๙. อุสภเถรคาถา
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๖ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๘ ขุททกนิกาย วิมาน-เปตวัตถุ เถร-เถรีคาถา ๙. อุสภเถรคาถา สุภาษิตเกี่ยวกับความฝัน
|๒๙๖.๑๙๗| ๙ อมฺพปลฺลวสงฺกาสํ อํเส กตฺวาน จีวรํ นิสินฺโน หตฺถิคีวายํ คามํ ปิณฺฑาย ปาวิสึ ฯ |๒๙๖.๑๙๘| หตฺถิกฺขนฺธโต โอรุยฺห สํเวคํ อลภึ ตทา โสหํ ทิตฺโต ตทา สนฺโต ปตฺโต เม อาสวกฺขโยติ ฯ อุสโภ เถโร ฯ
เราฝันว่าได้ห่มจีวรสีอ่อนเฉวียงบ่า นั่งบนคอช้าง เข้าไปบิณฑบาตยัง หมู่บ้าน พอเข้าไปก็ถูกมหาชนพากันมารุมมุงดูอยู่ จึงลงจากคอช้าง กลับลืมตาตื่นขึ้นแล้ว ครั้งนั้น ได้ความสลดใจว่า ความฝันนี้เราไม่มี สติสัมปชัญญะนอนหลับฝันเห็นแล้ว ครั้งนั้น เราเป็นผู้กระด้างด้วยความ มัวเมาเพราะชาติสกุล ได้ความสังเวชแล้ว ได้บรรลุความสิ้นอาสวะ.
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๙. อุสภเถรคาถา ภาษิตของพระอุสภเถระ (พระอุสภเถระเมื่อจะพยากรณ์พระอรหัต จึงได้กล่าว ๒ คาถาไว้ดังนี้ว่า)
เราฝันว่าได้ห่มจีวรสีใบมะม่วงอ่อนเฉวียงบ่า นั่งบนคอช้าง เข้าไปบิณฑบาตยังหมู่บ้าน
ลงจากคอช้างแล้ว ได้ความสลดใจ ครั้งนั้น เรานั้นมีความสว่าง ได้ความสลดใจ ถึงความสิ้นอาสวะแล้ว @เชิงอรรถ : @ องค์แห่งผู้ถือการอยู่ที่แจ้งเป็นวัตร (ขุ.เถร.อ. ๑/๑๙๔/๔๘๘)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๓๖๖}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาอุสภเถรคาถา
คาถาของท่านพระอุสภเถระ เริ่มต้นว่า อมฺพปลฺลวสงฺกาสํ.
เรื่องราวของท่านเป็นอย่างไร?
แม้พระเถระนี้ก็เป็นผู้มีอธิการอันกระทำแล้วในพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ กระทำบุญไว้ในภพนั้นๆ เกิดในเรือนแห่งตระกูล ในกาลของพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่าสิขี บรรลุนิติภาวะแล้ว วันหนึ่งเห็นพระศาสดาเสด็จเที่ยวไปบิณฑบาต มีใจเลื่อมใส ได้ถวายผลสะคร้อ.
ด้วยบุญกรรมนั้น เขาท่องเที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เกิดในตระกูลแห่งเจ้าศากยะ กรุงกบิลพัสดุ์ ในพุทธุปบาทกาลนี้ ได้นามว่าอุสภะ เจริญวัยแล้วเห็นพุทธานุภาพในสมาคมพระญาติของพระศาสดา ได้มีจิตศรัทธาบวชแล้ว.
จำเดิมแต่เวลาที่บวชแล้ว พระอุสภะไม่บำเพ็ญสมณธรรม ยินดีในการคลุกคลีด้วยหมู่ในกลางวัน ชอบนอนหลับตลอดทั้งคืน ยังเวลาให้ล่วงไป.
วันหนึ่ง ท่านปล่อยสติ ขาดสัมปชัญญะนอนหลับ ฝันเห็นตนเองปลงผมและหนวดแล้ว ห่มจีวรสีใบมะม่วงอ่อน นั่งบนคอช้าง เข้าไปสู่พระนครเพื่อบิณฑบาต เพื่อมนุษย์ทั้งหลายมาชุมนุมกันในที่นั้นนั่นแล จึงลงจากคอช้างด้วยความละอาย ตื่นขึ้น เกิดความสลดใจว่า เราปล่อยสติ ไม่มีสัมปชัญญะ นอนหลับฝันเห็นเป็นเช่นนี้ไป ดังนี้ แล้วเริ่มตั้งวิปัสสนา บรรลุพระอรหัต ต่อกาลไม่นานนัก.
สมดังคาถาประพันธ์ที่ท่านกล่าวไว้ในอปทานว่า
ในกาลนั้น เราได้ถวายผลสะคร้อแด่พระนราสภผู้ประเสริฐกว่าทวยเทพ งามเหมือนต้นรกฟ้าขาว กำลังเสด็จดำเนินอยู่ในถนน ในกัปที่ ๓๑ แต่ภัทรกัปนี้ เราได้ถวายผลไม้ใดในกาลนั้น ด้วยการถวายผลไม้นั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายผลไม้. เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ฯลฯ คำสอนของพระพุทธเจ้า เราทำสำเร็จแล้ว ดังนี้.
____________________________
ขุ. อ. เล่ม ๓๓/ข้อ ๑๐๓
ลำดับนั้น พระเถระทำความฝันตามที่ตนเห็นแล้วนั่นแล ให้เป็นข้อพยากรณ์พระอรหัตผล โดยระบุถึงความฝันนั้นนั่นแล เพราะความที่ตนได้บรรลุพระอรหัตผลแล้ว ได้กล่าวคาถา ๒ คาถาความว่า
เราฝันว่า ได้ห่มจีวรสีอ่อนเฉวียงบ่า นั่งบนคอช้าง
เข้าไปบิณฑบาตยังหมู่บ้าน พอเข้าไปก็ถูกมหาชน
พากันมารุมมุงดูอยู่ จึงลงจากคอช้าง กลับลืมตาตื่น
ขึ้นแล้ว ครั้งนั้น เราได้ความสลดใจว่า ความฝันนี้
เราไม่มีสติสัมปชัญญะ นอนหลับฝันเห็นแล้ว ครั้ง
นั้น เราเป็นผู้กระด้าง ด้วยความมัวเมา เพราะชาติ
สกุล ได้ความสังเวชแล้ว ได้บรรลุความสิ้นอาสวะดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อมฺพปลฺลวสงฺกาสํ อํเส กตฺวาน จีวรํ ความว่า เอาจีวรมีสีดังแก้วประพาฬ มีอาการดังใบมะม่วงอ่อนคล้องคอโดยทำเป็นเฉวียงบ่า.
บทว่า คามํ ความว่า นั่งบนคอช้าง เข้าไปสู่ราชธานีของตนเพื่อบิณฑบาต พอเข้าไปแล้วเท่านั้น ก็ถูกมหาชน (ห้อมล้อม) แลดู จึงลงจากคอช้าง ยืนอยู่ ตื่นขึ้นแล้ว พอตื่นแล้วเท่านั้นก็ได้ความสลดใจในครั้งนั้นว่า ความฝันนั้นเกิดแล้ว เพราะเราปล่อยสติ ไม่มีสัมปชัญญะ ก้าวลงสู่ความหลับ ดังนี้.
ส่วนอาจารย์พวกอื่นกล่าวว่า พระอุสภเถระยังเป็นพระราชาอยู่นั่นแลเห็นความฝันเช่นนี้ในเวลากลางคืน เมื่อราตรีสว่างแล้ว จึงขึ้นสู่คอช้างเสด็จเที่ยวไปในถนนของพระนคร ทรงระลึกถึงความฝันนั้นจึงเสด็จลงจากคอช้าง ได้ความสลดพระทัย ทรงผนวชในสำนักของพระศาสดา บรรลุพระอรหัตแล้ว เมื่อเปล่งอุทานได้กล่าวคาถาเหล่านี้แล้ว.
บทว่า ทิตฺโต ประกอบความว่า ในเวลาที่ได้เสวยราชย์นั้น เราเป็นผู้กระด้างด้วยความมัวเมา เพราะชาติและความมัวเมาเพราะโภคะเป็นต้น ได้ความสลดใจแล้ว.
จบอรรถกถาอุสภเถรคาถา -----------------------------------------------------