๗. อนุธัมมสูตร ที่ ๑
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๗ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๙ สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ๗. อนุธัมมสูตรที่ ๑ ว่าด้วยความหน่ายในขันธ์ ๕
สาวตฺถิยํ ฯ ตตฺร โข ฯ ธมฺมานุธมฺมปฏิปนฺนสฺส ภิกฺขเว ภิกฺขุโน อยมนุธมฺโม โหติ ยํ รูเป นิพฺพิทาพหุโล วิหเรยฺย เวทนาย นิพฺพิทาพหุโล วิหเรยฺย สญฺญาย นิพฺพิทาพหุโล วิหเรยฺย สงฺขาเรสุ นิพฺพิทาพหุโล วิหเรยฺย วิญฺญาเณ นิพฺพิทาพหุโล วิหเรยฺย ฯ โส รูเป นิพฺพิทาพหุโล วิหรนฺโต ฯ เวทนาย ฯ สญฺญาย ฯ สงฺขาเรสุ ฯ วิญฺญาเณ นิพฺพิทาพหุโล วิหรนฺโต รูปํ ปริชานาติ ฯ เวทนํ ฯ สญฺญํ ฯ สงฺขาเร ฯ วิญฺญาณํ ปริชานาติ ฯ โส รูปํ ปริชานํ ฯ เวทนํ ฯ สญฺญํ ฯ สงฺขาเร ฯ วิญฺญาณํ ปริชานํ ปริมุจฺจติ รูปมฺหา ปริมุจฺจติ เวทนาย ปริมุจฺจติ สญฺญาย ปริมุจฺจติ สงฺขาเรหิ ปริมุจฺจติ วิญฺญาณมฺหา ปริมุจฺจติ ชาติยา ชราย มรเณน โสเกหิ ปริเทเวหิ ทุกฺเขหิ โทมนสฺเสหิ อุปายาเสหิ ปริมุจฺจติ ทุกฺขสฺมาติ วทามีติ ฯ
พระนครสาวัตถี ฯลฯ พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ภิกษุผู้ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ย่อมมีธรรมอันเหมาะสม คือ พึงเป็นผู้มากไปด้วยความหน่ายในรูปอยู่ พึงเป็นผู้มากไปด้วยความหน่ายในเวทนาอยู่ พึงเป็นผู้มากไปด้วยความหน่ายในสัญญาอยู่ พึงเป็นผู้มากไป@ แยกเป็นเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ทั้ง ๓ กาล เหมือนข้อ ๘๑ด้วยความหน่ายในสังขารอยู่ พึงเป็นผู้มากไปด้วยความหน่ายในวิญญาณอยู่. ภิกษุนั้น เมื่อเป็นผู้มากไปด้วยความหน่ายในรูป ในเวทนา ในสัญญา ในสังขาร ในวิญญาณอยู่ ย่อมกำหนดรู้รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ. เมื่อกำหนดรู้รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ. ย่อมหลุดพ้นจากรูป ย่อมหลุดพ้นจากเวทนา ย่อมหลุดพ้นจากสัญญา ย่อมหลุดพ้นจากสังขารย่อมหลุดพ้นจากวิญญาณ ย่อมหลุดพ้นจากชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัสอุปายาส เรากล่าวว่า ย่อมหลุดพ้นจากทุกข์. จบ สูตรที่ ๗.
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๗. อนุธัมมสูตร ว่าด้วยผู้มีธรรมอันเหมาะสม
เรื่องเกิดขึ้นที่กรุงสาวัตถี พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรมมีธรรมอันเหมาะสม คือ พึงเป็นผู้มากด้วยความเบื่อหน่ายในรูป มากด้วยความเบื่อหน่ายในเวทนา มากด้วยความเบื่อหน่ายในสัญญา มากด้วยความเบื่อหน่ายในสังขาร มากด้วยความเบื่อหน่ายในวิญญาณอยู่ เมื่อเธอเป็นผู้มากด้วยความเบื่อหน่ายในรูป ... ในเวทนา ฯลฯ ในสัญญา ฯลฯ ในสังขาร เป็นผู้มากด้วยความเบื่อหน่ายในวิญญาณอยู่ ก็จะกำหนดรู้รูป ... เวทนา ฯลฯ สัญญา ฯลฯ สังขาร ฯลฯ กำหนดรู้วิญญาณ เธอเมื่อกำหนดรู้รูป ... เวทนา ฯลฯ สัญญาฯลฯ สังขาร เมื่อกำหนดรู้วิญญาณ ย่อมพ้นจากรูป ย่อมพ้นจากเวทนา ย่อมพ้นจากสัญญา ย่อมพ้นจากสังขาร ย่อมพ้นจากวิญญาณ เรากล่าวว่า ‘ย่อมพ้นจากชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และอุปายาส และย่อมพ้นจากทุกข์’ อนุธัมมสูตรที่ ๗ จบ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๗ หน้า : ๕๖}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาอนุธรรมสูตรที่ ๑
ในอนุธรรมสูตรที่ ๑ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
บทว่า ธมฺมานุธมฺมปฏิปนฺนสฺส ความว่า ผู้ปฏิบัติปุพพภาคปฏิปทาอันเป็นธรรมสมควรแก่โลกุตตรธรรม ๙.
บทว่า อยมนุธมฺโม ความว่า ธรรมนี้เป็นอนุโลมธรรม.
บทว่า นิพฺพิทาพหุโล ได้แก่ เป็นผู้ไม่มากไปด้วยความกระสัน.
บทว่า ปริชานาติ ได้แก่ กำหนดรู้ด้วยปริญญา ๓.
บทว่า ปริมุจฺจติ ได้แก่ หลุดพ้นด้วยปหานปริญญาที่เกิดขึ้นในมรรคขณะ.
ในพระสูตรนี้ เป็นอันตรัสเฉพาะมรรคเท่านั้น ด้วยประการฉะนี้.
ในปริญญา ๓ นอกจากนี้ก็เหมือนกัน. แต่ในที่นี้ ท่านไม่กำหนดเอาอนุปัสสนา กำหนดเอาในปริญญา ๓ เหล่านั้นเพราะฉะนั้น แม้ในที่นี้ อนุปัสสนานั้นพึงกำหนดตามที่ท่านกำหนดไว้แล้วในปริญญา ๓ นั่นแล.
จริงอยู่ ในปริญญา ๓ เหล่านั้น เว้นอนุปัสสนาอย่างใดอย่างหนึ่งเสีย ใครๆ ไม่อาจจะเบื่อหน่ายหรือกำหนดรู้ได้.
จบอรรถกถาอนุธรรมสูตรที่ ๑ ----------------------------------