อ่านตัวบท · ไม่ตีความ

คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ฉบับแสดง

๑๑. คติอนุโยคะ ว่าด้วยการซักถามถึงคติ

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๖๙–๙๕พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ 16 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง 16 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ 27 ข้อ3 ฉบับเทียบฉบับได้ข้อต่อข้อ

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ · อ้างว่าได้รับอนุญาต แต่ยังไม่มีเอกสาร


ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๑. ปุคคลกถา ๑๑. คติอนุโยคะ ว่าด้วยการซักถามถึงคติ

ข้อ ๖๙

สก. บุคคลท่องเที่ยวจากโลกนี้ไปสู่โลกอื่น จากโลกอื่นมาสู่โลกนี้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. บุคคลคนเดียวกันท่องเที่ยวจากโลกนี้ไปสู่โลกอื่น จากโลกอื่นมาสู่โลกนี้ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

ข้อ ๗๐

สก. บุคคลท่องเที่ยวจากโลกนี้ไปสู่โลกอื่น จากโลกอื่นมาสู่โลกนี้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. บุคคลคนละคนกันท่องเที่ยวจากโลกนี้ไปสู่โลกอื่น จากโลกอื่นมาสู่โลกนี้ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

ข้อ ๗๑

สก. บุคคลท่องเที่ยวจากโลกนี้ไปสู่โลกอื่น จากโลกอื่นมาสู่โลกนี้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. บุคคลทั้งที่เป็นคนเดียวกันและคนละคนกันท่องเที่ยวจากโลกนี้ไปสู่โลกอื่นจากโลกอื่นมาสู่โลกนี้ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ @เชิงอรรถ : @ เพราะฝ่ายปรวาทีกลัวจะเป็นสัสสตทิฏฐิ (ลัทธิที่ถือว่าอัตตาและโลกเที่ยง) จึงตอบปฏิเสธ@(อภิ.ปญฺจ.อ. ๖๙-๗๓/๑๔๖) @ เพราะฝ่ายปรวาทีกลัวจะเป็นอุจเฉททิฏฐิ (ลัทธิที่ถือว่าหลังจากตายแล้วอัตตาขาดสูญ) จึงตอบปฏิเสธ@(อภิ.ปญฺจ.อ. ๖๙-๗๓/๑๔๖) @ เพราะฝ่ายปรวาทีกลัวจะเป็นเอกัจจสัสสตทิฏฐิ (ลัทธิที่ถือว่าบางอย่างเที่ยง) จึงตอบปฏิเสธ@(อภิ.ปญฺจ.อ. ๖๙-๗๓/๑๔๖)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๔๔}

พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๑. ปุคคลกถา

ข้อ ๗๒

สก. บุคคลท่องเที่ยวจากโลกนี้ไปสู่โลกอื่น จากโลกอื่นมาสู่โลกนี้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. บุคคลจะว่าเป็นคนเดียวกันก็มิใช่ จะว่าเป็นคนละคนกันก็มิใช่ท่องเที่ยวจากโลกนี้ไปสู่โลกอื่น จากโลกอื่นมาสู่โลกนี้ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

ข้อ ๗๓

สก. บุคคลท่องเที่ยวไปจากโลกนี้ไปสู่โลกอื่น จากโลกอื่นมาสู่โลกนี้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. บุคคลคนเดียวกัน บุคคลคนละคนกัน บุคคลทั้งที่เป็นคนเดียวกันและคนละคนกัน บุคคลจะว่าเป็นคนเดียวกันก็มิใช่ จะว่าเป็นคนละคนกันก็มิใช่ท่องเที่ยวจากโลกนี้ไปสู่โลกอื่น จากโลกอื่นมาสู่โลกนี้ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

ข้อ ๗๔

ปร. ท่านไม่ยอมรับว่า “บุคคลท่องเที่ยวจากโลกนี้ไปสู่โลกอื่น จากโลก อื่นมาสู่โลกนี้ใช่ไหม สก. ใช่ ปร. พระสูตรที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า “บุคคลนั้นท่องเที่ยวไป ๗ ชาติเป็นอย่างมาก ก็จะทำที่สุดทุกข์ได้ เพราะสังโยชน์ทั้งปวงสิ้นไป” มีอยู่จริงมิใช่หรือ สก. ใช่ @เชิงอรรถ : @ เพราะฝ่ายปรวาทีกลัวจะเป็นอมราวิกเขปทิฏฐิ (ลัทธิที่พูดหลบเลี่ยงไม่แน่นอนตายตัว) จึงตอบปฏิเสธ@(อภิ.ปญฺจ.อ. ๖๙-๗๓/๑๔๖) @ เพราะฝ่ายปรวาทีกลัวจะเป็นสัสสตทิฏฐิ อุจเฉททิฏฐิ เอกัจจสัสสตทิฏฐิ และอมราวิกเขปทิฏฐิ จึงตอบ@ปฏิเสธ (อภิ.ปญฺจ.อ. ๖๙-๗๓/๑๔๖) @ ดูเทียบ สํ.นิ. (แปล) ๑๖/๑๒๔/๒๒๔, ขุ.อิติ. (แปล) ๒๕/๒๔/๓๖๙

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๔๕}

พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๑. ปุคคลกถา ปร. ดังนั้น บุคคลจึงท่องเที่ยวจากโลกนี้ไปสู่โลกอื่น จากโลกอื่นมาสู่โลกนี้ได้

ข้อ ๗๕

ปร. ท่านไม่ยอมรับว่า “บุคคลท่องเที่ยวจากโลกนี้ไปสู่โลกอื่น จากโลกอื่นมาสู่โลกนี้” ใช่ไหม สก. ใช่ ปร. พระสูตรที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า “ภิกษุทั้งหลาย สงสารนี้มีเบื้องต้นและเบื้องปลายรู้ไม่ได้ (ที่สุด)เบื้องต้น (ที่สุด)เบื้องปลายไม่ปรากฏแก่เหล่าสัตว์ผู้ถูกอวิชชากีดขวาง ถูกตัณหาผูกไว้ วนเวียนท่องเที่ยวไป” มีอยู่จริงมิใช่หรือ สก. ใช่ ปร. ดังนั้น บุคคลจึงท่องเที่ยวจากโลกนี้ไปสู่โลกอื่น จากโลกอื่นมาสู่โลกนี้ได้

ข้อ ๗๖

สก. บุคคลท่องเที่ยวจากโลกนี้ไปสู่โลกอื่น จากโลกอื่นมาสู่โลกนี้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. บุคคลคนเดียวกันนั่นแหละท่องเที่ยวจากโลกนี้ไปสู่โลกอื่น จากโลกอื่นมาสู่โลกนี้ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

ข้อ ๗๗

สก. บุคคลคนเดียวกันนั่นแหละท่องเที่ยวจากโลกนี้ไปสู่โลกอื่น จาก โลกอื่นมาสู่โลกนี้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. บุคคลบางคนเป็นมนุษย์แล้วเป็นเทวดาก็มีใช่ไหม ปร. ใช่ สก. มนุษย์กับเทวดาเป็นบุคคลคนเดียวกันใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ @เชิงอรรถ : @ ดูเทียบ สํ.นิ. (แปล) ๑๖/๑๒๔/๒๑๕ @ ฝ่ายสกวาทีประสงค์จะแยกมนุษย์กับเทวดาว่ามีคติภพต่างกัน (อภิ.ปญฺจ.อ. ๗๗/๑๔๖)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๔๖}

พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๑. ปุคคลกถา

ข้อ ๗๘

สก. มนุษย์กับเทวดาเป็นบุคคลคนเดียวกันใช่ไหม ปร. ใช่ สก. หากบุคคลเป็นมนุษย์แล้วจึงเป็นเทวดา เป็นเทวดาแล้วจึงเป็นมนุษย์(ดังนั้น) ผู้เกิดเป็นมนุษย์กับเทวดาจึงเป็นคนละคนกัน คำที่ว่า “บุคคลผู้เกิดเป็นมนุษย์คนเดียวกันนี้นั่นแหละท่องเที่ยวไป” ดังนี้ จึงผิด ฯลฯ อนึ่ง หากบุคคลคนเดียวกันนั่นแหละท่องเที่ยวไป จุติจากโลกนี้ไปสู่โลกอื่นมิใช่คนละคนกัน เมื่อเป็นเช่นนี้ ความตายก็จักไม่มี แม้แต่ปาณาติบาตก็หยั่งรู้ไม่ได้กรรมมีอยู่ ผลของกรรมก็มีอยู่ ผลของกรรมทั้งหลายที่ทำแล้วก็มีอยู่ เมื่อกุศลและอกุศลให้ผลอยู่ คำที่ว่า “บุคคลคนเดียวกันนี้นั่นแหละท่องเที่ยวไป” ดังนี้ จึงผิด

ข้อ ๗๙

สก. บุคคลคนเดียวกันนั่นแหละท่องเที่ยวจากโลกนี้ไปสู่โลกอื่น จากโลกอื่นมาสู่โลกนี้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. บุคคลบางคนเป็นมนุษย์แล้วเป็นยักษ์มีอยู่ ... เป็นเปรต ... เป็นสัตว์นรก ... เป็นสัตว์ดิรัจฉาน ... เป็นอูฐ ... เป็นโค ... เป็นลา ... เป็นสุกร ... เป็นกระบือมีอยู่ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. มนุษย์กับกระบือเป็นบุคคลคนเดียวกันใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

ข้อ ๘๐

สก. มนุษย์กับกระบือเป็นบุคคลคนเดียวกันใช่ไหม ปร. ใช่ สก. บุคคลเป็นมนุษย์แล้วเป็นกระบือ เป็นกระบือแล้วเป็นมนุษย์ (ดังนั้น)ผู้เกิดเป็นมนุษย์กับกระบือจึงเป็นคนละคนกัน คำที่ว่า “บุคคลผู้เกิดเป็นมนุษย์คนเดียวกันนี้นั่นแหละท่องเที่ยวไป” ดังนี้ จึงผิด ฯลฯ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๔๗}

พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๑. ปุคคลกถา อนึ่ง หากบุคคลคนเดียวกันนั่นแหละท่องเที่ยวไป จุติจากโลกนี้ไปสู่โลกอื่นมิใช่คนละคนกัน เมื่อเป็นเช่นนี้ ความตายก็จักไม่มี แม้แต่ปาณาติบาตก็หยั่งรู้ไม่ได้กรรมมีอยู่ ผลของกรรมก็มีอยู่ ผลของกรรมทั้งหลายที่ทำแล้วก็มีอยู่ เมื่อกุศลและอกุศลให้ผลอยู่ คำที่ว่า “บุคคลคนเดียวกันนี้นั่นแหละท่องเที่ยวไป” ดังนี้ จึงผิด

ข้อ ๘๑

สก. บุคคลคนเดียวกันนั่นแหละท่องเที่ยวจากโลกนี้ไปสู่โลกอื่น จากโลกอื่นมาสู่โลกนี้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. บุคคลบางคนเป็นกษัตริย์แล้วเป็นพราหมณ์มีอยู่ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. กษัตริย์กับพราหมณ์เป็นบุคคลคนเดียวกันใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

ข้อ ๘๒

สก. บุคคลบางคนเป็นกษัตริย์แล้วเป็นแพศย์ ... เป็นศูทรมีอยู่ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. กษัตริย์กับศูทรเป็นบุคคลคนเดียวกันใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

ข้อ ๘๓

สก. บุคคลบางคนเป็นพราหมณ์แล้วเป็นแพศย์ ... เป็นศูทร ... เป็นกษัตริย์มีอยู่ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. พราหมณ์กับกษัตริย์เป็นบุคคลคนเดียวกันใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

ข้อ ๘๔

สก. บุคคลบางคนเป็นแพศย์แล้วเป็นศูทร ... เป็นกษัตริย์ ... เป็น พราหมณ์มีอยู่ใช่ไหม ปร. ใช่

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๔๘}

พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๑. ปุคคลกถา สก. แพศย์กับพราหมณ์เป็นบุคคลคนเดียวกันใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

ข้อ ๘๕

สก. บุคคลบางคนเป็นศูทรแล้วเป็นกษัตริย์ ... เป็นพราหมณ์ ... เป็นแพศย์มีอยู่ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ศูทรกับแพศย์เป็นบุคคลคนเดียวกันใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

ข้อ ๘๖

สก. บุคคลคนเดียวกันนั่นแหละท่องเที่ยวจากโลกนี้ไปสู่โลกอื่น จากโลกอื่นมาสู่โลกนี้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. คนมือด้วนก็เป็นคนมือด้วนอยู่เหมือนเดิม คนเท้าด้วนก็เป็นคนเท้าด้วนอยู่เหมือนเดิม คนมีมือและเท้าด้วนก็เป็นคนมีมือและเท้าด้วนอยู่เหมือนเดิม ... คนหูวิ่น ... คนจมูกโหว่ ... คนทั้งหูวิ่นทั้งจมูกโหว่ ... คนนิ้วด้วน ... คนมีหัวแม่มือหัวแม่เท้าด้วน ... คนเอ็นใหญ่ขาด ... คนมือหงิก ... คนมือแป ... คนเป็นโรคเรื้อน ... คนเป็นโรคต่อม ... คนเป็นโรคกลาก ... คนเป็นโรคมองคร่อ ... คนเป็นโรคลมบ้าหมู ... อูฐก็เป็นอูฐอยู่เหมือนเดิม ... โค ... ลา ... สุกร ... กระบือก็เป็นกระบืออยู่เหมือนเดิมใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

ข้อ ๘๗

ปร. ท่านไม่ยอมรับว่า “บุคคลคนเดียวกันนั่นแหละท่องเที่ยวจากโลกนี้ ไปสู่โลกอื่น จากโลกอื่นมาสู่โลกนี้” ใช่ไหม สก. ใช่ ปร. บุคคลผู้เป็นโสดาบันจุติจากมนุษยโลกไปเกิดในเทวโลกแล้ว ยังเป็นโสดาบันอยู่เหมือนเดิมแม้ในเทวโลกนั้นมิใช่หรือ สก. ใช่

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๔๙}

พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๑. ปุคคลกถา ปร. หากบุคคลผู้เป็นโสดาบันจุติจากมนุษยโลกไปเกิดในเทวโลกแล้ว ยังเป็นโสดาบันอยู่เหมือนเดิมแม้ในเทวโลกนั้น ดังนั้น ท่านจึงควรยอมรับว่า “บุคคลคนเดียวกันนั่นแหละท่องเที่ยวจากโลกนี้ไปสู่โลกอื่น จากโลกอื่นมาสู่โลกนี้”

ข้อ ๘๘

สก. เพราะท่านเข้าใจว่า “บุคคลผู้เป็นโสดาบันจุติจากมนุษยโลกไปเกิดในเทวโลกแล้วยังเป็นโสดาบันอยู่เหมือนเดิมแม้ในเทวโลกนั้น” จึงยอมรับว่า“บุคคลคนเดียวกันนั่นแหละท่องเที่ยวจากโลกนี้ไปสู่โลกอื่น จากโลกอื่นมาสู่โลกนี้”ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. เพราะท่านเข้าใจว่า “บุคคลผู้เป็นโสดาบันจุติจากมนุษยโลกไปเกิดในเทวโลกแล้ว ยังเป็นมนุษย์อยู่เหมือนเดิมแม้ในเทวโลกนั้น” จึงยอมรับว่า “บุคคลคนเดียวกันนั่นแหละท่องเที่ยวจากโลกนี้ไปสู่โลกอื่นจากโลกอื่นมาสู่โลกนี้” ใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

ข้อ ๘๙

สก. บุคคลคนเดียวกันนั่นแหละท่องเที่ยวจากโลกนี้ไปสู่โลกอื่น จากโลกอื่นมาสู่โลกนี้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. บุคคลมิใช่คนละคนกัน ไม่แปรผัน ท่องเที่ยวไปใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

ข้อ ๙๐

สก. บุคคลมิใช่คนละคนกัน ไม่แปรผัน ท่องเที่ยวไปใช่ไหม ปร. ใช่ สก. คนมือด้วนก็เป็นคนมือด้วนอยู่เหมือนเดิม ... คนเท้าด้วนก็เป็นคนเท้าด้วนอยู่เหมือนเดิม ... คนมีมือและเท้าด้วนก็เป็นคนมีมือและเท้าด้วนอยู่เหมือนเดิม... คนหูวิ่น ... คนจมูกโหว่ ... คนทั้งหูวิ่นทั้งจมูกโหว่ ... คนนิ้วด้วน ... คนมีหัวแม่มือหัวแม่เท้าด้วน ... คนเอ็นใหญ่ขาด ... คนมือหงิก ... คนเป็นโรคเรื้อน... คนเป็นโรคต่อม ... คนเป็นโรคกลาก ... คนเป็นโรคมองคร่อ ... คนเป็นโรค

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๕๐}

พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๑. ปุคคลกถา ลมบ้าหมู ... อูฐ ... โค ... ลา ... สุกร ... กระบือก็เป็นกระบืออยู่เหมือนเดิมใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

ข้อ ๙๑

สก. บุคคลคนเดียวกันนั่นแหละท่องเที่ยวจากโลกนี้ไปสู่โลกอื่น จาก โลกอื่นมาสู่โลกนี้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. เป็นผู้มีรูป ท่องเที่ยวไปใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. เป็นผู้มีรูปท่องเที่ยวไปใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ชีวะกับสรีระเป็นอย่างเดียวกันใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. เป็นผู้มีเวทนา ฯลฯ เป็นผู้มีสัญญา ฯลฯ เป็นผู้มีสังขาร ฯลฯ เป็นผู้มีวิญญาณท่องเที่ยวไปใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. เป็นผู้มีวิญญาณท่องเที่ยวไปใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ชีวะกับสรีระเป็นอย่างเดียวกันใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ @เชิงอรรถ : @ หมายถึงท่องเที่ยวไปพร้อมกับรูปกาย (อภิ.ปญฺจ.อ. ๙๑/๑๔๗) @ เพราะมีความเห็นว่า บุคคลผู้อยู่ในอันตรภพเมื่อจุติไปเกิดในครรภ์มารดา(ในภพอื่น) จะไปพร้อมกับรูป@กายของตนขณะอยู่ในอันตรภพ (คล้ายสัมภเวสี) คำว่า อันตรภพ หมายถึงภพที่อยู่ในระหว่างตายกับเกิด@หรือถพนี้กับภพหน้า (อภิ.ปญฺจ.อ. ๙๑/๑๔๗)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๕๑}

พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๑. ปุคคลกถา

ข้อ ๙๒

สก. บุคคลคนเดียวกันนั่นแหละท่องเที่ยวจากโลกนี้ไปสู่โลกอื่น จากโลกอื่นมาสู่โลกนี้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. เป็นผู้ไม่มีรูปท่องเที่ยวไปใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. เป็นผู้ไม่มีรูปท่องเที่ยวไปใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ชีวะกับสรีระเป็นคนละอย่างกันใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. เป็นผู้ไม่มีเวทนา ฯลฯ เป็นผู้ไม่มีสัญญา ฯลฯ เป็นผู้ไม่มีสังขาร ฯลฯ เป็นผู้ไม่มีวิญญาณท่องเที่ยวไปใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. เป็นผู้ไม่มีวิญญาณท่องเที่ยวไปใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ชีวะกับสรีระเป็นคนละอย่างกันใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

ข้อ ๙๓

สก. บุคคลคนเดียวกันนั่นแหละท่องเที่ยวจากโลกนี้ไปสู่โลกอื่น จาก โลกอื่นมาสู่โลกนี้ใช่ไหม ปร. ใช่ @เชิงอรรถ : @ เพราะฝ่ายปรวาทียังยืนยันในเรื่องอันตรภพเหมือนเดิม @ เพราะมีความเห็นว่า บุคคลในอรูปภพเป็นผู้ไม่มีรูป (อภิ.ปญฺจ.อ. ๙๒/๑๔๘)@ เพราะมีความเห็นว่า มีสัญญีภพซึ่งมีเวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณจึงตอบปฏิเสธ@(อภิ.ปญฺจ.อ. ๙๒/๑๔๘) @ เพราะมีความเห็นว่า มีอุปปัตติภพอื่นนอกจากสัญญีภพจึงตอบรับ (อภิ.ปญฺจ.อ. ๙๒/๑๔๘)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๕๒}

พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๑. ปุคคลกถา สก. รูปท่องเที่ยวไปใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. รูปท่องเที่ยวไปใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ชีวะกับสรีระเป็นอย่างเดียวกันใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. เวทนา ฯลฯ สัญญา ฯลฯ สังขาร ฯลฯ วิญญาณท่องเที่ยวไปใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. วิญญาณท่องเที่ยวไปใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ชีวะกับสรีระเป็นอย่างเดียวกันใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

ข้อ ๙๔

สก. บุคคลคนเดียวกันนั่นแหละท่องเที่ยวจากโลกนี้ไปสู่โลกอื่น จาก โลกอื่นมาสู่โลกนี้ใช่ไหม ปร. ใช่ สก. รูปไม่ท่องเที่ยวไปใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. รูปไม่ท่องเที่ยวไปใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ชีวะกับสรีระเป็นคนละอย่างกันใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สก. เวทนา ฯลฯ สัญญา ฯลฯ สังขาร ฯลฯ วิญญาณไม่ท่องเที่ยวไปใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ @เชิงอรรถ : @ เพราะมีความเห็นว่า ถ้าไม่มีรูป ก็ไม่มีบุคคล ดังนั้น เมื่อบุคคลท่องเที่ยวไปจึงท่องเที่ยวไปด้วยรูปนั้น@(อภิ.ปญฺจ.อ. ๙๓/๑๔๘)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๕๓}

พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ [๑. มหาวรรค] ๑. ปุคคลกถา สก. วิญญาณไม่ท่องเที่ยวไปใช่ไหม ปร. ใช่ สก. ชีวะกับสรีระเป็นคนละอย่างกันใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น (ย่อ) สก. เมื่อขันธ์แตกดับ หากบุคคลนั้นแตกดับ ก็จะเป็นอุจเฉททิฏฐิที่พระพุทธเจ้าได้ทรงเว้น เมื่อขันธ์แตกดับ หากบุคคลไม่แตกดับ บุคคลก็จะเที่ยงเสมอเหมือนนิพพาน คติอนุโยคะ จบ ๑๒. อุปาทาปัญญัตตานุโยคะ ว่าด้วยการซักถามถึงอุปาทาบัญญัติ

ข้อ ๙๕

สก. เพราะอาศัยรูปจึงบัญญัติบุคคลใช่ไหม ปร. ใช่ สก. รูปไม่เที่ยง ถูกปัจจัยปรุงแต่ง อาศัยปัจจัยเกิดขึ้น มีความสิ้นไป เสื่อมไปคลายไป ดับไป แปรผันไปเป็นธรรมดาใช่ไหม ปร. ใช่ สก. แม้บุคคลก็ไม่เที่ยง ถูกปัจจัยปรุงแต่ง อาศัยปัจจัยเกิดขึ้น มีความสิ้นไปเสื่อมไป คลายไป ดับไป แปรผันไปเป็นธรรมดาใช่ไหม ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ @เชิงอรรถ : @ เที่ยงเสมอเหมือนนิพพาน หมายถึง นิพพานคือภาวะที่ไม่เกิดไม่ดับ ถ้าถือว่าบุคคลเที่ยงเหมือนนิพพาน@ก็จัดเป็นสัสสตทิฏฐิ (อภิ.ปญฺจ.อ. ๙๔/๑๔๘) @ ดูเชิงอรรถที่ ๑ ข้อ ๒ หน้า ๓ ในเล่มนี้ @ ปรวาทียังยึดถือความเห็นเดิมของตนที่ว่า บุคคลเที่ยง จึงตอบปฏิเสธ (อภิ.ปญฺจ.อ. ๙๕/๑๔๙)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๗ หน้า : ๕๔}

ฉบับหลวง

ชั้นตัวบทพุทธพจน์

หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องของฉบับหนึ่งอยู่ในอีกฉบับ

เปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๗ พระอภิธรรมปิฎก เล่มที่ ๔ กถาวัตถุปกรณ์ คติอนุโยค

ข้อ ๗๖

ปุคฺคโล สนฺธาวติ อสฺมา โลกา ปรํ โลกํ ปรสฺมา โลกา อิมํ โลกนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ โส ปุคฺคโล สนฺธาวติ อสฺมา โลกา ปรํ โลกํ ปรสฺมา โลกา อิมํ โลกนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ

ส. บุคคลท่องเที่ยวไปจากโลกนี้สู่โลกอื่น จากโลกอื่นสู่โลกนี้ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. บุคคลนั้นเอง ท่องเที่ยวไปจากโลกนี้ไปสู่โลกอื่น จากโลกอื่นสู่โลกนี้หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวว่าอย่างนั้น ฯลฯ

ข้อ ๗๗

ปุคฺคโล สนฺธาวติ อสฺมา โลกา ปรํ โลกํ ปรสฺมา โลกา อิมํ โลกนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ อญฺโญ ปุคฺคโล สนฺธาวติ อสฺมา โลกา ปรํ โลกํ ปรสฺมา โลกา อิมํ โลกนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ

ส. บุคคลท่องเที่ยวไปจากโลกนี้สู่โลกอื่น จากโลกอื่นสู่โลกนี้ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. บุคคลอื่นท่องเที่ยวไปจากโลกนี้สู่โลกอื่น จากโลกอื่นสู่โลกนี้ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

ข้อ ๗๘

ปุคฺคโล สนฺธาวติ อสฺมา โลกา ปรํ โลกํ ปรสฺมา โลกา อิมํ โลกนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ โส จญฺโญ จ สนฺธาวติ อสฺมา โลกา ปรํ โลกํ ปรสฺมา โลกา อิมํ โลกนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ

ส. บุคคลท่องเที่ยวไปจากโลกนี้สู่โลกอื่น จากโลกอื่นสู่โลกนี้ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. บุคคลนั้นเองด้วย บุคคลอื่นด้วย ท่องเที่ยวไปจากโลกนี้สู่โลกอื่น จากโลกอื่นสู่โลกนี้ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

ข้อ ๗๙

ปุคฺคโล สนฺธาวติ อสฺมา โลกา ปรํ โลกํ ปรสฺมา โลกา อิมํ โลกนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ เนว โส สนฺธาวติ น อญฺโญ สนฺธาวติ อสฺมา โลกา ปรํ โลกํ ปรสฺมา โลกา อิมํ โลกนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ

ส. บุคคลท่องเที่ยวไปจากโลกนี้สู่โลกอื่น จากโลกอื่นสู่โลกนี้ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. บุคคลนั้นเอง ก็มิได้ท่องเที่ยวไป บุคคลอื่นก็มิได้ท่องเที่ยวไป จากโลกนี้สู่โลกอื่น จากโลกอื่นสู่โลกนี้ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

ข้อ ๘๐

ปุคฺคโล สนฺธาวติ อสฺมา โลกา ปรํ โลกํ ปรสฺมา โลกา อิมํ โลกนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ โส ปุคฺคโล สนฺธาวติ อญฺโญ ปุคฺคโล สนฺธาวติ โส จญฺโญ จ สนฺธาวติ เนว โส สนฺธาวติ น อญฺโญ สนฺธาวติ อสฺมา โลกา ปรํ โลกํ ปรสฺมา โลกา อิมํ โลกนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ

ส. บุคคลท่องเที่ยวไปจากโลกนี้สู่โลกอื่น จากโลกอื่นสู่โลกนี้ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. บุคคลนั้นเองท่องเที่ยวไป บุคคลอื่นท่องเที่ยวไป บุคคลนั้นเองด้วยบุคคลอื่นด้วย ท่องเที่ยวไป บุคคลนั้นก็มิได้ท่องเที่ยวไป บุคคลอื่นก็มิได้ท่องเที่ยวไป จากโลกนี้สู่โลกอื่น จากโลกอื่นสู่โลกนี้หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

ข้อ ๘๑

น วตฺตพฺพํ ปุคฺคโล สนฺธาวติ อสฺมา โลกา ปรํ โลกํ ปรสฺมา โลกา อิมํ โลกนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ วุตฺตํ ภควตา ส สตฺตกฺขตฺตุปรมํ สนฺธาวิตฺวาน ปุคฺคโล ทุกฺขสฺสนฺตกโร โหติ สพฺพสญฺโญชนกฺขยาติ อตฺเถว สุตฺตนฺโตติ ฯ อามนฺตา ฯ เตน หิ ปุคฺคโล สนฺธาวติ อสฺมา โลกา ปรํ โลกํ ปรสฺมา โลกา อิมํ โลกนฺติ ฯ

ป. ไม่พึงกล่าวว่า บุคคลท่องเที่ยวไปจากโลกนี้สู่โลกอื่น จากโลกอื่นสู่โลกนี้หรือ? ส. ถูกแล้ว ป. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า บุคคลนั้นท่องเที่ยวไปเจ็ดครั้งเป็นอย่างยิ่งแล้วจะเป็นผู้ทำที่สุดแห่งทุกข์ได้ เพราะสิ้นสัญโญชน์ทั้งปวง ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริงมิใช่หรือ? ส. ถูกแล้ว ป. ถ้าอย่างนั้น บุคคลก็ท่องเที่ยวไปจากโลกนี้สู่โลกอื่น จากโลกอื่นสู่โลกนี้นะสิ

ข้อ ๘๒

น วตฺตพฺพํ ปุคฺคโล สนฺธาวติ อสฺมา โลกา ปรํ โลกํ ปรสฺมา โลกา อิมํ โลกนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ วุตฺตํ ภควตา อนมตคฺโคยํ ภิกฺขเว สํสาโร ปุพฺพา โกฏิ น ปญฺญายติ อวิชฺชานีวรณานํ สตฺตานํ ตณฺหาสญฺโญชนานํ สนฺธาวตํ สํสรตนฺติ อตฺเถว สุตฺตนฺโตติ ฯ อามนฺตา ฯ เตน หิ ปุคฺคโล สนฺธาวติ อสฺมา โลกา ปรํ โลกํ ปรสฺมา โลกา อิมํ โลกนฺติ ฯ

ป. ไม่พึงกล่าวว่า บุคคลท่องเที่ยวไปจากโลกนี้สู่โลกอื่น จากโลกอื่นสู่โลกนี้ หรือ? ส. ถูกแล้ว ป. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย การท่องเที่ยวไปของสัตว์ทั้งหลาย ผู้มีอวิชชาเป็นเครื่องกั้น มีตัณหาเป็นเครื่องผูกพัน แล่นไปอยู่ ท่องเที่ยว@ ขุ. อิติวุตฺตก. ข้อ ๒๐๒ หน้า ๒๔๓ ไปอยู่นี้ มีเบื้องต้นเบื้องปลายที่ตามรู้ไม่ได้ เงื่อนต้นไม่ปรากฏ ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริงมิใช่หรือ? ส. ถูกแล้ว ป. ถ้าอย่างนั้นบุคคลก็ท่องเที่ยวไปจากโลกนี้สู่โลกอื่น จากโลกอื่นสู่โลกนี้นะสิ

ข้อ ๘๓

ปุคฺคโล สนฺธาวติ อสฺมา โลกา ปรํ โลกํ ปรสฺมา โลกา อิมํ โลกนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ เสฺวว ปุคฺคโล สนฺธาวติ อสฺมา โลกา ปรํ โลกํ ปรสฺมา โลกา อิมํ โลกนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ {๘๓.๑} เสฺวว ปุคฺคโล สนฺธาวติ อสฺมา โลกา ปรํ โลกํ ปรสฺมา โลกา อิมํ โลกนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ อตฺถิ โกจิ มนุสฺโส หุตฺวา เทโว โหตีติ ฯ อามนฺตา ฯ เสฺวว มนุสฺโส โส เทโวติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ เสฺวว มนุสฺโส โส เทโวติ ฯ อามนฺตา ฯ มนุสฺโส หุตฺวา เทโว โหติ เทโว หุตฺวา มนุสฺโส โหติ มนุสฺสภูโต อญฺโญ เทโว อญฺโญ มนุสฺสภูโต เสฺววายํ สนฺธาวตีติ มิจฺฉา ฯเปฯ {๘๓.๒} สเจ หิ สนฺธาวติ เสฺวว ปุคฺคโล อิโต จุโต ปรํ โลกํ อนญฺโญ เหวํ มรณํ น เหหิติ ปาณาติปาโตปิ นูปลพฺภติ กมฺมํ อตฺถิ กมฺมวิปาโก อตฺถิ กตานํ กมฺมานํ วิปาโก อตฺถิ กุสลากุสเล วิปจฺจมาเน เสฺววายํ สนฺธาวตีติ มิจฺฉา ฯเปฯ {๘๓.๓} เสฺวว ปุคฺคโล สนฺธาวติ อสฺมา โลกา ปรํ โลกํ ปรสฺมา โลกา อิมํ โลกนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ อตฺถิ โกจิ มนุสฺโส หุตฺวา ยกฺโข โหติ เปโต โหติ เนรยิโก โหติ ติรจฺฉานคโต โหติ โอฏฺโฐ โหติ โคโณ โหติ คทฺรโภ โหติ สูกโร โหติ มหิโส โหตีติ ฯ อามนฺตา ฯ เสฺวว มนุสฺโส โส มหิโสติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ {๘๓.๔} เสฺวว มนุสฺโส โส มหิโสติ ฯ อามนฺตา ฯ มนุสฺโส หุตฺวา มหิโส โหติ มหิโส หุตฺวา มนุสฺโส โหติ มนุสฺสภูโต อญฺโญ มหิโส อญฺโญ มนุสฺสภูโต เสฺววายํ สนฺธาวตีติ มิจฺฉา ฯเปฯ {๘๓.๕} สเจ หิ สนฺธาวติ เสฺวว ปุคฺคโล อิโต จุโต ปรํ โลกํ อนญฺโญ เหวํ มรณํ น เหหิติ ปาณาติปาโตปิ นูปลพฺภติ กมฺมํ อตฺถิ กมฺมวิปาโก อตฺถิ กตานํ กมฺมานํ วิปาโก อตฺถิ กุสลากุสเล วิปจฺจมาเน เสฺววายํ สนฺธาวตีติ มิจฺฉา ฯเปฯ {๘๓.๖} เสฺวว ปุคฺคโล สนฺธาวติ อสฺมา โลกา ปรํ โลกํ ปรสฺมา โลกา อิมํ โลกนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ อตฺถิ โกจิ ขตฺติโย หุตฺวา พฺราหฺมโณ โหตีติ ฯ อามนฺตา ฯ เสฺวว ขตฺติโย โส พฺราหฺมโณติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ {๘๓.๗} อตฺถิ โกจิ ขตฺติโย หุตฺวา เวสฺโส โหติ สุทฺโท โหตีติ ฯ อามนฺตา ฯ เสฺวว ขตฺติโย โส สุทฺโทติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ {๘๓.๘} อตฺถิ โกจิ พฺราหฺมโณ หุตฺวา เวสฺโส โหติ สุทฺโท โหติ ขตฺติโย โหตีติ ฯ อามนฺตา ฯ เสฺวว พฺราหฺมโณ โส ขตฺติโยติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ {๘๓.๙} อตฺถิ โกจิ เวสฺโส หุตฺวา สุทฺโท โหติ ขตฺติโย โหติ พฺราหฺมโณ โหตีติ ฯ อามนฺตา ฯ เสฺวว เวสฺโส โส พฺราหฺมโณติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ {๘๓.๑๐} อตฺถิ โกจิ สุทฺโท หุตฺวา ขตฺติโย โหติ พฺราหฺมโณ โหติ เวสฺโส โหตีติ ฯ อามนฺตา ฯ เสฺวว สุทฺโท โส เวสฺโสติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ {๘๓.๑๑} เสฺวว ปุคฺคโล สนฺธาวติ อสฺมา โลกา ปรํ โลกํ ปรสฺมา โลกา อิมํ โลกนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ หตฺถจฺฉินฺโน หตฺถจฺฉินฺโนว โหติ ปาทจฺฉินฺโน ปาทจฺฉินฺโนว โหติ หตฺถปาทจฺฉินฺโน หตฺถปาทจฺฉินฺโนว โหติ กณฺณจฺฉินฺโน นาสจฺฉินฺโน กณฺณนาสจฺฉินฺโน องฺคุลิจฺฉินฺโน อฬจฺฉินฺโน กณฺฑรจฺฉินฺโน กุณิหตฺถโก ผณหตฺถโก กุฏฺฐิโย คณฺฑิโย กิลาสิโย โสสิโย อปมาริโย โอฏฺโฐ โคโณ คทฺรโภ สูกโร มหิโส มหิโสว โหตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ

ส. บุคคลท่องเที่ยวไปจากโลกนี้สู่โลกอื่น จากโลกอื่นสู่โลกนี้ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. บุคคลนั้นเองท่องเที่ยวไปจากโลกนี้สู่โลกอื่น จากโลกอื่นสู่โลกนี้ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. บุคคลนั้นเองท่องเที่ยวไปจากโลกนี้สู่โลกอื่น จากโลกอื่นสู่โลกนี้ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. บางคนเป็นมนุษย์แล้วเป็นเทวดาก็มีหรือ ป. ถูกแล้ว ส. มนุษย์ก็คนนั้นแหละ เทวดาก็คนนั้นแหละ (เป็นคนเดียวกัน) หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. มนุษย์ก็คนนั้นแหละ เทวดาก็คนนั้นแหละ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. บุคคลเป็นมนุษย์แล้วเป็นเทวดา เป็นเทวดาแล้วเป็นมนุษย์ เป็นผู้เกิดเป็นมนุษย์ เทวดาเป็นอื่น ผู้เกิดเป็นมนุษย์ก็เป็นอื่น (เป็นคนละคน) คำว่า บุคคลนั้นเองท่องเที่ยวไป นี้ผิด ฯลฯ ก็ถ้าว่า บุคคลท่องเที่ยวไป บุคคลนั้นเองเคลื่อนจากโลกนี้ไปสู่โลกอื่น ไม่ใช่บุคคลอื่น เมื่อเป็นเช่นนี้ ความตายก็จักไม่มี แม้ปาณาติบาตก็หยั่งเห็นไม่ได้กรรมมีอยู่ ผลของกรรมมีอยู่ ผลของกรรมทั้งหลายที่ทำแล้วมีอยู่ เมื่อกุศลและอกุศลให้ผลอยู่คำว่า บุคคลนั้นเองท่องเที่ยวไป นี้ผิด ฯลฯ @ สํ. นิ. ข้อ ๔๒๑ หน้า ๒๑๒ ส. บุคคลนั้นเองท่องเที่ยวไปจากโลกนี้สู่โลกอื่น จากโลกอื่นสู่โลกนี้หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. บางคนเป็นมนุษย์แล้วเป็นยักษ์ ... เป็นเปรต ... เป็นสัตว์นรก ... เป็นสัตว์เดียรัจฉาน ... เป็นอูฐ ... เป็นลา ... เป็นโค ... เป็นสุกร ... เป็นกระบือ ... ก็มีหรือ? ป. ถูกแล้ว ส. มนุษย์ก็คนนั้นแหละ กระบือก็คนนั้นแหละ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. มนุษย์ก็คนนั้นแหละ กระบือก็คนนั้นแหละ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. บุคคลเป็นมนุษย์แล้วเป็นกระบือ เป็นกระบือแล้วเป็นมนุษย์ เป็นผู้เกิดเป็นมนุษย์ กระบือเป็นอื่น ผู้เกิดเป็นมนุษย์ก็เป็นอื่น คำว่า บุคคลนั้นเองท่องเที่ยวไป นี้ผิด ฯลฯ ก็ถ้าว่า บุคคลท่องเที่ยวไป บุคคลนั้นเองเคลื่อนจากโลกนี้ ไปสู่โลกอื่น ไม่ใช่บุคคลอื่น เมื่อเป็นเช่นนี้ ความตายก็จักไม่มี แม้ปาณาติบาตก็จะหยั่งเห็นไม่ได้ กรรมมีอยู่ ผลของกรรมมีอยู่ผลของกรรมทั้งหลายที่ทำแล้วมีอยู่ เมื่อกุศลและอกุศลให้ผลอยู่ คำว่า บุคคลนั้นเองท่องเที่ยวไป นี้ผิด ฯลฯ ส. บุคคลนั้นเองท่องเที่ยวไปจากโลกนี้สู่โลกอื่น จากโลกอื่นสู่โลกนี้หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. บางคนเป็นกษัตริย์แล้วเป็นพราหมณ์ก็มีหรือ? ป. ถูกแล้ว ส. กษัตริย์ก็คนนั้นแหละ พราหมณ์ก็คนนั้นแหละ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. บางคนเป็นกษัตริย์แล้วเป็นแพศย์ ... เป็นศูทรก็มี หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. กษัตริย์ก็คนนั้นแหละ ศูทรก็คนนั้นแหละ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. บางคนเป็นพราหมณ์แล้วเป็นแพศย์ ... เป็นศูทร ... เป็นกษัตริย์ก็มีหรือ? ป. ถูกแล้ว ส. พราหมณ์ก็คนนั้นแหละ กษัตริย์ก็คนนั้นแหละ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. บางคนเป็นแพศย์แล้วเป็นศูทร ... เป็นกษัตริย์ ... ไปเป็นพราหมณ์ ก็มีหรือ? ป. ถูกแล้ว ส. แพศย์ก็คนนั้นแหละ พราหมณ์ก็คนนั้นแหละ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. บางคนเป็นศูทรแล้วเป็นกษัตริย์ ... เป็นพราหมณ์ ... เป็นแพศย์ ก็มีหรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ศูทรก็คนนั้นแหละ แพศย์ก็คนนั้นแหละ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. บุคคลนั้นเองท่องเที่ยวไปจากโลกนี้สู่โลกอื่น จากโลกอื่นสู่โลกนี้ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. คนมือด้วยก็ไปเป็นคนมือด้วยเทียวหรือ ... คนเท้าด้วนก็ไปเป็นคนเท้าด้วนเทียวหรือ ... คนด้วนทั้งมือและเท้าก็ไปเป็นคนด้วนทั้งมือและเท้าเทียวหรือ ... คนหูวิ่น ... คนจมูกโหว่ ... คนทั้งหูวิ่นทั้งจมูกโหว่ ... คนนิ้วด้วน ... คนนิ้วแม่มือด้วน ... คนเอ็นใหญ่ขาด ... คนมือหงิก ... คนมือแป ... คนเป็นโรคเรื้อน ... คนเป็นต่อม ... คนเป็นโรคกลาก ... คนเป็นโรคมองคร่อ ... คนเป็นโรคลมบ้าหมู ... อูฐ ... โค ... ลา ... สุกร ... กระบือ ก็ไปเป็นกระบือเทียวหรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

ข้อ ๘๔

น วตฺตพฺพํ เสฺวว ปุคฺคโล สนฺธาวติ อสฺมา โลกา ปรํ โลกํ ปรสฺมา โลกา อิมํ โลกนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ โสตาปนฺโน ปุคฺคโล มนุสฺสโลกา จุโต เทวโลกํ อุปปนฺโน ตตฺถปิ โสตาปนฺโนว โหตีติ ฯ อามนฺตา ฯ {๘๔.๑} หญฺจิ โสตาปนฺโน ปุคฺคโล มนุสฺสโลกา จุโต เทวโลกํ อุปปนฺโน ตตฺถปิ โสตาปนฺโนว โหติ เตน วต เร วตฺตพฺเพ เสฺวว ปุคฺคโล สนฺธาวติ อสฺมา โลกา ปรํ โลกํ ปรสฺมา โลกา อิมํ โลกนฺติ ฯ

ป. ไม่พึงกล่าวว่า บุคคลนั้นเองท่องเที่ยวไปจากโลกนี้สู่โลกอื่น จากโลกอื่นสู่โลกนี้ หรือ? ส. ถูกแล้ว ป. บุคคลผู้เป็นโสดาบัน เคลื่อนจากมนุษยโลกเข้าถึงเทวโลกแล้ว คงเป็นโสดาบันเทียวแม้ในเทวโลกนั้น มิใช่หรือ? ส. ถูกแล้ว ป. หากว่า บุคคลผู้เป็นโสดาบันเคลื่อนจากมนุษยโลก เข้าถึงเทวโลกแล้วคงเป็นโสดาบันเทียวแม้ในเทวโลกนั้น ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า บุคคลนั้นเองท่องเที่ยวไปจากโลกนี้สู่โลกอื่น จากโลกอื่นสู่โลกนี้

ข้อ ๘๕

โสตาปนฺโน ปุคฺคโล มนุสฺสโลกา จุโต เทวโลกํ อุปปนฺโน ตตฺถปิ โสตาปนฺโนว โหตีติ กตฺวา เตน จ การเณน เสฺวว ปุคฺคโล สนฺธาวติ อสฺมา โลกา ปรํ โลกํ ปรสฺมา โลกา อิมํ โลกนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ โสตาปนฺโน ปุคฺคโล มนุสฺสโลกา จุโต เทวโลกํ อุปปนฺโน ตตฺถปิ มนุสฺโส โหตีติ กตฺวา ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ

ส. ท่านทำความตกลงแล้วว่า บุคคลผู้เป็นโสดาบันเคลื่อนจากมนุษยโลก เข้าถึงเทวโลกแล้ว คงเป็นโสดาบันเทียวแม้ในเทวโลกนั้น และด้วยเหตุนั้น (จึงวินิจฉัยว่า)บุคคลนั้นเทียวท่องเที่ยวไปจากโลกนี้สู่โลกอื่น จากโลกอื่นสู่โลกนี้ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ท่านได้ทำความตกลงว่า บุคคลผู้เป็นโสดาบันเคลื่อนจากมนุษยโลกเข้าถึงเทวโลกแล้ว คงเป็นมนุษย์แม้ในเทวโลกนั้น หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

ข้อ ๘๖

เสฺวว ปุคฺคโล สนฺธาวติ อสฺมา โลกา ปรํ โลกํ ปรสฺมา โลกา อิมํ โลกนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ อนญฺโญ อวิคโต สนฺธาวตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ

ส. บุคคลนั้นเองท่องเที่ยวไปจากโลกนี้สู่โลกอื่น จากโลกอื่นสู่โลกนี้ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ไม่เป็นอื่น ไม่แปรผัน ท่องเที่ยวไป หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

ข้อ ๘๗

อนญฺโญ อวิคโต สนฺธาวตีติ ฯ อามนฺตา ฯ หตฺถจฺฉินฺโน หตฺถจฺฉินฺโนว โหติ ปาทจฺฉินฺโน ปาทจฺฉินฺโนว โหติ หตฺถปาทจฺฉินฺโน หตฺถปาทจฺฉินฺโนว โหติ กณฺณจฺฉินฺโน นาสจฺฉินฺโน กณฺณนาสจฺฉินฺโน องฺคุลิจฺฉินฺโน อฬจฺฉินฺโน กณฺฑรจฺฉินฺโน กุณิหตฺถโก ผณหตฺถโก กุฏฺฐิโย คณฺฑิโย กิลาสิโย โสสิโย อปมาริโย โอฏฺโฐ โคโณ คทฺรโภ สูกโร มหิโส มหิโสว โหตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ

ส. ไม่เป็นอื่น ไม่แปรผัน ท่องเที่ยวไป หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. คนมือด้วนก็ไปเป็นคนมือด้วนเทียวหรือ ... คนเท้าด้วนก็ไปเป็นคนเท้าด้วนเทียวหรือ ... คนด้วนทั้งมือและเท้าก็ไปเป็นคนด้วนทั้งมือและเท้าเทียวหรือ ... คนหูวิ่น ... คนจมูกโหว่ ... คนทั้งหูวิ่นจมูกโหว่ ... คนนิ้วด้วน ... คนนิ้วแม่มือด้วน ... คนเอ็นใหญ่ขาด ... คนมือหงิก ... คนมือแป ... คนเป็นโรคเรื้อน ... คนเป็นต่อม ... คนเป็นโรคกลาก ... คนเป็นโรคมองคร่อ ... คนเป็นโรคลมบ้าหมู ... อูฐ ... โค ... ลา ... สุกร ... กระบือก็ไปเป็นกระบือเทียวหรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

ข้อ ๘๘

เสฺวว ปุคฺคโล สนฺธาวติ อสฺมา โลกา ปรํ โลกํ ปรสฺมา โลกา อิมํ โลกนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ สรูโป สนฺธาวตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ สรูโป สนฺธาวตีติ ฯ อามนฺตา ฯ ตํ ชีวํ ตํ สรีรนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ {๘๘.๑} สเวทโน ฯเปฯ สสญฺโญ ฯเปฯ สสงฺขาโร ฯเปฯ สวิญฺญาโณ สนฺธาวตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ สวิญฺญาโณ สนฺธาวตีติ ฯ อามนฺตา ฯ ตํ ชีวํ ตํ สรีรนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ

ส. บุคคลนั้นเองท่องเที่ยวไปจากโลกนี้สู่โลกอื่น จากโลกอื่นสู่โลกนี้หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. เป็นผู้มีรูปท่องเที่ยวไปหรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. เป็นผู้มีรูปท่องเที่ยวไปหรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ชีพก็อันนั้น สรีระก็อันนั้นหรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. เป็นผู้มีเวทนา ฯลฯ เป็นผู้มีสัญญา ฯลฯ เป็นผู้มีสังขาร ฯลฯ เป็นผู้มีวิญญาณท่องเที่ยวไปหรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. เป็นผู้มีวิญญาณท่องเที่ยวไปหรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ชีพก็อันนั้น สรีระก็อันนั้นหรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

ข้อ ๘๙

เสฺวว ปุคฺคโล สนฺธาวติ อสฺมา โลกา ปรํ โลกํ ปรสฺมา โลกา อิมํ โลกนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ อรูโป สนฺธาวตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อรูโป สนฺธาวตีติ ฯ อามนฺตา ฯ อญฺญํ ชีวํ อญฺญํ สรีรนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ {๘๙.๑} อเวทโน ฯเปฯ อสญฺโญ ฯเปฯ อสงฺขาโร ฯเปฯ อวิญฺญาโณ สนฺธาวตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯ อวิญฺญาโณ สนฺธาวตีติ ฯ อามนฺตา ฯ อญฺญํ ชีวํ อญฺญํ สรีรนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ

ส. บุคคลนั้นเองท่องเที่ยวไปจากโลกนี้สู่โลกอื่น จากโลกอื่นสู่โลกนี้ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. เป็นผู้ไม่มีรูปท่องเที่ยวไปหรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. เป็นผู้ไม่มีรูปท่องเที่ยวไป หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ชีพเป็นอื่น สรีระก็เป็นอื่น หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. เป็นผู้ไม่มีเวทนา ฯลฯ เป็นผู้ไม่มีสัญญา ฯลฯ เป็นผู้ไม่มีสังขาร ฯลฯ เป็นผู้ไม่มีวิญญาณท่องเที่ยวไปหรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. เป็นผู้ไม่มีวิญญาณท่องเที่ยวไปหรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ชีพเป็นอื่น สรีระก็เป็นอื่น หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

ข้อ ๙๐

เสฺวว ปุคฺคโล สนฺธาวติ อสฺมา โลกา ปรํ โลกํ ปรสฺมา โลกา อิมํ โลกนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ รูปํ สนฺธาวตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ รูปํ สนฺธาวตีติ ฯ อามนฺตา ฯ ตํ ชีวํ ตํ สรีรนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ {๙๐.๑} เวทนา ฯเปฯ สญฺญา ฯเปฯ สงฺขารา ฯเปฯ วิญฺญาณํ สนฺธาวตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ วิญฺญาณํ สนฺธาวตีติ ฯ อามนฺตา ฯ ตํ ชีวํ ตํ สรีรนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ

ส. บุคคลนั้นแหละท่องเที่ยวไปจากโลกนี้สู่โลกอื่น จากโลกอื่นสู่โลกนี้ หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. รูปท่องเที่ยวไปหรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. รูปท่องเที่ยวไปหรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ชีพก็อันนั้น สรีระก็อันนั้นหรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. เวทนา ฯลฯ สัญญา ฯลฯ สังขาร ฯลฯ วิญญาณท่องเที่ยวไปหรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. วิญญาณท่องเที่ยวไปหรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ชีพก็อันนั้น สรีระก็อันนั้น หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ

ข้อ ๙๑

เสฺวว ปุคฺคโล สนฺธาวติ อสฺมา โลกา ปรํ โลกํ ปรสฺมา โลกา อิมํ โลกนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ รูปํ น สนฺธาวตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ รูปํ น สนฺธาวตีติ ฯ อามนฺตา ฯ อญฺญํ ชีวํ อญฺญํ สรีรนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ {๙๑.๑} เวทนา ฯเปฯ สญฺญา ฯเปฯ สงฺขารา ฯเปฯ วิญฺญาณํ น สนฺธาวตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ วิญฺญาณํ น สนฺธาวตีติ ฯ อามนฺตา ฯ อญฺญํ ชีวํ อญฺญํ สรีรนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ สงฺขิตฺตํ ฯ ขนฺเธสุ ภิชฺชมาเนสุ โส เจ ภิชฺชติ ปุคฺคโล อุจฺเฉทา ภวติ ทิฏฺฐิ ยา พุทฺเธน วิวชฺชิตา ขนฺเธสุ ภิชฺชมาเนสุ โน เจ ภิชฺชติ ปุคฺคโล ปุคฺคโล สสฺสโต โหติ นิพฺพาเนน สมสโมติ คติอนุโยโค ฯ

ส. บุคคลนั้นแหละ ท่องเที่ยวไปจากโลกนี้สู่โลกอื่น จากโลกอื่นสู่โลกนี้หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. รูปไม่ท่องเที่ยวไปหรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. รูปไม่ท่องเที่ยวไปหรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ชีพเป็นอื่น สรีระก็เป็นอื่นหรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. เวทนา ฯลฯ สัญญา ฯลฯ สังขาร ฯลฯ วิญญาณ ไม่ท่องเที่ยวไปหรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. วิญญาณไม่ท่องเที่ยวไปหรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ชีพเป็นอื่น สรีระก็เป็นอื่น หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. หากว่า บุคคลแตกดับไปในเมื่อขันธ์ทั้งหลายแตกดับไป ก็เป็นอุจเฉททิฏฐิที่พระพุทธเจ้าทรงเว้นขาดแล้ว หากว่า บุคคลไม่แตกดับไปในเมื่อขันธ์ทั้งหลายแตกดับไป บุคคลก็จะเที่ยง (และดังนั้น) จะเสมอเหมือนกับนิพพาน. คติอนุโยค จบ. -----------------------------------------------------

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้docs/legal/PERMISSIONS.md#มจร

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/pali/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๔

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/