อ่านตัวบท · ไม่ตีความ

คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ฉบับฉบับมหาจุฬาฯจับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกันแสดงอรรถกถา
ฉบับหลวง · ทั้งหมด · ตำแหน่งที่กำลังอ่าน ข้อ ๔๖๓

วัฑฒมาตาเถรีคาถา

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๔๖๓พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ 1 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง 1 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ 9 ข้อ4 ฉบับเทียบฉบับได้ข้อต่อข้อ

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง


บาลีและคำแปล

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๖ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๘ ขุททกนิกาย วิมาน-เปตวัตถุ เถร-เถรีคาถา เถรีคาถา นวกนิบาต ว่าด้วยคาถาสุภาษิต ในนวกนิบาต วัฑฒมาตาเถรีคาถา คาถาสุภาษิตของนางวัฑฒมาตาเถรี พระวัฑฒมาตาเถรี เมื่อจะกล่าวตักเตือนพระวัฑฒเถระ ได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ความว่า

ข้อ ๔๖๓

|๔๖๓.๒๐๔| ๑ มา สุ เต วฑฺฒ โลกมฺหิ วนโถ อหุ กุทาจนํ มา ปุตฺตก ปุนปฺปุนํ อหุ ทุกฺขสฺส ภาคิมา ฯ |๔๖๓.๒๐๕| สุขํ หิ วฑฺฒ มุนโย อเนชา ฉินฺนสํสยา สีติภูตา ทมปฺปตฺตา วิหรนฺติ อนาสวา ฯ |๔๖๓.๒๐๖| เตหานุจิณฺณํ อิสีภิ มคฺคํ ทสฺสนปตฺติยา ทุกฺขสฺสนฺตกิริยาย ตฺวํ วฑฺฒ อนุพฺรูหย ฯ |๔๖๓.๒๐๗| วิสารทาว ภณสิ เอตมตฺถํ ชเนตฺติ เม มญฺญามิ นูน มามิเก วนโถ เต น วิชฺชติ ฯ |๔๖๓.๒๐๘| เย เกจิ วฑฺฒ สงฺขารา หีนอุกฺกฏฺฐมชฺฌิมา อณุปิ อณุมตฺโตปิ วนโถ เม น วิชฺชติ ฯ |๔๖๓.๒๐๙| สพฺเพ เม อาสวา ขีณา อปฺปมตฺตสฺส ฌายโต ติสฺโส วิชฺชา อนุปฺปตฺตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนํ ฯ |๔๖๓.๒๑๐| อุฬารํ วต เม มาตา ปโตทํ สมวสฺสริ ปรมตฺถสญฺหิตา คาถา ยถาปิ อนุกมฺปิกา ฯ |๔๖๓.๒๑๑| ตสฺสาหํ วจนํ สุตฺวา อนุสิฏฺฐึ ชเนตฺติยา ธมฺมสํเวคมาปาทึ โยคกฺเขมสฺส ปตฺติยา ฯ |๔๖๓.๒๑๒| โสหํ ปธานปหิตตฺโต รตฺตินฺทิวมตนฺทิโต มาตรา โจทิโต สนฺโต อผุสึ สนฺติมุตฺตมํ ฯ วฑฺฒมาตา ฯ นวกนิปาโต สมตฺโต ฯ --------------

ดูกรท่านวัฑฒะผู้เป็นบุตร กิเลสดุจหมู่ไม้ในป่าอย่าได้มีแก่ท่านในโลก ในกาลไหนๆ เลย ท่านอย่าเป็นผู้มีส่วนแห่งทุกข์ร่ำไปเลย ดูกรท่าน วัฑฒะ มุนีทั้งหลายเป็นผู้ไม่หวั่นไหว ตัดความสงสัยเสียได้ เป็นผู้มี ความเยือกเย็นถึงความฝึกฝนแล้ว ไม่มีอาสวะ ย่อมอยู่เป็นสุข ดูกร ท่านวัฑฒะ ท่านพึงเพิ่มพูนมรรคอันฤาษีเหล่านั้นสั่งสมแล้ว เพื่อการ บรรลุทรรศนะ เพื่อการทำที่สุดแห่งทุกข์. พระวัฑฒเถระกล่าวว่า ข้าแต่มารดาผู้มีความแกล้วกล้า มารดาย่อมกล่าวเนื้อความนี้ แก่ฉัน ฉันเข้าใจว่า ป่าคือความรักในฉันย่อมไม่มีแก่ท่าน. พระเถรีตอบว่า ดูกรท่านวัฑฒะ สังขารอย่างใดอย่างหนึ่งเป็นสังขารเลวอุกกฤษฏ์ และ ปานกลาง ย่อมไม่มีแก่เราแม้แต่น้อย แม้ป่าเพียงเล็กน้อย ในสังขาร เหล่านั้นย่อมไม่มีแก่เรา เพราะอาสวะทั้งปวงของเราผู้ไม่ประมาทแล้ว เพ่งอยู่ สิ้นไปแล้ว วิชชา ๓ เราได้บรรลุแล้ว คำสั่งสอนของพระพุทธ- เจ้าเราได้ทำเสร็จแล้ว. พระวัฑฒเถระกล่าวว่า มารดาของเรา แทงเราด้วยปฏักอันใหญ่หนอ มารดาของเราได้กล่าวคาถา อันประกอบด้วยประโยชน์อย่างยิ่ง เหมือนคนที่อนุเคราะห์แก่กันฉะนั้น เราได้ฟังคำพร่ำสอนของมารดาแล้ว เราได้ยังธรรมสังเวชให้เกิดขึ้น เมื่อบรรลุธรรมปลอดโปร่งจากโยคะ เราเป็นผู้อันมารดาตักเตือนแล้วมีใจ ส่งไปแล้วเพื่อความเพียร ไม่เกียจคร้านตลอดทั้งกลางวันและกลางคืน ได้บรรลุสันติอันสูงสุด. จบ นวกนิบาต. -----------------------------------------------------

ฉบับมหาจุฬาฯ

ชั้นตัวบทพุทธพจน์

หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน

เปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา [๙. นวกนิบาต] ๑. วัฑฒมาตุเถรีคาถา ๙. นวกนิบาต ๑. วัฑฒมาตุเถรีคาถา ภาษิตของพระวัฑฒมาตาเถรี (พระวัฑฒมาตาเถรีเมื่อจะกล่าวตักเตือนพระวัฑฒเถระ จึงได้กล่าวภาษิตเหล่านี้ว่า)

ข้อ ๒๐๔

ลูกวัฑฒะ กิเลสดุจหมู่ไม้ในป่า ในโลก อย่าได้มีแก่พ่อไม่ว่าในกาลไหนๆ เลย ลูกเอ๋ย ลูกอย่าได้เป็นผู้มีความทุกข์ร่ำไปเลย

ข้อ ๒๐๕

ลูกวัฑฒะ พระมุนีทั้งหลาย ไม่หวั่นไหว ตัดความสงสัยเสียได้ เป็นผู้เย็น ถึงความฝึกฝนแล้วเป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่อย่างสบาย

ข้อ ๒๐๖

ลูกวัฑฒะ พ่อพึงพอกพูนมรรค ซึ่งเป็นทางที่ท่านผู้แสวงหาคุณเหล่านั้นประพฤติกันมาแล้ว เพื่อบรรลุญาณทัสนะ เพื่อทำที่สุดทุกข์ (พระวัฑฒะเถระ กล่าวตอบด้วยภาษิตนี้ว่า)

ข้อ ๒๐๗

โยมมารดาบังเกิดเกล้า โยมกล้ากล่าวคาถานี้แก่ลูก โยมมารดา ลูกเข้าใจว่า กิเลสดุจหมู่ไม้ในป่าของโยมมารดาคงไม่มีแน่ละ (พระเถรีกล่าวภาษิตเหล่านี้ว่า)

ข้อ ๒๐๘

ลูกวัฑฒะ สังขารอย่างใดอย่างหนึ่ง ทั้งเลว ประณีต และปานกลาง กิเลสดุจหมู่ไม้ในป่าในสังขารเหล่านั้นของโยมแม่ อณูหนึ่งก็ดี ขนาดอณูหนึ่งก็ดี ไม่มีเลย

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๕๘๘}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา [๙. นวกนิบาต] ๑. วัฑฒมาตุเถรีคาถา

ข้อ ๒๐๙

เมื่อโยมแม่ไม่ประมาทเพ่งอยู่ อาสวะหมดสิ้นแล้ว โยมแม่บรรลุวิชชา ๓ ได้ทำตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าแล้ว (พระเถระเมื่อจะพยากรณ์พระอรหัต ได้กล่าวภาษิตเหล่านี้ว่า)

ข้อ ๒๑๐

โยมมารดาได้มอบปฏัก คือโอวาทอันโอฬารแก่เราหนอ โยมมารดาของเราได้กล่าวภาษิตที่ประกอบด้วยประโยชน์อย่างยิ่ง เหมือนมารดาผู้อนุเคราะห์อื่นๆ

ข้อ ๒๑๑

ลูกฟังคำพร่ำสอนของโยมมารดาบังเกิดเกล้านั้นแล้ว ถึงความสลดใจในธรรม เพื่อบรรลุธรรมที่ปลอดโปร่งจากโยคะกิเลส

ข้อ ๒๑๒

เรานั้นถูกโยมมารดาเตือนอยู่ มีใจเด็ดเดี่ยว ด้วยการบำเพ็ญเพียร ไม่เกียจคร้านทั้งกลางวันและกลางคืน ได้สัมผัสความสงบอย่างยอดเยี่ยมแล้ว นวกนิบาต จบ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๕๘๙}

อรรถกถา

ชั้นตัวบทอรรถกถาอธิบายพระไตรปิฎกเปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

อรรถกถาเถรีคาถา นวกนิบาต ๑. วัฑฒมาตุเถรีคาถา

บาลีเป็น วัฑฒมาตาเถรี

ในนวกนิบาต คาถาว่า มา สุ เต วฑฺฒ โลกมฺหิ เป็นต้นเป็นคาถาของพระวัฑฒมาตุเถรี มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.

พระเถรีแม้รูปนี้ ก็บำเพ็ญบารมีมาในพระพุทธเจ้าพระองค์ก่อนๆ สร้างสมกุศลอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานมาในภพนั้นๆ มีสัมภารธรรมเครื่องปรุงแต่งวิโมกข์ซึ่งรวบรวมมาตามลำดับ ในพุทธุปบาทกาลนี้ ก็บังเกิดในเรือนสกุลในภารุกัจฉนคร เจริญวัยแล้วก็มีสามี คลอดบุตรคนหนึ่ง บุตรนั้นมีชื่อว่าวัฑฒะ นับตั้งแต่นั้น เขาก็เรียกนางว่าวัฑฒมาตา.

นางฟังธรรมในสำนักภิกษุณี ได้ศรัทธา ก็มอบบุตรแก่พวกญาติ แล้วก็อยู่อาศัยสำนักภิกษุณี.

เรื่องมาในบาลีเท่านั้น

ส่วนพระวัฑฒเถระบุตรของตนที่รีบร้อนเข้ามาเยี่ยมตนในสำนักภิกษุณีแต่ลำพัง. พระเถรีนี้ก็ตักเตือนว่า เหตุไรเจ้าจึงรีบร้อนมาในที่นี้แต่ลำพัง.

เมื่อจะสั่งสอนจึงกล่าวคาถาเหล่านี้ว่า

พ่อวัฑฒะ ตัณหาความอยาก อย่าได้มีแก่พ่อ

ไม่ว่าในกาลไหนๆ เลย ลูกเอ๋ย พ่ออย่าได้เป็นภาคี

มีส่วนแห่งทุกข์บ่อยๆ เลยนะพ่อ.

พ่อวัฑฒะ พระมุนีทั้งหลาย ไม่มีตัณหาตัด

ความสงสัยได้ เป็นผู้เยือกเย็น ถึงความฝึกฝน ไม่มี

อาสวะ อยู่เป็นสุข.

พ่อวัฑฒะ พ่อจงพอกพูนมรรค ทางที่ท่านผู้

แสวงคุณเหล่านั้นประพฤติกันมาแล้วเพื่อบรรลุทัศนะ

เพื่อทำที่สุดทุกข์.

บรรดาบทเหล่านั้น ในคำว่า มา สุ เต วฑฺฒ โลกมฺหิ วนโถ อหุ กุทาจนํ คำว่า สุ เป็นเพียงนิบาต.

ลูกวัฑฒะ ตัณหา ความอยากในสัตวโลกและสังขารโลก แม้ทั้งหมดอย่าได้มี อย่าได้เป็นแก่ลูก แม้ในกาลไรๆ เลย ในข้อนั้น พระเถรีกล่าวเหตุว่า ลูกเอ๋ย พ่ออย่ามีส่วนแห่งทุกข์มีการเกิดไปๆ มาๆ เป็นต้นบ่อยๆ คือเมื่อยังตัดตัณหา ความอยาก ไม่ขาด ก็อย่าเป็นภาคีมีส่วนแห่งทุกข์ มีการเกิดไปๆ มาๆ เป็นต้นบ่อยๆ ซึ่งมีตัณหานั้นเป็นนิมิต

พระเถรี ครั้นแสดงโทษในการตัดกิเลสไม่ได้อย่างนี้แล้ว บัดนี้ เมื่อจะแสดงอานิสงส์ในการตัดกิเลสได้ จึงกล่าวว่า สุขํ หิ วฑฺฒ เป็นต้น

คำนั้นมีความว่า

ลูกวัฑฒะ ท่านที่ชื่อว่ามุนี เพราะเป็นผู้ประกอบด้วยโมเนยยธรรม. ชื่อว่าอเนชา เพราะไม่มีตัณหาที่ชื่อว่าเอชา ชื่อว่าตัดความสงสัยได้ เพราะละความสงสัยได้ด้วยโสดาปัตติมรรค. ชื่อว่าเยือกเย็น เพราะไม่มีความเร่าร้อนด้วยกิเลสทั้งปวง. ชื่อว่าถึงความฝึกฝน เพราะบรรลุความฝึกฝนอันยอดเยี่ยมไม่มีอาสวะ คือสิ้นอาสวะแล้ว ย่อมอยู่เป็นสุข บัดนี้ ทุกข์ทางใจของท่านเหล่านั้นไม่มี ต่อไปทุกข์แม้ทุกอย่างก็จักไม่มีกันเลย.

เพราะเหตุที่เป็นอย่างนี้แหละ ฉะนั้น พระเถรีจึงกล่าวว่า เตหานุจิณฺณํ อิสีหิ ฯลฯ อนุพฺรูหย ความว่า

พ่อวัฑฒะ พ่อจงพอกพูน พึงจำเริญมรรค คือสมถวิปัสสนาที่พระขีณาสพผู้แสวงคุณอันยิ่งใหญ่เหล่านั้นประพฤติตามๆ กัน คือปฏิบัติกันมาแล้ว เพื่อบรรลุญาณทัศนะ เพื่อทำที่สุดทุกข์ในวัฏฏะแม้ทั้งหมด.

พระวัฑฒเถระฟังคำมารดานั้นแล้วคิดว่า โยมมารดาของเราคงตั้งอยู่ในพระอรหัตแน่แล้ว

เมื่อจะประกาศความข้อนั้น จึงกล่าวคาถาว่า

โยมมารดาบังเกิดเกล้ากล้ากล่าวความนี้แก่ลูก

โยมมารดา ลูกเข้าใจว่า ตัณหาของโยมมารดาคงไม่มี

แน่ละ.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วิสารทา ว ภณสิ เอตมตฺถํ ชเนตฺติ เม ความว่า ท่านโยมมารดาบังเกิดเกล้ากล่าวความนี้คือโอวาทนี้ว่า ลูกวัฑฒะ ตัณหา ความอยากในโลกอย่าได้มีแก่ลูก ไม่ว่าในกาลไหนๆ เลย ดังนี้ โยมมารดาเป็นผู้ปราศจากความขลาดกลัว ไม่ติดไม่ข้องในอารมณ์ไหนๆ กล่าวแก่ลูก ท่านโยมมารดา เพราะฉะนั้น ลูกจึงเข้าใจว่า ตัณหาของโยมมารดาคงไม่มีแน่ละ.

อธิบายว่า ท่านโยมมารดา คือท่านโยมมารดาของลูก ลูกเข้าใจว่า ตัณหาแม้เพียงความรักระหว่างครอบครัวของโยมมารดา คงไม่มีในตัวลูก. อธิบายว่า ตัณหาที่ยึดถือว่าของเราไม่มี.

พระเถรีฟังคำบุตรนั้นแล้ว กล่าวว่ากิเลสแม้เพียงเล็กน้อย ไม่มีในอารมณ์ไหนๆ ของแม่เลย ดังนี้

เมื่อจะประกาศความที่ตนทำกิจเสร็จแล้ว จึงกล่าว ๒ คาถาดังนี้ว่า

พ่อวัฑฒะ สังขารอย่างใดอย่างหนึ่ง มีทั้ง ต่ำ

สูง กลาง ตัณหาของแม่ในสังขารเหล่านั้น อณูหนึ่ง

ก็ดี ขนาดอณูหนึ่งก็ดี ไม่มีเลย.

แม่ผู้ไม่ประมาท เพ่งฌานอยู่ สิ้นอาสวะหมด

แล้ว วิชชา ๓ ก็บรรลุแล้ว คำสอนของพระศาสดา ก็

กระทำเสร็จแล้ว.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เย เกจิ เป็นคำกล่าวความไม่มีกำหนด.

บทว่า สงฺขารา ได้แก่ สังขตธรรม.

บทว่า หีนา ได้แก่ ต่ำ น่ารังเกียจ.

บทว่า อุกฺกุฏฺฐมชฺฌิมา ได้แก่ ประณีตและปานกลาง บรรดาสังขาร ๓ นั้น สังขารที่ชรามรณะปรุงแต่ง ชื่อว่าชั้นกลาง.

อีกนัยหนึ่ง สังขารที่ฉันทะเป็นต้นอย่างเลวทำให้เกิด ชื่อว่าชั้นต่ำ, ที่ฉันทะเป็นต้นอย่างกลางทำให้เกิด ชื่อว่าชั้นกลาง, ที่ฉันทะเป็นต้นอย่างประณีตทำให้เกิด ชื่อว่าชั้นสูง.

อีกนัยหนึ่ง อกุศลธรรม ชื่อว่าชั้นต่ำ, โลกุตรธรรม ชื่อว่าชั้นสูง, นอกนี้ ชื่อว่าชั้นกลาง.

บทว่า อณูปิ อณุมตฺโตปิ ความว่า มิใช่แต่ตัณหาในตัวลูกอย่างเดียวเท่านั้น ที่แท้ สังขารทุกอย่าง ต่างโดยชั้นต่ำเป็นตัณหาของแม่ในสังขารเหล่านั้นทั้งหมด อณูหนึ่งก็ดี ขนาดเท่าอณูหนึ่งก็ดี เล็กอย่างยิ่งก็ดี ไม่มีเลย.

พระเถรีกล่าวเหตุในข้อนั้นว่า แม่ผู้ไม่ประมาทเพ่งฌานอยู่ ก็สิ้นอาสวะหมดทุกอย่าง.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อปฺปมตฺตสฺส ฌายโต ได้แก่ ผู้ไม่ประมาทเพ่งฌานอยู่ คำนี้ท่านกล่าวไว้เป็นลิงควิปัลลาส ในคำนั้นประกอบความว่า เพราะเหตุที่วิชชา ๓ แม่บรรลุแล้ว ฉะนั้น คำสอนของพระพุทธเจ้าจึงชื่อว่า แม่ทำเสร็จแล้ว เพราะเหตุที่แม่ไม่ประมาท เพ่งฌาน ฉะนั้น อาสวะของแม่จึงหมดสิ้นไป ตัณหาของแม่อณูหนึ่งก็ดี ขนาดเท่าอณูหนึ่งก็ดี จึงไม่มีเลย.

พระเถระกระทำโอวาทที่พระเถรีกล่าวแล้วให้เป็นดังขอช้าง [คอยสับตน] เกิดความสลดใจ ก็ไปพระวิหารนั่งในที่พักกลางวัน เจริญวิปัสสนาแล้ว ก็บรรลุพระอรหัต พิจารณาถึงการปฏิบัติของตน เกิดโสมนัส ก็ไปยังสำนักของโยมมารดา

เมื่อจะพยากรณ์พระอรหัตจึงกล่าว ๓ คาถาดังนี้ว่า

โยมมารดา มอบปฏักอันโอฬารแก่ลูกแล้วหนอ

คือคาถาที่ประกอบด้วยปรมัตถ์ เหมือนคาถาอนุเคราะห์.

ลูกฟังคำสอนของโยมมารดาบังเกิดเกล้า ก็ถึง

ความสลดใจในธรรม เพื่อบรรลุธรรมเกษมปลอดโปร่ง

จากโยคะกิเลส.

ลูกนั้น มีจิตเด็ดเดี่ยวด้วยความเพียร ไม่เกียจ

คร้านทั้งกลางคืนกลางวัน อันโยมมารดาเตือนแล้ว ก็

สงบ สัมผัสสันติอันยอดเยี่ยม.

ครั้งนั้น พระเถรีครั้นทำถ้อยคำของตนให้เป็นประดุจขอช้าง [สับบุตรของตน] แล้ว มีจิตอันการบรรลุพระอรหัตของบุตรให้ยินดีแล้ว ก็กล่าวซ้ำคาถาที่บุตรนั้นกล่าวแล้วด้วยตนเอง คาถาแม้เหล่านั้นจึงกลายเป็นเถรีคาถาด้วยประการอย่างนี้.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อุฬารํ ได้แก่ ไพบูลย์คือใหญ่.

บทว่า ปโตทํ ได้แก่ ปฏักคือโอวาท.

บทว่า สมวสฺสริ ประกอบความว่า ให้เป็นไปโดยชอบแล้วหนอ ถ้าจะถามว่าปฏักนั้นคืออะไร เพราะฉะนั้น พระเถระจึงกล่าวว่าคือคาถาที่ประกอบด้วยปรมัตถ์.

พระเถระกล่าวหมายถึงว่า มา สุ เต วฑฺฒ โลกมฺหิ เป็นต้น.

บทว่า ยถาปิ อนุกมฺปิกา ความว่า โยมมารดาของลูกประกาศปฏัก คือท่อนไม้คอยไล่ต้อนอันโอฬาร กล่าวคือคาถาชี้แจงถึงความเป็นไปและถอยกลับ ซึ่งปลุกใจด้วยกำลังญาณแก่ลูก เหมือนคาถาที่อนุเคราะห์แม้อย่างอื่น ฉะนั้น.

บทว่า ธมฺมสํเวคมาปาทึ ได้แก่ ถึงความกลัว ความสลดใจอย่างยิ่งใหญ่ เพราะนำมาซึ่งภัยด้วยญาณ.

บทว่า ปธานปหิตตฺโต ได้แก่ มีจิตมุ่งมั่นพระนิพพาน ด้วยการประกอบสัมมัปปธาน ๔ อย่าง.

บทว่า อผุสึ สนฺติมุตฺตมํ ความว่า สัมผัส คือบรรลุสันติอันยอดเยี่ยม คือพระนิพพาน.

จบอรรถกถาวัฑฒมาตุเถรีคาถาที่ ๑ จบอรรถกถานวกนิบาต -----------------------------------------------------

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/pali/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๔

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้docs/legal/PERMISSIONS.md#มจร

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสารdocs/legal/PERMISSIONS.md#อรรถกถา