๒. ติสสสูตร
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
๑๙๔สาวตฺถิยํ วิหรติ ฯ อาราเม ฯ เตน โข ปน สมเยน อายสฺมา ติสฺโส ภควโต ปิตุจฺฉาปุตฺโต สมฺพหุลานํ ภิกฺขูนํ เอวมาโรเจติ อปิ เม อาวุโส มธุรกชาโต วิย กาโย ทิสาปิ เม น ปกฺขายนฺติ ธมฺมาปิ มํ นปฺปฏิภนฺติ ถีนมิทฺธญฺจ เม จิตฺตํ ปริยาทาย ติฏฺฐติ อนภิรโต จ พฺรหฺมจริยํ จรามิ โหติ จ เม ธมฺเมสุ วิจิกิจฺฉาติ ฯ
๑๙๕อถ โข สมฺพหุลา ภิกฺขู เยน ภควา เตนุปสงฺกมึสุ อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทึสุ ฯ เอกมนฺตํ นิสินฺนา โข เต ภิกฺขู ภควนฺตํ เอตทโวจุํ อายสฺมา ภนฺเต ติสฺโส ภควโต ปิตุจฺฉาปุตฺโต สมฺพหุลานํ ภิกฺขูนํ เอวมาโรเจติ อปิ เม อาวุโส มธุรกชาโต วิย กาโย ทิสาปิ เม น ปกฺขายนฺติ ธมฺมาปิ มํ นปฺปฏิภนฺติ ถีนมิทฺธญฺจ เม จิตฺตํ ปริยาทาย ติฏฺฐติ อนภิรโต จ พฺรหฺมจริยํ จรามิ โหติ จ เม ธมฺเมสุ วิจิกิจฺฉาติ ฯ {๑๙๕.๑} อถ โข ภควา อญฺญตรํ ภิกฺขุํ อามนฺเตสิ เอหิ ตฺวํ ภิกฺขุ มม วจเนน ติสฺสํ ภิกฺขุํ อามนฺเตหิ สตฺถา ตํ อาวุโส ติสฺส อามนฺเตตีติ ฯ เอวํ ภนฺเตติ โข โส ภิกฺขุ ภควโต ปฏิสฺสุตฺวา เยนายสฺมา ติสฺโส เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา อายสฺมนฺตํ ติสฺสํ เอตทโวจ สตฺถา ตํ อาวุโส ติสฺส อามนฺเตตีติ ฯ เอวํ อาวุโสติ โข อายสฺมา ติสฺโส ตสฺส ภิกฺขุโน ปฏิสฺสุตฺวา เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ ฯ เอกมนฺตํ นิสินฺนํ โข อายสฺมนฺตํ ติสฺสํ ภควา เอตทโวจ สจฺจํ กิร ตฺวํ ติสฺส สมฺพหุลานํ ภิกฺขูนํ เอวมาโรเจสิ อปิ เม อาวุโส มธุรกชาโต วิย กาโย ฯเปฯ โหติ จ เม ธมฺเมสุ วิจิกิจฺฉาติ ฯ เอวํ ภนฺเต ฯ ตํ กึ มญฺญสิ ติสฺส รูเป อวีตราคสฺส อวีตตจฺฉนฺทสฺส อวีตเปมสฺส อวีตปิปาสสฺส อวีตปริฬาหสฺส อวีตตณฺหสฺส ตสฺส รูปสฺส วิปริณามญฺญถาภาวา อุปฺปชฺชนฺติ โสกปริเทวทุกฺข- โทมนสฺสุปายาสาติ ฯ เอวํ ภนฺเต ฯ {๑๙๕.๒} สาธุ สาธุ ติสฺส เอวํ เหตํ ติสฺส โหติ ยถาตํ รูเป อวีตราคสฺส ฯ เวทนาย ฯ สญฺญาย ฯ สงฺขาเรสุ อวีตราคสฺส ฯเปฯ เตสํ สงฺขารานํ วิปริณามญฺญถาภาวา อุปฺปชฺชนฺติ โสกปริเทวทุกฺข- โทมนสฺสุปายาสาติ ฯ เอวํ ภนฺเต ฯ สาธุ สาธุ ติสฺส เอวํ เหตํ ติสฺส โหติ ยถาตํ สงฺขาเรสุ อวีตราคสฺส ฯ วิญฺญาเณ อวีตราคสฺส อวีตจฺฉนฺทสฺส อวีตเปมสฺส อวีตปิปาสสฺส อวีตปริฬาหสฺส อวีตตณฺหสฺส ตสฺส วิญฺญาณสฺส ปริณามญฺญถาภาวา อุปฺปชฺชนฺติ โสกปริเทวทุกฺขโทมนสฺสุปายาสาติ ฯ เอวํ ภนฺเต ฯ สาธุ สาธุ ติสฺส เอวํ เหตํ ติสฺส โหติ ยถาตํ วิญฺญาเณ อวีตราคสฺส ฯ
๑๙๖ตํ กึ มญฺญสิ ติสฺส รูเป วีตราคสฺส วีตจฺฉนฺทสฺส วีตเปมสฺส วีตปิปาสสฺส วีตปริฬาหสฺส วีตตณฺหสฺส ตสฺส รูปสฺส วิปริณามญฺญถาภาวา อุปฺปชฺชนฺติ โสกปริเทวทุกฺขโทมนสฺสุปายาสาติ ฯ โน เหตํ ภนฺเต ฯ สาธุ สาธุ ติสฺส เอวํ เหตํ ติสฺส โหติ ยถาตํ รูเป วีตราคสฺส ฯ เวทนาย ฯ สญฺญาย ฯ สงฺขาเรสุ ฯ วิญฺญาเณ วีตราคสฺส วีตจฺฉนฺทสฺส วีตเปมสฺส วีตปิปาสสฺส วีตปริฬาหสฺส วีตตณฺหสฺส ตสฺส วิญฺญาณสฺส วิปริณามญฺญถาภาวา อุปฺปชฺชนฺติ โสกปริเทวทุกฺขโทมนสฺสุปายาสาติ ฯ โน เหตํ ภนฺเต ฯ สาธุ สาธุ ติสฺส เอวํ เหตํ ติสฺส โหติ ยถาตํ วิญฺญาเณ วีตราคสฺส ฯ ตํ กึ มญฺญสิ ติสฺส รูปํ นิจฺจํ วา อนิจฺจํ วาติ ฯ อนิจฺจํ ภนฺเต ฯเปฯ เวทนา ฯ สญฺญา ฯ สงฺขารา ฯ วิญฺญาณํ นิจฺจํ วา อนิจฺจํ วาติ ฯ อนิจฺจํ ภนฺเต ฯเปฯ ตสฺมา ติห ฯ เอวํ ปสฺสํ ฯเปฯ นาปรํ อิตฺถตฺตายาติ ปชานาติ ฯ
๑๙๗เสยฺยถาปิ ติสฺส เทฺว ปุริสา เอโก ปุริโส อมคฺคกุสโล เอโก ปุริโส มคฺคกุสโล ตเมนํ โส อมคฺคกุสโล ปุริโส อมุํ มคฺคกุสลํ ปุริสํ มคฺคํ ปุจฺเฉยฺย โส เอวํ วเทยฺย เอวํ โภ ปุริส อยํ มคฺโค เตน มุหุตฺตํ คจฺฉ เตน มุหุตฺตํ คนฺตฺวา ทกฺขิสฺสสิ เทฺวธาปถํ ตตฺถ วามํ มุญฺจิตฺวา ทกฺขิณํ คณฺห เตน มุหุตฺตํ คจฺฉ เตน มุหุตฺตํ คนฺตฺวา ทกฺขิสฺสสิ ติพฺพํ วนสณฺฑํ เตน มุหุตฺตํ คจฺฉ เตน มุหุตฺตํ คนฺตฺวา ทกฺขิสฺสสิ มหนฺตํ นินฺนํ ปลฺลลํ เตน มุหุตฺตํ คจฺฉ เตน มุหุตฺตํ คนฺตฺวา ทกฺขิสฺสสิ โสพฺภํ ปปาตํ เตน มุหุตฺตํ คจฺฉ เตน มุหุตฺตํ คนฺตฺวา ทกฺขิสฺสสิ สมํ ภูมิภาคํ รมณียํ ฯ {๑๙๗.๑} อุปมา โข มฺยายํ ติสฺส กตา อตฺถสฺส วิญฺญาปนาย อยํ เจเวตฺถ อตฺโถ ฯ ปุริโส อมคฺคกุสโลติ โข ติสฺส ปุถุชฺชนสฺเสตํ อธิวจนํ ฯ ปุริโส มคฺคกุสโลติ โข ติสฺส ตถาคตสฺเสตํ อธิวจนํ อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส ฯ เทฺวธาปโถติ โข ติสฺส วิจิกิจฺฉาเยตํ อธิวจนํ ฯ วาโม มคฺโคติ โข ติสฺส อฏฺฐงฺคิกสฺเสตํ มิจฺฉามคฺคสฺส อธิวจนํ ฯ เสยฺยถีทํ ฯ มิจฺฉาทิฏฺฐิยา ฯเปฯ มิจฺฉาสมาธิสฺส ฯ ทกฺขิโณ มคฺโคติ โข ติสฺส อริยสฺเสตํ อฏฺฐงฺคิกสฺส มคฺคสฺส อธิวจนํ ฯ เสยฺยถีทํ ฯ สมฺมาทิฏฺฐิยา ฯเปฯ สมฺมาสมาธิสฺส ฯ ติพฺโพ วนสณฺโฑติ โข ติสฺส อวิชฺชาเยตํ อธิวจนํ ฯ มหนฺตํ นินฺนํ ปลฺลลนฺติ โข ติสฺส กามานเมตํ อธิวจนํ ฯ โสพฺโภ ปปาโตติ โข ติสฺส โกธุปายาสสฺเสตํ อธิวจนํ ฯ สโม ภูมิภาโค รมณีโยติ โข ติสฺส นิพฺพานสฺเสตํ อธิวจนํ ฯ อภิรม ติสฺส อภิรม ติสฺส อหโมวาเทน อหมนุคฺคเหน อหมนุสาสนิยาติ ฯ อิทมโวจ ภควา ฯ อตฺตมโน อายสฺมา ติสฺโส ภควโต ภาสิตํ อภินนฺทีติ ฯ
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๒. ติสสสูตร ว่าด้วยพระติสสะ
เรื่องเกิดขึ้นที่กรุงสาวัตถี สมัยนั้น ท่านพระติสสะโอรสพระปิตุจฉาของพระผู้มีพระภาค บอกแก่ภิกษุจำนวนมากอย่างนี้ว่า “ท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ร่างกายของกระผมอ่อนเปลี้ยประดุจคนเมา กระผมรู้สึกมืดทุกด้าน แม้ธรรมทั้งหลายก็ไม่ปรากฏ ถีนมิทธะครอบงำจิตของกระผม กระผมไม่ยินดีประพฤติพรหมจรรย์ และยังมีความสงสัยในธรรมทั้งหลายอยู่” ครั้งนั้น ภิกษุจำนวนมากเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายอภิวาทแล้ว นั่ง ณ ที่สมควร ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญท่านพระติสสะโอรสพระปิตุจฉาของพระผู้มีพระภาค บอกแก่ภิกษุทั้งหลายอย่างนี้ว่า‘ท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ร่างกายของกระผมอ่อนเปลี้ยประดุจคนเมา กระผมรู้สึกมืดทุกด้าน แม้ธรรมทั้งหลายก็ไม่ปรากฏ ถีนมิทธะครอบงำจิตของกระผม กระผมไม่ยินดีประพฤติพรหมจรรย์ และยังมีความสงสัยในธรรมทั้งหลายอยู่”
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๗ หน้า : ๑๔๓}
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค [๑. ขันธสังยุต] มัชฌิมปัณณาสก์ ๔. เถรวรรค ๒. ติสสสูตร ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคได้รับสั่งเรียกภิกษุรูปหนึ่งมาตรัสว่า “ภิกษุ เธอจงไปเรียกติสสภิกษุมาตามคำของเรา” ภิกษุนั้นทูลรับสนองพระดำรัสแล้ว เข้าไปหาท่านพระติสสะถึงที่อยู่แล้วได้บอกว่า“ท่านติสสะ พระศาสดารับสั่งให้ท่านเข้าเฝ้า” ท่านพระติสสะรับคำแล้ว เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายอภิวาทแล้ว นั่ง ณ ที่สมควร พระผู้มีพระภาคได้ตรัสถามว่า “ติสสะ ทราบว่า เธอได้บอกแก่ภิกษุจำนวนมากว่า ‘ท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ร่างกายของกระผมอ่อนเปลี้ยประดุจคนเมา ฯลฯ และยังมีความสงสัยในธรรมทั้งหลายอยู่’ จริงหรือ” ท่านพระติสสะทูลตอบว่า “จริง พระพุทธเจ้าข้า” “ติสสะ เธอจะเข้าใจความข้อนั้นว่าอย่างไร เมื่อบุคคลผู้ยังไม่ปราศจากความกำหนัด ไม่ปราศจาก ความพอใจ ไม่ปราศจากความรัก ไม่ปราศจากความกระหายไม่ปราศจากความเร่าร้อน ไม่ปราศจากความทะยานอยากในรูป เพราะรูปนั้นแปรผันและเป็นอย่างอื่น โสกะ (ความเศร้าโศก) ปริเทวะ (ความคร่ำครวญ) ทุกข์(ความทุกข์กาย) โทมนัส (ความทุกข์ใจ) และอุปายาส (ความคับแค้นใจ) จึงเกิดขึ้นใช่ไหม” “ใช่ พระพุทธเจ้าข้า” “ดีละ ดีละ ติสสะ เรื่องนี้เป็นอย่างนั้น เมื่อบุคคลผู้ยังไม่ปราศจากความกำหนัด ... ในรูป ... ในสัญญา ... ในสังขาร เพราะสังขารเหล่านั้นแปรผันและเป็นอย่างอื่น โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และอุปายาสจึงเกิดขึ้นใช่ไหม” “ใช่ พระพุทธเจ้าข้า” “ดีละ ดีละ ติสสะ เรื่องนี้เป็นอย่างนั้น เมื่อบุคคลผู้ยังไม่ปราศจากความกำหนัด ... ในสังขาร ... เมื่อบุคคลผู้ยังไม่ปราศจากความกำหนัด ไม่ปราศจากความพอใจ ไม่ปราศจากความรัก ไม่ปราศจากความกระหาย ไม่ปราศจากความ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๗ หน้า : ๑๔๔}
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค [๑. ขันธสังยุต] มัชฌิมปัณณาสก์ ๔. เถรวรรค ๒. ติสสสูตร เร่าร้อน ไม่ปราศจากความทะยานอยากในวิญญาณ เพราะวิญญาณนั้นแปรผันและเป็นอย่างอื่น โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และอุปายาสจึงเกิดขึ้นใช่ไหม” “ใช่ พระพุทธเจ้าข้า” “ดีละ ดีละ ติสสะ เรื่องนี้เป็นอย่างนั้น เมื่อบุคคลผู้ยังไม่ปราศจากความกำหนัด ... ในวิญญาณ ฯลฯ ติสสะ เธอจะเข้าใจความข้อนั้นว่าอย่างไร เมื่อบุคคลผู้ปราศจากความกำหนัด ปราศจากความพอใจ ปราศจากความรัก ปราศจากความกระหาย ปราศจากความเร่าร้อน ปราศจากความทะยานอยากในรูปเพราะรูปนั้นแปรผันและเป็นอย่างอื่น โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และอุปายาสจึงเกิดขึ้น ใช่ไหม” “ไม่ใช่ พระพุทธเจ้าข้า” “ดีละ ดีละ ติสสะ เรื่องนี้เป็นอย่างนั้น เมื่อบุคคลผู้ปราศจากความกำหนัด ... ในรูป ... ในเวทนา ... ในสัญญา ... ในสังขาร ... เมื่อบุคคลผู้ปราศจากความกำหนัด ปราศจากความพอใจ ปราศจากความรัก ปราศจากความกระหายปราศจากความเร่าร้อน ปราศจากความทะยานอยากในวิญญาณ เพราะวิญญาณนั้นแปรผันและเป็นอย่างอื่น โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และอุปายาสจึงเกิดขึ้นใช่ไหม” “ไม่ใช่ พระพุทธเจ้าข้า” “ดีละ ดีละ ติสสะ เรื่องนี้เป็นอย่างนั้น เมื่อบุคคลผู้ปราศจากความกำหนัด ... ในวิญญาณ ... ติสสะ เธอจะเข้าใจความข้อนั้นว่าอย่างไร รูปเที่ยงหรือไม่เที่ยง” “ไม่เที่ยง พระพุทธเจ้าข้า” “เวทนา ... สัญญา ... สังขาร ... วิญญาณเที่ยงหรือไม่เที่ยง” “ไม่เที่ยง พระพุทธเจ้าข้า” “เพราะเหตุนั้นแล ฯลฯ อริยสาวกผู้ได้สดับเห็นอยู่อย่างนี้ ฯลฯ รู้ชัดว่า ... ไม่มีกิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้อีกต่อไป
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๗ หน้า : ๑๔๕}
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค [๑. ขันธสังยุต] มัชฌิมปัณณาสก์ ๔. เถรวรรค ๒. ติสสสูตร ติสสะ เปรียบเหมือนบุรุษ ๒ คน คนหนึ่งไม่ฉลาดในหนทาง คนหนึ่ง ฉลาดในหนทาง บุรุษผู้ไม่ฉลาดในหนทางพึงถามทางกับบุรุษผู้ฉลาดในหนทางบุรุษผู้ฉลาดในหนทางพึงตอบว่า ‘ผู้เจริญ ท่านไปตามทางนี้อีกสักครู่ก็จักพบทาง๒ แพร่ง ในทาง ๒ แพร่งนั้น ท่านจงละทางซ้าย ไปทางขวาเถิด ไปตามทางนั้นอีกสักครู่ก็จักพบราวป่าหนาทึบ ไปตามทางนั้นอีกสักครู่ก็จักพบที่ลุ่มใหญ่มีเปือกตมไปตามทางนั้นอีกสักครู่ก็จักพบบึงที่ลึก ไปตามทางนั้นอีกสักครู่ก็จักพบพื้นที่ราบน่ารื่นรมย์’ ติสสะ อุปมานี้เรายกมาเพื่อให้เข้าใจเนื้อความแจ่มชัด ในอุปมานั้นมีอธิบายดังนี้ คำว่า บุรุษผู้ไม่ฉลาดในหนทาง นี้เป็นคำเรียกปุถุชน คำว่า บุรุษผู้ฉลาดในหนทาง นี้เป็นคำเรียกตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า คำว่า ทาง ๒ แพร่ง นี้เป็นคำเรียกวิจิกิจฉา คำว่า ทางซ้าย นี้เป็นคำเรียกมิจฉามรรคมีองค์ ๘ คือ (๑) มิจฉาทิฏฐิ ฯลฯ (๘) มิจฉาสมาธิ คำว่า ทางขวา นี้เป็นคำเรียกอริยมรรคมีองค์ ๘ คือ (๑) สัมมาทิฏฐิ ฯลฯ (๘) สัมมาสมาธิ คำว่า ราวป่าหนาทึบ นี้เป็นคำเรียกอวิชชา คำว่า ที่ลุ่มใหญ่มีเปือกตม นี้เป็นคำเรียกกามทั้งหลาย คำว่า บึงที่ลึก นี้เป็นคำเรียกความโกรธและความคับแค้นใจ คำว่า พื้นที่ราบน่ารื่นรมย์ นี้เป็นคำเรียกนิพพาน ติสสะ เธอจงยินดี ติสสะ เธอจงยินดีตามโอวาทที่เรากล่าวสอน ตามความอนุเคราะห์ที่เราอนุเคราะห์ ตามคำพร่ำสอนที่เราพร่ำสอนเถิด” พระผู้มีพระภาคได้ตรัสภาษิตนี้แล้ว ท่านพระติสสะมีใจยินดีชื่นชมพระภาษิตของพระผู้มีพระภาค ติสสสูตรที่ ๒ จบ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๗ หน้า : ๑๔๖}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาติสสสูตรที่ ๒
พึงทราบวินิจฉัยในติสสสูตรที่ ๒ ดังต่อไปนี้ :-
พระติสสเถระ
บทว่า มธุรกชาโต วิย ความว่า (ร่างกายของผม) ไม่เหมาะแก่การงาน (ไม่คล่องตัว) เหมือนเกิดมีภาระหนัก.
บทว่า ทิสาปิ ความว่า ท่านพระติสสะกล่าวว่า แม้ทิศทั้งหลายก็ไม่ปรากฏ คือไม่แจ่มแจ้งแก่ผมอย่างนี้ว่า นี้ทิศตะวันออก นี้ทิศใต้.
บทว่า ธมฺมาปิ มํ น ปฏิภนฺติ ความว่า ท่านพระติสสะกล่าวว่า แม้ปริยัติธรรมทั้งหลายก็ไม่ปรากฏแก่ผม สิ่งที่เรียนได้แล้ว สาธยายได้แล้ว ก็ไม่ปรากฏ (ลืมหมด).
บทว่า วิจิกิจฺฉา ความว่า ไม่ใช่วิจิกิจฉา (ความสงสัย) อย่างสำคัญ เนื่องจากว่า ท่านไม่เกิดความสงสัยว่า "ศาสนานำสัตว์ออกจากทุกข์ได้หรือไม่หนอ"แต่ท่านมีความคิดอย่างนี้ว่า "เราจักสามารถบำเพ็ญสมณธรรมได้หรือหนอหรือจักทำได้แต่เพียงครองบาตรและจีวรเท่านั้น" (ปาฐะว่า ปตฺตจีวรํ ธรายนมตฺตเมว เชิงอรรถเป็น ปตฺตจีวรธารณมตฺตเมว แปลตามเชิงอรรถ)
กามทั้งหลายมีรสอร่อยน้อย
บทว่า กามานเมตํ อธิวจนํ ความว่า เมื่อบุคคลมองดูสระน้อยที่ลาดลุ่ม มีแต่เพียงน่าดู น่ารื่นรมย์แต่ (ถ้า) บุคคลใดลงไปในสระน้อยที่ลาดลุ่มนี้ สระนั้นก็จะฉุดลากผู้นั้นให้ถึงความพินาศ(ปาฐะว่า ปาเปนฺติ เชิงอรรถและฉบับพม่าเป็น ปาเปติ แปลตามนัยหลัง.)เพราะสระน้อยนั้นมีปลาดุชุกชุมฉันใด ในกามคุณ ๕ ก็ฉันนั้นเหมือนกัน (คือ)ทวารทั้งหลายมีจักษุทวารเป็นต้น (ปาฐะว่า จกฺขุทฺวาราทีนิ ฉบับพม่าเป็น จกฺขุทฺวาราทีนํ แปลตามฉบับพม่า.)มีแต่เพียงความน่ารื่นรมย์ ในเพราะ (เห็น) อารมณ์ (เป็นต้น) แต่ (ถ้า) บุคคลใดติดใจในกามคุณ ๕ นี้มันก็จะลากจูงบุคคลนั้นไปยัดใส่ในทุคคติภูมิ มีนรกเป็นต้น นั่นแล. เพราะว่า กามทั้งหลายมีรสอร่อยน้อย มีทุกข์มาก มีความคับแค้นมาก ในกามเหล่านี้มีโทษยิ่งๆ ขึ้นไปอีก พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอาศัยอำนาจประโยชน์ดังว่ามานี้ จึงตรัสว่า กามานเมตํ อธิวจนํ.
บทว่า อหมนุคฺคเหน ความว่า เราตถาคตจะอนุเคราะห์ด้วยการอนุเคราะห์ด้วยธรรมและอามิส.
บทว่า อภินนฺทิ คือ รับเอา และไม่ใช่แค่รับเอาอย่างเดียว (เท่านั้น) ยังชื่นชมด้วย.
ก็ท่านพระติสสะได้รับการปลอบใจจากสำนักพระศาสดานี้แล้ว พากเพียรพยายามอยู่ไม่กี่วัน ก็ได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์.
จบอรรถกถาติสสสูตรที่ ๒ ------------------------------