺเม สมฺปชานการี คเต ฐิเต นิสินฺเน สุตฺเต ชาคริเต ภาสิเต ตุณฺหีภาเว สมฺปชานการีติ เอวญฺหิ โว ภิกฺขเว สิกฺขิตพฺพํ ฯ สิยา โข ปน ภิกฺขเว ตุมฺหากํ เอวมสฺส หิโรตฺตปฺเปนมฺห สมนฺนาคตา ปริสุทฺโธ โน กายสมาจาโร ปริสุทฺโธ วจีสมาจาโร ปริสุทฺโธ มโนสมาจาโร ปริสุทฺโธ อาชีโว อินฺทฺริเยสุมฺห คุตฺตทฺวารา โภชเน มตฺตญฺญุโน ชาคริยํ อนุยุตฺตา สติสมฺปชญฺเญน สมนฺนาคตา อลเมตฺตาวตา กตเมตฺตาวตา อนุปฺปตฺโต โน สามญฺญตฺโถ นตฺถิ โน กิญฺจิ อุตฺตรึ กรณียนฺติ ตาวตเกเนว จ ตุฏฺฐึ อาปชฺเชยฺยาถ อาโรจยามิ โว ภิกฺขเว ปฏิเวทยามิ โว ภิกฺขเว มา โว สามญฺญตฺถิกานํ สตํ สามญฺญตฺโถ ปริหายิ สติ อุตฺตรึ กรณีเย ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็กิจที่ควรทำให้ยิ่งขึ้นไปเป็นอย่างไร? พวกเธอควรศึกษาอยู่ว่า เราทั้งหลายจักประกอบด้วยสติสัมปชัญญะ ทำความรู้สึกตัวในการก้าว ในการถอยในการแล ในการเหลียว ในการคู้เข้า ในการเหยียดออก ในการทรงสังฆาฏิ บาตร และจีวรในการฉัน การดื่ม การเคี้ยว การลิ้ม ในการถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะ ทำความรู้สึกตัวในการเดินการยืน การนั่ง การหลับ การตื่น การพูด การนิ่ง. บางทีพวกเธอจะมีความดำริว่า พวกเราเป็นผู้ประกอบด้วยหิริและโอตตัปปะ มีกายสมาจาร วจีสมาจาร มโนสมาจาร อาชีวะบริสุทธิ์แล้วเป็นผู้มีทวารอันคุ้มครองแล้วในอินทรีย์ทั้งหลาย รู้จักประมาณในโภชนะ ประกอบเนืองๆในความเป็นผู้ตื่น และประกอบด้วยสติสัมปชัญญะแล้ว ด้วยกิจเพียงเท่านี้ พอละ พวกเราทำเสร็จแล้ว สามัญญัตถะพวกเราถึงแล้วโดยลำดับ กิจอะไรๆ ที่ควรทำให้ยิ่งขึ้นไปมิได้มีพวกเธอถึงความยินดีด้วยกิจเพียงเท่านั้น เราขอบอกแก่เธอทั้งหลาย ขอเตือนแก่เธอทั้งหลายเมื่อกิจที่ควรทำให้ยิ่งขึ้นไปยังมีอยู่ สามัญญัตถะที่พวกเธอปรารถนาอย่าได้เสื่อมไปเสียเลย.
กิญฺจ ภิกฺขเว อุตฺตรึ กรณียํ ฯ อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุ วิวิตฺตํ เสนาสนํ ภชติ อรญฺญํ รุกฺขมูลํ ปพฺพตํ กนฺทรํ คิริคุหํ สุสานํ วนปตฺถํ อพฺโภกาสํ ปลาลปุญฺชํ ฯ โส ปจฺฉาภตฺตํ ปิณฺฑปาตปฏิกฺกนฺโต นิสีทติ ปลฺลงฺกํ อาภุชิตฺวา อุชุํ กายํ ปณิธาย ปริมุขํ สตึ อุปฏฺฐเปตฺวา ฯ โส อภิชฺฌํ โลเก ปหาย วิคตาภิชฺเฌน เจตสา วิหรติ อภิชฺฌาย จิตฺตํ ปริโสเธติ ฯ พฺยาปาทปโทสํ ปหาย อพฺยาปนฺนจิตฺโต วิหรติ สพฺพปาณภูตหิตานุกมฺปี พฺยาปาทปโทสา จิตฺตํ ปริโสเธติ ฯ ถีนมิทฺธํ ปหาย วิคตถีนมิทฺโธ วิหรติ อาโลกสญฺญี สโต สมฺปชาโน ถีนมิทฺธา จิตฺตํ ปริโสเธติ ฯ อุทฺธจฺจกุกฺกุจฺจํ ปหาย อนุทฺธโต วิหรติ อชฺฌตฺตํ วูปสนฺตจิตฺโต อุทฺธจฺจกุกฺกุจฺจา จิตฺตํ ปริโสเธติ ฯ วิจิกิจฺฉํ ปหาย ติณฺณวิจิกิจฺโฉ วิหรติ อกถํกถี กุสเลสุ ธมฺเมสุ วิจิกิจฺฉาย จิตฺตํ ปริโสเธติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็กิจที่ควรทำให้ยิ่งขึ้นไปเป็นอย่างไร? ดูกรภิกษุทั้งหลายภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมเสพเสนาสนะอันสงัด คือ ป่า โคนไม้ ภูเขา ถ้ำ ซอกเขา ป่าช้า ป่าชัฏที่แจ้ง ลอมฟาง. เธอกลับจากบิณฑบาต ในการภายหลังแล้ว นั่งคู้บัลลังก์ตั้งกายตรง ดำรงสติไว้เฉพาะหน้า. เธอละความเพ่งเล็งในโลกแล้ว มีใจปราศจากความเพ่งเล็งอยู่ ย่อมชำระจิตให้บริสุทธิ์จากความเพ่งเล็งได้. ละความประทุษร้ายคือพยาบาทแล้ว ไม่คิดพยาบาท มีความกรุณาหวังประโยชน์แก่สัตว์ทั้งปวงอยู่ ย่อมชำระจิตให้บริสุทธิ์จากความประทุษร้ายคือพยาบาทได้. ละถีนมิทธะได้แล้ว เป็นผู้ปราศจากถีนมิทธะ มีความสำคัญ หมายอยู่ที่แสงสว่าง มีสติสัมปชัญญะอยู่ ย่อมชำระจิตให้บริสุทธิ์จากถีนมิทธะได้. ละอุทธัจจกุกกุจจะได้แล้ว เป็นผู้ไม่ฟุ้งซ่าน มีจิตสงบ ณ ภายในอยู่ ย่อมชำระจิตให้บริสุทธิ์จากอุทธัจจกุกกุจจะได้. ละวิจิกิจฉาได้แล้วเป็นผู้ข้ามวิจิกิจฉา ไม่มีความคลางแคลงในกุศลธรรมทั้งหลายอยู่ ย่อมชำระจิตให้บริสุทธิ์จากวิจิกิจฉาได้. ว่าด้วยการละนิวรณ์ ๕
เสยฺยถาปิ ภิกฺขเว ปุริโส อิณํ อาทาย กมฺมนฺเต ปโยเชยฺย ตสฺส เต กมฺมนฺตา สมฺปชฺเชยฺยุํ ฯ โส ยานิ จ โปราณานิ อิณมูลานิ ตานิ จ พฺยนฺตีกเรยฺย สิยา จสฺส อุตฺตรึ อวสิฏฺฐํ ทาราภรณาย ฯ ตสฺส เอวมสฺส อหํ โข ปุพฺเพ อิณํ อาทาย กมฺมนฺเต ปโยเชสึ ตสฺส เม เต กมฺมนฺตา สมฺปชฺชึสุ โสหํ ยานิ จ โปราณานิ ตานิ จ พฺยนฺตีอกาสึ อตฺถิ จ ปน เม อุตฺตรึ อวสิฏฺฐํ ทาราภรณายาติ ฯ โส ตโตนิทานํ ลเภถ ปามุชฺชํ อธิคจฺเฉยฺย โสมนสฺสํ ฯ {๔๗๐.๑} เสยฺยถาปิ ภิกฺขเว ปุริโส อาพาธิโก อสฺส ทุกฺขิโต พาฬฺหคิลาโน ภตฺตญฺจสฺส น ฉาเทยฺย น จสฺส กาเย พลมตฺตา ฯ โส อปเรน สมเยน ตมฺหา อาพาธา มุจฺเจยฺย ภตฺตญฺจสฺส ฉาเทยฺย สิยา จสฺส กาเย พลมตฺตา ฯ ตสฺส เอวมสฺส อหํ โข ปุพฺเพ อาพาธิโก อโหสึ ทุกฺขิโต พาฬฺหคิลาโน ภตฺตญฺจ เม น ฉาเทสิ น จ เม อาสิ กาเย พลมตฺตา โสมฺหิ เอตรหิ ตมฺหา อาพาธา มุตฺโต ภตฺตญฺจ เม ฉาเทสิ อตฺถิ จ เม กาเย พลมตฺตาติ ฯ โส ตโตนิทานํ ลเภถ ปามุชฺชํ อธิคจฺเฉยฺย โสมนสฺสํ ฯ {๔๗๐.๒} เสยฺยถาปิ ภิกฺขเว ปุริโส พนฺธนาคาเร พนฺโธ อสฺส ฯ โส อปเรน สมเยน ตมฺหา พนฺธนา มุจฺเจยฺย โสตฺถินา อภเยน น จสฺส กิญฺจิ โภคานํ วโย ฯ ตสฺส เอวมสฺส อหํ โข ปุพฺเพ พนฺธนาคาเร พนฺโธ อโหสึ โสมฺหิ เอตรหิ ตมฺหา พนฺธนา มุตฺโต โสตฺถินา อภเยน นตฺถิ จ เม กิญฺจิ โภคานํ วโยติ ฯ โส ตโตนิทานํ ลเภถ ปามุชฺชํ อธิคจฺเฉยฺย โสมนสฺสํ ฯ {๔๗๐.๓} เสยฺยถาปิ ภิกฺขเว ปุริโส ทาโส อสฺส อนตฺตาธีโน ปราธีโน น เยนกามงฺคโม ฯ โส อปเรน สมเยน ตมฺหา ทาสพฺยา มุจฺเจยฺย อตฺตาธีโน อปราธีโน ภุชิสฺโส เยนกามงฺคโม ฯ ตสฺส เอวมสฺส อหํ โข ปุพฺเพ ทาโส อโหสึ อนตฺตาธีโน ปราธีโน น เยนกามงฺคโม โสมฺหิ เอตรหิ ตมฺหา ทาสพฺยา มุตฺโต อตฺตาธีโน อปราธีโน ภุชิสฺโส เยนกามงฺคโมติ ฯ โส ตโตนิทานํ ลเภถ ปามุชฺชํ อธิคจฺเฉยฺย โสมนสฺสํ ฯ {๔๗๐.๔} เสยฺยถาปิ ภิกฺขเว ปุริโส สธโน สโภโค กนฺตารทฺธานมคฺคํ ปฏิปชฺเชยฺย ฯ โส อปเรน สมเยน ตมฺหา กนฺตารา นิตฺถเรยฺย โสตฺถินา อภเยน น จสฺส กิญฺจิ โภคานํ วโย ฯ ตสฺส เอวมสฺส อหํ โข ปุพฺเพ สธโน สโภโค กนฺตารทฺธานมคฺคํ ปฏิปชฺชึ โสมฺหิ เอตรหิ ตมฺหา กนฺตารา นิตฺถิณฺโณ โสตฺถินา อภเยน นตฺถิ จ เม กิญฺจิ โภคานํ วโยติ ฯ โส ตโตนิทานํ ลเภถ ปามุชฺชํ อธิคจฺเฉยฺย โสมนสฺสํ ฯ เอวํ โข ภิกฺขเว ภิกฺขุ ยถา อิณํ ยถา โรคํ ยถา พนฺธนาคารํ ยถา ทาสพฺยํ ยถา กนฺตารทฺธานมคฺคํ อิเม ปญฺจ นีวรเณ อปฺปหีเน อตฺตนิ สมนุปสฺสติ ฯ {๔๗๐.๕} เสยฺยถาปิ ภิกฺขเว ยถา อานณญฺญํ ยถา อาโรคฺยํ ยถา พนฺธนา โมกฺขํ ยถา ภุชิสฺสํ ยถา เขมนฺตภูมิ เอวเมว โข ภิกฺขุ อิเม ปญฺจ นีวรเณ ปหีเน อตฺตนิ สมนุปฺปสฺสติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนบุรุษจะพึงกู้หนี้ไปประกอบการงาน การงานเหล่านั้นของเขาจะพึงสำเร็จผล. เขาจะพึงใช้หนี้ที่เป็นต้นทุนเดิมให้หมดสิ้น และทรัพย์ที่เป็นกำไรของเขาจะพึงมีเหลืออยู่สำหรับเลี้ยงภรรยา. เขาจะพึงมีความคิดเห็นอย่างนี้ว่า เมื่อก่อน เรากู้หนี้ไปประกอบการงาน บัดนี้ การงานของเราสำเร็จผลแล้ว เราได้ใช้หนี้ที่เป็นต้นทุนเดิมให้หมดสิ้นแล้ว และทรัพย์ที่เป็นกำไรของเรายังมีเหลืออยู่สำหรับเลี้ยงภรรยา ดังนี้. เขาจะพึงได้ความปราโมทย์ ถึงความโสมนัส มีความไม่มีหนี้นั้นเป็นเหตุ ฉันใด. ดูกรภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนบุรุษจะพึงเป็นผู้มีอาพาธ ถึงความลำบาก เจ็บหนักบริโภคอาหารไม่ได้ และไม่มีกำลังกาย. สมัยต่อมา เขาพึงหายจากอาพาธนั้น บริโภคอาหารได้และมีกำลังกาย. เขาจะพึงมีความคิดเห็นอย่างนี้ว่า เมื่อก่อน เราเป็นผู้มีอาพาธ ถึงความลำบากเจ็บหนัก บริโภคอาหารไม่ได้ และไม่มีกำลังกาย บัดนี้ เราหายจากอาพาธนั้นแล้ว บริโภคอาหารได้และมีกำลังกาย ดังนี้. เขาจะพึงได้ความปราโมทย์ ถึงความโสมนัส มีความไม่มีโรคนั้นเป็นเหตุ ฉันใด. ดูกรภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนบุรุษจะพึงถูกจองจำอยู่ในเรือนจำ. สมัยต่อมา เขาพึงพ้นจากเรือนจำนั้นโดยสวัสดี ไม่มีภัย และไม่ต้องเสียทรัพย์อะไรๆ เลย. เขาจะพึงมีความคิดเห็นอย่างนี้ว่า เมื่อก่อน เราถูกจองจำอยู่ในเรือนจำ บัดนี้ เราพ้นจากเรือนจำนั้นโดยสวัสดี ไม่มีภัยแล้ว และไม่ต้องเสียทรัพย์อะไรๆ เลย ดังนี้. เขาจะพึงได้ความปราโมทย์ ถึงความโสมนัส มีการพ้นจากเรือนจำนั้นเป็นเหตุ ฉันใด. ดูกรภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนบุรุษจะพึงเป็นทาส พึ่งตัวเองไม่ได้ ต้องพึ่งผู้อื่น ไปไหนตามความพอใจไม่ได้. สมัยต่อมา เขาพึงพ้นจากความเป็นทาสนั้น พึ่งตัวเองได้ ไม่ต้องพึ่งผู้อื่น เป็นไทยแก่ตัว ไปไหนได้ตามความพอใจ. เขาพึงจะมีความคิดเห็นอย่างนี้ว่า เมื่อก่อนเราเป็นทาส พึ่งตัวเองไม่ได้ ต้องพึ่งผู้อื่น ไปไหนตามความพอใจไม่ได้ บัดนี้ เราพ้นจากความเป็นทาสนั้นแล้ว พึ่งตัวเองได้ ไม่ต้องพึ่งผู้อื่น เป็นไทยแก่ตัว ไปไหนได้ตามความพอใจดังนี้. เขาจะพึงได้ความปราโมทย์ ถึงความโสมนัส มีความเป็นไทยแก่ตัวนั้นเป็นเหตุ ฉันใด. ดูกรภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนบุรุษมีทรัพย์ มีโภคสมบัติ จะพึงเดินทางไกลกันดาร. สมัยต่อมา เขาพึงข้ามพ้นทางกันดารนั้นได้ โดยสวัสดี ไม่มีภัย ไม่ต้องเสียทรัพย์อะไรๆ เลย. เขาจะพึงมีความคิดเห็นอย่างนี้ว่า เมื่อก่อนเรามีทรัพย์ มีโภคสมบัติ เดินทางไกลกันดาร บัดนี้เราข้ามพ้นทางกันดารนั้นแล้ว โดยสวัสดี ไม่มีภัย ไม่ต้องเสียทรัพย์อะไรๆ เลย ดังนี้. ดังนี้ เขาจะพึงได้ความปราโมทย์ ถึงความโสมนัส มีภูมิสถานอันเกษมนั้นเป็นเหตุ ฉันใด. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุพิจารณาเห็นนิวรณ์ ๕ ประการเหล่านี้ ที่ยังละไม่ได้ในตนเหมือนหนี้ เหมือนโรค เหมือนเรือนจำ เหมือนความเป็นทาส เหมือนทางไกลกันดาร. และพิจารณาเห็นนิวรณ์ ๕ ประการเหล่านี้ ที่ละได้แล้วในตน เหมือนความไม่มีหนี้ เหมือนความไม่มีโรค เหมือนการพ้นจากเรือนจำ เหมือนความเป็นไทยแก่ตน เหมือนภูมิสถานอันเกษมฉันนั้นแล. ว่าด้วยฌาน ๔
โส อิเม ปญฺจ นีวรเณ ปหาย เจตโส อุปกฺกิเลเส ปญฺญาย ทุพฺพลีกรเณ วิวิจฺเจว กาเมหิ วิวิจฺจ อกุสเลหิ ธมฺเมหิ สวิตกฺกํ สวิจารํ วิเวกชํ ปีติสุขํ ปฐมํ ฌานํ อุปสมฺปชฺช วิหรติ ฯ โส อิมเมว กายํ วิเวกเชน ปีติสุเขน อภิสนฺเนติ ปริสนฺเนติ ปริปูเรติ ปริปฺผรติ นาสฺส กิญฺจิ สพฺพาวโต กายสฺส วิเวกเชน ปีติสุเขน อปฺผุตํ โหติ ฯ เสยฺยถาปิ ภิกฺขเว ทกฺโข นฺหาปโก วา นฺหาปกนฺเตวาสี วา กํสถาเล นฺหานียจุณฺณานิ อากีริตฺวา อุทเกน ปริปฺโผสกํ ปริปฺโผสกํ สนฺเนยฺย สายํ นฺหานียปิณฺฑิ สิเนหานุคฺคตา สิเนหปเรตา สนฺตรพาหิรา ผุฏฺฐา สิเนเหน น จ ปคฺฆรณี เอวเมว โข ภิกฺขเว ภิกฺขุ อิมเมว กายํ วิเวกเชน ปีติสุเขน อภิสนฺเนติ ปริสนฺเนติ ปริปูเรติ ปริปฺผรติ นาสฺส กิญฺจิ สพฺพาวโต กายสฺส วิเวกเชน ปีติสุเขน อปฺผุตํ โหติ ฯ
ภิกษุนั้นละนิวรณ์ ๕ ประการนี้ อันเป็นเครื่องเศร้าหมองแห่งจิต อันเป็นเครื่องทำปัญญาให้ถอยกำลังได้แล้ว สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม บรรลุปฐมฌาน มีวิตกมีวิจาร มีปีติและสุขอันเกิดแก่วิเวกอยู่. เธอทำกายนี้แล ให้ชุ่มชื่น อิ่มเอิบ ซาบซ่าน ด้วยปีติและสุขอันเกิดแต่วิเวก ไม่มีเอกเทศไหนๆ แห่งกายของเธอทั่วทั้งตัว ที่ปีติและสุขอันเกิดแต่วิเวกจะไม่ถูกต้อง. เปรียบเหมือนพนักงานสรงสนาน หรือลูกมือของพนักงานสรงสนานผู้ฉลาด ใส่จุรณสีตัวลงในภาชนะสำริด แล้วพรมด้วยน้ำหมักไว้ ก้อนจุรณสีตัวนั้นมียางซึมไปจับติดกันทั้งข้างในข้างนอก ย่อมไม่กระจายออก ฉะนั้น.
ปุน จปรํ ภิกฺขเว ภิกฺขุ วิตกฺกวิจารานํ วูปสมา อชฺฌตฺตํ สมฺปสาทนํ เจตโส เอโกทิภาวํ อวิตกฺกํ อวิจารํ สมาธิชํ ปีติสุขํ ทุติยํ ฌานํ อุปสมฺปชฺช วิหรติ ฯ โส อิมเมว กายํ สมาธิเชน ปีติสุเขน อภิสนฺเนติ ปริสนฺเนติ ปริปูเรติ ปริปฺผรติ นาสฺส กิญฺจิ สพฺพาวโต กายสฺส สมาธิเชน ปีติสุเขน อปฺผุตํ โหติ ฯ เสยฺยถาปิ ภิกฺขเว อุทกรหโท คมฺภีโร อุพฺภิโททโก ตสฺส เนวสฺส ปุรตฺถิมาย ทิสาย อุทกสฺส อายมุขํ น ปจฺฉิมาย ทิสาย อุทกสฺส อายมุขํ น อุตฺตราย ทิสาย อุทกสฺส อายมุขํ น ทกฺขิณาย ทิสาย อุทกสฺส อายมุขํ เทโว ปน กาเลน กาลํ สมฺมาธารํ อนุปเวจฺเฉยฺย อถ โข ตมฺหา จ อุทกรหทา สีตา วาริธารา อุพฺภิชฺชิตฺวา ตเมว อุทกรหทํ สีเตน วารินา อภิสนฺเนยฺย ปริสนฺเนยฺย ปริปูเรยฺย ปริปฺผเรยฺย นาสฺส กิญฺจิ สพฺพาวโต อุทกรหทสฺส สีเตน วารินา อปฺผุตํ อสฺส เอวเมว โข ภิกฺขเว ภิกฺขุ อิมเมว กายํ สมาธิเชน ปีติสุเขน อภิสนฺเนติ ปริสนฺเนติ ปริปูเรติ ปริปฺผรติ นาสฺส กิญฺจิ สพฺพาวโต กายสฺส สมาธิเชน ปีติสุเขน อปฺผุตํ โหติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ยังอีกข้อหนึ่ง ภิกษุบรรลุทุติยฌาน มีความผ่องใสแห่งจิตในภายใน เป็นธรรมดาเอกผุดขึ้น เพราะวิตกและวิจารสงบไป ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร มีปีติและสุขอันเกิดแต่สมาธิอยู่. เธอทำกายนี้แลให้ชุ่มชื่น อิ่มเอิบ ซาบซ่าน ด้วยปีติและสุขอันเกิดแต่สมาธิ ไม่มีเอกเทศไหนๆ แห่งกายของเธอทั่วทั้งตัว ที่ปีติและสุขอันเกิดแต่สมาธิจะไม่ถูกต้อง เปรียบเหมือนห้วงน้ำลึก มีน้ำขังอยู่ ไม่มีทางที่น้ำจะไหลมาได้ ทั้งในด้านตะวันออกด้านตะวันตก ด้านเหนือ ด้านใต้ ทั้งฝนก็ไม่ตกเพิ่มตามฤดูกาล แต่สายน้ำเย็นพุขึ้นจากห้วงน้ำนั้นแล้ว จะพึงทำห้วงน้ำนั้นแลให้ชุ่มชื่น เอิบอาบ ซาบซึมด้วยน้ำเย็น ไม่มีเอกเทศไหนๆแห่งห้วงน้ำนั้นทั้งหมดที่น้ำเย็นจะไม่ถูกต้อง ฉะนั้น.
ปุน จปรํ ภิกฺขเว ภิกฺขุ ปีติยา จ วิราคา อุเปกฺขโก จ วิหรติ สโต จ สมฺปชาโน สุขญฺจ กาเยน ปฏิสํเวเทติ ยนฺตํ อริยา อาจิกฺขนฺติ อุเปกฺขโก สติมา สุขวิหารีติ ตติยํ ฌานํ อุปสมฺปชฺช วิหรติ ฯ โส อิมเมว กายํ นิปฺปีติเกน สุเขน อภิสนฺเนติ ปริสนฺเนติ ปริปูเรติ ปริปฺผรติ นาสฺส กิญฺจิ สพฺพาวโต กายสฺส นิปฺปีติเกน สุเขน อปฺผุตํ โหติ ฯ เสยฺยถาปิ ภิกฺขเว อุปฺปลินิยํ วา ปทุมินิยํ วา ปุณฺฑรีกินิยํ วา อปฺเปกจฺจานิ อุปฺปลานิ วา ปทุมานิ วา ปุณฺฑรีกานิ วา อุทเก ชาตานิ อุทเก สํวฑฺฒานิ อุทกานุคฺคตานิ อนฺโตนิมุคฺคโปสิตานิ ยาว จ อคฺคา ยาว จ มูลา สีเตน วารินา อภิสนฺนานิ ปริสนฺนานิ ปริปูรานิ ปริปฺผุตานิ นาสฺส กิญฺจิ สพฺพาวตํ อุปฺปลานํ วา ปทุมานํ วา ปุณฺฑรีกานํ วา สีเตน วารินา อปฺผุตํ อสฺส เอวเมว โข ภิกฺขเว ภิกฺขุ อิมเมว กายํ นิปฺปีติเกน สุเขน อภิสนฺเนติ ปริสนฺเนติ ปริปูเรติ ปริปฺผรติ นาสฺส กิญฺจิ สพฺพาวโต กายสฺส นิปฺปีติเกน สุเขน อปฺผุตํ โหติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ยังอีกข้อหนึ่ง ภิกษุมีอุเบกขา มีสติสัมปชัญญะ เสวยสุขด้วยนามกาย เพราะปีติสิ้นไป บรรลุตติยฌานที่พระอริยะทั้งหลายสรรเสริญว่า ผู้ได้ฌานนี้ เป็นผู้มีอุเบกขา มีสติ อยู่เป็นสุข. เธอทำกายนี้แลให้ชุ่มชื่น เอิบอาบ ซาบซ่าน ด้วยสุขอันปราศจากปีติ ไม่มีเอกเทศไหนๆ แห่งกายของเธอทั่วทั้งตัว ที่สุขปราศจากปีติจะไม่ถูกต้องเปรียบเหมือนในกออุบล กอปทุม หรือกอบุณฑริก แต่ละชนิด กออุบล กอปทุมหรือกอบุณฑริก ดอกบัวบางชนิด เกิดในน้ำ เจริญในน้ำ ยังไม่พ้นจากน้ำ จมอยู่ในน้ำน้ำเลี้ยงไว้ อันน้ำเย็นหล่อเลี้ยง เอิบอาบซึมซาบไปแต่ยอดและเหง้า ไม่มีเอกเทศไหนๆ แห่งกออุบล กอปทุม หรือกอบุณฑริก ที่น้ำเย็นจะไม่ถูกต้อง ฉะนั้น
ปุน จปรํ ภิกฺขเว ภิกฺขุ สุขสฺส จ ปหานา ทุกฺขสฺส จ ปหานา ปุพฺเพว โสมนสฺสโทมนสฺสานํ อฏฺฐงฺคมา อทุกฺขมสุขํ อุเปกฺขาสติปาริสุทฺธึ จตุตฺถํ ฌานํ อุปสมฺปชฺช วิหรติ ฯ โส อิมเมว กายํ ปริสุทฺเธน เจตสา ปริโยทาเตน ผริตฺวา นิสินฺโน โหติ นาสฺส กิญฺจิ สพฺพาวโต กายสฺส ปริสุทฺเธน เจตสา ปริโยทาเตน อปฺผุตํ โหติ ฯ เสยฺยถาปิ ภิกฺขเว ปุริโส โอทาเตน วตฺเถน สีสํ ปารุปิตฺวา นิสินฺโน อสฺส นาสฺส กิญฺจิ สพฺพาวโต กายสฺส โอทาเตน วตฺเถน อปฺผุตํ อสฺส เอวเมว โข ภิกฺขเว ภิกฺขุ อิมเมว กายํ ปริสุทฺเธน เจตสา ปริโยทาเตน ผริตฺวา นิสินฺโน โหติ นาสฺส กิญฺจิ สพฺพาวโต กายสฺส ปริสุทฺเธน เจตสา ปริโยทาเตน อปฺผุตํ โหติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ยังอีกข้อหนึ่ง ภิกษุบรรลุจตุตถฌาน ไม่มีทุกข์ไม่มีสุขเพราะละสุขและทุกข์ และดับโสมนัสในก่อนได้ มีอุเบกขาเป็นเหตุให้สติบริสุทธิ์อยู่. เธอนั่งแผ่ไปทั่วกายนี้แล ด้วยใจอันบริสุทธิ์ผ่องแผ้ว ไม่มีเอกเทศไหนๆ แห่งกายของเธอทั่วทั้งตัวที่จิตอันบริสุทธิ์ผ่องแผ้วจะไม่ถูกต้อง เปรียบเหมือนบุรุษนั่งคลุมตัวตลอดศีรษะด้วยผ้าขาว ไม่มีเอกเทศไหนๆ แห่งกายทุกๆ ส่วนของเขาที่ผ้าขาวจะไม่ถูกต้องฉะนั้น. ว่าด้วยวิชชา ๓
โส เอวํ สมาหิเต จิตฺเต ปริสุทฺเธ ปริโยทาเต อนงฺคเณ วิคตูปกฺกิเลเส มุทุภูเต กมฺมนิเย ฐิเต อาเนญฺชปฺปตฺเต ปุพฺเพนิวาสานุสฺสติญาณาย จิตฺตํ อภินินฺนาเมติ ฯ โส อเนกวิหิตํ ปุพฺเพนิวาสํ อนุสฺสรติ เสยฺยถีทํ เอกมฺปิ ชาตึ เทฺวปิ ชาติโย ฯเปฯ อิติ สาการํ สอุทฺเทสํ อเนกวิหิตํ ปุพฺเพนิวาสํ อนุสฺสรติ ฯ เสยฺยถาปิ ภิกฺขเว ปุริโส สกมฺหา คามา อญฺญํ คามํ คจฺเฉยฺย ตมฺหาปิ คามา อญฺญํ คามํ คจฺเฉยฺย ตมฺหาปิ คามา สกํเยว คามํ ปจฺจาคจฺเฉยฺย ตสฺส เอวมสฺส อหํ โข สกมฺหา คามา อมุํ คามํ อคญฺฉึ ตตฺร เอวํ อฏฺฐาสึ เอวํ นิสีทึ เอวํ อภาสึ เอวํ ตุณฺหี อโหสึ ตมฺหาปิ คามา อมุํ คามํ อคญฺฉึ ตตฺรปิ เอวํ อฏฺฐาสึ เอวํ นิสีทึ เอวํ อภาสึ เอวํ ตุณฺหี อโหสึ โสมฺหิ ตมฺหา คามา สกํเยว คามํ ปจฺจาคโตติ เอวเมว โข ภิกฺขเว ภิกฺขุ อเนกวิหิตํ ปุพฺเพนิวาสํ อนุสฺสรติ เสยฺยถีทํ เอกมฺปิ ชาตึ เทฺวปิ ชาติโย ฯเปฯ อิติ สาการํ สอุทฺเทสํ อเนกวิหิตํ ปุพฺเพนิวาสํ อนุสฺสรติ ฯ
ภิกษุนั้น เมื่อจิตเป็นสมาธิ บริสุทธิ์ ผ่องแผ้ว ไม่มีกิเลสปราศจากอุปกิเลสอ่อน ควรแก่การงาน ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหวอย่างนี้ ย่อมโน้มจิตไปเพื่อปุพเพนิวาสานุสสติญาณ. เธอระลึกชาติที่เคยอยู่อาศัยในกาลก่อนได้เป็นอันมาก คือ ระลึกได้หนึ่งชาติบ้าง สองชาติบ้าง ฯลฯ ระลึกชาติที่เคยอยู่อาศัยในกาลก่อนได้เป็นอันมาก พร้อมทั้งอาการ พร้อมทั้งอุทเทศด้วยประการฉะนี้ เปรียบเหมือนบุรุษออกจากบ้านของตนไปสู่บ้านอื่น ออกจากบ้านแม้นั้นไปสู่บ้านอื่น ออกจากบ้านแม้นั้นแล้ว กลับมาสู่บ้านของตนตามเดิม เขาจะพึงระลึกได้ว่าเราออกจากบ้านของตนไปสู่บ้านโน้น ในบ้านนั้น เราได้ยืนอย่างนั้น ได้นั่งอย่างนั้นได้พูดอย่างนั้น ได้นิ่งอย่างนั้น ออกจากบ้านแม้นั้นไปสู่บ้านโน้น แม้ในบ้านนั้น เราก็ได้ยืนอย่างนั้น ได้นั่งอย่างนั้น ได้พูดอย่างนั้น ได้นิ่งอย่างนั้น ออกจากบ้านแม้นั้นแล้วกลับมาสู่บ้านของตนตามเดิม ดังนี้ ฉันใด ภิกษุก็ฉันนั้นแล ย่อมระลึกชาติที่เคยอยู่อาศัยในกาลก่อนได้เป็นอันมาก คือ ระลึกได้หนึ่งชาติหน้า สองชาติบ้าน ฯลฯ ระลึกชาติที่เคยอยู่อาศัยในกาลก่อนได้เป็นอันมาก พร้อมทั้งอาการ พร้อมทั้งอุทเทศ ด้วยประการฉะนี้.
โส เอวํ สมาหิเต จิตฺเต ปริสุทฺเธ ปริโยทาเต อนงฺคเณ วิคตูปกฺกิเลเส มุทุภูเต กมฺมนิเย ฐิเต อาเนญฺชปฺปตฺเต สตฺตานํ จุตูปปาตญาณาย จิตฺตํ อภินินฺนาเมติ ฯ โส ทิพฺเพน จกฺขุนา วิสุทฺเธน อติกฺกนฺตมานุสเกน สตฺเต ปสฺสติ จวมาเน อุปปชฺชมาเน หีเน ปณีเต สุวณฺเณ ทุพฺพณฺเณ สุคเต ทุคฺคเต ฯเปฯ ยถากมฺมูปเค สตฺเต ปชานาติ ฯ เสยฺยถาปิ ภิกฺขเว เทฺว อคารา สทฺวารา ตตฺถ จกฺขุมา ปุริโส มชฺเฌ ฐิโต ปสฺเสยฺย มนุสฺเส เคหํ ปวิสนฺเตปิ นิกฺขมนฺเตปิ อนุจงฺกมนฺเตปิ อนุสญฺจรนฺเตปิ อนุวิจรนฺเตปิ เอวเมว โข ภิกฺขเว ภิกฺขุ ทิพฺเพน จกฺขุนา วิสุทฺเธน อติกฺกนฺตมานุสเกน สตฺเต ปสฺสติ จวมาเน อุปปชฺชมาเน หีเน ปณีเต สุวณฺเณ ทุพฺพณฺเณ สุคเต ทุคฺคเต ฯเปฯ ยถากมฺมูปเค สตฺเต ปชานาติ ฯ
ภิกษุนั้น เมื่อจิตเป็นสมาธิ บริสุทธิ์ ผ่องแผ้ว ไม่มีกิเลส ปราศจากอุปกิเลสอ่อน ควรแก่การงาน ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหวอย่างนี้ ย่อมน้อมโน้มจิตไปเพื่อรู้จุติและอุปบัติของของสัตว์ทั้งหลาย. เธอเห็นหมู่สัตว์ที่กำลังจุติกำลังอุปบัติ เลว ประณีต มีผิวพรรณดี มีผิวพรรณทราม ได้ดี ตกยากด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ ล่วงจักษุของมนุษย์ ฯลฯ ย่อมรู้ชัดซึ่งหมู่สัตว์ผู้เป็นไปตามกรรม เปรียบเหมือนเรือนสองหลังมีประตูอยู่ตรงกัน บุรุษผู้มีจักษุ ยืนอยู่ตรงกลางบนเรือนนั้น พึงเห็นหมู่มนุษย์ กำลังเข้าสู่เรือนบ้าง กำลังออกจากเรือนบ้าง กำลังเดินไปบ้างกำลังเดินมาบ้าง กำลังเที่ยวไปบ้าง ฉันใด ภิกษุย่อมเห็นหมู่สัตว์ที่กำลังจุติ กำลังอุปบัติ เลวประณีต มีผิวพรรณดี มีผิวพรรณทราม ได้ดี ตกยาก ด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ ล่วงจักษุของมนุษย์ ฯลฯ ย่อมรู้ชัดซึ่งหมู่สัตว์ผู้เป็นไปตามกรรม ฉันนั้นเหมือนกันแล.
โส เอวํ สมาหิเต จิตฺเต ปริสุทฺเธ ปริโยทาเต อนงฺคเณ วิคตูปกฺกิเลเส มุทุภูเต กมฺมนิเย ฐิเต อาเนญฺชปฺปตฺเต อาสวานํ ขยญาณาย จิตฺตํ อภินินฺนาเมติ ฯ โส อิทํ ทุกฺขนฺติ ยถาภูตํ ปชานาติ อยํ ทุกฺขสมุทโยติ ยถาภูตํ ปชานาติ อยํ ทุกฺขนิโรโธติ ยถาภูตํ ปชานาติ อยํ ทุกฺขนิโรธคามินี ปฏิปทาติ ยถาภูตํ ปชานาติ อิเม อาสวาติ ยถาภูตํ ปชานาติ อยํ อาสวสมุทโยติ ยถาภูตํ ปชานาติ อยํ อาสวนิโรโธติ ยถาภูตํ ปชานาติ อยํ อาสวนิโรธคามินี ปฏิปทาติ ยถาภูตํ ปชานาติ ฯ {๔๗๗.๑} ตสฺส เอวํ ชานโต เอวํ ปสฺสโต กามาสวาปิ จิตฺตํ วิมุจฺจติ ภวาสวาปิ จิตฺตํ วิมุจฺจติ อวิชฺชาสวาปิ จิตฺตํ วิมุจฺจติ วิมุตฺตสฺมึ วิมุตฺตมิติ ญาณํ โหติ ขีณา ชาติ วุสิตํ พฺรหฺมจริยํ กตํ กรณียํ นาปรํ อิตฺถตฺตายาติ ปชานาติ ฯ เสยฺยถาปิ ภิกฺขเว ปพฺพตสงฺเขเป อุทกรหโท อจฺโฉ วิปฺปสนฺโน อนาวิโล ตตฺถ จกฺขุมา ปุริโส ตีเร ฐิโต ปสฺเสยฺย สิปฺปิกสมฺพุกมฺปิ สกฺขรกฐลมฺปิ มจฺฉคุมฺพมฺปิ ติฏฺฐนฺตํปิ จรนฺตํปิ ฯ ตสฺส เอวมสฺส อยํ โข อุทกรหโท อจฺโฉ วิปฺปสนฺโน อนาวิโล ตตฺรีเม สิปฺปิกสมฺพุกาปิ สกฺขรกฐลาปิ มจฺฉคุมฺพาปิ ติฏฺฐนฺติปิ จรนฺติปีติ เอวเมว โข ภิกฺขเว ภิกฺขุ อิทํ ทุกฺขนฺติ ยถาภูตํ ปชานาติ ฯเปฯ นาปรํ อิตฺถตฺตายาติ ปชานาติ ฯ
ภิกษุนั้น เมื่อจิตเป็นสมาธิ บริสุทธิ์ ผ่องแผ้ว ไม่มีกิเลส ปราศจากอุปกิเลส อ่อนควรแก่การงาน ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหวอย่างนี้ ย่อมโน้มน้อมจิตไปเพื่ออาสวักขยญาณ. เธอย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงว่า นี้ทุกข์ นี้ทุกขสมุทัย นี้ทุกขนิโรธ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา เหล่านี้อาสวะ นี้อาสวะสมุทัย นี้อาสวะนิโรธ นี้อาสวะนิโรธคามินีปฏิปทา. เมื่อเธอรู้เห็นอยู่อย่างนี้จิตย่อมหลุดพ้น แม้จากกามาสวะ แม้จากภวาสวะ แม้จากอวิชชาสวะ เมื่อจิตหลุดพ้นแล้วก็มีญาณว่า หลุดพ้นแล้ว รู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำ ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้ มิได้มี. เปรียบเหมือนห้วงน้ำบนยอดภูเขา มีน้ำใสสะอาด ไม่ขุ่นมัว บุรุษผู้มีจักษุยืนอยู่ที่ขอบห้วงน้ำนั้น พึงเห็นหอยกาบ หอยโข่ง ก้อนกรวด กระเบื้องฝูงปลา หยุดอยู่บ้าง เคลื่อนไปบ้าง. เขามีความดำริว่า ห้วงน้ำนี้ มีน้ำใสสะอาด ไม่ขุ่นมัวมีหอยกาบ หอยโข่ง ก้อนกรวด กระเบื้อง และฝูงปลา หยุดอยู่บ้าง เคลื่อนไปบ้าง ฉันใดภิกษุย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงว่า นี้ทุกข์ นี้ทุกขสมุทัย ฯลฯ รู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำได้ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้ มิได้มี ฉันนั้นเหมือนกันแล. ว่าด้วยสมัญญาแห่งภิกษุ
อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว ภิกฺขุ สมโณ อิติปิ พฺราหฺมโณ อิติปิ นฺหาตโก อิติปิ เวทคู อิติปิ โสตฺติโย อิติปิ อริโย อิติปิ อรหา อิติปิ ฯ กถญฺจ ภิกฺขเว ภิกฺขุ สมโณ โหติ ฯ สมิตาสฺส โหนฺติ ปาปกา อกุสลา ธมฺมา สงฺกิเลสิกา โปโนพฺภวิกา สทรา ทุกฺขวิปากา อายตึ ชาติชรามรณียา เอวํ โข ภิกฺขเว ภิกฺขุ สมโณ โหติ ฯ {๔๗๘.๑} กถญฺจ ภิกฺขเว ภิกฺขุ พฺราหฺมโณ โหติ ฯ พาหิตาสฺส โหนฺติ ปาปกา อกุสลา ธมฺมา สงฺกิเลสิกา โปโนพฺภวิกา สทรา ทุกฺขวิปากา อายตึ ชาติชรามรณียา เอวํ โข ภิกฺขเว ภิกฺขุ พฺราหฺมโณ โหติ ฯ {๔๗๘.๒} กถญฺจ ภิกฺขเว ภิกฺขุ นฺหาตโก โหติ ฯ นฺหาตาสฺส โหนฺติ ปาปกา อกุสลา ธมฺมา สงฺกิเลสิกา โปโนพฺภวิกา สทรา ทุกฺขวิปากา อายตึ ชาติชรามรณียา เอวํ โข ภิกฺขเว ภิกฺขุ นฺหาตโก โหติ ฯ {๔๗๘.๓} กถญฺจ ภิกฺขเว ภิกฺขุ เวทคู โหติ ฯ วิทิตาสฺส โหนฺติ ปาปกา อกุสลา ธมฺมา สงฺกิเลสิกา โปโนพฺภวิกา สทรา ทุกฺขวิปากา อายตึ ชาติชรามรณียา เอวํ โข ภิกฺขเว ภิกฺขุ เวทคู โหติ ฯ {๔๗๘.๔} กถญฺจ ภิกฺขเว ภิกฺขุ โสตฺติโย โหติ ฯ นิสฺสุตาสฺส โหนฺติ ปาปกา อกุสลา ธมฺมา สงฺกิเลสิกา โปโนพฺภวิกา สทรา ทุกฺขวิปากา อายตึ ชาติชรามรณียา เอวํ โข ภิกฺขเว ภิกฺขุ โสตฺติโย โหติ ฯ {๔๗๘.๕} กถญฺจ ภิกฺขเว ภิกฺขุ อริโย โหติ ฯ อารกาสฺส โหนฺติ ปาปกา อกุสลา ธมฺมา สงฺกิเลสิกา โปโนพฺภวิกา สทรา ทุกฺขวิปากา อายตึ ชาติชรามรณียา เอวํ โข ภิกฺขเว ภิกฺขุ อริโย โหติ ฯ {๔๗๘.๖} กถญฺจ ภิกฺขเว ภิกฺขุ อรหา โหติ ฯ อารกาสฺส โหนฺติ ปาปกา อกุสลา ธมฺมา สงฺกิเลสิกา โปโนพฺภวิกา สทรา ทุกฺขวิปากา อายตึ ชาติชรามรณียา เอวํ โข ภิกฺขเว ภิกฺขุ อรหา โหตีติ ฯ อิทมโวจ ภควา อตฺตมนา เต ภิกฺขู ภควโต ภาสิตํ อภินนฺทุนฺติ ฯ มหาอสฺสปุรสุตฺตํ นิฏฺฐิตํ นวมํ ฯ ----------
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุนี้เรียกว่า สมณะบ้าง พราหมณ์บ้าง นหาตกะบ้าง เวทคูบ้าง โสตติยะบ้าง อริยะบ้าง อรหันต์บ้าง. ก็อย่างไร ภิกษุจึงชื่อว่า สมณะ? เหล่าอกุศลธรรมอันลามก อันให้เศร้าหมอง นำให้เกิดในภพใหม่ ให้มีความกระวนกระวาย มีวิบากเป็นทุกข์ ให้มีชาติ ชรา มรณะต่อไป อันภิกษุนั้นระงับเสียแล้ว อย่างนี้แล ภิกษุชื่อว่า สมณะ. ก็อย่างไร ภิกษุจึงชื่อว่า พราหมณ์? เหล่าอกุศลธรรมอันลามก อันให้เศร้าหมอง นำให้เกิดในภพใหม่ ให้มีความกระวนกระวาย มีวิบากเป็นทุกข์ ให้มี ชาติ ชรา มรณะต่อไปอันภิกษุนั้นลอยเสียแล้ว อย่างนี้แล ภิกษุชื่อว่าพราหมณ์. ก็อย่างไร ภิกษุจึงชื่อว่า นหาตกะ? เหล่าอกุศลธรรมอันลามก อันให้เศร้าหมอง นำให้เกิดในภพใหม่ ให้มีความกระวนกระวาย มีวิบากเป็นทุกข์ ให้มีชาติ ชรา มรณะต่อไปอันภิกษุนั้นอาบล้างเสียแล้ว อย่างนี้แล ภิกษุชื่อว่านหาตกะ. ก็อย่างไร ภิกษุจึงชื่อว่า เวทคู? เหล่าอกุศลธรรมอันลามก อันให้เศร้าหมอง นำให้เกิดในภพใหม่ ให้มีความกระวนกระวาย มีวิบากเป็นทุกข์ ให้มีชาติ ชรา มรณะต่อไป อันภิกษุนั้นรู้แจ้งแล้ว อย่างนี้แล ภิกษุชื่อว่าเวทคู. ก็อย่างไร ภิกษุจึงชื่อว่าโสตติยะ? เหล่าอกุศลธรรมอันลามก อันให้เศร้าหมอง นำให้เกิดในภพใหม่ ให้มีความกระวนกระวาย มีวิบากเป็นทุกข์ ให้มีชาติ ชรา มรณะต่อไป อันภิกษุนั้นให้หลับไปหมดแล้ว อย่างนี้แล ภิกษุชื่อว่าโสตติยะ. ก็อย่างไร ภิกษุจึงชื่อว่าอริยะ? เหล่าอกุศลธรรมอันลามก อันให้เศร้าหมอง นำให้เกิดในภพใหม่ ให้มีความกระวนกระวาย มีวิบากเป็นทุกข์ ให้มีชาติ ชรา มรณะต่อไปห่างไกลภิกษุนั้น อย่างนี้แล ภิกษุชื่อว่าอริยะ. ก็อย่างไร ภิกษุจึงชื่อว่าอรหันต์? เหล่าอกุศลธรรมอันลามก อันให้เศร้าหมอง นำให้เกิดในภพใหม่ ให้มีความกระวนกระวาย มีวิบากเป็นทุกข์ ให้มีชาติ ชรา มรณะต่อไป อันภิกษุนั้นกำจัดเสียแล้ว อย่างนี้แล ภิกษุชื่อว่าอรหันต์. พระผู้มีพระภาคตรัสพระพุทธพจน์นี้แล้ว ภิกษุนั้นชื่นชม ยินดีพระภาษิตของพระผู้มีพระภาค ฉะนี้แล. จบ มหาอัสสปุรสูตรที่ ๙ -----------------------------------------------------
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๙. มหาอัสสปุรสูตร ว่าด้วยเหตุการณ์ในอัสสปุรนิคม สูตรใหญ่ ข้อปฏิบัติของสมณะ
ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ที่อัสสปุรนิคมของพระราชกุมารชาวอังคะในแคว้นอังคะ ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคได้รับสั่งเรียกภิกษุทั้งหลายมาตรัสว่า“ภิกษุทั้งหลาย” ภิกษุเหล่านั้นทูลรับสนองพระดำรัสแล้ว พระผู้มีพระภาคจึงได้ตรัสเรื่องนี้ว่า @เชิงอรรถ : @ ตัณหาสังขยวิมุตติ หมายถึงเทศนาเป็นเหตุหลุดพ้นเพราะความสิ้นไปแห่งตัณหา (ม.มู.อ. ๒/๔๑๔/๒๑๙)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๒ หน้า : ๔๕๑}
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ [๔. มหายมกวรรค] ๙. มหาอัสสปุรสูตร “ภิกษุทั้งหลาย หมู่ชนรู้จักเธอทั้งหลายว่า ‘สมณะ สมณะ’ เธอทั้งหลาย เมื่อเขาถามว่า ‘ท่านทั้งหลายเป็นใคร’ ก็ปฏิญญาว่า ‘เราทั้งหลายเป็นสมณะ’เมื่อเธอทั้งหลายนั้น ผู้มีชื่ออย่างนี้ มีปฏิญญาอย่างนี้ ก็ควรสำเหนียกว่า ‘เราทั้งหลายจักสมาทานประพฤติธรรม ที่ทำให้เป็นสมณะและเป็นพราหมณ์ เมื่อเราทั้งหลายปฏิบัติอยู่อย่างนี้ ชื่อและปฏิญญานี้ของเราทั้งหลายก็จักเป็นความจริงแท้ใช่แต่เท่านั้น เราทั้งหลายใช้สอยจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานปัจจัย-เภสัชบริขารของทายกเหล่าใด ปัจจัยทั้งหลายของทายกเหล่านั้น ก็จักมีผลมากมีอานิสงส์มากเพราะเราทั้งหลาย อีกอย่างหนึ่ง บรรพชานี้ของเราทั้งหลาย ก็จักไม่เป็นหมัน จักมีผล มีความเจริญ’ ภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายควรสำเหนียกอย่างนี้แล หิริโอตตัปปะ
ธรรมที่ทำให้เป็นสมณะและเป็นพราหมณ์ เป็นอย่างไร คือ เธอทั้งหลายควรสำเหนียกอย่างนี้ว่า ‘เราทั้งหลายจักเป็นผู้มีหิริโอตตัปปะ’บางทีเธอทั้งหลายจะมีความคิดอย่างนี้ว่า ‘เราทั้งหลายเป็นผู้มีหิริโอตตัปปะแล้ว พอละด้วยกิจเพียงเท่านี้ เราทั้งหลายทำกิจเสร็จแล้ว ด้วยกิจเพียงเท่านี้ ประโยชน์จากความเป็นสมณะ เราทั้งหลายก็ได้บรรลุแล้วโดยลำดับ กิจอะไรๆ ที่ควรทำให้ยิ่ง ขึ้นไปมิได้มี’ เธอทั้งหลายถึงความยินดีด้วยกิจเพียงเท่านั้น เราขอบอกเธอทั้งหลายขอเตือนเธอทั้งหลาย เมื่อกิจที่ควรทำให้ยิ่งขึ้นไปยังมีอยู่ ประโยชน์จากความเป็นสมณะที่เธอทั้งหลายปรารถนา อย่าได้เสื่อมไปเลย @เชิงอรรถ : @ ธรรม หมายถึงไตรลักษณ์ คือ อธิสีลสิกขา อธิจิตตสิกขา และอธิปัญญาสิกขา แต่ในที่นี้ทรงมุ่งแสดงหิริ@และโอตตัปปะ (ม.มู.อ. ๒/๔๑๕/๒๒๐) @ ประโยชน์จากความเป็นสมณะ มีหลายนัย ดังนี้ หมายถึงอริยมรรคมีองค์ ๘ บ้าง หมายถึงความสิ้นราคะ@ความสิ้นโทสะ และความสิ้นโมหะบ้าง (ดู สํ.ม. (แปล) ๑๙/๓๖/๓๕) แต่ในที่นี้หมายถึงมรรค ๔ และผล ๔@(ม.มู.อ. ๒/๔๑๖/๒๒๒)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๒ หน้า : ๔๕๒}
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ [๔. มหายมกวรรค] ๙. มหาอัสสปุรสูตร กายสมาจารบริสุทธิ์
กิจที่ควรทำให้ยิ่งขึ้นไป เป็นอย่างไร คือ เธอทั้งหลายควรสำเหนียกอย่างนี้ว่า ‘เราทั้งหลายจักมีกายสมาจารบริสุทธิ์ ปรากฏ เปิดเผย ไม่บกพร่องและสำรวมระวัง จักไม่ยกตน ไม่ข่มผู้อื่นด้วยความเป็นผู้มีกายสมาจารอันบริสุทธิ์นั้น’ บางทีเธอทั้งหลายจะมีความคิดอย่างนี้ว่า ‘เราทั้งหลายเป็นผู้มีหิริโอตตัปปะแล้ว มีกายสมาจารบริสุทธิ์แล้ว พอละด้วยกิจเพียงเท่านี้ เราทั้งหลายทำกิจเสร็จแล้ว ด้วยกิจเพียงเท่านี้ ประโยชน์จากความเป็นสมณะเราทั้งหลายก็บรรลุแล้วโดยลำดับ กิจอะไรๆ ที่ควรทำให้ยิ่งขึ้นไปมิได้มี’ เธอทั้งหลายถึงความยินดีด้วยกิจเพียงเท่านั้น เราขอบอกเธอทั้งหลายขอเตือนเธอทั้งหลาย เมื่อกิจที่ควรทำให้ยิ่งขึ้นไปยังมีอยู่ ประโยชน์จากความเป็นสมณะที่เธอทั้งหลายปรารถนา อย่าได้เสื่อมไปเลย วจีสมาจารบริสุทธิ์
กิจที่ควรทำให้ยิ่งขึ้นไป เป็นอย่างไร คือ เธอทั้งหลายควรสำเหนียกอย่างนี้ว่า ‘เราทั้งหลายจักมีวจีสมาจารบริสุทธิ์ปรากฏ เปิดเผย ไม่บกพร่องและสำรวมระวัง จักไม่ยกตน ไม่ข่มผู้อื่นด้วยความเป็นผู้มีวจีสมาจารบริสุทธิ์นั้น’ บางทีเธอทั้งหลายจะมีความคิดอย่างนี้ว่า ‘เราทั้งหลายเป็นผู้มีหิริโอตตัปปะแล้ว มีกายสมาจารและวจีสมาจารบริสุทธิ์แล้ว พอละด้วยกิจเพียงเท่านี้ เราทั้งหลายทำกิจเสร็จแล้ว ด้วยกิจเพียงเท่านี้ ประโยชน์จากความเป็นสมณะเราทั้งหลายก็ถึงแล้วโดยลำดับ กิจอะไรๆ ที่ควรทำให้ยิ่งขึ้นไปมิได้มี’ เธอทั้งหลายถึงความยินดีด้วยกิจเพียงเท่านั้น เราขอบอกเธอทั้งหลายขอเตือนเธอทั้งหลาย เมื่อกิจที่ควรทำให้ยิ่งขึ้นไปยังมีอยู่ ประโยชน์จากความเป็นสมณะที่เธอทั้งหลายปรารถนา อย่าได้เสื่อมไปเลย @เชิงอรรถ : @ มีกายสมาจารบริสุทธิ์ หมายถึงภิกษุไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์ ไม่ประพฤติผิดในกาม ไม่ใช้ฝ่ามือ ก้อนดิน@ท่อนไม้ หรือศัสตราทุบตีเบียดเบียนผู้อื่น หรือไม่เงื้อมือหรือท่อนไม้ไล่กาที่กำลังดื่มน้ำในหม้อน้ำ หรือจิก@กินข้าวสุกในบาตร (ม.มู.อ. ๒/๔๑๗/๒๒๒) @ มีวจีสมาจารบริสุทธิ์ หมายถึงภิกษุไม่พูดเท็จ ไม่พูดคำหยาบ ไม่พูดเพ้อเจ้อ ไม่กล่าวดูหมิ่นใครๆ หรือไม่@กล่าวถากถางเยาะเย้ยภิกษุใดๆ (ม.มู.อ. ๒/๔๑๘/๒๒๓)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๒ หน้า : ๔๕๓}
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ [๔. มหายมกวรรค] ๙. มหาอัสสปุรสูตร มโนสมาจารบริสุทธิ์
กิจที่ควรทำให้ยิ่งขึ้นไป เป็นอย่างไร คือ เธอทั้งหลายควรสำเหนียกอย่างนี้ว่า ‘เราทั้งหลายจักมีมโนสมาจารบริสุทธิ์ ปรากฏ เปิดเผย ไม่บกพร่องและสำรวมระวัง จักไม่ยกตน ไม่ข่มผู้อื่นด้วยความเป็นผู้มีมโนสมาจารบริสุทธิ์นั้น’ บางทีเธอทั้งหลายจะมีความคิดอย่างนี้ว่า‘เราทั้งหลายเป็นผู้มีหิริโอตตัปปะแล้ว มีกายสมาจาร วจีสมาจาร และมโนสมาจารบริสุทธิ์แล้ว พอละด้วยกิจเพียงเท่านี้ เราทั้งหลายทำกิจเสร็จแล้ว ด้วยกิจเพียงเท่านี้ประโยชน์จากความเป็นสมณะเราทั้งหลายก็ได้บรรลุแล้วโดยลำดับ กิจอะไรๆ ที่ควรทำให้ยิ่งขึ้นไปมิได้มี’ เธอทั้งหลายถึงความยินดีด้วยกิจเพียงเท่านั้น เราขอบอกเธอทั้งหลาย ขอเตือนเธอทั้งหลาย เมื่อกิจที่ควรทำให้ยิ่งขึ้นไปยังมีอยู่ประโยชน์จากความเป็นสมณะที่เธอทั้งหลายปรารถนา อย่าได้เสื่อมไปเลยอาชีวะบริสุทธิ์
กิจที่ควรทำให้ยิ่งขึ้นไป เป็นอย่างไร คือ เธอทั้งหลายควรสำเหนียกอย่างนี้ว่า ‘เราทั้งหลายจักมีอาชีวะบริสุทธิ์ ปรากฏ เปิดเผย ไม่บกพร่องและสำรวมระวัง จักไม่ยกตน ไม่ข่มผู้อื่นด้วยความเป็นผู้มีอาชีวะบริสุทธิ์นั้น’ บางทีเธอทั้งหลายจะมีความคิดอย่างนี้ว่า ‘เราทั้งหลายเป็นผู้มีหิริโอตตัปปะแล้ว มีกายสมาจาร วจีสมาจาร มโนสมาจาร และอาชีวะบริสุทธิ์แล้ว พอละด้วยกิจเพียงเท่านี้ เราทั้งหลายทำกิจเสร็จแล้ว ด้วยกิจเพียงเท่านี้ประโยชน์จากความเป็นสมณะเราทั้งหลายก็ได้บรรลุแล้วโดยลำดับ กิจอะไรๆ ที่ควรทำให้ยิ่งขึ้นไปมิได้มี’ เธอทั้งหลายถึงความยินดีด้วยกิจเพียงเท่านั้น เราขอบอกเธอทั้งหลาย ขอเตือนเธอทั้งหลาย เมื่อกิจที่ควรทำให้ยิ่งขึ้นไปยังมีอยู่ ประโยชน์จากความเป็นสมณะที่เธอทั้งหลายปรารถนา อย่าได้เสื่อมไปเลย @เชิงอรรถ : @ มีมโนสมาจารบริสุทธิ์ หมายถึงภิกษุไม่มีอภิชฌา ไม่มีจิตพยาบาท ไม่มีความเห็นผิด ไม่ยินดีทองและเงิน@หรือไม่ตรึกถึงกามวิตก พยาบาทวิตก หรือวิหิงสาวิตก (ม.มู.อ. ๒/๔๑๙/๒๒๓)@ มีอาชีวะบริสุทธิ์ หมายถึงภิกษุไม่เลี้ยงชีพด้วยกรรมที่ไม่สมควร เช่น การรักษาไข้ การให้น้ำมันทาเท้า@การหุงน้ำมัน พูดเลียบเคียงขอผู้อื่น หรือการสะสมปัญจโครสมีเนยใสเป็นต้น (ม.มู.อ. ๒/๔๒๐/๒๒๓-๒๒๔)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๒ หน้า : ๔๕๔}
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ [๔. มหายมกวรรค] ๙. มหาอัสสปุรสูตร สำรวมอินทรีย์
กิจที่ควรทำให้ยิ่งขึ้นไป เป็นอย่างไร คือ เธอทั้งหลายควรสำเหนียกอย่างนี้ว่า ‘เราทั้งหลายจักเป็นผู้คุ้มครองทวารแล้วในอินทรีย์ทั้งหลาย เห็นรูปทางตาแล้ว ไม่รวบถือ ไม่แยกถือ จักปฏิบัติเพื่อความสำรวมจักขุนทรีย์ ซึ่งเมื่อไม่สำรวมแล้วก็จะเป็นเหตุให้ถูกบาปอกุศลธรรมคืออภิชฌาและโทมนัสครอบงำได้ จักรักษาจักขุนทรีย์ ถึงความสำรวมในจักขุนทรีย์ ฟังเสียงทางหู ... ดมกลิ่นทางจมูก ... ลิ้มรสทางลิ้น ... ถูกต้องโผฏฐัพพะทางกาย ... รู้แจ้งธรรมารมณ์ทางใจแล้ว ไม่รวบถือ ไม่แยกถือ จักปฏิบัติเพื่อความสำรวมมนินทรีย์ ซึ่งเมื่อไม่สำรวมแล้วก็จะเป็นเหตุให้ถูกบาปอกุศลธรรมคืออภิชฌาและโทมนัสครอบงำได้ จักรักษามนินทรีย์ ถึงความสำรวมในมนินทรีย์’ บางทีเธอทั้งหลายจะมีความคิดอย่างนี้ว่า ‘เราทั้งหลายเป็นผู้มีหิริโอตตัปปะแล้ว มีกายสมาจารบริสุทธิ์วจีสมาจารบริสุทธิ์ มโนสมาจารบริสุทธิ์ อาชีวะบริสุทธิ์แล้ว และเป็นผู้คุ้มครองทวารแล้วในอินทรีย์ทั้งหลาย พอละด้วยกิจเพียงเท่านี้ เราทั้งหลายทำกิจเสร็จแล้ว ด้วยกิจเพียงเท่านี้ ประโยชน์จากความเป็นสมณะเราทั้งหลายก็ได้บรรลุแล้วโดยลำดับกิจอะไรๆ ที่ควรทำให้ยิ่งขึ้นไปมิได้มี’ เธอทั้งหลาย ถึงความยินดีด้วยกิจเพียงเท่านั้นเราขอบอกเธอทั้งหลาย ขอเตือนเธอทั้งหลาย เมื่อกิจที่ควรทำให้ยิ่งขึ้นไปยังมีอยู่ประโยชน์จากความเป็นสมณะที่เธอทั้งหลายปรารถนา อย่าได้เสื่อมไปเลย
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๒ หน้า : ๔๕๕}
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ [๔. มหายมกวรรค] ๙. มหาอัสสปุรสูตร รู้จักประมาณในโภชนะ
กิจที่ควรทำให้ยิ่งขึ้นไป เป็นอย่างไร คือ เธอทั้งหลายควรสำเหนียกอย่างนี้ว่า ‘เราทั้งหลายจักรู้จักประมาณในโภชนะ จักพิจารณาโดยแยบคายแล้วกลืนกินอาหาร ไม่ใช่เพื่อเล่น ไม่ใช่เพื่อความมัวเมาไม่ใช่เพื่อประดับ ไม่ใช่เพื่อตกแต่ง แต่เพียงเพื่อกายนี้ดำรงอยู่ได้ เพื่อให้ชีวิตินทรีย์เป็นไป เพื่อบำบัดความหิว เพื่ออนุเคราะห์พรหมจรรย์ โดยอุบายนี้ เราจักกำจัดเวทนาเก่าเสียได้ และจักไม่ให้เวทนาใหม่เกิดขึ้น ความดำรงอยู่แห่งชีวิตความไม่มีโทษ และการอยู่โดยผาสุกจักมีแก่เรา‘ บางทีเธอทั้งหลายจะมีความคิดอย่างนี้ว่า ‘เราทั้งหลายเป็นผู้มีหิริโอตตัปปะแล้ว มีกายสมาจารบริสุทธิ์ วจี-สมาจารบริสุทธิ์ มโนสมาจารบริสุทธิ์ อาชีวะบริสุทธิ์ เป็นผู้คุ้มครองทวารแล้วในอินทรีย์ทั้งหลาย และจักรู้จักประมาณในโภชนะ พอละ ด้วยกิจเพียงเท่านี้เราทั้งหลายทำกิจเสร็จแล้ว ด้วยกิจเพียงเท่านี้ ประโยชน์จากความเป็นสมณะเราทั้งหลายก็ได้บรรลุแล้วโดยลำดับ กิจอะไรๆ ที่ควรทำให้ยิ่งขึ้นไปมิได้มีอีก’ เธอทั้งหลายถึงความยินดีด้วยกิจเพียงเท่านั้น เราขอบอกเธอทั้งหลาย ขอเตือนเธอทั้งหลาย เมื่อกิจที่ควรทำให้ยิ่งขึ้นไปยังมีอยู่ ประโยชน์จากความเป็นสมณะที่เธอทั้งหลายปรารถนา อย่าได้เสื่อมไปเลย ตื่นบำเพ็ญเพียร
กิจที่ควรทำให้ยิ่งขึ้นไป เป็นอย่างไร คือ เธอทั้งหลายควรสำเหนียกอย่างนี้ว่า ‘เราทั้งหลายจักเป็นผู้ประกอบความเพียรในธรรมเป็นเครื่องตื่นอย่างต่อเนื่อง จักชำระจิตให้บริสุทธิ์จากธรรมอันเป็นเครื่องขัดขวางด้วยการเดินจงกรมและการนั่งตลอดวัน จักชำระจิตให้บริสุทธิ์จากธรรมเป็นเครื่องขัดขวางด้วยการเดินจงกรม ด้วยการนั่งตลอดปฐมยามแห่งราตรีสำเร็จการนอนดุจราชสีห์โดยตะแคงข้างเบื้องขวา ซ้อนเท้าเหลื่อมเท้า มีสติสัมปชัญญะ@เชิงอรรถ : @ ดูเทียบข้อ ๒๓ หน้า ๒๓ ในเล่มนี้
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๒ หน้า : ๔๕๖}
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ [๔. มหายมกวรรค] ๙. มหาอัสสปุรสูตร หมายใจว่าจะลุกขึ้นตลอดมัชฌิมยามแห่งราตรี ลุกขึ้นชำระจิตให้บริสุทธิ์จากธรรมเป็นเครื่องขัดขวางด้วยการเดินจงกรม ด้วยการนั่งตลอดปัจฉิมยามแห่งราตรี’ บางทีเธอทั้งหลายจะมีความคิดอย่างนี้ว่า ‘เราทั้งหลายเป็นผู้มีหิริโอตตัปปะแล้ว มีกาย-สมาจารบริสุทธิ์ วจีสมาจารบริสุทธิ์ มโนสมาจารบริสุทธิ์ อาชีวะบริสุทธิ์ เป็นผู้คุ้มครองทวารแล้วในอินทรีย์ทั้งหลาย และรู้จักประมาณในโภชนะ ประกอบความเพียรในธรรมเป็นเครื่องตื่นอย่างต่อเนื่องแล้ว พอละด้วยกิจเพียงเท่านี้ เราทั้งหลายทำกิจเสร็จแล้ว ด้วยกิจเพียงเท่านี้ ประโยชน์จากความเป็นสมณะ เราทั้งหลายก็ได้บรรลุแล้วโดยลำดับ กิจอะไรๆ ที่ควรทำให้ยิ่งขึ้นไปมิได้มีอีก’ เธอทั้งหลายถึงความยินดีด้วยกิจเพียงเท่านั้น เราขอบอกเธอทั้งหลาย ขอเตือนเธอทั้งหลาย เมื่อกิจที่ควรทำให้ยิ่งขึ้นไปยังมีอยู่ ประโยชน์จากความเป็นสมณะที่เธอทั้งหลายปรารถนาอย่าได้เสื่อมไปเลย เจริญสติสัมปชัญญะ
กิจที่ควรทำให้ยิ่งขึ้นไป เป็นอย่างไร คือ เธอทั้งหลายควรสำเหนียกอย่างนี้ว่า ‘เราทั้งหลายจักเป็นผู้มีสติสัมปชัญญะทำความรู้สึกตัวในการก้าวไป การถอยกลับ การแลดู การเหลียวดู การคู้เข้าการเหยียดออก การครองสังฆาฏิ บาตร และจีวร การฉัน การดื่ม การเคี้ยวการลิ้ม การถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะ การเดิน การยืน การนั่ง การนอน การตื่นการพูด การนิ่ง’ บางทีเธอทั้งหลายจะมีความคิดอย่างนี้ว่า ‘เราทั้งหลายเป็นผู้มีหิริ-โอตตัปปะแล้ว มีกายสมาจารบริสุทธิ์ วจีสมาจารบริสุทธิ์ มโนสมาจารบริสุทธิ์อาชีวะบริสุทธิ์แล้ว เป็นผู้คุ้มครองทวารแล้วในอินทรีย์ทั้งหลาย รู้จักประมาณในโภชนะ ประกอบความเพียรในธรรมเป็นเครื่องตื่นอย่างต่อเนื่อง และมีสติสัมปชัญญะแล้ว พอละด้วยกิจเพียงเท่านี้ เราทั้งหลายทำกิจเสร็จแล้ว ด้วยกิจเพียงเท่านี้ ประโยชน์จากความเป็นสมณะเราทั้งหลายก็ได้บรรลุแล้วโดยลำดับ กิจอะไรๆ ที่ควรทำให้ยิ่งขึ้นไปมิได้มีอีก’ เธอทั้งหลายยินดีด้วยกิจเพียงเท่านั้น เราขอบอกเธอทั้งหลาย ขอเตือนเธอทั้งหลาย เมื่อกิจที่ควรทำให้ยิ่งขึ้นไปยังมีอยู่ประโยชน์จากความเป็นสมณะที่เธอทั้งหลายปรารถนา อย่าได้เสื่อมไปเลย
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๒ หน้า : ๔๕๗}
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ [๔. มหายมกวรรค] ๙. มหาอัสสปุรสูตร การละนิวรณ์ ๕
กิจที่ควรทำให้ยิ่งขึ้นไป เป็นอย่างไร คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้พักอยู่ ณ เสนาสนะเงียบสงัด คือ ป่า โคนไม้ ภูเขาซอกเขา ถ้ำ ป่าช้า ป่าทึบ ที่แจ้ง ลอมฟาง เธอกลับจากบิณฑบาตภายหลังฉันภัตตาหารเสร็จแล้ว นั่งคู้บัลลังก์ ตั้งกายตรง ดำรงสติเฉพาะหน้า เธอละอภิชฌา(ความเพ่งเล็งอยากได้สิ่งของของผู้อื่น)ในโลก มีใจปราศจากอภิชฌาอยู่ ชำระจิตให้บริสุทธิ์จากอภิชฌา ละความมุ่งร้ายคือพยาบาท มีจิตไม่พยาบาท มุ่งประโยชน์เกื้อกูลสรรพสัตว์อยู่ ชำระจิตให้บริสุทธิ์จากความมุ่งร้ายคือพยาบาท ละถีนมิทธะ(ความหดหู่และความเซื่องซึม) ปราศจากถีนมิทธะ กำหนดแสงสว่าง มีสติสัมปชัญญะอยู่ ชำระจิตให้บริสุทธิ์จากถีนมิทธะ ละอุทธัจจกุกกุจจะ(ความฟุ้งซ่านและความรำคาญใจ) เป็นผู้ไม่ฟุ้งซ่าน มีจิตสงบอยู่ภายใน ชำระจิตให้บริสุทธิ์จากอุทธัจจกุกกุจจะ ละวิจิกิจฉา(ความลังเลสงสัย) ข้ามวิจิกิจฉาได้แล้วไม่มีวิจิกิจฉาในกุศลธรรมอยู่ ชำระจิตให้บริสุทธิ์จากวิจิกิจฉา
ภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนคนกู้หนี้มาลงทุนจนประสบผลสำเร็จ ใช้หนี้เก่าที่เป็นต้นทุนจนหมด เก็บกำไรที่เหลือไว้เป็นค่าเลี้ยงดูบุตรภรรยา เขาคิดว่า‘เมื่อก่อน เรากู้หนี้มาลงทุน การงานสำเร็จผลดีได้ใช้หนี้เก่าที่ยืมมาลงทุนหมดแล้วและกำไรก็ยังมีเหลือไว้เป็นค่าเลี้ยงดูบุตรภรรยา’ เพราะความไม่มีหนี้สินเป็นเหตุเขาจึงได้รับความเบิกบานใจและความสุขใจ คนไข้ถึงความลำบาก เจ็บหนัก บริโภคอาหารไม่ได้ ไม่มีกำลัง ต่อมาหายป่วยบริโภคอาหารได้กลับมีกำลัง เขาคิดว่า ‘เมื่อก่อน เราป่วย ถึงความลำบากเจ็บหนัก บริโภคอาหารไม่ได้ ไม่มีกำลัง บัดนี้หายป่วย บริโภคอาหารได้ มีกำลังเป็นปกติ’ เพราะการหายจากโรคเป็นเหตุ เขาจึงได้รับความเบิกบานใจและความสุขใจ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๒ หน้า : ๔๕๘}
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ [๔. มหายมกวรรค] ๙. มหาอัสสปุรสูตร คนต้องโทษถูกคุมขังในเรือนจำ ต่อมาพ้นโทษออกจากเรือนจำโดยสวัสดิภาพไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ เขาคิดว่า ‘เมื่อก่อนเราต้องโทษถูกคุมขังในเรือนจำ บัดนี้พ้นโทษออกจากเรือนจำโดยสวัสดิภาพ ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ’ เพราะการพ้นจากเรือนจำเป็นเหตุ เขาจึงได้รับความเบิกบานใจและความสุขใจ คนที่ตกเป็นทาส พึ่งตัวเองไม่ได้ ต้องพึ่งผู้อื่น จะไปไหนตามใจชอบก็ไม่ได้ต่อมาพ้นจากความเป็นทาส พึ่งตัวเองได้ ไม่ต้องพึ่งผู้อื่น เป็นไทแก่ตัวเอง จะไปไหนก็ได้ตามใจชอบ เขาคิดว่า ‘เมื่อก่อนเราเป็นทาส พึ่งตัวเองไม่ได้ ต้องพึ่งผู้อื่นจะไปไหนตามใจชอบก็ไม่ได้ บัดนี้พ้นจากความเป็นทาส พึ่งตัวเองได้ ไม่ต้องพึ่งผู้อื่นเป็นไทแก่ตัวเอง จะไปไหนก็ได้ตามใจชอบ’ เพราะความเป็นไทแก่ตนเองเป็นเหตุเขาจึงได้รับความเบิกบานใจและความสุขใจ คนมีทรัพย์สมบัติ เดินทางไกลกันดาร ต่อมาเขาข้ามพ้นทางกันดารนั้นได้โดยสวัสดิภาพ ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ เขาคิดว่า ‘เมื่อก่อนเรามีทรัพย์สมบัติเดินทางไกลกันดาร บัดนี้ ข้ามพ้นทางกันดารโดยสวัสดิภาพ ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ’ เพราะการพบภูมิสถานอันร่มเย็นเป็นเหตุ เขาจึงได้รับความเบิกบานใจและความสุขใจ แม้ฉันใด ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุก็ฉันนั้นเหมือนกัน พิจารณาเห็นนิวรณ์ ๕ ประการนี้ ที่ตนยังละไม่ได้เหมือนหนี้ โรค เรือนจำ ความเป็นทาส และทางไกลกันดาร และพิจารณาเห็นนิวรณ์ ๕ ประการนี้ที่ตนละได้แล้วเหมือนความไม่มีหนี้ ความไม่มีโรคการพ้นโทษจากเรือนจำ ความเป็นไทแก่ตนเอง และภูมิสถานอันสงบร่มเย็นอุปมาฌาน ๔
ภิกษุนั้นละนิวรณ์ ๕ ประการนี้อันเป็นเครื่องเศร้าหมองแห่งจิต เป็นเครื่องทำปัญญาให้ถอยกำลังได้แล้ว สงัดจากกามและอกุศลธรรมทั้งหลายแล้วบรรลุปฐมฌานที่มีวิตก วิจาร ปีติ และสุขอันเกิดจากวิเวกอยู่ เธอทำกายนี้ให้ชุ่มชื่น อิ่มเอิบ เต็มเปี่ยมด้วยปีติและสุขอันเกิดจากวิเวก รู้สึกซาบซ่านอยู่ ไม่มีส่วนไหนของร่างกายที่ปีติและสุขอันเกิดจากวิเวกจะไม่ถูกต้อง พนักงานสรงสนาน หรือลูกมือพนักงานสรงสนานผู้ชำนาญ เทผงถูตัวลงในภาชนะสำริดแล้วเอาน้ำประพรม
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๒ หน้า : ๔๕๙}
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ [๔. มหายมกวรรค] ๙. มหาอัสสปุรสูตร ให้ติดเป็นก้อน พอตกเย็น ก้อนถูตัวที่ยางซึมไปจับก็ติดกันหมดไม่กระจายออกแม้ฉันใด ภิกษุก็ฉันนั้นเหมือนกัน ทำกายนี้ให้ชุ่มชื่น อิ่มเอิบ เต็มเปี่ยมด้วยปีติและสุขอันเกิดจากวิเวก รู้สึกซาบซ่านอยู่ ไม่มีส่วนไหนของร่างกายที่ปีติและสุขอันเกิดจากวิเวกจะไม่ถูกต้อง
ภิกษุทั้งหลาย อีกประการหนึ่ง เพราะวิตกวิจารสงบระงับไป ภิกษุบรรลุทุติยฌานมีความผ่องใสในภายใน มีภาวะที่จิตเป็นหนึ่งผุดขึ้น ไม่มีวิตกไม่มีวิจาร มีแต่ปีติและสุขอันเกิดจากสมาธิอยู่ เธอทำกายนี้ให้ชุ่มชื่น อิ่มเอิบเต็มเปี่ยม ซาบซ่านอยู่ด้วยปีติและสุขอันเกิดจากสมาธิ รู้สึกซาบซ่านอยู่ ไม่มีส่วนไหนของร่างกายที่ปีติและสุขอันเกิดจากสมาธิจะไม่ถูกต้อง เปรียบเหมือนห้วงน้ำลึกเป็นวังวน ไม่มีทางที่กระแสน้ำจะไหลเข้าได้ ทั้งด้านตะวันออก ด้านตะวันตก ด้านเหนือและด้านใต้ ฝนก็ไม่ตกตามฤดูกาล แต่กระแสน้ำเย็นพุขึ้นจากห้วงน้ำนั้นแล้วทำห้วงน้ำนั้นให้ชุ่มชื่น เอิบอาบ เต็มเปี่ยม เนืองนองไปด้วยน้ำเย็น ไม่มีส่วนไหนของห้วงน้ำนั้นที่น้ำเย็นจะไม่ถูกต้อง แม้ฉันใด ภิกษุก็ฉันนั้นเหมือนกัน ทำกายนี้ให้ชุ่มชื่น อิ่มเอิบ เต็มเปี่ยมด้วยปีติและสุขอันเกิดจากสมาธิ รู้สึกซาบซ่านอยู่ ไม่มีส่วนไหนของร่างกายที่ปีติและสุขอันเกิดจากสมาธิจะไม่ถูกต้อง
ภิกษุทั้งหลาย อีกประการหนึ่ง เพราะปีติจางคลายไป ภิกษุมีอุเบกขา มีสติสัมปชัญญะ เสวยสุขด้วยนามกาย บรรลุตติยฌานที่พระอริยทั้งหลายสรรเสริญว่า ‘ผู้มีอุเบกขา มีสติ อยู่เป็นสุข’ เธอทำกายนี้ให้ชุ่มชื่น อิ่มเอิบเต็มเปี่ยมด้วยสุขอันไม่มีปีติ รู้สึกซาบซ่านอยู่ ไม่มีส่วนไหนของร่างกายที่สุขอันไม่มีปีติจะไม่ถูกต้อง เปรียบเหมือนในกออุบล ในกอปทุม หรือในกอบุณฑริก ดอกอุบลดอกปทุม หรือดอกบุณฑริก บางดอกที่เกิดในน้ำ เจริญในน้ำ ยังไม่พ้นน้ำ จมอยู่ใต้น้ำและมีน้ำหล่อเลี้ยงไว้ ดอกบัวเหล่านั้นชุ่มชื่น เอิบอาบ บริบูรณ์ ซึมซาบด้วยน้ำเย็นตั้งแต่ยอดจดถึงเหง้า ไม่มีส่วนไหนที่น้ำเย็นจะไม่ถูกต้อง แม้ฉันใดภิกษุก็ฉันนั้นเหมือนกัน ทำกายนี้ให้ชุ่มชื่น อิ่มเอิบ เต็มเปี่ยมด้วยสุขอันไม่มีปีติรู้สึกซาบซ่านอยู่ ไม่มีส่วนไหนของร่างกายที่สุขอันไม่มีปีติจะไม่ถูกต้อง
ภิกษุทั้งหลาย อีกประการหนึ่ง เพราะละสุขและทุกข์ได้ เพราะ โสมนัสและโทมนัสดับไปก่อน ภิกษุบรรลุจตุตถฌานที่ไม่มีทุกข์ไม่มีสุข มีสติ บริสุทธิ์เพราะอุเบกขาอยู่ เธอมีใจอันบริสุทธิ์ผุดผ่อง นั่งแผ่ไปทั่วกายนี้ ไม่มีส่วน
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๒ หน้า : ๔๖๐}
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ [๔. มหายมกวรรค] ๙. มหาอัสสปุรสูตร ไหนของร่างกายที่ใจอันบริสุทธิ์ผุดผ่องจะไม่ถูกต้อง คนนั่งใช้ผ้าขาวคลุมตัวตลอดศีรษะไม่มีส่วนไหนของร่างกายที่ผ้าขาวจะไม่ปกคลุม แม้ฉันใด ภิกษุก็ฉันนั้นเหมือนกันมีใจอันบริสุทธิ์ผุดผ่อง นั่งแผ่ไปทั่วกายนี้ ไม่มีส่วนไหนของร่างกายที่ใจอันบริสุทธิ์ผุดผ่องจะไม่ถูกต้อง อุปมาวิชชา ๓
เมื่อจิตเป็นสมาธิ บริสุทธิ์ผุดผ่อง ไม่มีกิเลสเพียงดังเนิน ปราศจากความเศร้าหมอง อ่อน เหมาะแก่การใช้งาน ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหวอย่างนี้ ภิกษุนั้นน้อมจิตไปเพื่อปุพเพนิวาสานุสสติญาณ ระลึกชาติก่อนได้หลายชาติ คือ ๑ ชาติบ้าง๒ ชาติบ้าง ฯลฯ เธอระลึกชาติก่อนได้หลายชาติ พร้อมทั้งลักษณะทั่วไปและชีวประวัติอย่างนี้ เปรียบเหมือนบุรุษออกจากบ้านของตนไปสู่บ้านอื่น ออกจากบ้านแม้นั้นไปสู่อีกบ้านหนึ่ง ออกจากบ้านแม้นั้นแล้ว กลับมาสู่บ้านของตนตามเดิมเขาจะพึงระลึกได้ว่า ‘เราออกจากบ้านของตนไปสู่บ้านโน้น ในบ้านนั้น เราได้ยืนอย่างนี้ ได้นั่งอย่างนี้ ได้พูดอย่างนี้ ได้นิ่งอย่างนี้ ออกจากบ้านแม้นั้นไปสู่บ้านโน้นแม้ในบ้านนั้น เราก็ได้ยืนอย่างนี้ ได้นั่งอย่างนี้ ได้พูดอย่างนี้ ได้นิ่งอย่างนี้ ออกจากบ้านแม้นั้นแล้วกลับมาสู่บ้านของตนตามเดิม’ แม้ฉันใด ภิกษุก็ฉันนั้นเหมือนกันย่อมระลึกชาติก่อนได้หลายชาติ คือ ๑ ชาติบ้าง ๒ ชาติบ้าง ฯลฯ เธอระลึกชาติก่อนได้หลายชาติ พร้อมทั้งลักษณะทั่วไปและชีวประวัติอย่างนี้
เมื่อจิตเป็นสมาธิ บริสุทธิ์ผุดผ่อง ไม่มีกิเลสเพียงดังเนิน ปราศจาก ความเศร้าหมอง อ่อน เหมาะแก่การใช้งาน ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหวอย่างนี้ ภิกษุนั้นน้อมจิตไปเพื่อจุตูปปาตญาณ เห็นหมู่สัตว์ผู้กำลังจุติ กำลังเกิด ทั้งชั้นต่ำและชั้นสูงงามและไม่งาม เกิดดีและเกิดไม่ดีด้วยตาทิพย์อันบริสุทธิ์เหนือมนุษย์ รู้ชัดถึงหมู่สัตว์ผู้เป็นไปตามกรรมว่า ฯลฯ เรือน ๒ หลัง มีประตูอยู่ตรงกัน บุรุษผู้มีตาดียืนอยู่ตรงกลางจะพึงเห็นหมู่มนุษย์ กำลังเข้าสู่เรือนบ้าง กำลังออกจากเรือนบ้างกำลังเดินไปมาบ้าง กำลังเที่ยวไปข้างโน้นข้างนี้บ้าง แม้ฉันใด ภิกษุก็ฉันนั้น@เชิงอรรถ : @ ดูเนื้อความเต็มในข้อ ๖๘ (อากังเขยยสูตร) หน้า ๖๐-๖๑ ในเล่มนี้
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๒ หน้า : ๔๖๑}
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ [๔. มหายมกวรรค] ๙. มหาอัสสปุรสูตร เหมือนกัน เห็นหมู่สัตว์ผู้กำลังจุติ กำลังเกิด ทั้งชั้นต่ำและชั้นสูง งามและไม่งามเกิดดีและเกิดไม่ดีด้วยตาทิพย์อันบริสุทธิ์เหนือมนุษย์ ย่อมรู้ชัดถึงหมู่สัตว์ผู้เป็นไปตามกรรมว่า ฯลฯ
เมื่อจิตเป็นสมาธิ บริสุทธิ์ผุดผ่อง ไม่มีกิเลสเพียงดังเนิน ปราศจากความเศร้าหมอง อ่อน เหมาะแก่การใช้งาน ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหวอย่างนี้ ภิกษุนั้นน้อมจิตไปเพื่ออาสวักขยญาณ ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงว่า ‘นี้ทุกข์ นี้ทุกขสมุทัยนี้ทุกขนิโรธ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา นี้อาสวะ นี้อาสวสมุทัย นี้อาสวนิโรธ นี้อาสวนิโรธคามินีปฏิปทา’ เมื่อเธอรู้เห็นอยู่อย่างนี้ จิตย่อมหลุดพ้นจากกามาสวะภวาสวะ และอวิชชาสวะ เมื่อจิตหลุดพ้นแล้วก็รู้ว่า ‘หลุดพ้นแล้ว’ รู้ชัดว่า ‘ชาติสิ้นแล้ว อยู่จบพรหมจรรย์แล้ว ทำกิจที่ควรทำเสร็จแล้ว ไม่มีกิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้อีกต่อไป’ สระน้ำใส สะอาด ไม่ขุ่นมัว บนยอดภูเขา คนตาดียืนที่ขอบสระนั้นจะพึงเห็นหอยโข่ง หอยกาบ ก้อนกรวด และก้อนหิน หรือฝูงปลากำลังแหวกว่ายอยู่บ้าง หยุดอยู่บ้างในสระนั้น ก็คิดอย่างนี้ว่า ‘สระน้ำนี้ใส สะอาด ไม่ขุ่นมัวหอยโข่งและหอยกาบ ก้อนกรวด และก้อนหินหรือฝูงปลาเหล่านี้กำลังแหวกว่ายอยู่ก็มี หยุดอยู่ก็มีในสระนั้น แม้ฉันใด ภิกษุก็ฉันนั้นเหมือนกัน ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงว่า ‘นี้ทุกข์ ฯลฯ ไม่มีกิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้อีกต่อไป’สมัญญาต่างๆ ของภิกษุ
ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุนี้เรียกว่า ‘สมณะบ้าง พราหมณ์บ้าง นหาตกะ บ้าง เวทคูบ้าง โสตติยะบ้าง อริยะบ้าง อรหันต์บ้าง‘ ภิกษุชื่อว่าสมณะ เป็นอย่างไร คือ บาปอกุศลธรรม ที่ก่อให้เกิดความเศร้าหมอง นำไปเกิดในภพใหม่ มีความกระวนกระวาย มีวิบากเป็นทุกข์ ให้มีชาติ ชรา มรณะต่อไป ภิกษุนั้นระงับได้แล้ว ภิกษุชื่อว่าสมณะ เป็นอย่างนี้ @เชิงอรรถ : @ ดูเทียบ องฺ.สตฺตก. (แปล) ๒๓/๘๕-๙๒/๑๘๑-๑๘๓
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๒ หน้า : ๔๖๒}
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ [๔. มหายมกวรรค] ๙. มหาอัสสปุรสูตร ภิกษุชื่อว่าพราหมณ์ เป็นอย่างไร คือ บาปอกุศลธรรม ที่ก่อให้เกิดความเศร้าหมอง นำไปเกิดในภพใหม่ มีความกระวนกระวาย มีวิบากเป็นทุกข์ ให้มีชาติ ชรา มรณะต่อไป ภิกษุนั้นลอยได้แล้ว ภิกษุชื่อว่าพราหมณ์ เป็นอย่างนี้ ภิกษุชื่อว่านหาตกะ เป็นอย่างไร คือ บาปอกุศลธรรม ที่ก่อให้เกิดความเศร้าหมอง นำไปเกิดในภพใหม่ มีความกระวนกระวาย มีวิบากเป็นทุกข์ ให้มีชาติ ชรา มรณะต่อไป ภิกษุนั้นอาบล้างแล้ว ภิกษุชื่อว่านหาตกะ เป็นอย่างนี้ ภิกษุชื่อว่าเวทคู เป็นอย่างไร คือ บาปอกุศลธรรม ที่ก่อให้เกิดความเศร้าหมอง นำไปเกิดในภพใหม่ มีความกระวนกระวาย มีวิบากเป็นทุกข์ ให้มีชาติ ชรา มรณะต่อไป ภิกษุนั้นรู้แจ้งแล้วภิกษุชื่อว่าเวทคู เป็นอย่างนี้ ภิกษุชื่อว่าโสตติยะ เป็นอย่างไร คือ บาปอกุศลธรรม ที่ก่อให้เกิดความเศร้าหมอง นำไปเกิดในภพใหม่ มีความกระวนกระวาย มีทุกข์เป็นวิบาก ให้มีชาติ ชรา มรณะต่อไป ภิกษุนั้นทำให้หลับหมดแล้ว ภิกษุชื่อว่าโสตติยะ เป็นอย่างนี้ ภิกษุชื่อว่าอริยะ เป็นอย่างไร คือ บาปอกุศลธรรม ที่ก่อให้เกิดความเศร้าหมอง นำไปเกิดในภพใหม่ มีความกระวนกระวาย มีวิบากเป็นทุกข์ ให้มีชาติ ชรา มรณะต่อไป ภิกษุนั้นทำลายได้แล้ว ภิกษุชื่อว่าอริยะ เป็นอย่างนี้ ภิกษุชื่อว่าอรหันต์ เป็นอย่างไร คือ บาปอกุศลธรรม ที่ก่อให้เกิดความเศร้าหมอง นำไปเกิดในภพใหม่ มีความกระวนกระวาย มีวิบากเป็นทุกข์ ให้มีชาติ ชรา มรณะต่อไป ห่างไกลจากภิกษุนั้น ภิกษุชื่อว่าอรหันต์ เป็นอย่างนี้” พระผู้มีพระภาคได้ตรัสภาษิตนี้แล้ว ภิกษุเหล่านั้นมีใจยินดีต่างชื่นชม พระภาษิตของพระผู้มีพระภาค ดังนี้แล มหาอัสสปุรสูตรที่ ๙ จบ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๒ หน้า : ๔๖๓}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถามหาอัสสปุรสูตร
มหาอัสสปุรสูตร มีบทเริ่มต้นว่า ข้าพเจ้าได้ฟังมาแล้วอย่างนี้.
พึงทราบวินิจฉัยในมหาอัสสปุรสูตรนั้น.
บทว่า องฺเคสุ ได้แก่ พวกเจ้าชาวชนบทนามว่า อังคะ. ที่ประทับอยู่แห่งเจ้าอังคะเหล่านั้น แม้เป็นชนบทเดียวก็เรียกว่าอังคา ดังนี้ เพราะศัพท์ขยายความถึง ในอังคชนบทนั้น.
บทว่า อสฺสปุรํ นาม องฺคานํ นิคโม ความว่า นิคมหนึ่งแห่งอังคชนบทมีโวหารอันได้แล้วโดยนามเมืองว่า อัสสปุระ. อธิบายว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงกระทำนิคมนั้นให้เป็นโคจรคามแล้ว ประทับอยู่.
บทว่า ภควา เอตทโวจ ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสพุทธพจน์ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ประชุมชนย่อมรู้จักพวกเธอว่าเป็นสมณะๆ ดังนี้ เป็นต้น.
ก็เพราะเหตุไร พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงได้ตรัสอย่างนี้.
ได้ยินว่า ในนิคมนั้น มนุษย์ทั้งหลายมีศรัทธาเลื่อมใส มีความนับถือพระพุทธเจ้าว่าเป็นของเรา นับถือพระธรรมว่าเป็นของเรา นับถือพระสงฆ์ว่าเป็นของเรา เห็นแม้สามเณรผู้บวชในวันนั้น ก็ทำให้เป็นเช่นกับพระเถระมีพรรษาตั้งร้อย.
พวกเขาเห็นภิกษุสงฆ์เข้าไปบิณฑบาตในเวลาเช้า แม้ถือพืชและคันไถเป็นต้นไปยังนา แม้ถือวัตถุมีขวานเป็นต้น เข้าไปยังป่า ก็จะวางอุปกรณ์เหล่านั้น แล้วปัดกวาดที่สำหรับนั่งของภิกษุสงฆ์หรืออาสนศาลา หรือมณฑป หรือว่าโคนไม้ แล้วปูลาดอาสนะทั้งหลายตั้งเชิงรองบาตรและน้ำดื่ม แล้วนิมนต์ให้ภิกษุสงฆ์นั่ง ถวายข้าวยาคูและของที่ควรเคี้ยวเป็นต้น ส่งภิกษุสงฆ์ผู้ทำภัตตกิจเสร็จแล้วไป จึงถืออุปกรณ์ทั้งหลายเหล่านั้นจากที่นั้นไปสู่นาหรือว่าป่ากระทำการงานทั้งหลายของตน. ในที่ทำงานเขาก็ไม่พูดกันอย่างอื่น พวกเขาเหล่านั้นย่อมกล่าวคุณความดีของภิกษุสงฆ์นั่นแหละด้วยคำว่า บุคคล ๘ คือผู้ตั้งอยู่ในมรรค ๔ ชื่อว่าอริยสงฆ์ พระอริยสงฆ์เหล่านั้นประกอบด้วยศีลเห็นปานนี้ ด้วยอาจาระเห็นปานนี้ ด้วยข้อปฏิบัติเห็นปานนี้ เป็นผู้ละอายเป็นผู้มีศีลเป็นที่รัก เป็นผู้มีคุณอันโอฬารดังนี้ มาจากที่ทำการงานแล้ว บริโภคอาหารเย็นแล้วนั่งอยู่ที่ประตูเรือนก็ดี เข้าไปห้องนอน นั่งแล้วก็ดี ก็ย่อมกล่าวคุณความดีของพระภิกษุสงฆ์นั่นแหละ.
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเห็นความนับถือของพวกมนุษย์เหล่านั้นแล้วทรงประกอบภิกษุสงฆ์ไว้ ในความเคารพในบิณฑบาต จึงได้ตรัสพระดำรัสนั้น.
บทว่า เย ธมฺมา สมณกรณา จ พฺราหฺมณกรณา จ ความว่า ธรรมเหล่าใดอันบุคคลสมาทานให้บริบูรณ์แล้ว ย่อมทำให้เป็นสมณะ มีบาปอันสงบ และให้เป็นพราหมณ์ มีบาปอันลอยแล้ว ดังนี้.
ก็พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสธรรมอันสมณะควรทำไว้ในข้อนี้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กิจของสมณะอันสมณะพึงกระทำเหล่านี้มี ๓ อย่าง
๓ อย่างเป็นไฉน คือ การสมาทานอธิศีลสิกขา ๑. การสมาทานอธิจิตตสิกขา ๑ การสมาทานอธิปัญญาสิกขา ๑ ดังนี้.
แม้ธรรมเหล่านั้น ก็ชื่อว่าเป็นธรรมกระทำให้เป็นสมณะเหมือนกัน.
แต่ในที่นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าให้เทศนาพิสดารแล้วด้วยอำนาจแห่งหิริโอตตัปปะเป็นต้น.
ในบทว่า เอวํ โน อยํ อมฺหากํ นี้ บทว่า โน สักว่าเป็นนิบาต. อธิบายว่า ธรรมนี้จักมีแก่พวกเราด้วยอาการอย่างนี้. แม้บททั้งสอง คือ มหปฺผลา และ มหานิสํสา ว่าโดยอรรถเป็นอย่างเดียวกัน. บทว่า อวญฺฌา ได้แก่ ไม่เป็นโมฆะ. บทว่า สผลา เนื้อความนี้ก็มีอรรถแห่งอโมฆะนั่นแหละ. จริงอยู่ ผลแห่งความไม่เป็นหมันไม่มี ผลนั้นชื่อว่ามีโทษ. บทว่า สอุทฺรยา แปลว่า มีกำไร คำนี้เป็นไวพจน์กัน เพราะมีผล. บทว่า เอวญฺหิ โว ภิกฺขเว สิกฺขิตพฺพํ แปลว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอพึงศึกษาอย่างนี้.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสสรรเสริญธรรมมีหิริและโอตตัปปะเป็นต้นด้วยฐานะนี้มีประมาณเท่านี้ ด้วยประการฉะนี้. เพราะเหตุไร เพราะเพื่อตัดทางแห่งคำพูด.
จริงอยู่ ถ้าใครๆ บวชไม่นานเป็นภิกษุโง่พึงกล่าวอย่างนี้ว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า พวกเธอสมาทานธรรมมีหิริและโอตตัปปะเป็นต้น แล้วประพฤติเถิดดังนี้ ก็อะไรหนอ เป็นอานิสงส์ในการสมาทานธรรมเหล่านั้นประพฤติ เพื่อตัดทางแห่งคำพูดของภิกษุนั้น.
พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงสรรเสริญว่า ธรรมเหล่านี้ บุคคลสมาทานทำให้บริบูรณ์แล้ว ย่อมทำให้มีชื่อว่าสมณะผู้มีบาปสงบแล้ว ให้มีชื่อว่าพราหมณ์ผู้ลอยบาปแล้ว ทั้งให้เกิดลาภคือปัจจัยสี่ ย่อมยังความมีผลมากให้ถึงพร้อมแก่ผู้ให้ปัจจัย ย่อมกระทำการบรรพชาไม่ให้เป็นหมัน ให้มีผล ให้มีกำไร นี้เป็นอานิสงส์ดังนี้.
พึงทราบเนื้อความโดยสังเขปในที่นี้เพียงนี้ แต่โดยพิสดารพึงทราบการกล่าวสรรเสริญโดยนัยที่กล่าวไว้ในสติปัฏฐาน.
บทว่า หิโรตฺตปฺเปน ได้แก่ ด้วยหิริและโอตตัปปะที่ท่านขยายออกไปอย่างนี้ว่า สิ่งใดอันบุคคลผู้ควรละอายย่อมละอาย สิ่งใดอันบุคคลผู้ควรเกรงกลัวย่อมเกรงกลัว ดังนี้
อีกอย่างหนึ่ง ในข้อนี้ หิริมีภายในเป็นสมุฏฐาน โอตตัปปะมีภายนอกเป็นสมุฏฐาน หิริเป็นอัตตาธิปไตย โอตตัปปะเป็นโลกาธิปไตย. หิริดำรงอยู่ในสภาพความละอาย โอตตัปปะดำรงอยู่ในสภาพความกลัว.
ก็กถาพิสดารในธรรมทั้งสองนี้ กล่าวไว้แล้วในวิสุทธิมรรคโดยอาการทั้งปวง.
อีกอย่างหนึ่ง ธรรมทั้งสองเหล่านี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ชื่อว่าธรรมเป็นเครื่องคุ้มครองโลก เพราะรักษาโลก.
เหมือนอย่างที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สุกกธรรมทั้ง ๒ เหล่านี้ ย่อมคุ้มครองโลก
๒ อย่างเป็นไฉน คือ หิริ และโอตตัปปะ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สุกกธรรม ๒ เหล่านี้ไม่พึงคุ้มครองโลก ไม่พึงปรากฏในที่นี้ไซร้ โลกไม่ว่ามารดาหรือป้าน้า ภรรยาของอาจารย์หรือว่าภรรยาของครู ก็จักถึงการเจือปนกันเหมือนแพะ แกะ ไก่ สุกร สุนัขบ้าน สุนัขจิ้งจอก.
ธรรมเหล่านี้แหละ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ในชาดกว่า เป็นเทวธรรม.
เหมือนอย่างที่ตรัสไว้ว่า
หิริโอตฺตปฺปสมฺปนฺนา สุกฺกธมฺมสมาหิตา
สนฺโต สปฺปุริสา โลเก เทวธมฺมาติ วุจฺจเร.
แปลว่า
สัตบุรุษทั้งหลายผู้สงบแล้วในโลก ผู้ถึงพร้อมด้วยหิริ
และโอตตัปปะ ประกอบด้วยสุกกธรรม ท่านกล่าวว่า
เป็นผู้มีเทวธรรม ดังนี้.
หิริและโอตตัปปะธรรมเหล่านี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงแก่พระมหาจุนทเถระว่าเป็นปฏิปทาเครื่องขัดเกลากิเลส.
เหมือนอย่างที่ตรัสไว้ว่า เธอพึงทำการขัดเกลาว่า ชนเหล่าอื่นจักเป็นผู้ไม่มีโอตตัปปะ เราจักเป็นผู้มีโอตตัปปะในที่นี้ ดังนี้.
ก็หิริและโอตตัปปะธรรมเหล่านี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงสำหรับกระทำให้เป็นโอวาทูปสัมปทา.
จริงอยู่ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนกัสสปะ เพราะเหตุนั้นแล เธอพึงศึกษาอย่างนี้ว่า เราจักเข้าไปตั้งหิริและโอตตัปปะอย่างแรงกล้า ในพระเถระ ในพระนวกะ ในพระมัชฌิมะทั้งหลาย ดังนี้ ดูก่อนกัสสปะ เธอพึงศึกษาอย่างนี้แล.
แต่ในที่นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงหิริและโอตตัปปะธรรมเหล่านี้ว่า ชื่อว่าสมณธรรม. ก็เพราะประโยชน์แห่งความเป็นสมณะ ย่อมไม่ถึงซึ่งที่สุด ด้วยธรรมมีประมาณเท่านี้ เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า เพื่อจะทรงแสดงธรรมอันกระทำความเป็นสมณะแม้อื่นๆ จึงตรัสคำว่า สิยา โข ปน ภิกฺขเว ตุมฺหากํ เป็นต้น.
บรรดาบทเหล่านั้น ในบทว่า สามญฺญตฺโถ ก่อนอื่นในคัมภีร์สังยุตนิกายที่ว่า
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สามัญญะความเป็นสมณะเป็นไฉน อริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘ คือ สัมมาทิฏฐิ ฯลฯ สัมมาสมาธิ นี้แล เราเรียกว่า สามัญญะ.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ประโยชน์แห่งความเป็นสมณะเป็นไฉน.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ความสิ้นไปแห่งราคะโทสะโมหะอันใด อันนี้เราเรียกว่าประโยชน์แห่งความเป็นสมณะ.
มรรคท่านเรียกว่า สามัญญะ ผลและนิพพานท่านเรียกว่า ประโยชน์แห่งความเป็นสมณะ.
แต่ในที่นี้ บัณฑิตพึงทราบว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ประโยชน์แห่งความเป็นสมณะ เพราะรวมทั้งมรรคและผลเข้าด้วยกัน.
บทว่า อาโรจยามิ แปลว่า ย่อมบอก. บทว่า ปฏิเวทยามิ ได้แก่ เตือนให้รู้.
ในบทว่า ปริสุทฺโธ โน กายสมาจาโร นี้ ได้แก่ กายสมาจาร ๒ อย่าง คือ บริสุทธิ์และไม่บริสุทธิ์.
จริงอยู่ ภิกษุใดฆ่าสัตว์ ถือเอาสิ่งของที่เจ้าของเขาไม่ให้ ประพฤติผิดในกาม กายสมาจารของภิกษุนั้น ชื่อว่าไม่บริสุทธิ์. ก็กายสมาจารนี้ท่านห้ามไว้โดยเป็นกรรมบถ. ก็ภิกษุใดย่อมตี ย่อมเบียดเบียนผู้อื่นด้วยฝ่ามือ หรือด้วยก้อนดิน ด้วยท่อนไม้ หรือด้วยศาตรา กายสมาจารของภิกษุนั้น ชื่อว่าไม่บริสุทธิ์. กายสมาจารแม้นี้ ท่านก็ห้ามไว้โดยเนื่องด้วยสิกขาบททีเดียว. ในสูตรนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ตรัสข้อความทั้งสองนั้น ตรัสแต่ชื่อเป็นธรรมขัดเกลาอย่างยิ่ง.
จริงอยู่ ภิกษุใดเงื้อก้อนดินหรือท่อนไม้ โดยไล่กาทั้งหลายซึ่งกำลังดื่มน้ำในหม้อน้ำ หรือจิกกินข้าวสุกในบาตร กายสมาจารของภิกษุนั้น ไม่บริสุทธิ์. ตรงกันข้ามชื่อว่าสมาจารบริสุทธิ์.
บทว่า อุตฺตาโน ได้แก่ ขึ้นไปแล้ว คือปรากฏแล้ว. บทว่า วิวโฏ ได้แก่ เปิดเผย คือไม่ปกปิด ย่อมแสดงความบริสุทธิ์ด้วยธรรมแม้ทั้งสองนั่นเอง. บทว่า น จ ฉิทฺทวา ได้แก่ เป็นเช่นเดียวกันในกาลทุกเมื่อ คือไม่มีช่องในระหว่างๆ. บทว่า สํวุโต ได้แก่ ปิดแล้วด้วยเครื่องปิดประตูของกิเลสทั้งหลาย มิใช่เพื่อต้องการปกปิดโทษ.
แม้ในวจีสมาจาร ภิกษุใดพูดเท็จ พูดส่อเสียด พูดคำหยาบ พูดเพ้อเจ้อ วจีสมาจารของภิกษุนั้น ชื่อว่าไม่บริสุทธิ์. ก็วจีสมาจารนี้ ท่านห้ามไว้โดยเป็นกรรมบถแล้ว. ก็ภิกษุใดเมื่อกล่าวดูหมิ่นด้วยคำทั้งหลายมีคำว่าคฤหบดี หรือว่าทาส หรือว่าคนรับใช้เป็นต้น วจีสมาจารของภิกษุนั้น ก็ชื่อว่าไม่บริสุทธิ์. วจีสมาจารนี้ ท่านห้ามไว้โดยเนื่องด้วยสิกขาบท. ในสูตรนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ตรัสวจีสมาจารทั้งสองนั้น ตรัสแต่ชื่อเป็นธรรมขัดเกลาอย่างยิ่ง.
ก็เมื่อภิกษุหนุ่ม หรือว่าสามเณรกล่าวว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ท่านทั้งหลายเห็นพระอุปัชฌาย์ของพวกกระผมบ้างหรือดังนี้ภิกษุใดแม้มีความประสงค์เพียงหัวเราะ กล่าวถ้อยคำเห็นปานนี้อยู่โดยนัยเป็นต้นว่า ท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุณีมากรูปอยู่แล้วในถิ่นนี้พระอุปัชฌาย์ของพวกท่านจักไปช่วยยกห่อใส่ผักขายดังนี้ วจีสมาจารของภิกษุนั้นย่อมไม่บริสุทธิ์. วจีสมาจารตรงกันข้ามชื่อว่าบริสุทธิ์.
ในมโนสมาจาร ภิกษุใดเป็นผู้มีอภิชฌา มีจิตพยาบาท เป็นผู้มีความเห็นผิด มโนสมาจารของภิกษุนั้น ชื่อว่าไม่บริสุทธิ์. ก็มโนสมาจารอันนี้ ท่านห้ามไว้แล้วโดยเป็นกรรมบถ. ก็ภิกษุใดยินดีทองและเงินที่เขาเก็บไว้เพื่อตน มโนสมาจารของภิกษุนั้นชื่อว่าไม่บริสุทธิ์. มโนสมาจารแม้นี้ก็ห้ามไว้แล้วโดยเนื่องด้วยสิกขาบท. ในสูตรนี้ ไม่ตรัสถึงมโนสมาจารทั้งสองนั้น โดยตรัสแต่ธรรมชื่อขัดเกลาอย่างยิ่ง.
ภิกษุใดย่อมตรึกถึงกามวิตก หรือพยาบาทวิตก หรือวิหิงสาวิตก มโนสมาจารของภิกษุนั้น ชื่อว่าไม่บริสุทธิ์. มโนสมาจารที่ตรงกันข้าม ชื่อว่าบริสุทธิ์.
ในอาชีวะ ภิกษุใด เพราะอาชีวะเป็นเหตุย่อมเลี้ยงชีพด้วยอำนาจอเนสนา ๒๑ อย่าง เช่นทำเวชกรรมรับใช้ค่าฝี การให้น้ำมันทาขา ย่อมหุงน้ำมันเป็นต้น หรือว่า ภิกษุใดทำวิญญัติบริโภค อาชีวะของภิกษุนั้นชื่อว่าไม่บริสุทธิ์. ก็อาชีวะอันไม่บริสุทธิ์นี้ ตรัสห้ามไว้โดยเนื่องด้วยสิกขาบท. ในสูตรนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ตรัสถึงอาชีวะอันไม่บริสุทธิ์ทั้งสอง ได้ตรัสแต่ธรรมชื่อขัดเกลาอย่างยิ่ง.
จริงอยู่ ภิกษุใดได้ปัจจัยมีเนยใส เนยข้น น้ำมัน น้ำผึ้งและน้ำอ้อยเป็นต้นแล้วคิดว่า จักฉันในวันพรุ่งนี้ มะรืนนี้ แล้วฉันสิ่งที่ตนสั่งสมไว้. หรือว่า ภิกษุใดเห็นช่อสะเดาเป็นต้น แล้วกล่าวกะพวกสามเณรว่า พวกเธอจงเคี้ยวกินช่อสะเดา ดังนี้. พวกสามเณรคิดว่า พระเถระอยากจะเคี้ยวกิน จึงทำให้เป็นกัปปิยะแล้วถวาย. ภิกษุกล่าวกะภิกษุหนุ่มหรือสามเณรว่า ดูก่อนผู้มีอายุ พวกเธอจงดื่มน้ำดังนี้. ภิกษุหนุ่มหรือสามเณรเหล่านั้นคิดว่า พระเถระต้องการจะดื่มน้ำ จึงทำน้ำนั้นให้สะอาดแล้วถวาย. อาชีวะของภิกษุผู้บริโภคน้ำนั้น ชื่อว่าไม่บริสุทธิ์. อาชีวะตรงกันข้ามชื่อว่าบริสุทธิ์.
บทว่า มตฺตญฺญู ได้แก่ ผู้รู้จักพอดี รู้จักพอควร รู้จักพอประมาณ ในการแสวงหาการรับและการบริโภค.
บทว่า ชาคริยมนุยุตฺตา ได้แก่ ทำการแบ่งกลางคืนกลางวันออกเป็น ๖ ส่วนแล้วกระทำโอกาสเพื่อการหลับส่วนหนึ่ง ประกอบขวนขวายแล้วในธรรมเป็นเครื่องตื่น ๕ ส่วน.
ในบทว่า สีหเสยฺยํ นี้ ได้แก่ การนอน ๔ คือ กามโภคิไสยา เปตไสยา สีหไสยา ตถาคตไสยา.
ในบรรดาการนอนเหล่านั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สัตว์ทั้งหลายผู้บริโภคกามโดยมาก ย่อมนอนตะแคงข้างซ้าย เพราะฉะนั้น การนอนนี้ จึงชื่อว่ากามโภคีไสยา. จริงอยู่ ในบรรดาสัตว์ผู้บริโภคกามเหล่านั้น โดยมากไม่นอนตะแคงข้างขวา.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เปรตโดยมากย่อมนอนหงาย เพราะฉะนั้น การนอนนี้ จึงเรียกว่าเปตไสยา.
จริงอยู่ เพราะมีเนื้อและเลือดน้อย เปรตมีร่างกระดูกยุ่งเหยิง ย่อมไม่อาจนอนตะแคงข้างหนึ่งได้ จึงนอนหงายเท่านั้น.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สีหมิคราชโดยมาก ใส่หางเข้าไปในระหว่างขาอ่อนแล้วนอนตะแคงข้างขวา เพราะฉะนั้น การนอนนี้ จึงเรียกว่าสีหไสยา.
จริงอยู่ สีหมิคราชเพราะมากด้วยอำนาจ วางสองเท้าข้างหน้าไว้ในที่หนึ่ง วางสองเท้าหลังไว้ที่หนึ่ง เอาหางสอดเข้าในระหว่างขาอ่อน กำหนดโอกาสอันตั้งอยู่แห่งเท้าหน้า เท้าหลังและหางแล้วนอนวางศีรษะ พาดเท้าหน้าทั้งสอง หลับไปแม้ตลอดวัน เมื่อตื่นก็ไม่มีการหวาดผวาตื่น ยกศีรษะขึ้นแล้วกำหนดดูโอกาสอันเป็นที่ตั้งแห่งเท้าหน้าเป็นต้นถ้าฐานะอะไรๆ ที่ตนตั้งไว้แล้วผิดปกติไป ก็เป็นผู้เสียใจว่า ฐานะนี้ไม่สมควรแก่ชาติและความเป็นผู้กล้าหาญของท่านดังนี้ ก็จะนอนในที่นั้นนั่นแหละไม่ออกไปเพื่อหาอาหาร. ก็ครั้นเมื่อฐานะที่ตนตั้งไว้ไม่ผิดปกติไป ก็จะเป็นผู้ร่าเริงพอใจว่า ฐานะนี้สมควรแก่ชาติและแก่ความเป็นผู้กล้าหาญของท่านดังนี้ ลุกขึ้นแล้วก็เอี้ยวตัวสะบัดขนสร้อยบันลือสีหนาท ๓ ครั้ง แล้วจึงออกไปเพื่อหาอาหาร.
ก็การนอนด้วยฌานที่สี่ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกว่า ตถาคตไสยา.
ในบรรดาการนอนสี่เหล่านั้น การนอนอย่างสีหะมาแล้วในที่นี้ เพราะว่าการนอนนี้ ชื่อว่าการนอนอย่างประเสริฐ เพราะเป็นอิริยาบถของผู้มากด้วยอำนาจ.
บทว่า ปาเทน ปาทํ ได้แก่ เอาเท้าซ้ายทับเท้าขวา.
บทว่า อุจฺจาธาย ได้แก่ วางไว้เหลื่อมกันหน่อยหนึ่ง. เพราะว่า ข้อเท้ากระทบกับข้อเท้า เข่ากระทบกับเข่า เวทนาย่อมเกิดเนืองๆ จิตย่อมไม่สงบการนอนก็ไม่ผาสุก ก็ข้อเท้ากับข้อเท้า เข่ากับเข่าย่อมไม่เสียดสีกัน โดยประการใด เมื่อวางไว้เหลื่อมโดยประการนั้น เวทนาย่อมไม่เกิดขึ้น จิตย่อมสงบ การนอนย่อมผาสุกเพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสอย่างนั้น.
บทว่า อภิชฺฌํ โลเก เป็นต้นกล่าวพิสดารแล้วในจุลลหัตถิปทสูตร.
บทว่า เสยฺยถาปิ ภิกฺขเว เป็นอุปมา.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อิณมาทาย ได้แก่ ถือเอาทรัพย์โดยเสียดอกเบี้ย (กู้).
บทว่า พฺยนฺตีกเรยฺย ได้แก่ พึงกระทำให้หมดไป. อธิบายว่า พึงใช้คืนไปทั้งหมด.
บทว่า ตโตนิทานํ ได้แก่ เหตุแห่งความไม่มีหนี้.
จริงอยู่ บุรุษนั้น เมื่อระลึกว่า เราเป็นผู้ไม่มีหนี้ ดังนี้ ก็จะได้ความปราโมทย์ ถึงความโสมนัส ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า เขาพึงได้ความปราโมทย์ พึงถึงความโสมนัส ดังนี้. ชื่อว่าอาพาธ เพราะเกิดเวทนาอันเป็นข้าศึก เพราะตัดอยู่ซึ่งอิริยาบถ ดุจถูกตัดด้วยเลื่อยเบียดเบียนอยู่ อาพาธนั้นมีอยู่แก่บุคคลนั้น เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าผู้มีอาพาธ. ชื่อว่ามีทุกข์ เพราะทุกข์อันมีอาพาธนั้นเป็นสมุฏฐาน. ชื่อว่าเจ็บหนัก เพราะป่วยมีประมาณยิ่ง.
บทว่า นจฺฉาเทยฺย ได้แก่ ไม่พึงชอบใจ เพราะมีพยาธิหนักเป็นเบื้องหน้า.
บทว่า พลมตฺตา ได้แก่ กำลังนั่นแหละ. อธิบายว่า เขาพึงมีกำลังกาย.
บทว่า ตโตนิทานํ ได้แก่ เหตุความไม่มีโรค.
จริงอยู่ เมื่อเขาระลึกอยู่ว่า เราเป็นผู้ไม่มีโรค ดังนี้ เหตุทั้งสองนั้นย่อมเกิดขึ้น. เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ลเภถ ปาโมชฺชํ อธิคจฺเฉยฺย โสมนสฺสํ ดังนี้.
บทว่า น จสฺส กิญฺจิ โภคานํ วโย ความว่า ไม่พึงเสื่อมโภคะทั้งหลายแม้เพียงว่า กากณิกหนึ่ง. บทว่า ตโตนิทานํ ได้แก่ เหตุพ้นจากการจองจำ.
คำที่เหลือในบททั้งปวง พึงประกอบโดยนัยที่กล่าวแล้ว.
บทว่า อนตฺตาธีโน ได้แก่ ตัวเองไม่ได้เป็นใหญ่ คือว่าย่อมทำอะไรๆ ไม่ได้ตามชอบใจของตน. บทว่า ปราธีโน ได้แก่ ผู้อื่นเป็นใหญ่ คือว่าเป็นไปตามความชอบใจของผู้อื่น. บทว่า น เยนกามงฺคโม ความว่า เขาใคร่จะไป ต้องการไปโดยทิสาภาคใด ย่อมไม่ได้โดยทิสาภาคนั้น. บทว่า ทาสพฺยา ได้แก่ ความเป็นทาส. บทว่า ภุชิสฺโส ได้แก่ เป็นไทแก่ตน. บทว่า ตโตนิทานํ ได้แก่ เหตุความเป็นไท.
บทว่า กนฺตารทฺธานมคฺคํ ได้แก่ ทางไกลกันดาร. อธิบายว่า ทางไกลปราศจากน้ำ.
บทว่า ตโตนิทานํ ได้แก่ เหตุแดนอันเกษม.
ในบทว่า อิเม ปญฺจ นีวรเณ อปฺปหีเน นี้ ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าย่อมทรงแสดงกามฉันทนิวรณ์ที่ยังละไม่ได้ เป็นเช่นกับความเป็นหนี้ นิวรณ์ที่เหลือเป็นเช่นกับโรคเป็นต้น.
ในข้อนั้น พึงทราบความเป็นเช่นเดียวกัน ดังต่อไปนี้.
จริงอยู่ บุคคลใดกู้หนี้เขาไปแล้วไม่ใช้ บุคคลนั้นถูกเจ้าหนี้ทวงว่า เจ้าจงใช้หนี้ ดังนี้ก็ดี ถูกเขาพูดคำหยาบก็ดีถูกเขาจับไปก็ดี ถูกเขาประหารก็ดี ย่อมไม่อาจโต้ตอบอะไรได้ ย่อมอดกลั้นทุกอย่าง เพราะว่า หนี้นั้นมีการอดกลั้นเป็นเหตุฉันใดบุคคลใดย่อมยินดีสิ่งใด ด้วยกามฉันทะย่อมถือเอาซึ่งสิ่งนั้นด้วยการถือเอาด้วยตัณหาฉันนั้นเหมือนกันบุคคลนั้นถูกเขากล่าวคำหยาบก็ดี ถูกเขาจับไปก็ดี ถูกเขาประหารก็ดี ย่อมอดทนทุกอย่าง เพราะว่า กามฉันทะนั้นมีการอดกลั้นเป็นเหตุ ดุจความพอใจในกามของหญิงทั้งหลายที่ถูกสามีในเรือนฆ่าเพราะฉะนั้น บัณฑิตพึงทราบกามฉันทะ ราวกะความเป็นหนี้อย่างนี้.
เหมือนอย่างว่า บุคคลผู้กระสับกระส่ายเพราะโรคดี เมื่อใครๆ ให้วัตถุทั้งหลายมีน้ำผึ้งและน้ำตาลกรวดเป็นต้น ก็ย่อมไม่ได้รสแห่งวัตถุเหล่านั้น เพราะความที่ตนกระสับกระส่ายด้วยโรคดี ย่อมอาเจียนออกนั่นเทียว ด้วยสำคัญว่า รสขมๆ ดังนี้ฉันใด บุคคลผู้มีจิตพยาบาทก็ฉันนั้นเหมือนกัน เมื่อถูกอาจารย์หรืออุปัชฌาย์ผู้หวังประโยชน์กล่าวสอนอยู่เพียงเล็กน้อย ก็ไม่รับโอวาทจะกล่าวว่า พวกท่านย่อมขัดใจเราเหลือเกิน แล้วก็สึกออกไป เขาย่อมไม่ประสบรสแห่งพระศาสนาอันต่างด้วยความสุขในฌานเป็นต้นเพราะความกระสับกระส่ายด้วยความโกรธ เหมือนบุคคลนั้น ผู้ไม่ประสบอยู่ซึ่งรสน้ำผึ้งและน้ำตาลกรวดเป็นต้น เพราะความกระสับกระส่ายด้วยโรคดี. บัณฑิตพึงเห็นความพยาบาท เหมือนโรคอย่างนี้.
ภิกษุผู้ถูกถีนมิทธะครอบงำแล้ว ครั้นเมื่อธรรมสวนะการฟังธรรม แม้มีนัยอันวิจิตรกำลังเป็นไปอยู่ก็ย่อมไม่รู้เบื้องต้น ท่ามกลางและที่สุดแห่งธรรมสวนะนั้นเหมือนบุรุษผู้ถูกจองจำในเรือนจำในวันนักขัตฤกษ์ ย่อมไม่เห็นเบื้องต้น ท่ามกลางและที่สุดแห่งงานนักขัตฤกษ์ เขาพ้นเรือนจำในวันที่สองแล้วแม้ได้ฟังคำว่า โอ เมื่อวันวานได้มีงานรื่นเริงสนุกสนานมีฟ้อนรำขับร้องเป็นต้น ก็ไม่กล่าวตอบ. เพราะเหตุไร เพราะความที่ตนไม่ได้ประสบงานนักขัตฤกษ์ ฉะนั้นภิกษุนั้น เมื่อธรรมสวนะตั้งขึ้นแล้ว แม้ฟังผู้อื่นกล่าวสรรเสริญธรรมสวนะว่า โอ ฟังธรรม โอ การณะ โอ อุปมาเป็นต้น ก็ไม่ให้คำตอบ. เพราะเหตุไร. เพราะความที่ตนไม่ประสบธรรมกถาด้วยอำนาจแห่งถีนมิทธะ. ถีนมิทธะ บัณฑิตพึงทราบดุจเรือนจำอย่างนี้.
เหมือนอย่างว่า ทาสแม้จะเล่นงานนักขัตฤกษ์ ถูกนายสั่งว่า ชื่อว่ากรณีเร่งด่วนนี้มีอยู่ เจ้าจงไปในที่นั้นทันที ถ้าเจ้าไม่ไป เราจะตัดมือและเท้า หรือว่าหู จมูกของเจ้าดังนี้ เขาย่อมรีบไปทีเดียว ย่อมไม่ได้เพื่อประสบเบื้องต้น ท่ามกลางและที่สุดของงานนักขัตฤกษ์. เพราะเหตุไร เพราะตนมีผู้อื่นเป็นใหญ่ฉันใด ภิกษุผู้ไม่รู้ข้อปฏิบัติในพระวินัยแม้เข้าไปสู่ที่อื่น ด้วยวิเวกกถาเรื่องวิเวกเมื่อมีความสำคัญในอกัปปิยะอย่างใดอย่างหนึ่งเกิดขึ้นแล้ว โดยที่สุดแม้ในกัปปิยะมังสะ ก็ละวิเวกไปในสำนักพระวินัยธรเพื่อชำระศีล เพราะฉะนั้น เธอย่อมไม่ได้เพื่อเสวยความสุขอันเกิดแต่วิเวก. เพราะเหตุไร เพราะถูกอุทธัจจกุกกุจจะครอบงำก็ฉันนั้นบัณฑิตพึงทราบอุทธัจจกุกกุจจะ ดุจทาสอย่างนี้.
เหมือนอย่างว่า บุรุษเดินทางไกลกันดาร เห็นโอกาสที่พวกมนุษย์ถูกโจรปล้นแล้ว ก็ระแวงสงสัยว่า พวกโจรมาแล้วด้วยเสียงของท่อนไม้บ้าง ด้วยเสียงของพรานนกบ้างดังนี้ย่อมเดินไปบ้าง หยุดอยู่บ้าง ย่อมกลับบ้างที่ที่มามากกว่าที่ไป บุคคลนั้นย่อมไปถึงที่อันเป็นแดนเกษมได้โดยยากลำบาก หรือไม่ถึงฉันใดวิจิกิจฉา คือความสงสัยของบุคคลใดในฐานะ ๘ อย่างเกิดขึ้นแล้วก็ฉันนั้นเหมือนกัน เขาเมื่อสงสัยว่า พุทฺโธ นุโข น นุโข พุทฺโธ ใช่พระพุทธเจ้า หรือไม่ใช่พระพุทธเจ้าหนอเป็นต้น ไม่อาจน้อมเพื่อจะถือเอาด้วยศรัทธา เมื่อไม่อาจก็ย่อมไม่บรรลุมรรคผล. เมื่อบุคคลยังความลังเลสังสัย ความไม่เชื่อมั่น ความเป็นผู้สะดุ้งให้เกิดแก่จิตบ่อยๆ ว่าพวกโจรมีอยู่ในทางไกลกันดารหรือไม่หนอดังนี้ ย่อมกระทำอันตรายแก่การถึงที่ปลอดภัยฉันใด แม้วิจิกิจฉาก็ฉันนั้น ยังความลังเลสงสัย ความไม่เชื่อมั่น ความสะดุ้งให้เกิดแก่จิตบ่อยๆโดยนัยว่า พุทฺโธ เป็นต้น ย่อมกระทำอันตรายแก่การบรรลุอริยมรรค. บัณฑิตพึงทราบดุจบุคคลผู้เดินทางไกลกันดาร.
บัดนี้ ในบทว่า เสยฺยถาปิ ภิกฺขเว อานณฺยํ นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าย่อมทรงแสดงซึ่งกามฉันทะอันละได้แล้ว ให้เป็นเช่นกับความไม่มีหนี้และซึ่งนิวรณ์ที่เหลืออันภิกษุละได้แล้ว ให้เป็นเช่นกับความไม่มีโรคเป็นต้น.
ในข้อนั้น ความเป็นเช่นเดียวกันพึงทราบดังต่อไปนี้ :-
เหมือนอย่างว่า บุรุษกู้หนี้มาแล้วประกอบการงาน เสร็จการงานแล้ว คิดว่าขึ้นชื่อว่าหนี้แล้ว ย่อมเป็นเหตุให้กังวลใจดังนี้ จึงใช้หนี้คืนพร้อมทั้งดอกเบี้ยแล้วฉีกหนังสือทิ้งเสีย. ทีนั้นก็ไม่มีใครๆ มาทวงหนี้ หรือส่งหนังสือมาทวงเขาจำเดิมแต่กาลนั้น. เขาเห็นเจ้าหนี้แล้ว ถ้าปรารถนาจะนั่งหรือจะลุกขึ้นจากที่นั่ง หรือไม่ปรารถนาจะนั่ง ไม่ต้องการจะลุกขึ้นก็ได้. เพราะเหตุไร เพราะความที่เขาหมดหนี้แล้ว ไม่เกี่ยวข้องแล้วกับด้วยเจ้าหนี้เหล่านั้นฉันใด ภิกษุนี้คิดว่า ชื่อว่ากามฉันทะมีความกังวลใจเป็นเหตุดังนี้แล้วเจริญธรรมทั้ง ๖ อย่างโดยนัยที่กล่าวไว้ในสติปัฏฐานแล้ว ละกามฉันทนิวรณ์ ฉันนั้นเหมือนกัน. ความกลัว ความสะดุ้งย่อมไม่มีแก่บุรุษหมดจากหนี้แล้ว เพราะเห็นเจ้าหนี้ฉันใด ความข้องเกี่ยวความผูกพันของภิกษุผู้มีกามฉันทะอันละได้แล้ว ย่อมไม่มีในวัตถุอื่น ฉันนั้นเหมือนกัน. เมื่อเห็นรูปทั้งหลายแม้เป็นทิพย์ กิเลสก็ไม่ฟุ้งขึ้น. เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสการละกามฉันทะ เหมือนผู้หมดหนี้.
เหมือนอย่างว่า บุรุษผู้กระสับกระส่ายด้วยโรคดีนั้น ทำโรคนั้นให้สงบระงับไปด้วยการทำเภสัช จำเดิมแต่นั้น ย่อมรู้รสแห่งน้ำตาลกรวดเป็นต้นฉันใดภิกษุนั้นก็ฉันนั้นเหมือนกันคิดว่า ขึ้นชื่อว่าพยาบาทนี้กระทำความฉิบหายมิใช่ประโยชน์ดังนี้ แล้วเจริญธรรม ๖ อย่าง ละพยาบาทนิวรณ์ได้. ภิกษุนั้น ชื่อว่าละความพยาบาทได้อย่างนี้. บุรุษผู้หายจากโรคดี ชอบเสพของหวานมีน้ำตาลกรวดเป็นต้นฉันใด ภิกษุนั้นอันอาจารย์ให้ศึกษาอยู่ซึ่งอาจาระและพระวินัยบัญญัติเป็นต้น รับด้วยศีรษะชอบศึกษาอยู่ฉันนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสการละพยาบาทดุจความไม่มีโรค.
บุรุษผู้ถูกจับเข้าไปสู่เรือนจำในวันนักขัตฤกษ์ แม้ในวันนักขัตฤกษ์อื่นอีก เขาคิดว่า เราเคยถูกจองจำด้วยโทษแห่งความประมาท จึงไม่ได้เล่นงานวันนักขัตฤกษ์เพราะโทษนั้น บัดนี้ เราจักเป็นผู้ไม่ประมาทดังนี้ฉันใด ศัตรูของเขาย่อมไม่ได้โอกาส เขาเป็นผู้ไม่ประมาท จึงได้เล่นงานนักขัตฤกษ์แล้วเปล่งอุทานว่า อโห วันนักขัตฤกษ์ดังนี้ฉันใดภิกษุก็ฉันนั้นเหมือนกันคิดว่า ขึ้นชื่อว่าถีนมิทธะนี้กระทำความฉิบหายใหญ่ดังนี้ จึงเจริญธรรม ๖ อย่าง ละถีนมิทธะได้ ภิกษุนั้นชื่อว่าละถีนมิทธะแล้วอย่างนี้ บุรุษผู้พ้นจากเครื่องจองจำเล่นงานนักขัตฤกษ์ตลอดเบื้องต้น ท่ามกลางและที่สุดได้แม้ทั้ง ๗ วัน ก็เสวยอยู่ทั้งเบื้องต้น ท่ามกลางและที่สุดแห่งธรรมนักขัตต์ฉันใด บรรลุพระอรหัต พร้อมทั้งปฏิสัมภิทาฉันนั้นเหมือนกัน. เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสการละถีนมิทธะ เหมือนการพ้นจากเครื่องจองจำ.
เหมือนอย่างว่า ทาสเข้าไปอาศัยมิตรคนใดคนหนึ่ง ให้ทรัพย์แก่นาย กระทำตนให้เป็นไทได้แล้ว จำเดิมแต่นั้นมา พึงทำสิ่งที่ตนปรารถนาได้ฉันใด ภิกษุก็ฉันนั้นเหมือนกันคิดว่า ขึ้นชื่อว่าอุทธัจจกุกกุจจะกระทำความฉิบหายใหญ่ดังนี้จึงเจริญธรรม ๖ อย่าง แล้วละอุทธัจจกุกกุจจะได้. ภิกษุนั้นชื่อว่า ละอุทธัจจกุกกุจจะแล้วด้วยอาการอย่างนี้ บุรุษผู้เป็นไทแก่ตัวปรารถนาจะทำสิ่งใดก็ทำสิ่งนั้นได้ ใครจะยับยั้งเขาจากการกระทำนั้นโดยพลการไม่ได้ฉันใด ภิกษุย่อมปฏิบัติเนกขัมมปฏิปทาตามสบายฉันนั้นเหมือนกันอุทธัจจกุกกุจจะใครๆ จะยังเธอให้กลับจากเนกขัมมปฏิปทานั้นมาสู่อุทธัจจกุกกุจจะโดยพลการไม่ได้. เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสการละอุทธัจจกุกกุจจะได้เหมือนความเป็นไท.
เหมือนอย่างว่า บุรุษผู้มีกำลังถือเสบียงกรังตระเตรียมอาวุธพร้อมกับบริวารดำเนินไปสู่ทางกันดาร พวกโจรเห็นเขาแต่ไกลพึงหนีไปบุรุษนั้นก็ผ่านทางกันดารนั้นไปถึงความปลอดภัยได้ด้วยความสวัสดี พึงเป็นผู้ร่าเริงยินดีแล้วฉันใด ภิกษุก็ฉันนั้นเหมือนกันคิดว่าชื่อว่าวิจิกิจฉานี้ย่อมกระทำความฉิบหายมิใช่ประโยชน์ดังนี้ จึงเจริญธรรม ๖ อย่างแล้วละวิจิกิจฉาได้ ภิกษุนั้นชื่อว่าละวิจิกิจฉาแล้วด้วยอาการอย่างนี้บุรุษผู้มีกำลังมีอาวุธอันตระเตรียมไว้แล้ว พร้อมกับบริวารเห็นโจรแล้ว ไม่กลัว ไม่คำนึงพวกโจรเท่าเส้นหญ้า ออกไปถึงสถานที่อันปลอดภัยโดยความสวัสดีฉันใดภิกษุก็ฉันนั้นเหมือนกัน ผ่านพ้นทางกันดารคือทุจริตแล้ว ถึงอมตนิพพานอันเกษมอย่างยิ่ง. เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสการละวิจิกิจฉา ดุจผู้ที่ถึงสถานที่ปลอดภัย.
บทว่า อิมเมว กายํ ได้แก่ กรชกายนี้.
บทว่า อภิสนฺเทติ ได้แก่ ทำให้ชุ่มชื่น ทำให้สิเนหา คือย่อมกระทำปีติและสุขเป็นไปในกรชกายทั้งปวง.
บทว่า ปริสนฺเทติ ได้แก่ ย่อมหลั่งไหลไปโดยรอบ. บทว่า ปริปูเรติ ได้แก่ ย่อมเต็มเหมือนถูกลมเป่า. บทว่า ปริปฺผรติ ได้แก่ ย่อมถูกต้องโดยรอบ.
บทว่า สพฺพาวโต กายสฺส ความว่า ที่แม้น้อยหนึ่งตามผิวเนื้อโลหิต ในที่สืบต่อเป็นไปของอุปาทินนกรูปอย่างใดอย่างหนึ่งแห่งกายทุกส่วนของภิกษุนั้น ชื่อว่าไม่ถูกต้องด้วยความสุขในปฐมฌาน ย่อมไม่มี.
บทว่า ทกฺโข ได้แก่ ผู้ฉลาดสามารถเพื่อกระทำ เพื่อประกอบ เพื่อผสมซึ่งจุณสำหรับอาบ.
บทว่า กํสถาเล ได้แก่ ภาชนะที่กระทำด้วยโลหะอย่างใดอย่างหนึ่ง. ก็ภาชนะที่ทำด้วยดินเหนียว เป็นภาชนะไม่มั่นคง เมื่อบุคคลทุบอยู่ย่อมแตกได้ เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงไม่แสดงภาชนะที่ทำด้วยดินเหนียวนั้น.
บทว่า ปริปฺโผสกํ ปริปฺโผสกํ แปลว่า ประพรม. บทว่า สนฺเนยฺย ความว่า ถือถาดสำริดด้วยมือซ้าย พรมแล้วพรมอีกซึ่งน้ำพอประมาณด้วยมือขวาแล้วขยำกระทำให้เป็นก้อน.
บทว่า สิเนหานุคตา ได้แก่ ติดกันด้วยยางเหนียวคือน้ำ. บทว่า สิเนหปเรตา ได้แก่ ซึมไปด้วยยางเหนียวคือน้ำ. บทว่า สนฺตรพาหิรา ความว่า พร้อมทั้งส่วนข้างในข้างนอก. ย่อมถูกต้องส่วนทั้งหมดทีเดียวด้วยยางเหนียวคือน้ำ. บทว่า น จ ปคฺฆรณี ความว่า น้ำย่อมไม่ไหลไปเป็นหยดๆ. อธิบายว่า สามารถเพื่อถือเอา แม้ด้วยมือ แม้ด้วยนิ้วเพียงสองนิ้ว เพื่อกระทำให้วนได้.
พึงทราบข้ออุปมาความสุขในทุติยฌาน.
บทว่า อุพฺภิโตทโก ได้แก่ น้ำที่ไม่ไหลไป คือไม่ไหลไปข้างล่าง ไม่ไหลไปข้างบน. อธิบายว่า เป็นน้ำเกิดอยู่ในภายในนั่นแหละ. บทว่า อายมุขํ ได้แก่ ทางมา. บทว่า เทโว ได้แก่ เมฆ. บทว่า กาเลน กาลํ ได้แก่ ทุกกึ่งเดือน หรือทุกสิบวัน. บทว่า ธารํ แปลว่า ฝน.
บทว่า อานุปเวจฺเฉยฺย ได้แก่ ไม่พึงเข้าไป คือว่าไม่พึงตกลงไป. อธิบายว่า ธารน้ำเย็นพุขึ้น คือทำห้วงน้ำเย็นที่ขังอยู่ให้เต็มแล้ว.
จริงอยู่ น้ำที่พุขึ้นแต่ข้างล่าง ทำน้ำที่พุขึ้นไม่ให้แตกกระเพื่อมออกไป น้ำที่ไหลเข้าไปโดยทิศทั้งสี่ ย่อมกระเพื่อมด้วยใบไม้ หญ้า เศษไม้ ท่อนไม้เก่าเป็นต้นน้ำย่อมกระเพื่อมเพราะฟองน้ำฝน ธารน้ำที่ตกลงมา แต่น้ำสงบนิ่งเกิดขึ้นอยู่ ย่อมแผ่ไปสู่ประเทศนี้ย่อมไม่แผ่ไปสู่ประเทศนี้ เหมือนเนรมิตไว้ด้วยฤทธิ์ เพราะฉะนั้น โอกาสอันน้ำนั้นไม่ถูกต้องแล้ว ย่อมไม่มี หามิได้.
ในข้อนั้น กรชกายเปรียบเหมือนห้วงน้ำ ความสุขในทุติยฌานเหมือนน้ำ.
คำที่เหลือ บัณฑิตพึงทราบโดยนัยก่อน.
พึงทราบคำอุปมาในความสุขแห่งตติยฌาน
ดอกอุบลทั้งหลายมีอยู่ในที่นี้ เพราะเหตุนั้น ที่นี้จึงชื่อว่า กออุบล. แม้สองบทที่เหลือก็นัยนี้เหมือนกัน. ก็พึงทราบวินิจฉัยในข้อนี้ว่า ในคำนี้ บรรดาดอกอุบลมีสีขาว สีแดง สีเขียว ดอกอุบลอย่างใดอย่างหนึ่ง ก็จัดเป็นอุบลทั้งนั้น ดอกอุบลที่มีใบเก้าสิบเก้าใบ เรียกว่าบุณฑริก มีใบร้อยใบ เรียกว่าประทุม. อีกอย่างหนึ่ง ดอกอุบลสีขาว แม้ไม่กำหนดใบ ก็เรียกว่าประทุม ดอกอุบลสีแดง เรียกว่าบุณฑริก.
บทว่า อุทกานุคฺคตานิ ได้แก่ ไม่โผล่จากน้ำ.
บทว่า อนฺโตนิมุคฺคโปสิตานิ ความว่า จมอยู่ภายในพื้นน้ำเท่านั้น ย่อมถูกต้อง คือย่อมเจริญ.
คำที่เหลือพึงทราบโดยนัยก่อนแล.
พึงทราบความอุปมาความสุขในจตุตถฌานต่อไป
ในบทว่า ปริสุทฺเธน เจตสา ปริโยทาเตน นี้ พึงทราบชื่อว่าบริสุทธิ์แล้ว เพราะอรรถว่าหมดอุปกิเลส ชื่อว่าผ่องแผ้วแล้ว เพราะอรรถว่าประภัสสร.
บทว่า โอทาเตน วตฺเถน นี้ ท่านกล่าวเพื่อการแผ่ไปแห่งโอกาส.
พึงทราบความในข้อนี้อย่างนี้ว่า
ผ้าที่เศร้าหมองความอบอุ่นย่อมไม่แผ่ไป. ทันใดที่ผ้าขาวซักบริสุทธิ์สะอาด ความอบอุ่นย่อมมีกำลังแผ่ไป. จริงอยู่ สำหรับอุปมานี้ กรชกายเปรียบเหมือนผ้า ความสุขในจตุตถฌาน เปรียบเหมือนการแผ่ไปแห่งโอกาส เพราะฉะนั้น เมื่อบุรุษอาบน้ำชำระดีแล้ว นั่งห่มผ้าขาวคลุมศีรษะ อุตุจากสรีระ ย่อมแผ่ไปตลอดผ้าทั้งหมดทีเดียว โอกาสอะไรๆ ไม่เป็นโอกาสที่จะถูกผ้ามิได้มีฉันใดโอกาสอะไรๆ อันความสุขในจตุตถฌานไม่ถูกต้องกรชกายของภิกษุ ย่อมไม่มีฉันนั้น. อีกอย่างหนึ่ง จิตในจตุตถฌานนั่นแหละ เปรียบเหมือนผ้าที่ห่มแล้ว รูปที่มีจิตนั้นเป็นสมุฏฐาน เปรียบเหมือนการแผ่ไปแห่งโอกาส.
บัณฑิตพึงทราบเนื้อความในที่นี้อย่างนี้ว่า เหมือนอย่างว่า เมื่อผ้าขาวในที่บางแห่งแม้ไม่ถูกกาย กายก็เป็นอันโอกาส ซึ่งมีกายนั้นเป็นสมุฏฐานถูกต้องแล้วทั้งหมดทีเดียวฉันใด กายของภิกษุก็เป็นอันสุขุมรูปซึ่งจตุตถฌานให้เกิดขึ้นถูกต้องทั่วไปหมดก็ฉันนั้น.
พึงทราบอุปมาในปุพเพนิวาสญาณ
กิริยาอันภิกษุนั้นทำแล้วในวันนั้นย่อมปรากฏชัด เพราะฉะนั้น ในวันนั้นเธอยึดเอาบ้านสามหลัง ในข้อนั้น บัณฑิตพึงทราบว่า ภิกษุผู้ได้ปุพเพนิวาสญาณ เหมือนบุรุษไปสู่บ้านสามหลัง. ภพสาม บัณฑิตพึงเห็นเหมือนบ้านสามหลัง. ความแจ่มแจ้งแห่งกิริยาอันภิกษุผู้มุ่งจิตไปในปุพเพนิวาสญาณนั่งทำแล้วในภพสาม บัณฑิตพึงทราบ เหมือนความแจ่งแจ้งแห่งกิริยาอันบุรุษนั้นกระทำแล้วในวันนั้นในบ้านสามหลัง.
พึงทราบอุปมาในทิพยจักษุ
บทว่า เทฺว อคารา ได้แก่ บ้านสองหลัง. บทว่า สทฺวารา ได้แก่ มีประตูข้างหน้า. บทว่า อนุจงฺกมนฺเต ได้แก่ เดินไปมา.
บทว่า อนุวิจรนฺเต ได้แก่ เที่ยวไปข้างโน้นข้างนี้. อธิบายว่า พึงทราบด้วยสามารถแห่งการออกจากบ้านหลังนี้ แล้วเข้าไปสู่บ้านหลังนั้น หรือออกจากบ้านหลังนั้น แล้วเข้าไปสู่บ้านหลังนี้.
ในข้อนั้น จุติและปฏิสนธิ เปรียบเหมือนบ้านสองหลังมีประตูร่วมกัน ภิกษุผู้ได้ทิพยจักษุญาณเปรียบเหมือนบุรุษมีจักษุกาลเวลาที่สัตว์ผู้กำลังจุติและปฏิสนธิปรากฏแก่ภิกษุผู้ได้ทิพยจักษุผู้เจริญอาโลกกสิณ ตรวจดูอยู่ เปรียบเหมือนเวลาที่บุรุษเดินเข้าและเดินออกตลอดบ้านสองหลัง ปรากฏแก่บุรุษผู้มีจักษุผู้ยืนแลดูอยู่ในระหว่างบ้านสองหลัง.
ถามว่า ก็กาลเหล่านั้นปรากฏแก่ญาณ หรือแก่บุคคล.
ตอบว่า แก่ญาณ. แต่ว่า เพราะปรากฏแก่ญาณนั้น จึงปรากฏแก่บุคคลเหมือนกัน.
พึงทราบอุปมาแห่งอาสวักขยญาณ ดังนี้
บทว่า ปพฺพตสงฺเขเป ได้แก่ ยอดภูเขา.
บทว่า อนาวิโล ได้แก่ ไม่มีเปือกตม.
หอยโข่งด้วย หอยกาบด้วย ชื่อว่าหอยโข่งและหอยกาบ. ก้อนกรวดด้วย กระเบื้องด้วย ชื่อว่าก้อนกรวดและกระเบื้อง. ชื่อว่าฝูงปลา เพราะปลาเป็นหมู่เป็นฝูง.
ในบทว่า ติฏฺฐนฺตํปิ จรนฺตํปิ นี้ ได้แก่ ก้อนกรวดและกระเบื้องหยุดอยู่ แต่นอกนี้มีหอยโข่งเป็นต้น เดินไปบ้าง หยุดอยู่บ้าง. เหมือนอย่างว่า เมื่อแม่โคยืนบ้าง หมอบบ้าง นอนบ้าง ในระหว่างๆ ฝูงโคเหล่านี้ย่อมเที่ยวไป พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงหมายเอาโคที่เที่ยวไป จึงตรัสว่า โคนอกนี้ย่อมเที่ยวไปฉันใดพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงหมายเอา ก้อนกรวดและกระเบื้องที่หยุดอยู่นั่นเอง จึงตรัสว่า สองหมวดนอกนี้หยุดอยู่. ทรงหมายเอาสองหมวดนี้เคลื่อนไป จึงตรัสว่า แม้ก้อนกรวดและกระเบื้องก็เคลื่อนไป ดังนี้. ในข้อนั้น พึงทราบกาลที่สัจจะ ๔ แจ่มแจ้งแล้วแก่ภิกษุผู้นั่งน้อมจิตไปเพื่อความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย ดุจกาลที่หอยโข่งและหอยกาบเป็นต้นแจ่มแจ้งแล้วแก่บุรุษผู้มีจักษุยืนดูอยู่ที่ฝั่งฉะนั้น.
บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อทรงถือเอาชื่อพระขีณาสพทั้งเพศ ทั้งคุณด้วยอาการ ๗ อย่าง จึงตรัสบทว่า อยํ วุจฺจติ ภิกฺขเว ภิกฺขุ สมโณ อิติปิ เป็นต้น.
พึงทราบวินิจฉัยในบทเหล่านั้น
ในบทว่า เอวํ โข ภิกฺขเว ภิกฺขุ สมโณ โหติ เป็นต้น.
อธิบายว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุชื่อว่าสมณะ เพราะมีบาปอันสงบแล้วด้วยอาการอย่างนี้. ชื่อว่าพราหมณ์ เพราะมีบาปอันลอยแล้ว.
ชื่อว่านหาตกะ (ผู้อาบ) เพราะมีกิเลสล้างออกแล้ว คือมีกิเลสอันกำจัดออกแล้ว.
ชื่อว่าเวทคู เพราะอกุศลธรรมทั้งหลายไปแล้วด้วยเวททั้งหลายคือมรรคญาณ ๔. อธิบายว่า เพราะรู้แล้ว. ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า วิทิตสฺส โหนฺติ เป็นต้น.
ชื่อว่าโสตติยะ เพราะกิเลสทั้งหลายหลับไปแล้ว คือเพราะกิเลสทั้งหลายไม่ไหลออกไปมา. ชื่อว่าอริยะ เพราะไกลจากกิเลสทั้งหลาย. อธิบายว่า เพราะกิเลสทั้งหลายถูกกำจัดแล้ว. ชื่อว่าอรหันต์ เพราะไกล คือเป็นผู้ห่างไกลแล้ว.
คำที่เหลือในที่ทั้งปวง ปรากฏแจ่มแจ้งแล้วแล.
จบอรรถกถามหาอัสสปุรสูตรที่ ๙ จบอรรถกถามหาตัณหาสังขยสูตรที่ ๘ -----------------------------------------------------