อ่านตัวบท · ไม่ตีความ

คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ฉบับหลวง · ทั้งหมด · ตำแหน่งที่กำลังอ่าน ข้อ ๖๔

๑๔. มหารถวิมาน

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๖๔พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ 1 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง 1 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ 33 ข้อ4 ฉบับเทียบฉบับได้ข้อต่อข้อ

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง


บาลีและคำแปล

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๖ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๘ ขุททกนิกาย วิมาน-เปตวัตถุ เถร-เถรีคาถา มหารถวิมาน ว่าด้วยผลบุญที่ทำให้ไปเกิดในมหารถวิมาน พระมหาโมคคัลลานเถระได้ถามเทพบุตรตนหนึ่งว่า

ข้อ ๖๔

|๖๔.๗๕๗| ๑๔ สหสฺสยุตฺตํ หยวาหนํ สุภํ อารุยฺหิมํ สนฺทนเนกจิตฺตํ อุยฺยานภูมึ อภิโต อนุกฺกมํ ปุรินฺทโท ภูตปตีว วาสโว |๖๔.๗๕๘| โสวณฺณมยา เต รถกุพฺพรา อุโภ ผเลหิ อํเสหิ อตีว สงฺคตา สุชาตคุมฺพา นรวีรนิฏฺฐิตา วิโรจติ ปณฺณรเสว จนฺโท |๖๔.๗๕๙| สุวณฺณชาลาวิตโต รโถ อยํ พหูหิ นานารตเนหิ จิตฺติโต สุนนฺทิโฆโส จ สุภสฺสโร จ วิโรจติ จามรหตฺถพาหุหิ |๖๔.๗๖๐| อิมา จ นาโภฺย มนสาหิ นิมฺมิตา รถสฺส ปาทนฺตรมชฺฌภูสิตา อิมา จ นาโภฺย สตราชิจิตฺติตา สเตริตา วิชฺชุริวปฺปภาสเร |๖๔.๗๖๑| อเนกจิตฺตาวิตโต รโถ อยํ ปุถู จ เนมี จ สหสฺสรํสิโย เตสํ สโร สุยฺยติ วคฺคุรูโป ปญฺจงฺคิกํ ตุริยมิวปฺปวาทิตํ |๖๔.๗๖๒| สิรสฺมึ จิตฺตํ มณิสนฺทกปฺปิตํ สทา วิสุทฺธํ รุจิรํ ปภสฺสรํ สุวณฺณราชีหิ อตีว สงฺคตํ เวฬุริยราชีหิ อตีว โสภติ |๖๔.๗๖๓| อิเม จ วาฬี มณิสนฺทกปฺปิตา อาโรหกมฺพู สุชวา พฺรหฺมูปมา พฺรหา มหนฺตา พลิโน มหาชวา มโน ตวญฺญาย ตเถว สึสเร |๖๔.๗๖๔| อิเม จ สพฺเพ สหิตา จตุกฺกมา มโน ตวญฺญาย ตเถว สึสเร สมํ วหนฺติ มุทุกา อนุทฺธตา อาโมทมานา ตุรคานมุตฺตมา |๖๔.๗๖๕| ธุนนฺติ วคฺคนฺติ ปวตฺตนฺติ อมฺพเร อพฺภุทฺธุนนฺตา สุกเต ปิลนฺธเน เตสํ สโร สุยฺยติ วคฺคุรูโป ปญฺจงฺคิกํ ตุริยมิวปฺปวาทิตํ |๖๔.๗๖๖| รถสฺส โฆโส อปิลนฺธนานิ ขุรสฺส นาทิ อภิหึสนาย จ โฆโส สุวคฺคู สมิตสฺส สุยฺยติ คนฺธพฺพตุริยานิ วิจิตฺรสวเน |๖๔.๗๖๗| รเถ ฐิตา ตา มิคมนฺทโลจนา อาฬารปมฺหา หสิตา ปิยํวทา เวฬุริยชาลา วินตา ตนุจฺฉวา สเทว คนฺธพฺพสุรคฺคปูชิตา |๖๔.๗๖๘| รตฺตา รตฺตมฺพรปีตวาสสา วิสาลเนตฺตา อภิรตฺตโลจนา กุเลสุ ชาตา สุตนู สุวิมฺหิตา รเถ ฐิตา ปญฺชลิกา อุปฏฺฐิตา |๖๔.๗๖๙| ตา กมฺพุกายุรธรา สุวาสสา สุมชฺฌิมา อูรุถโนปปนฺนา วฏฺฏงฺคุลิโย สุมุขา สุทสฺสนา รเถ ฐิตา ปญฺชลิกา อุปฏฺฐิตา |๖๔.๗๗๐| อญฺญาสุ เวณีสุ สุมิสฺสเกสิโย สมํ วิภตฺตาหิ ปภสฺสราหิ จ อนุปุพฺพตา ตา ตว มานเส รตา รเถ ฐิตา ปญฺชลิกา อุปฏฺฐิตา |๖๔.๗๗๑| อาเวฬินิโย ปทุมุปฺปลจฺฉทา อลงฺกตา จนฺทนสารโวสิตา อนุปุพฺพตา ตา ตว มานเส รตา รเถ ฐิตา ปญฺชลิกา อุปฏฺฐิตา |๖๔.๗๗๒| ตา มาลินิโย ปทุมุปฺปลจฺฉทา อลงฺกตา จนฺทนสารโวสิตา อนุปุพฺพตา ตา ตว มานเส รตา รเถ ฐิตา ปญฺชลิกา อุปฏฺฐิตา |๖๔.๗๗๓| กณฺเฐสุ เต ยานิ ปิลนฺธนานิ จ หตฺเถสุ ปาเทสุ ตเถว สีเส โอภาสยนฺติ ทส สพฺพโต ทิสา อพฺภุทฺทยํ สารทิโกว ภาณุมา |๖๔.๗๗๔| วาตสฺส เวเคน จ สมฺปกมฺปิตา ภุเชสุ มาลา อปิลนฺธนานิ จ มุญฺจนฺติ โฆสํ รุจิรํ สุจึ สุภํ สพฺเพหิ วิญฺญูหิ สุสตฺตรูปํ |๖๔.๗๗๕| อุยฺยานภุมฺยา จ ทุวฏฺฐิโต ฐิตา รถา จ นาคา ตุริยานิ วาสโร ตเมว เทวินฺท ปโมทยนฺติ วีณา ยถา โปกฺขรปตฺตพาหุหิ |๖๔.๗๗๖| อิมาสุ วีณาสุ พหูสุ วคฺคูสุ มนุญฺญรูปาสุ หทเยริตมฺปิ ตํ ปวชฺชมานาสุ อตีว อจฺฉรา ภมนฺติ กญฺญา ปทุเมสุ สิกฺขิตา |๖๔.๗๗๗| ยถา จ คีตานิ จ วาทิตานิ จ นจฺจานิ จิมานิ สเมนฺติ เอกโต อเถตฺถ นจฺจนฺติ อเถตฺถ อจฺฉรา โอภาสยนฺติ อุภโต ว รตฺติยา |๖๔.๗๗๘| โส โมทสิ ตุริยคณปฺปโพธโน มหียมาโน วชิราวุโธริว อิมาสุ วีณาสุ พหูสุ วคฺคูสุ มนุญฺญรูปาสุ หทเยริตมฺปิ ตํ |๖๔.๗๗๙| กึ ตฺวํ ปุเร กมฺมมกาสิ อตฺตนา มนุสฺสภูโต ปุริมาย ชาติยา อุโปสถํ กึ ว ตุวํ อุปาวิสิ กึ ธมฺมจริยํ วตมาภิโรจสิ |๖๔.๗๘๐| นยิทํ อปฺปสฺส กตสฺส กมฺมุโน ปุพฺเพ สุจิณฺณสฺส อุโปสถสฺส วา อิทฺธานุภาโว วิปุโล อยํ ตว ยํ เทวสงฺฆํ อภิโรจเส ภุสํ |๖๔.๗๘๑| ทานสฺส เต อิทํ ผลํ อโถ สีลสฺส วา ปน อโถ อญฺชลิกมฺมสฺส ตมฺเม อกฺขาหิ ปุจฺฉิโต (อิติ) ฯ |๖๔.๗๘๒| โส เทวปุตฺโต อตฺตมโน โมคฺคลฺลาเนน ปุจฺฉิโต ปญฺหํ ปุฏฺโฐ วิยากาสิ ยสฺส กมฺมสฺสิทํ ผลํ |๖๔.๗๘๓| ชิตินฺทฺริยํ พุทฺธมโนมนิกฺกมํ นรุตฺตมํ กสฺสปมคฺคปุคฺคลํ อปาปุรนฺตํ อมตสฺส ทฺวารํ เทวาติเทวํ สตปุญฺญลกฺขณํ |๖๔.๗๘๔| ตมทฺทสํ กุญฺชรโมฆติณฺณํ สุวณฺณสิงฺคินทพิมฺพสาทิสํ ทิสฺวาน ตํ ขิปฺปมหุํ สุจิมโน ตเมว ทิสฺวาน สุภาสิตทฺธชํ |๖๔.๗๘๕| ตมนฺนปานํ อถ วาปิ จีวรํ สุจึ ปณีตํ รสสา อุเปตํ ปุปฺผาภิกิณฺณมฺหิ สเก นิวาสเน ปติฏฺฐเปสึ ส อสงฺคมานโส |๖๔.๗๘๖| ตมนฺนปาเนน จ จีวเรน จ ขชฺเชน โภชฺเชน จ สายเนน จ สนฺตปฺปยิตฺวา ทิปทานมุตฺตมํ โส สคฺคโส เทวปุเร รมามหํ |๖๔.๗๘๗| เอเตนุปาเยน อิมํ นิรคฺคลํ ยญฺญํ ยชิตฺวา ติวิธํ วิสุทฺธํ ปหายหํ มานุสฺสกํ สมุสฺสยํ อินฺทสโม เทวปุเร รมามหํ |๖๔.๗๘๘| อายุญฺจ วณฺณญฺจ สุขํ พลญฺจ ปณีตรูปํ อภิกงฺขตา มุนิ อนฺนญฺจ ปานญฺจ พหุํ สุสงฺขตํ ปติฏฺฐเปตพฺพมสงฺคมานโส |๖๔.๗๘๙| อิมสฺมึ โลเก ปรสฺมึ วา ปน พุทฺเธน เสฏฺโฐ จ สโม น วิชฺชติ อาหุเนยฺยานํ ปรมาหุตํ คโต ปุญฺญตฺถิกานํ วิปุลปฺผเลสินนฺติ ฯ มหารถวิมานํ จุทฺทสมํ ฯ อุทฺทานํ มณฺฑูโก เรวตี ฉตฺโต กกฺกฏโก ทฺวารปาลโก เทฺว กรณียา เทฺว สูจี ตโย นาคา จ เทฺว รถา ปุริสานํ ปญฺจโม วคฺโคติ ปฐโม วคฺโค ปวุจฺจตีติ ฯ ภาณวารํ ตติยํ ฯ ฉฏฺโฐ ปายาสิกวคฺโค

ท่านขึ้นรถม้าอันงามวิจิตรมิใช่น้อย เทียมด้วยม้าหนึ่งพันมาในที่ใกล้ภูมิ- สถานอุทยาน ย่อมรุ่งเรือง ดุจท้าววาสวปุรินททะผู้เป็นใหญ่กว่าเทวดา แม่แคร่รถทั้งสองของท่านก็ล้วนแล้วด้วยทองคำ ปูเรียบด้วยแผ่นกระ- ดานทองสนิทดี มีลูกกรงอันจัดไว้ได้ระเบียบเรียบร้อย ดังสำเร็จด้วย นายช่างผู้มีความเพียร งามไพโรจน์ดุจพระจันทร์ในวันเพ็ญ รถของท่าน นี้ปกคลุมด้วยข่ายทอง วิจิตรด้วยรตนะต่างๆ อย่างมากมาย มีเสียง กึกก้องไพเราะ น่าเพลิดเพลิน รุ่งเรืองไปด้วยหมู่เทพบุตรและเทพนารี ผู้ถือจามร อนึ่ง ดุมรถเหล่านี้วิจิตรไปด้วยลวดลายอย่างละร้อย ดุจว่า เนรมิตแล้วดังใจนึก สว่างไสวดังสายฟ้าแลบ นับได้ด้านละร้อย รถนี้ ปกคลุมด้วยมาลากรรมอันวิจิตรเป็นอเนก กงใหญ่อันมีรัศมีตั้งพัน เสียง แห่งกงเหล่านั้นดังไพเราะดุจดนตรีเครื่อง ๕ อันบุคคลบรรเลงแล้ว ที่ งอนรถร้อยด้วยแก้วมณีกลมดุจมณฑล พระจันทร์ งามวิจิตร แต่งด้วย ลายทองลายแก้วไพฑูรย์งามยิ่งนัก บริสุทธิ์ผุดผ่องทุกเมื่อ ม้าเหล่านี้ ผูกสอดแล้วด้วยแก้วมณี ทั้งสูงทั้งใหญ่ ว่องไว ดังพรหมพลีมีฤทธิ์ มาก อ้วนพี มีกำลังเร็วมาก รู้ใจของท่านวิ่งไปได้รวดเร็วดังใจนึก ม้า ทั้งหมดนี้อดทนไปด้วยเท้า ๔ รู้ใจของท่าน วิ่งไปได้รวดเร็วดังใจ นึก เป็นม้าอ่อนโยน ไม่ลำพอง วิ่งเรียบยังใจผู้ขับขี่ให้เบิกบาน เป็น ม้าอันอุดมกว่าม้าทั้งหลาย ผูกสอดเครื่องประดับอันนายช่างทองทำดีแล้ว สลัดขนหางอยู่ไปมา บางทีก็วิ่งยกย่างเท้าไป บางทีก็เหาะไป เสียง แห่งเครื่องประดับเหล่านั้น ดังไพเราะน่าฟัง ดังดนตรีเครื่อง ๕ อัน บุคคลบรรเลงแล้ว เสียงรถเสียงเครื่องประดับทั้งหลาย เสียงบันลือ แห่งกลีบม้า เสียงม้าคำรนร้อง และเสียงเทพเจ้าผู้บันเทิง ดังไพเราะ น่าฟัง ดังดนตรีแห่งคนธรรพ์ในสวนจิตรลดา มีนางเทพอัปสรทั้งหลาย ยืนอยู่บนรถ มีดวงตารุ่งเรืองดังตาลูกเนื้อทราย มีขนตาดก มีหน้ายิ้ม แย้มพูดจาอ่อนหวาน มีสรีระปกคลุมด้วยข่ายแก้วไพฑูรย์ มีผิวพรรณ อันละเอียดอ่อน ผู้อันคนธรรพ์เทวดาผู้เลิศบูชาแล้ว นุ่งห่มผ้าแดงและ ผ้าเหลืองอันน่ากำหนัดรักใคร่ มีตากว้างยาว มีดวงตางาม มีสรีระ งดงาม หัวเราะเพราะพริ้งเกิดแล้วในตระกูล นางอัปสรทั้งหลายยืน ประนมปรากฏอยู่บนรถ สอดสวมกำไลทองมีร่างส่วนกลางงดงาม มี ลำขาและถันอันสมบูรณ์ นิ้วมือกลม หน้างาม น่าดูน่าชม นางอัปสร บางพวกยืนประนมมืออยู่บนรถ มีช้องผมอันงาม ล้วนแต่เป็นสาวรุ่นๆ มีผมอันสอดแซมด้วยแก้วมาลา ลอนผมเรียบร้อย งดงาม แบ่งออก เท่าๆ กัน นางอัปสรเหล่านั้น มีกิริยาเรียบร้อย มีใจยินดีต่อท่าน นางอัปสรทั้งหลายยืนประนมมือปรากฏบนรถ บางเหล่าสวมพวงมาลัย ปกคลุมไปด้วยดอกประทุมและดอกอุบล ตบแต่งแล้วด้วยมาลามาลัย ลูบไล้ด้วยแก่นจันทน์ นางเทพอัปสรเหล่านั้นมีกิริยาเรียบร้อย มีใจ ยินดีต่อท่าน นางเทพอัปสรทั้งหลายยืนประนมมือปรากฏอยู่บนรถ บาง พวกสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ ด้วยเครื่องประดับทั้งหลายที่ประดับแล้วที่คอ ที่มือ ที่เท้า ที่ศีรษะ ดุจพระอาทิตย์ส่องแสงอุทัยในสารทกาล ดอกไม้ และเครื่องประดับที่แขนทั้งสอง อันกำลังลมพัดพานแล้ว ย่อมเปล่ง เสียงกึกก้องไพเราะเจริญใจ เป็นเสียงอันเลิศ อันวิญญูชนทั้งปวงพึงฟัง ดูกรท่านผู้เป็นจอมเทพ ก็เสียงอันเกิดแล้วเพราะรถ ช้างและดุริยางค์ ดนตรีทั้งหลาย อันตั้งอยู่แล้วในภูมิสถานอุทยาน โดยสองข้างเหล่านั้น ย่อมยังท่านให้บันเทิงใจ ดุจพิณทิพย์ทั้งหลาย มีรางและคันถือประกอบ แล้วเรียบร้อย อันนักดีดพิณบรรเลงอยู่ ย่อมยังชนผู้ฟังให้บันเทิง ฉะนั้น เมื่อพิณเป็นอันมากนี้ มีเสียงไพเราะเจริญใจ อันนางอัปสร ทั้งหลายบรรเลงอยู่ แม้เสียงนั้นจับใจยิ่งนัก นางเทพกัญญาทั้งหลาย ผู้ได้ศึกษาแล้ว พากันฟ้อนรำขับร้องอยู่ในดอกปทุมทั้งหลายเปรียบ เหมือนการขับร้อง การฟ้อนรำ และการประโคม ย่อมประสานเสียง เป็นเสียงเดียวกัน ฉะนั้น นางเทพอัปสรบางพวกฟ้อนรำอยู่บนรถของ ท่านนี้ และนางเทพอัปสรบางพวกย่อมยังทศทิศให้สว่างไสว ในข้าง ทั้งสองในประเทศนั้น ด้วยสรีระของตนและด้วยรัศมีแห่งวัตถาภรณ์ ท่าน นั้นเป็นผู้อันหมู่ทิพยดนตรีปลุกปลื้ม บันเทิงใจ อันหมู่ทวยเทพทั้งหลาย บูชาอยู่ ดุจท้าววชิราวุธ เมื่อพิณทิพย์เป็นอันมากนี้ เสียงไพเราะ เจริญใจ อันนางอัปสรทั้งหลายบรรเลงอยู่ แม้เสียงนั้นก็จับใจอย่างยิ่ง เมื่อชาติก่อน ท่านได้ทำกรรมอะไรไว้ด้วยตนเอง ชาติก่อน ท่านเป็น มนุษย์ได้รักษาอุโบสถ หรือว่าได้ชอบใจการประพฤติธรรม และการ สมาทานวัตรอะไร การที่ท่านมีอิทธานุภาพอันไพบูลย์รุ่งโรจน์โชติช่วง ครอบงำซึ่งหมู่เทวดาอย่างยิ่ง นี้ไม่ใช่ผลแห่งกรรมอันท่านทำแล้ว หรือ แห่งอุโบสถอันท่านประพฤติแล้วในชาติก่อน มีประมาณนิดหน่อยเลย นี่เป็นผลแห่งทาน ศีลหรืออัญชลีกรรมของท่าน อาตมาถามแล้วขอท่าน จงบอกผลกรรมนั้นแก่อาตมา? เทพบุตรนั้น อันพระมหาโมคคัลลานเถระถามแล้ว มีความปลาบปลื้มใจ จึงพยากรณ์ปัญหาแห่งผลกรรมที่ถูกถามนั้นว่า เมื่อชาติก่อน ข้าพเจ้า ได้เห็นพระพุทธเจ้าผู้มีอินทรีย์อันชนะแล้ว มีความก้าวหน้าไม่ต่ำทราม ผู้สูงสุดกว่านระ ทรงพระนามว่ากัสสปเป็นอัครบุคคล ผู้เปิดประตูแห่ง อมตธรรม เป็นเทวดายิ่งกว่าเทวดา มีมหาปุริสลักษณะอันเกิดแล้วด้วย อำนาจบุญตั้งร้อย ผู้เช่นกับกุญชรข้ามโอฆะได้แล้ว มีพระรูปงามดุจ ทองสิงคิวรรณและทองชมพูนุท ครั้นได้เห็นพระพุทธเจ้าพระองค์นั้นแล้ว ก็เกิดความเลื่อมใสทันที ข้าพเจ้าได้เห็นพระพุทธเจ้า ผู้เป็นธงชัยแห่ง พระธรรมได้ถวายข้าวและน้ำ อันประกอบด้วยรสอร่อย สะอาด ประณีต กับทั้งจีวร แก่พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น ในที่อยู่ของตนอันเกลื่อน กล่นไปด้วยดอกไม้ ข้าพเจ้ามีใจไม่ข้องอยู่ในอะไรๆ ได้อังคาสพระ- พุทธเจ้าพระองค์นั้น ซึ่งเป็นผู้สูงสุดกว่าหมู่สัตว์ ด้วยข้าว น้ำ จีวร ของเคี้ยว ของบริโภค และของควรลิ้ม จึงรื่นรมย์อยู่ในสวรรค์อันเป็น เทพบุรีโดยอุบายนี้ ข้าพเจ้าได้ถวายมหาทานที่ควรบูชาอันบริสุทธิ์ ๓ อย่างนี้เสมอๆ ละร่างมนุษย์แล้ว เป็นผู้เสมอด้วย พระอินทร์ รื่นรมย์ อยู่ในเทพบุรี. โคบาลเทพบุตร ครั้นบอกบุรพกรรมอันตนทำแล้วแก่พระเถระด้วยประการดังนี้แล้ว บัดนี้มีความปรารถนาเพื่อยังชนแม้เหล่าอื่นให้ดำรงอยู่ในนิสสยสมบัติ เมื่อจะประกาศความเลื่อมใสของตนในพระตถาคต จึงกล่าวคาถา ๒ คาถาความว่า ข้าแต่ท่านผู้เป็นมุนี เมื่อใครๆ หวังซึ่งอายุ วรรณะ สุขะ พละ และ รูปอันประณีต อย่างพึงมีใจข้องอยู่ในสิ่งอื่น พึงยังข้าวและน้ำอันตน ตบแต่งดีแล้วเป็นอันมาก ให้ตั้งไว้ในพระพุทธเจ้า เพราะใครๆ ใน โลกนี้หรือโลกอื่น จะเป็นผู้ประเสริฐหรือเสมอด้วยพระพุทธเจ้า มิได้มี พระตถาคตเจ้านั้นถึงแล้วซึ่งความเป็นผู้ควรบูชาอย่างยิ่ง กว่าบุคคลผู้ควร บูชาทั้งหลาย ของชนผู้มีความต้องการบุญ แสวงหาผลอันไพบูลย์. จบ มหารถวิมานที่ ๑๔. ----------------------------------------------------- รวมวิมานที่มีในวรรคนี้ คือ ๑. มัณฑุกเทวปุตตวิมาน ๒. เรวดีวิมาน ๓. ฉัตตมาณวกวิมาน ๔. กักกฏรสทายกวิมาน ๕. ทวารปาลกวิมาน ๖. กรณียวิมานที่ ๑ ๗. กรณียวิมานที่ ๒ ๘. สูจิวิมานที่ ๑ ๙. สูจิวิมานที่ ๒ ๑๐. นาควิมานที่ ๑ ๑๑. นาควิมานที่ ๒ ๑๒. นาควิมานที่ ๓ ๑๓. จูฬรถวิมาน ๑๔. มหารถวิมาน. จบ มหารถวรรคที่ ๕. จบ ภาณวารที่ ๓. -----------------------------------------------------

ฉบับมหาจุฬาฯ

ชั้นตัวบทพุทธพจน์

หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ

เปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

๑๔. มหารถวิมาน ว่าด้วยวิมานที่รถทิพย์คันใหญ่เป็นพาหนะเกิดขึ้นแก่คนเลี้ยงโค (พระมหาโมคคัลานเถระถามเทพบุตรตนหนึ่งว่า)

ข้อ ๑๐๑๕

ท่านขึ้นรถเทียมด้วยม้า ๑,๐๐๐ ตัวเป็นพาหนะ งามวิจิตรอเนกประการ รุ่งเรืองเหมือนกับท้าววาสวปุรินททะ ผู้เป็นจอมเทพซึ่งกำลังเสด็จไปใกล้พื้นที่อุทยานโดยลำดับ

ข้อ ๑๐๑๖

แคร่รถทั้งสองข้างของท่านก็ล้วนแล้วด้วยทองคำ ประกอบไม้เท้าแขนสองข้าง @เชิงอรรถ : @ เป็นชื่อของท้าวสักกะ ผู้เคยให้ที่พักอาศัยในกาลก่อน

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๑๒๕}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ [๒. ปุริสวิมาน] ๕. มหารถวรรค ๑๔. มหารถวิมาน ไม้คานทั้งสองสนิทดี มีลูกกรงจัดไว้ได้ระเบียบเรียบร้อย เหมือนช่างศิลป์บรรจงจัดไว้เสร็จแล้ว รถของท่านนี้รุ่งเรืองดังดวงจันทร์ในวันเพ็ญ

ข้อ ๑๐๑๗

รถคันนี้คลุมด้วยข่ายทองคำ วิจิตรด้วยรัตนะต่างๆ มากมาย มีเสียงกึกก้องไพเราะน่าเพลิดเพลิน ทั้งมีรัศมีรุ่งโรจน์ รุ่งเรืองด้วยหมู่เทวดาถือแส้จามร

ข้อ ๑๐๑๘

ดุมรถเหล่านี้ประดับตรงกลางระหว่างล้อรถ ประดุจเนรมิตด้วยใจ ทั้งวิจิตรด้วยลวดลายเป็นร้อย สว่างไสวดังสายฟ้าแลบ

ข้อ ๑๐๑๙

รถคันนี้พราวไปด้วยลวดลายวิจิตรอเนกประการ และกงล้อใหญ่มีรัศมีตั้งพัน มีเสียงดังไพเราะน่าฟัง คล้ายดนตรีเครื่องห้าที่ขับประโคมแล้ว

ข้อ ๑๐๒๐

งอนรถร้อยไว้ด้วยแก้วมณี มีสัณฐานกลมดังดวงจันทร์ วิจิตร บริสุทธิ์ งดงาม ผุดผ่องทุกเมื่อ ประกอบด้วยลายทองเนียนสนิท งามล้ำดุจลายแก้วไพฑูรย์

ข้อ ๑๐๒๑

ม้าเหล่านี้ผูกร้อยไว้ด้วยแก้วมณี มีสัณฐานกลมดังดวงจันทร์ สูงใหญ่ ว่องไว เปรียบเหมือนม้าใหญ่ที่เจริญเติบโต มีฤทธิ์มาก ทรงพลัง รวดเร็วมาก รู้ใจของท่าน วิ่งไปได้เร็วดังใจนึก

ข้อ ๑๐๒๒

ด้วยว่า ม้าทั้งหมดนี้อดทน เหยาะย่างไปด้วยเท้าทั้ง ๔ รู้ใจของท่าน วิ่งไปได้เร็วดังใจนึก มีกิริยาท่าทางนุ่มนวล ไม่ลำพอง วิ่งเรียบ ทำให้ผู้ขับขี่เบิกบานใจ เป็นยอดม้าทั้งหลาย

ข้อ ๑๐๒๓

บางคราวก็แกว่งขนหางไปมา บางคราวก็วิ่งเหยาะย่างเท้าไป บางคราวก็เหาะไป ทำเครื่องประดับที่เขาตกแต่งไว้เรียบร้อยให้กวัดแกว่ง เสียงเครื่องประดับเหล่านั้นดังไพเราะน่าฟัง คล้ายดนตรีเครื่องห้าที่ขับประโคมแล้ว

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๑๒๖}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ [๒. ปุริสวิมาน] ๕. มหารถวรรค ๑๔. มหารถวิมาน

ข้อ ๑๐๒๔

เสียงรถ เสียงเครื่องประดับทั้งหลาย เสียงกีบเท้าม้า เสียงม้าเสียดสีกัน และเสียงเทพผู้บันเทิงดังไพเราะ คล้ายดนตรีของคนธรรพ์ในสวนจิตรลดา

ข้อ ๑๐๒๕

เหล่าเทพอัปสรอยู่บนรถ มีดวงตาอ่อนโยนคล้ายดวงตาลูกเนื้อทราย มีขนตาดก มีใบหน้ายิ้มแย้ม พูดจาอ่อนหวาน มีร่างกายคลุมด้วยข่ายแก้วไพฑูรย์ มีผิวเนียน ซึ่งคนธรรพ์และเทวดาผู้สูงศักดิ์บูชาทุกเมื่อเป็นประจำ

ข้อ ๑๐๒๖

เทพอัปสรเหล่านั้นมีรูปโฉมเย้ายวนน่ายินดี ทรงพัสตราภรณ์สีแดงและสีเหลือง มีดวงตากลมโต มีนัยน์ตางามน่ารักยิ่งนัก เป็นผู้ดีมีสกุล มีเรือนร่างสวยงาม ยิ้มแย้มแจ่มใส ยืนประนมมือเด่นอยู่บนรถ

ข้อ ๑๐๒๗

เธอเหล่านั้นสวมใส่ทองต้นแขน ทรงพัสตราภรณ์งดงาม มีเอวกลมกลึง ขาเรียวงาม ถันเต่งตึง นิ้วมือเรียวกลม พักตร์ผุดผ่อง น่าชม ยืนประนมมือเด่นอยู่บนรถ

ข้อ ๑๐๒๘

เทพอัปสรบางพวกมีช้องผมงาม ล้วนเป็นสาวแรกรุ่น มีมวยผมแซมสลับด้วยแก้วทับทิมและพวงดอกไม้จัดแต่งไว้เรียบร้อย มีประกายพรายพราว เทพอัปสรเหล่านั้นมีกิริยาแช่มช้อย มีใจชื่นชมต่อท่าน ยืนประนมมือเด่นอยู่บนรถ

ข้อ ๑๐๒๙

บางพวกมีมาลัยแก้วประดับเทริด และทับทรวงด้วยดอกปทุมและอุบล ทรงเครื่องประดับ อบด้วยแก่นจันทน์ เทพอัปสรเหล่านั้นมีกิริยาแช่มช้อย มีใจชื่นชมต่อท่าน ยืนประนมมือเด่นอยู่บนรถ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๑๒๗}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ [๒. ปุริสวิมาน] ๕. มหารถวรรค ๑๔. มหารถวิมาน

ข้อ ๑๐๓๐

เทพอัปสรเหล่านั้นประดับพวงมาลัย และทับทรวงด้วยดอกปทุมและดอกอุบล ทรงเครื่องประดับ อบด้วยแก่นจันทน์ ถึงพวกนางก็มีกิริยาแช่มช้อย มีใจชื่นชมต่อท่าน ยืนประนมมือเด่นอยู่บนรถ

ข้อ ๑๐๓๑

บางพวกสว่างไสวไปทั่วทั้งสิบทิศด้วยเครื่องประดับคอ มือ เท้า และศีรษะ เหมือนพระอาทิตย์ในสารทกาลกำลังอุทัย

ข้อ ๑๐๓๒

ดอกไม้และเครื่องประดับที่แขนทั้งสองต้องลมก็ไหวพริ้ว เปล่งเสียงกังวานไพเราะจับใจ อันวิญญูชนทุกคนควรฟัง

ข้อ ๑๐๓๓

ท่านผู้เป็นจอมเทพ เสียงรถ ช้าง ม้า และดนตรีทั้งหลาย ซึ่งอยู่สองข้างพื้นอุทยานทำให้ท่านบันเทิงใจ ดุจพิณทั้งหลายมีรางและคันถือที่ประกอบไว้เรียบร้อยแล้ว

ข้อ ๑๐๓๔

เมื่อพิณมีเสียงไพเราะจับใจจำนวนมากเหล่านี้ ที่เทพอัปสรทั้งหลายบรรเลงอย่างซาบซึ้งตรึงใจยิ่งอยู่ เหล่านางอัปสรเทพกัญญา ผู้ล้วนชำนาญศิลป์ ต่างพากันร่ายรำอยู่บนดอกปทุมทั้งหลาย

ข้อ ๑๐๓๕

ในเวลาที่มีการขับร้อง การประโคม และการฟ้อนเหล่านี้ ประสานกลมกลืนเป็นอันเดียวกัน เทพอัปสรพวกหนึ่งฟ้อนรำอยู่บนรถของท่านนี้ อีกพวกหนึ่งทางด้านนี้เปล่งรัศมีสว่างไสวทั้งสองด้าน

ข้อ ๑๐๓๖

ท่านนั้นผู้อันหมู่เทพดุริยางค์ปลุกเร้าให้เกิดปีติโสมนัส อันทวยเทพทั้งหลายบูชาอยู่ บันเทิงใจอยู่ ดังพระอินทร์ผู้ทรงวชิราวุธ ในเมื่อพิณมีเสียงไพเราะจับใจจำนวนมากเหล่านี้ ที่เทพอัปสรทั้งหลายบรรเลงอย่างซาบซึ้งตรึงใจยิ่งอยู่

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๑๒๘}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ [๒. ปุริสวิมาน] ๕. มหารถวรรค ๑๔. มหารถวิมาน

ข้อ ๑๐๓๗

เมื่อชาติก่อน ท่านเกิดเป็นมนุษย์ได้ทำกรรมอะไรไว้ ท่านได้รักษาอุโบสถหรือว่า ได้ชอบใจการประพฤติธรรมและการสมาทานวัตรอะไร

ข้อ ๑๐๓๘

การที่ท่านมีอิทธานุภาพไพบูลย์รุ่งโรจน์ยิ่งกว่าหมู่เทพนี้ มิใช่ผลกรรมเล็กน้อยที่ท่านทำไว้แล้ว หรืออุโบสถที่ท่านประพฤติแล้วในชาติก่อน

ข้อ ๑๐๓๙

นี้เป็นผลของทาน หรือศีล หรือการกราบไหว้ของท่าน อาตมาถามท่านแล้ว โปรดบอกผลกรรมนั้นแก่อาตมาเถิด

ข้อ ๑๐๔๐

เทพบุตรนั้นดีใจที่พระมหาโมคคัลลานเถระถาม จึงตอบปัญหาผลกรรมไปตามที่พระเถระถามว่า

ข้อ ๑๐๔๑

ข้าพเจ้าได้เห็นพระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ทรงชนะอินทรีย์แล้ว มีความเพียรไม่ย่อหย่อน ผู้สูงสุดแห่งนระทั้งหลาย เป็นอัครบุคคล เปิดประตูอมตนิพพาน เป็นเทพยิ่งกว่าเทพ ซึ่งมีบุญลักษณะนับร้อย

ข้อ ๑๐๔๒

ครั้นได้เห็นพระองค์ผู้ข้ามโอฆะได้แล้วเช่นกับกุญชร มีพระวรกายงดงามเช่นกับทองสิงคี และทองชมพูนุท พลันข้าพเจ้าก็มีใจหมดจดเพราะได้เห็นพระองค์ ผู้มีธรรมที่พระองค์ตรัสไว้ดีแล้วเป็นธงนั่นเอง

ข้อ ๑๐๔๓

ข้าพเจ้านั้นมีใจไม่ติดข้องในอะไร ได้มอบถวายข้าวน้ำ จีวร และของที่สะอาด ประณีต มีรสชาติ เฉพาะพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น ในที่อยู่ของตนซึ่งดารดาษด้วยดอกไม้

ข้อ ๑๐๔๔

ได้อังคาสพระพุทธเจ้าพระองค์นั้นซึ่งทรงเป็นผู้สูงสุด กว่าเหล่ามนุษย์ ให้อิ่มหนำด้วยข้าว น้ำ จีวร ของเคี้ยว ของฉัน และของลิ้ม จึงรื่นรมย์อยู่ในสวรรค์อันเป็นเทวบุรี @เชิงอรรถ : @ ทองเนื้อสุก (ขุ.วิ.อ. ๑๐๔๒/๓๒๙) @ ทองวิเศษ (ขุ.วิ.อ. ๑๐๔๒/๓๒๙)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๑๒๙}

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ [๒. ปุริสวิมาน] รวมเรื่องวิมานที่มีในวรรค

ข้อ ๑๐๔๕

โดยอุบายนี้ ข้าพเจ้าได้ถวายทานที่มีลิ่มสลักออกแล้วนี้ อันมีความบริสุทธิ์ ๓ ประการ ละร่างมนุษย์แล้ว รื่นรมย์อยู่ในเทวบุรี เสมอเหมือนกับพระอินทร์

ข้อ ๑๐๔๖

ท่านพระมุนี บุคคลผู้มุ่งหวังอายุ วรรณะ สุขะ พละ และรูปที่ประณีต มีใจไม่ติดข้องในอะไรๆ พึงถวายข้าวและน้ำซึ่งปรุงดีแล้วให้มากแด่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า

ข้อ ๑๐๔๗

ไม่ว่าในโลกนี้หรือโลกหน้า ผู้ที่ประเสริฐกว่า หรือเสมอด้วยพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่มี บรรดาผู้ควรบูชาทั้งหลาย พระพุทธเจ้าถึงความเป็นผู้ควรบูชาอย่างยิ่ง ของเหล่าชนผู้ต้องการบุญหวังผลอันไพบูลย์ มหารถวิมานที่ ๑๔ จบ มหารถวรรคที่ ๕ จบ รวมเรื่องวิมานที่มีในวรรคนี้ คือ ๑. มัณฑูกเทวปุตตวิมาน ๒. เรวตีวิมาน ๓. ฉัตตมาณวกวิมาน ๔. กักกฏกรสทายกวิมาน ๕. ทวารปาลวิมาน ๖. ปฐมกรณียวิมาน ๗. ทุติยกรณียวิมาน ๘. ปฐมสูจิวิมาน ๙. ทุติยสูจิวิมาน ๑๐. ปฐมนาควิมาน ๑๑. ทุติยนาควิมาน ๑๒. ตติยนาควิมาน ๑๓. จูฬรถวิมาน ๑๔. มหารถวิมาน ภาณวารที่ ๓ จบ @เชิงอรรถ : @ บริจาคสมบัติของตนทั้งหมด (ขุ.วิ.อ. ๑๐๔๓/๓๓๐)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๒๖ หน้า : ๑๓๐}

อรรถกถา

ชั้นตัวบทอรรถกถาอธิบายพระไตรปิฎกเปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

อรรถกถามหารถวิมาน

มหารถวิมาน มีคาถาว่า สหสฺสยุตฺตํ หยวาหนํ สุภํ เป็นต้น.

มหารถวิมานนั้นเกิดขึ้นอย่างไร?

พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน กรุงสาวัตถี.

สมัยนั้น ท่านพระมหาโมคคัลลานะเที่ยวเทวจาริกโดยนัยที่กล่าวแล้วในหนหลัง ได้ปรากฏในที่ไม่ไกลเทวบุตรชื่อว่าโคปาละ ในภพดาวดึงส์ ผู้ออกจากวิมานของตน ขึ้นรถทิพย์คันใหญ่เทียมม้าพันหนึ่ง ไปเล่นอุทยานด้วยบริวารยศใหญ่ ด้วยเทวฤทธิ์ยิ่งใหญ่.

เทวบุตรเห็นท่านพระมหาโมคคัลลานะแล้วเกิดความเคารพมาก รีบลงจากรถเข้าไปไหว้ด้วยเบญจางคประดิษฐ์ แล้วยืนประคองอัญชลีไว้เหนือเศียร.

เทวบุตรนั้นมีบุพกรรมดังต่อไปนี้.

เล่ากันมาว่า เทวบุตรนั้นเป็นพราหมณ์ชื่อว่าโคปาละ เป็นอาจารย์ของพระราชธิดาผู้เสมือนเทพกัญญา เธอบูชาพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าวิปัสสี ด้วยพวงดอกไม้ทอง แล้วตั้งความปรารถนาไว้ว่า ขอพวงดอกไม้ประดับอกที่เป็นทองจงเกิดแก่ข้าพเจ้าทุกๆ ภพ ด้วยอานุภาพแห่งบุญนี้ เธอท่องเที่ยวอยู่ในสุคติภพทั้งหลายนั่นแลหลายกัป.

ครั้งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่ากัสสปะ เธอบังเกิดในครรภ์อัครมเหสีของพระเจ้ากาสีพระนามว่ากิกิ ได้นามว่าอุรัจฉทมาลา เพราะได้พวงดอกไม้ทองตามปรารถนา. เทวบุตรได้ถวายมหาทานเช่นอสทิสทานเป็นต้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่ากัสสปะ พร้อมด้วยสงฆ์สาวก.

แม้ฟังธรรมที่พระศาสดาทรงแสดงเฉพาะตน และราชธิดาก็ไม่อาจทำคุณวิเศษให้เกิดได้เพราะอินทรีย์ยังไม่แก่กล้า ตายทั้งที่เป็นปุถุชนนั่นเอง บังเกิดในวิมานทองร้อยโยชน์ ในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ มีอัปสรหลายโกฏิเป็นบริวาร ด้วยอานุภาพแห่งบุญตามที่สั่งสมไว้.

อนึ่ง รถเทียมม้าอาชาไนยเป็นทิพย์ สำเร็จด้วยรัตนะเจ็ด เทียมม้าพันหนึ่ง วิจิตรด้วยฝาที่จัดไว้อย่างดี เอิกอึงด้วยเสียงไพเราะนุ่มนวล เหมือนบุคคลกระหยิ่มอยู่ด้วยการเกิดแห่งรัศมีของตน ดังดวงทิพากร ก็บังเกิดแก่เทวบุตรนั้น.

เทวบุตรนั้นเสวยทิพยสมบัติในดาวดึงส์นั้นชั่วอายุแล้วท่องเที่ยวไปๆ มาๆ อยู่ในเทวโลกทั้งหลาย แม้ในพุทธุปบาทกาลนี้ ก็บังเกิดเป็นเทวบุตรนามว่าโคปาละนั่นเอง เสวยสมบัติตามที่กล่าวแล้ว ในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ด้วยเศษวิบากแห่งกรรมนั้นแหละ

ท่านหมายเอาเทวบุตรนั้นจึงกล่าวว่า เตน จ สมเยน อายสมา มหาโมคฺคลฺลาโน ฯเปฯ อญฺชลึ สิรสิ ปคฺคยห อฏฺฐาสิ ดังนี้.

เทวบุตรนั้นเข้าไปหาแล้วยืนอยู่อย่างนี้ ท่านพระมหาโมคคัลลานะจึงถามด้วยคาถาเหล่านี้ว่า

ท่านขึ้นรถม้างดงาม มิใช่น้อยคันนี้ เทียมด้วยม้าพันหนึ่ง เข้ามาใกล้พื้นที่อุทยาน รุ่งเรืองดังท้าววาสวะ ผู้ให้ทานในก่อน ผู้เป็นเจ้าแห่งเทวดา ทูบรถทั้งสองของท่านก็ล้วนแล้วด้วยทองประกอบด้วยแผ่นทองสองข้างสนิทดี มีลูกกรงจัดไว้ได้ระเบียบเรียบร้อย เหมือนนายช่างพากเพียรบรรจงจัด โชติช่วงดุจพระจันทร์ในวันเพ็ญ รถคันนี้คลุมด้วยข่ายทอง วิจิตรด้วยรัตนะต่างๆ เป็นอันมาก เอิกอึงน่าเพลิดเพลินดี มีรัศมีรุ้งร่วง โชติช่วงด้วยหมู่เทพผู้ถือพัดจามร.

อนึ่ง ดุมรถเหล่านี้ประดับตรงกลางระหว่างล้อรถ อันจิตจัดเนรมิต วิจิตรไปด้วยลายร้อยลาย พร่างพรายดังสายฟ้าแลบ รถคันนี้ดาดาษด้วยลวดลายวิจิตรมิใช่น้อย กงใหญ่มีรัศมีตั้งพัน เสียงของกงเหล่านั้นฟังไพเราะ ดุจดนตรีเครื่องห้าที่เขาประโคม ที่งอนรถงดงามตกแต่งด้วยดวงจันทร์ แก้วมณีวิจิตรบริสุทธิ์ผุดผ่องทุกเมื่อ ประกอบด้วยลายทองเนียนสนิท โสภิตล้ำลายแก้วไพฑูรย์

ม้าเหล่านี้ผูกสอดแล้วด้วยดวงจันทร์แก้วมณี สูงใหญ่ ว่องไว อุปมาได้ดังผู้เติบใหญ่มีอำนาจมาก ร่างใหญ่มีกำลังเร็วมาก รู้ใจของท่าน วิ่งไปได้รวดเร็วดังใจนึก ม้าทั้งหมดนี้อดทนก้าวไปด้วยเท้าทั้ง ๔ รู้ใจของท่านวิ่งไปได้รวดเร็วดังใจนึก เป็นม้าอ่อนโอน ไม่ลำพอง วิ่งเรียบ ทำใจผู้ขับขี่ให้เบิกบาน เป็นยอดของม้าทั้งหลาย ผูกสอดเครื่องประดับที่ทำดีแล้ว บางครั้งสะบัดขน บางครั้งก็วิ่งเหยาะย่างไปด้วยเท้า บางครั้งก็เหาะไป เสียงของม้าเหล่านั้นฟังไพเราะดุจดนตรีเครื่องห้าที่เขาประโคม เสียงรถ เสียงเครื่องประดับ เสียงกีบม้า เสียงร้องคำรน และเสียงเทพผู้บรรเลงฟังไพเราะดี ดุจดนตรีของคนธรรพ์ในสวนจิตรลดา.

เหล่าอัปสรที่ยืนอยู่บนรถ มีดวงตาอ่อนดังตาลูกเนื้อทราย มีขนตาดก มีรอยยิ้มจากดวงหน้า พูดจาน่ารัก คลุมด้วยข่ายแก้วไพฑูรย์ มีผิวละเอียด อันคนธรรพ์และเทวดาผู้เลิศบูชาทุกเมื่อทีเดียว อัปสรเหล่านั้นนุ่งห่มผ้าแดงและผ้าเหลืองน่ายินดี มีเนตรไพศาล มีดวงตาอ่อนน่ารักยิ่ง เป็นผู้ดีมีสกุล มีองค์งาม สรวลเสียงใส

อัปสรทั้งหลายยืนประนมมือเด่นอยู่บนรถ เธอเหล่านั้นสวมทองต้นแขนแต่งองค์ดี เอวส่วนกลางงาม มีขาและถันสมบูรณ์ นิ้วมือกลม หน้าสวยน่าชม

อัปสรพวกอื่นๆ ที่ยืนประนมมือเด่นอยู่บนรถมีช้องผมงาม เป็นสาวรุ่นๆ มีผมสอดแซมด้วยแก้วทับทิมและดอกไม้ จัดลอนผมเรียบร้อย มีประกาย อัปสรเหล่านั้นมีกิริยาเรียบร้อย มีใจยินดีต่อท่าน

เหล่าอัปสรที่ยืนประนมมือเด่นอยู่บนรถ มีดอกไม้กรองบนศีรษะ คลุมด้วยดอกปทุมและดอกอุบล ตกแต่งแล้วลูบไล้ด้วยแก่นจันทร์ อัปสรเหล่านั้นมีกิริยาเรียบร้อย มีใจยินดีต่อท่าน

เหล่าอัปสรที่ยืนประนมมือเด่นอยู่บนรถเหล่านั้น สวมพวงมาลัยคลุมด้วยดอกปทุมและดอกอุบล ตกแต่งแล้วลูบไล้ด้วยแก่นจันทน์ อัปสรเหล่านั้นมีกิริยาเรียบร้อย มีใจยินดีต่อท่าน

เหล่าอัปสรที่ยืนประนมมือเด่นอยู่บนรถส่องแสงสว่างไปทั่วสิบทิศ ด้วยเครื่องประดับที่คอ ที่มือ ที่เท้าและที่ศีรษะ เหมือนดวงอาทิตย์ในสารทกาลกำลังอุทัยขึ้นมา ดอกไม้และเครื่องประดับที่แขนทั้งสองไหวพริ้วเพราะแรงลม ก็เปล่งเสียงกังวานไพเราะเพราะจับใจ อันวิญญูชนทุกคนพึงฟัง

ดูก่อนท่านจอมเทพ รถช้างม้าและดนตรีทั้งหลายที่อยู่สองข้างพื้นที่อุทยาน ส่งเสียงทำให้ท่านบันเทิงใจ ดุจพิณทั้งหลายมีรางและคันถือที่ปรับไว้เรียบร้อยอันนักดีดพิณบรรเลงอยู่ ย่อมทำชนผู้ฟังให้บันเทิงฉะนั้น เมื่อพิณเป็นอันมากเหล่านี้มีเสียงไพเราะเจริญใจ อันอัปสรทั้งหลายบรรเลงอยู่สนิทสนมกลมกลืน ซาบซึ้งตรึงใจ เหล่าเทพกัญญาผู้ชำนาญศิลป์ พากันฟ้อนรำขับร้องอยู่ในดอกปทุมทั้งหลาย

เมื่อใดการขับร้อง การประโคมและการฟ้อนรำเหล่านี้ ผสมผสานเป็นอันเดียวกัน เมื่อนั้น อัปสรพวกหนึ่งก็ฟ้อนรำอยู่ในรถของท่านนี้.

อีกพวกหนึ่งซึ่งเป็นเทพกัญญาชั้นสูง ก็ส่องรัศมีอยู่สองข้างในรถของท่านนั้น ท่านอันหมู่ดนตรีปลุกให้ตื่น บันเทิงใจ อันทวยเทพทั้งหลายบูชาอยู่ ดุจท้าวสักกะผู้ทรงวชิราวุธ เมื่อพิณเป็นอันมากเหล่านี้ มีเสียงไพเราะเจริญใจ ซาบซึ้งตรึงใจ อันอัปสรบรรเลงอยู่

เมื่อก่อนท่านทำกรรมอะไรไว้ด้วยตนเอง ครั้งเกิดเป็นมนุษย์ในชาติก่อน ท่านได้รักษาอุโบสถ หรือว่าได้ชอบใจการประพฤติธรรมและการสมาทานวัตรอะไร นี้คงมิใช่ผลของกรรมเล็กน้อยที่ท่านทำไว้ หรือฤทธานุภาพอันไพบูลย์ของท่านนี้คงมิใช่วิบากของอุโบสถ ที่ท่านประพฤติดีแล้วในชาติก่อนๆ ซึ่งเป็นเหตุให้ท่านรุ่งโรจน์ข่มหมู่เทพเป็นนักหนา

นี้คงเป็นผลแห่งทาน ศีล หรืออัญชลีกรรมของท่าน ท่านถูกอาตมาถามแล้ว โปรดบอกกรรมนั้นแก่อาตมาเถิด.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สหสฺสยุตฺตํ แปลว่า เทียมด้วยม้าหลายพัน. อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่าสหัสสยุตตะ เพราะรถมีม้าพันหนึ่งเทียมคือประกอบไว้.

ถามว่า จำนวนพันหนึ่งนั้นของอะไร.

ใครๆ ก็ย่อมจะรู้เนื้อความกันอย่างนี้ทั้งนั้นว่า ของม้าทั้งหลาย เพราะท่านจะกล่าวต่อมาว่า หยวาหนํ. ชื่อว่าหยวาหนะ เพราะรถนั้นมีม้าเป็นพาหนะ เครื่องนำไป. แต่อาจารย์บางพวกพรรณนาเป็นบทสมาสบทเดียวกัน ลบนิคหิตเสียว่า สหสฺสยุตฺตหยวาหนํ เนื้อความในฝ่ายนี้ว่า พาหนะเหมือนพาหนะม้า ดังนี้ก็ถูกเนื้อความจริงๆ ว่า เทียมด้วยพาหนะม้าพันหนึ่ง คือมีพาหนะม้าพันหนึ่งอันเทียมแล้ว แต่อาจารย์อีกพวกหนึ่งกล่าวว่า บทว่า สหสฺสยุตฺตํ แปลว่า เทียมด้วยม้าอาชาไนยทิพย์พันหนึ่ง.

บทว่า สนฺทนํ ได้แก่ รถ.

บทว่า เนกจิตฺตํ แปลว่า งามมิใช่น้อย คือมีความงามหลายอย่าง.

บทว่า อุยฺยานภูมึ อภิโต ได้แก่ ในที่ใกล้พื้นที่อุทยาน.

ความจริง บทว่า อุยฺยานภูมึ นี้เป็นทุติยาวิภัติติลงในอรรถแห่งฉัฏฐีวิภัตติ เพราะเพ่งบท อภิโต แต่อาจารย์บางพวกกล่าวว่า อุยฺยานภูมฺยา ก็มี ท่านเหล่านั้นกล่าวโดยไม่ใคร่ครวญถึงนัยแห่งศัพท์.

บทว่า อนุกฺกมํ ได้แก่ ไปอยู่ เชื่อมความว่า ท่านรุ่งโรจน์ดังท้าววาสวะผู้ให้ทานในก่อน ผู้เป็นเจ้าแห่งเทวดา.

บทว่า โสวณฺณเมยา แปลว่า ล้วนแล้วด้วยทอง.

บทว่า เต แปลว่า ของท่าน.

บทว่า รถกุพฺพรา อุโภ ได้แก่ ไพทีสองข้างของรถ รั้วใดที่ทำไว้โดยอาการของไพทีที่สองข้างรถ เพื่อความงามของรถและเพื่อคุ้มกันคนที่อยู่บนรถ คือส่วนพิเศษที่ทำไว้สำหรับมือยึด ตลอดงอนรถทั้งสองข้าง ตอนหน้าของรถนั้น รั้วนั้นแหละ ท่านประสงค์เอาว่ากุพพระ ในที่นี้ เพราะเหตุนั้นเอง ท่านจึงกล่าวว่า อุโภ แต่ในที่อื่น งอนรถท่านเรียกว่า กุพพระ.

บทว่า ผเลหิ ความว่า ปลายไม้ค้ำรถ ๒ ง่ามคือข้างขวาและข้างซ้าย ท่านเรียกว่าผละ ในที่นี้.

บทว่า อํเสหิ ได้แก่ ส่วนล่าง ที่ตั้งอยู่บนตัวทูบ.

บทว่า อตีว สงฺคตา ได้แก่ ปรับเรียบเหลือเกินคือด้วยดี คือติดกันสนิท ไม่มีช่อง.

ก็คำนี้ท่านยกเอาความวิเศษที่ได้ในรถมีชื่อเสียงซึ่งกวีศิลปินรจนาไว้มากล่าวในที่นั้น แต่รถคันนั้นไม่มีชื่อเสียงเพราะไม่ใช่ของมนุษย์ เกิดเอง ใครๆ พยายามให้เกิดมิได้.

บทว่า สุชาตคุมฺพา ได้แก่ มีลูกกรงจัดไว้เป็นระเบียบเรียบร้อย.

จริงอยู่ ลูกกรงเหล่าใดมีส่วนพิเศษมีปุ่มไม้ที่จัดไว้เป็นระเบียบเป็นต้น ตั้งอยู่ติดๆ กับไพที ด้วยอำนาจของลูกกรงเหล่านั้นนั่นแล ท่านจึงเรียกว่า สุชาตคุมฺพา.

บทว่า นรวีรนิฏฺฐิตา ได้แก่ เหมือนอาจารย์ศิลปะสร้างเสร็จแล้ว.

ความจริง พวกอาจารย์ศิลปะชื่อว่ามีความเพียรในนระทั้งหลาย เพราะไม่คิดถึงความลำบากกายของตน จัดศิลปะด้วยดี ด้วยกำลังความเพียร เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า นรวีร ในที่นี้

อีกอย่างหนึ่ง คำว่า นรวีร เป็นคำเรียกเทวบุตร.

บทว่า นิฏฺฐิตา ได้แก่ ให้เสร็จสิ้นแล้ว คือมีความงามอันดียิ่งบริบูรณ์.

อีกอย่างหนึ่ง ปาฐะว่า นรวีรนิมฺมิตา ความว่า เหมือนที่คนผู้สมบูรณ์ด้วยปัญญาในนระทั้งหลายเนรมิตไว้ รถของท่านนี้รุ่งโรจน์เพราะมีงอนรถอย่างนี้ รุ่งโรจน์เหมือนอะไร เหมือนพระจันทร์วันเพ็ญ คือราวกะพระจันทร์ในวันขึ้น ๑๕ ค่ำเวลาเต็มดวง.

บทว่า สุวณฺณชาลาวตโต ได้แก่ คลุม คือปกปิดด้วยข่ายทอง.

ปาฐะว่า สุวณฺณชาลาวิตโต ดังนี้ก็มี ความว่า เปล่งปลั่ง.

บทว่า พหูหิ ได้แก่ ไม่น้อย.

บทว่า นานารตเนหิ ได้แก่ รัตนะหลายอย่างมีปัทมราคพลอยสีแดงและบุษราคัมพลอยสีเหลืองเป็นต้น.

บทว่า สุนนฺทีโฆโส ได้แก่ มีเสียงอึงคะนึงน่าเพลิดเพลินอย่างดี. ความว่า มีความกังวานไพเราะน่าฟัง.

อีกอย่างหนึ่ง บทว่า สุนนฺทิโฆโส ได้แก่ มีเอิกอึงน่าเพลิดเพลินที่ทำไว้อย่างดี. อธิบายว่า เอิกอึงน่าบันเทิงที่ทำด้วยอำนาจเสียงสาธุการที่เป็นไปในเพราะการดูการฟ้อนรำเป็นต้น. อาจารย์บางพวกกล่าวว่า มีเสียงเอิกอึงน่าเพลิดเพลินที่ประกอบด้วยดีด้วยอาเศียรวาทกล่าวสรรเสริญเยินยอเสมอๆ ดังนี้ก็มี. บทว่า สุภสฺสโร ได้แก่ มีสภาพสว่างไสวด้วยดีคืออย่างยิ่ง.

อีกอย่างหนึ่ง ชื่อสุภัสสระ เพราะเสียงขับร้องและประโคมดนตรีที่ไพเราะของเทวดาทั้งหลายที่ดำเนินไปอยู่ในรถนั้น.

บทว่า จามรหตฺถ พาหุภิ ความว่า ย่อมรุ่งโรจน์ด้วยแขนที่มือถือจามร คือด้วยแขนของเหล่าเทวดาที่มีกำขนหางเนื้อทรายสะบัดปกไปข้างโน้นข้างนี้ หรือด้วยเทวดาทั้งหลายผู้เป็นอย่างนั้น.

บทว่า นาโภฺย ได้แก่ ดุมล้อรถ.

บทว่า มนสาภินิมฺมิตา ความว่า เหมือนเนรมิตด้วยใจว่า ขอสิ่งเหล่านี้จงเป็นเช่นนี้.

บทว่า รถสฺส ปาทนฺตรมชฺฌภูสิตา ความว่า ประดับด้วยกงปลายของเท้ารถคือล้อรถ และด้วยท่ามกลางของซี่ล้อทั้งหลายที่รุ่งโรจน์ด้วยรัตนะต่างๆ

บทว่า สตราชิจิตฺติตา ความว่า งดงาม คือถึงความงดงามด้วยแถวคือลายหลายร้อยหลายสี.

บทว่า สเตรตา วิชฺชุริว ความว่า ส่องประกายโชติช่วง เหมือนวิชชุลดาคือสายฟ้าแลบ.

บทว่า อเนกจิตฺตาวตโต ความว่า คลุม คือดาดาษด้วยมาลากรรมลายดอกไม้เป็นต้น อันวิจิตรมิใช่น้อย. อาจารย์บางพวกกล่าวว่า อเนกจิตตาวิตโต ดังนี้ก็มี เนื้อความก็อย่างนั้นนั่นแหละ แต่ทำให้ยาวออกไปก็เพื่อสะดวกในการผูกคาถา.

บทว่า ปุถู จ เนมี จ แปลว่า กงใหญ่. อักษร จ ตัวหนึ่งเป็นเพียงนิบาต.

บทว่า สหสฺสรํสิโก แปลว่า มีรัศมีหลายพัน บาลีว่า สหสสรํสิโย ก็มี แต่อาจารย์บางพวกกล่าวว่า นตา รํสิโย ก็มี.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นตา ได้แก่ ตัวกงรถโค้งเหมือนคันธนูไม่มีสาย.

บทว่า สหสฺสรํสิโย ได้แก่ มีเปลวรัศมีแผ่กระจายเหมือนดวงอาทิตย์.

บทว่า เตสํ ได้แก่ ตัวกงทั้งหลายมีกระดิ่งห้อยอยู่.

บทว่า สิรสฺมึ แปลว่า ที่หัว. ความว่า งอนรถหรืองอนที่รถนั้น.

บทว่า จิตฺตํ แปลว่า วิจิตร.

บทว่า มณิจนฺทกปฺปิตํ ความว่า แต่งเป็นดวงจันทร์แก้วมณี คือ ร้อยด้วยแก้วมณีเหมือนดวงจันทร์.

ด้วยบทว่า รุจิรํ ปภสฺสรํ นี้ ท่านแสดงว่า งอนรถนั้นเหมือนดวงจันทร์ทีเดียว. แต่ด้วยบทว่า สทา วิสุทฺธํ นี้ แสดงว่า งอนรถนั้นวิเศษกว่าดวงจันทร์ด้วยซ้ำไป.

บทว่า สุวณฺณราชีหิ ได้แก่ ลายทองที่ทรวดทรงกลมในระหว่างๆ.

บทว่า สงฺคตํ แปลว่า ประกบ.

บทว่า เวฬุริยราชีว ความว่า งามคล้ายลายแก้วไพฑูรย์ เพราะดวงจันทร์แก้วมณีขจิตด้วยลายทองในระหว่างๆ. อาจารย์บางพวกกล่าวว่า เวฬุริยราชีหิ ลายแก้วไพฑูรย์ก็มี.

บทว่า วาฬี แปลว่า มีขนหาง. ท่านกล่าวหมายเอาม้าทั้งหลายที่มีขนหางสมบูรณ์ ปาฐะว่า วาชี ก็มี.

บทว่า มณิจนฺทกปฺปิตา ได้แก่ แต่งแก้วมณีเป็นรูปดวงจันทร์ ในที่ที่ห้อยขนหางจามร.

บทว่า อาโรหกมฺพู แปลว่า ทั้งสูงทั้งใหญ่เหมาะแก่ม้านั้น. ความว่า ถึงพร้อมด้วยความสูงและความใหญ่.

บทว่า สุชวา แปลว่า เร็วดี คือมีความเร็วเร็วมาก. อธิบายว่า ไปได้สวย.

บทว่า พฺรหูปมา ได้แก่ พึงกำหนดเหมือนใหญ่. ความว่า ปรากฎเหมือนใหญ่โดยขนาดของตน.

บทว่า พฺรหา ได้แก่ เจริญ คือมีอวัยวะน้อยใหญ่ทุกอย่างเติบโต.

บทว่า มหนฺตา ได้แก่ มีอานุภาพมาก มีฤทธิ์มาก.

บทว่า พลิโน ได้แก่ มีกำลังทั้งกำลังกายและกำลังอุตสาหะ.

บทว่า มหาชวา ได้แก่ มีกำลังเร็ว.

บทว่า มโน ตวญฺญาย แปลว่า รู้ใจของท่าน.

บทว่า ตเถว ได้แก่ หมายใจทีเดียว.

บทว่า สึสเร แปลว่า ไป ความว่า เป็นไป (วิ่ง).

ด้วยบทว่า อิเม ท่านกล่าวหมายเอาม้าตามที่กล่าวแล้ว.

บทว่า สพฺเพ ได้แก่ แม้มีจำนวนถึงพัน.

บทว่า สหิตา ความว่า พรักพร้อมในการไปด้วยความเร็วสม่ำเสมอและเดินสม่ำเสมอ. อธิบายว่า ระยะเดินไม่ขาดไม่เกิน. ชื่อว่าจตุกฺกมา เพราะก้าวไป คือไปด้วยเท้าทั้งสี่.

บทว่า สมํ วหนฺติ ย่อมทำเนื้อความที่กล่าวด้วยบทว่า สหิตา นั่นแลให้ชัดขึ้น.

บทว่า มุทุกา แปลว่า มีสภาพอ่อนโยน. ความว่า เป็นม้าชั้นดี คือม้าอาชาไนย เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า อนุทฺธตา ความว่า เว้นจากความฟุ้งซ่าน คือไม่ทำความกำเริบ [คะนอง].

บทว่า อาโมทมานา แปลว่า ให้เบิกบาน. ความว่า ทำผู้ใช้รถเป็นต้นให้รู้สึกยินดีกะกันและกัน เพราะไม่ใช่ม้ากระจอก.

บทว่า ธุนนฺติ ความว่า สะบัดพวงขน สร้อยคอและขนหาง

บทว่า วคฺคนติ ความว่า บางคราวก็ซอยเท้าไป.

บทว่า ปวตฺตนฺติ แปลว่า บางคราวก็เป็นไป. ความว่า โดดไป. อาจารย์บางพวกกล่าวว่า ปฺลวนฺติ ก็มี เนื้อความก็อย่างนั้นแหละ.

บทว่า อพฺภุทฺธุนนฺตา ความว่า สะบัดคือสลัดเครื่องประดับม้ามีระฆังเล็กๆ เป็นต้นที่ผู้ชำนาญงานทำไว้ดีแล้ว คือเนรมิตไว้อย่างดี.

บทว่า เตสํ ได้แก่ เครื่องประดับเหล่านั้น.

บทว่า รถสฺส โฆโส ได้แก่ เสียงกึกก้องของรถตามที่กล่าวแล้ว.

อ อักษร ในบทว่า อปิลนฺธนาน จ เป็นเพียงนิบาต. ความว่า ของเครื่องประดับ คืออาภรณ์ทั้งหลาย.

อีกอย่างหนึ่ง ท่านกล่าวว่า บทว่า อปิลนฺธนํ เป็นปริยายคล้ายอาภรณ์. ความว่า เสียงกึกก้องของรถ ของม้าและของอาภรณ์ทั้งหลาย.

บทว่า ขุรสฺส นาโท ได้แก่ เสียงกีบม้ากระทบ. ท่านกล่าวว่า ม้าทั้งหลายไปทางอากาศก็จริง ถึงกระนั้นก็ย่อมได้การกระทบในการเหยาะย่างกีบของม้าเหล่านั้น ด้วยกรรมอันเป็นเหตุให้ได้เสียงกระทบของกีบที่ไพเราะ.

บทว่า อภิหึสนาย จ ได้แก่ เสียงม้าลำพอง. ความว่า เสียงคำรนร้องที่ม้าทั้งหลายให้เป็นไปในระหว่างๆ. อาจารย์บางพวกกล่าวว่า อภิเหสนาย เสียงม้าคะนอง.

บทว่า สมิตสฺส ความว่า เสียงของเทวดาที่บันเทิงฟังไพเราะเพราะพริ้ง เพื่อจะตอบคำถามว่า เหมือนอะไร ท่านกล่าวว่า คนฺธพฺพตุริยานิ วิจิตฺตสํวเน ความว่า เหมือนดนตรีเครื่อง ๕ ของเหล่าคนธรรพเทวบุตรในสวนจิตรลดา ก็เสียงที่อาศัยดนตรี ท่านกล่าวว่า ตุริยานิ โดยนิสสยโวหาร.

ปาฐะว่า คนฺธพฺพตุริยานํ จ วิจิตฺตสํวเน ดังนี้ก็มี.

ท่านนำนิคหิตมาประกอบเป็น ตุริยานญฺจ อาจารย์อีกพวกหนึ่งกล่าวว่า คนฺธพฺพตุริยานิ วิจิตฺรปวเน ดนตรีของคนธรรพ์ ในสวนจิตรลดา.

บทว่า รเถ ฐิตา ตา ได้แก่ อัปสรที่ยืนอยู่บนรถเหล่านั้น.

บทว่า มิคมนฺทโลจนา ได้แก่ มีดวงตาอ่อนน่ารักเหมือนตาของลูกเนื้อทราย.

บทว่า อาฬารปมฺหา แปลว่า มีขนตาดก. ความว่า มีขนตาเหมือนโค.

บทว่า หสิตา แปลว่า ร่าเริง ความว่า มีหน้าชวนให้รื่นเริง.

บทว่า ปิยํวทา แปลว่า มีวาจาน่ารัก.

บทว่า เวฬุริยชาลาวตตา ได้แก่ มีร่างปกปิดด้วยข่ายแก้วไพฑูรย์และแก้วมณี.

บทว่า ตนุจฺนิวา แปลว่า มีผิวพรรณละเอียด.

บทว่า สเทว แปลว่า ทุกเมื่อทีเดียว คือตลอดกาลทั้งปวงนั่นแหละ.

บทว่า คนฺธพฺพสูรคฺคปูชิตา ความว่า อันเทวดาคนธรรพ์และเทวดาผู้เลิศอื่นๆ ได้บูชาแล้ว.

บทว่า ตา รตฺตรตฺตมฺพรปีตวาสสา ได้แก่ มีรูปน่ารักด้วย มีผ้าแดงและผ้าเหลืองด้วย.

บทว่า อภิรตฺตโลจนา ได้แก่ มีนัยน์ตางามซึ้งด้วยแนวสีแดงเป็นพิเศษ.

บทว่า กุเล สุชาตา ได้แก่ เกิดดีในตระกูลสินธพ คือเกิดในหมู่เทพผู้ประเสริฐ.

บทว่า สุตนู แปลว่า มีร่างงาม.

บทว่า สุจิมฺหิตา แปลว่า ยิ้มแย้มอย่างบริสุทธิ์.

บทว่า ตา กมฺพุเกยูรธรา ได้แก่ สวมกำไลแขนล้วนแล้วด้วยทอง.

บทว่า สุมชฺฌิมา แปลว่า มีเอวน่ารัก.

บทว่า อูรุถนูปปนฺนา แปลว่า มีลำขาและถันสมบูรณ์ คือมีขาเหมือนต้นกล้วยและมีถันเหมือนผอบ.

บทว่า วฏฺฏงฺคุลิโย ได้แก่ นิ้วมือกลมกลึง.

บทว่า สุมุขา แปลว่า มีหน้างาม หรือมีหน้าเบิกบาน.

บทว่า สุทสฺสนา แปลว่า น่าทัศนา [ชม].

บทว่า อญฺญา ได้แก่ บางเหล่า.

บทว่า สุเวณี แปลว่า มีช้องผมงาม.

บทว่า สุสุ แปลว่า สาวรุ่น.

บทว่า มิสฺสเกสิโย ได้แก่ มีมวยผมสอดแซมด้วยแก้วทับทิมและพวงดอกไม้เป็นต้น คืออย่างไร คือที่จัดไว้เรียบร้อยและมีประกายพรายพราว.

ประกอบความว่า มีผมสอดแซมด้วยเกลียวผม โดยจัดเป็นแบบต่างๆ เท่าๆ กัน เหมือนๆ กัน ประดับด้วยใยไม้ทองเป็นต้น มีประกายพรายพราวดังดอกอินทนิลและแก้วมณีเป็นต้น.

บทว่า อนุพฺพตา ได้แก่ มีกิริยาอนุกูล. บทว่า ตา ได้แก่ เหล่าอัปสร.

บทว่า จนฺทนสารวาสิตา ได้แก่ ไล้ทา คือลูบไล้ด้วยจันทน์ทิพย์ที่นำมาจากแก่นจันทน์.

ด้วยบทว่า กณฺเฐสุ เป็นต้น ท่านแสดงถึงเครื่องประดับสำหรับคอ สำหรับมือ สำหรับเท้าและสำหรับศีรษะเป็นต้น.

บทว่า โอภาสนนฺติ ประกอบความว่า ย่อมสว่างไสวไปด้วยเครื่องประดับที่คอทั้งหลายเหล่านั้น.

แม้ในบทที่เหลือก็อย่างนี้.

บทว่า อพฺภุทฺทยํ แปลว่า กำลังอุทัยขึ้นไป.

ปาฐะว่า อพฺภุทฺทสํ ก็มี เนื้อความก็เหมือนกันอย่างนั้นแหละ.

บทว่า สารทิโก แปลว่า ในสรทกาล.

บทว่า ภาณุมา แปลว่า พระอาทิตย์ ความจริง พระอาทิตย์นั้นย่อมสว่างด้วยดีตลอดทั้งสิบทิศ เพราะเว้นโทษมีหมอกเป็นต้น.

บทว่า วาตสฺส เวเคน จ ความว่า อันกำลังของลมและกำลังของม้าเทียมรถ กระทำการนำกลิ่นและเสียงเป็นที่พอใจเข้ามา กระพือพัดเหมือนนำออกไป.

บทว่า มุญฺจนฺติ ได้แก่ ปล่อย [กลิ่น].

บทว่า รุจิรํ ได้แก่ ให้ความชอบใจยิ่งๆ ขึ้น เหมือนดนตรีเครื่อง ๕.

บทว่า สุจึ ได้แก่ หมดจด ไม่มีอะไรเกี่ยวข้อง.

บทว่า สุภํ ได้แก่ เป็นที่พอใจ.

บทว่า สพฺเพหิ วิญฺญูหิ สุตพฺพรูปํ ประกอบความว่า ย่อมเปล่งเสียงที่มีสภาพสูงสุด น่าฟัง อันวิญญูชนที่รู้ลัทธิคนธรรพ์ [วิชาดนตรี] พึงฟัง.

บทว่า อุยฺยานภูมฺยา แปลว่า เนื้อที่อุทยาน.

บทว่า ทุวทฺธโต ได้แก่ กึ่งทั้งสองข้างอุทยาน อาจารย์บางพวกกล่าวว่า ทุภโต จ ฐิตา ดังนี้ก็มี เนื้อความก็อย่างนั้นแหละ.

บทว่า รถา แปลว่า รถ. บทว่า นาคา แปลว่า ช้าง.

บทนี้เป็นปฐมาวิภัตติลงในอรรถแห่งทุติยาวิภัตติ.

บทว่า สโร ได้แก่ เสียงที่อาศัย [ซึ่ง] รถ ช้างและดนตรีเกิด.

ท่านเรียกเทวบุตรว่า เทวินทะ.

บทว่า วีณา ยถา โปกฺขรปตฺตพาหุภิ ความว่า เหมือนพิณที่นักดนตรีถือรางและคันพิณที่ปรับไว้อย่างดีแล้วกำหนดให้เหมาะแก่มุจฉนา [ระดับเสียง ๓ คือ แข็งอ่อนปานกลาง] ที่จะเปล่งเสียงนั้นๆ บรรเลงอยู่ ย่อมทำชนผู้ฟังให้บันเทิงฉันใดรถเป็นต้นย่อมยังท่านให้บันเทิงด้วยเสียงของตนฉันนั้น. อธิบายว่า พิณที่บรรเลงด้วยมือทั้งสองของนักบรรเลงพิณ ที่ชำนาญช่องพิณและเสียงพิณ เพราะตนชำนาญดีแล้ว ย่อมทำมหาชนให้บันเทิงฉันใด รถเป็นต้นย่อมทำให้ท่านบันเทิงด้วยเสียงของตนฉันนั้น.

คาถาว่า อิมาสุ วีณาสุ มีความย่อดังต่อไปนี้

เมื่อพิณเป็นอันมากเหล่านี้ ต่างโดยเสียงเป็นต้นว่า เสียงตรง เสียงปลาย เสียงคด เสียงเพลิดเพลินมาก ชื่อว่าไพเราะ เพราะมีเสียงหวานสนิท.

จากนั้น อัปสรได้บรรเลงคือประโคมอย่างจับใจ ถึงใจ ติดใจ อิ่มใจ มีปีติเป็นนิมิต เหล่าอัปสรคือสาวสวรรค์พากันร่ายรำ คือเที่ยวแสดงการฟ้อนรำอยู่ในดอกปทุมทิพย์ทั้งหลาย เพราะกำลังแห่งปีติพลุ่งขึ้น และเพราะตนชำนาญดีแล้ว.

บทว่า อิมานิ นี้พึงประกอบเฉพาะบทว่า อิมานิ คีตานิ การขับร้องเหล่านี้ อิมานิ วาทิตานิ การบรรเลงเหล่านี้ อิมานิ นจฺจานิ จ การฟ้อนรำเหล่านี้ ดังนี้.

บทว่า สเมนฺติ เอกโต ความว่า ย่อมมีรสกลมกลืนกัน.

อีกอย่างหนึ่ง บทว่า สเมนฺติ เอกโต ความว่า ย่อมกระทำให้ผสมผสานเป็นอันเดียวกันคือรวมกัน ให้มีรสกลมกลืนกัน. อธิบายว่า เทียบเสียงพิณกับเสียงขับร้อง และเทียบเสียงขับร้องกับเสียงพิณ ไม่ลดรสมีรสหรรษาเป็นต้น ตามที่ได้แล้วด้วยการฟ้อนรำ ชื่อว่าย่อมผสมผสานกลมกลืนกัน.

บทว่า อเถตฺถ นจฺจนฺติ อเถตฺถ อจฺฉรา โอภาสยนฺติ ความว่า อัปสรเหล่าอื่นบางพวกก็กระทำการขับร้องเป็นต้น ให้มีรสเหมาะกันอย่างนี้ ฟ้อนรำอยู่ในรถนี้ คือรถของท่านนี้ อีกพวกหนึ่ง เป็นอัปสรชั้นประเสริฐเป็นอัปสรชั้นสูงสุด ชมการฟ้อนรำ ทำสิบทิศให้สว่างไสวคือให้โชติช่วงไปสิ้น ทั้งสองส่วน คือในทั้งสองข้าง ในนั้น คือในที่นี้ ด้วยแสงสว่างแห่งเรือนร่างของตนและด้วยแสงสว่างแห่งพัสตราภรณ์.

บทว่า โส ได้แก่ ท่านนั้นเป็นอย่างนั้น.

บทว่า ตุริยคณปฺปโพธโน ได้แก่ อันหมู่ทิพยดนตรีปลุกปลื้มแล้ว.

บทว่า มหียฺยมาโน แปลว่า อันทวยเทพบูชาอยู่.

บทว่า วชิราวุโธริว แปลว่า ราวกะพระอินทร์.

บทว่า อุโปสถํ กํ วา ตุวํ อุปาวสิ ความว่า พระมหาโมคคัลลานเถระถามว่า แม้คนอื่นๆ ก็รักษาอุโบสถกัน ท่านเล่ารักษาอุโบสถอะไร คือเช่นไร.

บทว่า ธมฺมจริยํ ได้แก่ บำเพ็ญบุญมีให้ทานเป็นต้น.

บทว่า วตํ ได้แก่ สมาทานวัต.

บทว่า อภิโรจยิ แปลว่า ชอบใจยิ่ง. ความว่า ชอบใจบำเพ็ญ. ปาฐะว่า อภิราธยิ ก็มี. ความว่าให้เกิดประโยชน์ คือให้สำเร็จประโยชน์.

บทว่า อิทํ เป็นเพียงนิบาต. อีกอย่างหนึ่ง อธิบายว่า ผลนี้.

บทว่า อภิโรจเส แปลว่า โชติช่วงข่ม.

เทวบุตรนั้นถูกพระมหาเถระถามอย่างนี้แล้ว ได้บอกเนื้อความนั้น เพราะเหตุนั้น พระธรรมสังคาหกาจารย์ทั้งหลายจึงกล่าวว่า

เทวบุตรนั้นดีใจ ถูกพระโมคคัลลานะถามแล้ว ก็พยากรณ์ปัญหาของกรรมที่มีผลอย่างนี้ว่า

ข้าพเจ้าได้เห็นพระพุทธเจ้าผู้ชนะอินทรีย์แล้ว มีความเพียรไม่ทราม ผู้สูงสุดแห่งนระทั้งหลายทรงพระนามว่ากัสสปะ เป็นอัครบุคคล ผู้เปิดประตูแห่งอมตนคร ผู้เป็นเทวดายิ่งกว่าเทวดา ผู้มีบุญลักษณะตั้งร้อยผู้เป็นเช่นกับกุญชร ผู้ข้ามโอฆะได้แล้ว ผู้มีพระรูปงามเช่นกับทองสิงคีและทองชมพูนุท

ครั้นได้เห็นพระพุทธเจ้าพระองค์นั้นแล้ว ข้าพเจ้าก็มีใจเลื่อมใสทันที ข้าพเจ้าได้เห็นพระองค์ผู้มีสุภาษิตเป็นธง ได้ถวายข้าวและน้ำอันสะอาด ประณีต ประกอบด้วยรส และจีวรในพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ในที่อยู่ของตนอันเกลื่อนกล่นไปด้วยดอกไม้

ข้าพเจ้านั้นมีใจไม่ข้องในอะไรๆ ได้อังคาส [เลี้ยงดู] พระพุทธเจ้าพระองค์นั้นผู้สูงสุดกว่าเหล่าสัตว์สองเท้า ด้วยข้าวน้ำ จีวร ของเคี้ยวของบริโภคและของลิ้ม จึงรื่นรมย์อยู่ในสวรรค์อันเป็นเทวบุรี โดยอุบายนี้

ข้าพเจ้าได้บูชายัญ ชื่อนิรัคคฬะ (มีลิ่มสลักอันออกแล้ว เพราะได้บริจาคสมบัติของตนทั้งหมด) อันบริสุทธิ์ ๓ อย่างนี้ ละร่างมนุษย์แล้วเป็นผู้เสมอกับพระอินทร์ รื่นรมย์อยู่ในเทวบุรี

ข้าแต่ท่านพระมุนี บุคคลเมื่อหวังอายุ วรรณะ สุขะ พละและรูปอันประณีต พึงตั้งข้าวและน้ำที่ปรุงแต่งดีแล้วเป็นอันมากถวาย แด่พระพุทธเจ้าผู้มีพระทัยไม่ข้องเกี่ยวอะไรๆ ไม่ว่าในโลกนี้หรือโลกหน้า ไม่มีผู้ประเสริฐสุดหรือเสมอด้วยพระพุทธเจ้า

พระพุทธเจ้าถึงแล้วซึ่งความเป็นผู้ควรบูชาอย่างยิ่ง บรรดาผู้ควรบูชาทั้งหลาย สำหรับชนผู้ต้องการบุญ ผู้แสวงผลอันไพบูลย์.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ชิตินฺทฺริยํ ความว่า ชื่อว่ามีอินทรีย์อันชนะแล้ว เพราะทรงชนะอินทรีย์มีใจเป็นที่หกด้วยมรรคอันยอดเยี่ยม ที่โคนโพธินั่นแลคือทรงทำให้หมดพยศแล้ว ชื่อว่าพุทธะ เพราะตรัสรู้ธรรมที่ควรรู้ยิ่งเป็นต้น โดยความเป็นธรรมที่ควรรู้ยิ่งเป็นต้นไม่เหลือเลยชื่อว่ามีความเพียรไม่ทราม เพราะมีความเพียรบริบูรณ์.

อธิบายว่า เพราะบริบูรณ์ด้วยความเพียรอันประกอบด้วยองค์ ๔ (ความเพียรมีองค์ ๔ คือยอมเหลือแต่หนัง ๑ เอ็น ๑ กระดูก ๑ เนื้อเลือดจะแห้งไปก็ตาม ๑) และด้วยความเพียรชอบ ๔ [เพียร ๔ คือสังวรปธาน ปหานปธาน ภาวนาปธาน อนุรักขนาปธาน].

บทว่า นรุตฺตมํ ได้แก่ สูงสุดแห่งนระทั้งหลาย คือสูงสุดแห่งสัตว์สองเท้า. ท่านเรียกพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยพระโคตรว่า กัสสปะ.

บทว่า อปาปุรนฺตํ อมตสฺส ทฺวารํ ความว่า ทรงเปิดอริยมรรค คือประตูมหานครนิพพาน ที่ปิดมาตั้งแต่ศาสนาของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามโกนาคมนะอันตรธาน.

บทว่า เทวาติเทวํ ได้แก่ เป็นเทพยิ่งกว่าเทพแม้ทั้งปวง.

บทว่า สตปุญฺญลกฺขณํ ได้แก่ มีลักษณะมหาบุรุษเกิดขึ้นด้วยอำนาจบุญหลายร้อย.

บทว่า กุญฺชรํ ได้แก่ เหมือนช้าง เพราะย่ำยีข้าศึกคือกิเลส. ความว่า ช้างยิ่งใหญ่. ชื่อว่าข้ามโอฆะได้แล้ว เพราะข้ามโอฆะใหญ่คือสังสารวัฏแห่งโอฆะทั้ง ๔.

บทว่า สุวณฺณสิงฺคีนทพิมฺพสาทิสํ ได้แก่ เช่นกับรูปทองสิงคีและทองชมพูนุท. ความว่า มีพระฉวีวรรณเปล่งปลั่งดังทอง.

บทว่า ทิสฺวาน ตํ ขิปฺปมหุํ สุจีมโน ความว่า ข้าพเจ้าเห็นพระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ทันทีทันใดนั้นเองก็มีใจสะอาดคือมีใจหมดจด เพราะปราศจากมลทินคือกิเลส เหตุเลื่อมใสว่า สมฺมาสมฺพุทฺโธ ภควา พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสรู้เองโดยชอบ ดังนี้.

ก็บทว่า ตเมว ทิสฺวาน นั้นแล ความว่า ครั้นได้เห็นพระพุทธเจ้าพระองค์นั้นนั่นเทียว.

บทว่า สุภาสิตทฺธชํ ได้แก่ ผู้มีธรรมเป็นธง.

บทว่า ตมนฺนปานํ ได้แก่ ซึ่งข้าวและน้ำ ในพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น.

บทว่า อถ วาปิ จีวรํ ได้แก่ แม้ซึ่งจีวร.

บทว่า รสสา อุเปตํ ได้แก่ ประกอบด้วยรส คือมีรสอร่อย. ความว่า โอฬาร [ประณีต].

บทว่า ปุปฺผาภิกิณฺณมฺหิ ได้แก่ เกลื่อนกล่นไปด้วยดอกไม้ทั้งหลาย ที่ร้อยแล้วก็มี ที่ไม่ได้ร้อยก็มี ห้อยไว้ก็มี ลาดไว้ก็มี.

บทว่า ปติฏฺฐเปสึ ได้แก่ มอบให้แล้ว คือได้ถวายแล้ว.

บทว่า อสงฺคมานโส ประกอบความว่า ข้าพเจ้านั้นมีจิตไม่ข้องในอะไรๆ.

บทว่า สคฺคโส ได้แก่ ทุกๆ สวรรค์ เพราะเกิดเที่ยวไปเที่ยวมาในเทวบุรี คือในสุทัศนมหานคร แม้นั่นเอง.

บทว่า รมามิ ได้แก่ เล่นบันเทิงใจ.

บทว่า เอเตนุปาเยน ความว่า โดยอุบายที่ข้าพเจ้าได้ถวายอสทิสทานแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่ากัสสปะ พร้อมด้วยหมู่พระสาวก ครั้งเป็นโคปาลพราหมณ์.

บทว่า อิมํ นิรคฺคฬํ ยญฺญํ ยชิตฺวา ติวิธํ วิสุทฺธํ ความว่า บูชายัญ เพราะจาคะใหญ่ เหตุบริจาคทรัพย์นับไม่ได้ คือถวายมหาทาน ชื่อว่านิรัคคฬะ มีลิ่มสลักออกแล้ว เพราะไม่ปิดประตูเรือนด้วย เพราะหลั่งจาคะด้วย ชื่อว่าสามอย่าง เพราะถึงพร้อมด้วยวิธีกระทำเอง วิธีใช้ให้เขากระทำ และวิธีระลึกถึงตามทวารสาม ในกาลแม้ทั้งสาม ชื่อว่าบริสุทธิ์ เพราะไม่มีสังกิเลสในทานนั้นเลย.

ก็เทวบุตรถือเอาทานแม้ทำไว้นานแล้วนั้น ทำให้ปรากฏใกล้ชิดผุดขึ้นชัดแก่ตน ด้วยระลึกถึงในระหว่างๆ เพราะความที่สัมปทา คือ เขต [ทักขิไณย] วัตถุ [ไทยธรรม] และจิต [เจตนา] โอฬาร จึงกล่าวว่า อิมํ ดังนี้.

เทวบุตรครั้นกล่าวถึงกรรมที่ตนทำไว้แล้วแก่พระเถระอย่างนี้แล้ว บัดนี้ เมื่อประกาศความที่ตนปรารถนาจะให้ผู้อื่นตั้งอยู่ในสมบัติเช่นนั้นบ้าง และความเลื่อมใสมากของตนมีอย่างสูงสุดในพระตถาคตจึงกล่าวสองคาถาด้วยนัยว่า อายุญฺจ วณฺณญฺจ เป็นต้น.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อภิกงฺขตา แปลว่า เมื่อปรารถนา เทวบุตรเรียกพระเถระว่า มุนี ข้าแต่ท่านพระมุนี.

ด้วยบทว่า นยิมสฺมึ โลเก เทวบุตรกล่าวโลกที่ประจักษ์แก่ตน.

บทว่า ปรสฺมึ แปลว่า อื่นจากโลกนั้น. ด้วยบทนี้ ท่านแสดงโลกพร้อมทั้งเทวโลกไว้หมด.

บทว่า สโมว วิชฺชติ ความว่า คนที่ประเสริฐสุด จงยกไว้ก่อน คนที่เสมอกันเท่านั้นก็ไม่มี.

บทว่า อาหุเนยฺยานํ ปรมาหุตึ คโต ความว่า ชื่อว่าผู้ที่ควรบูชาทั้งหลาย มีประมาณเท่าใดในโลกนี้ พระพุทธเจ้าทรงถึงแล้วซึ่งการบูชาอย่างยิ่ง คือซึ่งความเป็นผู้ควรบูชาอย่างยิ่ง ในบรรดาผู้ควรบูชาเหล่านั้นทั้งหมด

อีกอย่างหนึ่ง ปาฐะว่า ทกฺขิเณยฺยานํ ปรมคฺคตํ คโต ดังนี้

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปรมคฺคตํ แปลว่า ความเป็นผู้เลิศอย่างยิ่ง.

ความว่า ความเป็นพระทักขิไณยบุคคลผู้เลิศ เพื่อจะแก้ปัญหาว่า สำหรับใคร ท่านจึงกล่าวว่า สำหรับชนผู้ต้องการบุญ ผู้แสวงผลอันไพบูลย์. ความว่า สำหรับชนผู้มีความต้องการด้วยบุญ ผู้ปรารถนาผลแห่งบุญอันไพบูลย์อย่างใหญ่ท่านแสดงว่า พระตถาคตเท่านั้นเป็นบุญเขตของโลก แต่อาจารย์บางพวกกล่าวว่า อาหุเนยฺยานํ ปรมคฺคตํ คโต เนื้อความก็อย่างนั้นแหละ.

พระเถระรู้ว่า เทวบุตรนั้นซึ่งกำลังกล่าวอยู่อย่างนั้นแล มีจิตสบาย มีจิตอ่อน มีจิตปราศจากนิวรณ์ มีจิตรื่นเริงและมีจิตเลื่อมใส จึงได้ประกาศสัจจะทั้งหลาย เวลาจบสัจจะ เทวบุตรนั้นก็ตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล.

ลำดับนั้น พระเถระกลับมามนุษยโลก ได้กราบทูลความนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า ตามทำนองที่ตนและเทวบุตรกล่าวแล้วนั่นแล. พระศาสดาทรงทำความนั้นให้เป็นอัตถุปปัตติเหตุเกิดเรื่อง ทรงแสดงธรรมแก่บริษัทที่ประชุมกัน เทศนานั้นได้เป็นประโยชน์แก่มหาชนแล.

จบอรรถกถามหารถวิมาน -----------------------------------------------------

กถาพรรณนาความแห่งมหารถวรรคที่ ๕ ซึ่งประดับด้วยเรื่อง ๑๔ เรื่องในวิมานวัตถุแห่งอรรถกถาขุททกนิกาย ชื่อปรมัตถทีปนี จบแล้วด้วยประการฉะนี้.

รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ

๑. มัณฑุกเทวปุตตวิมาน

๒. เรวดีวิมาน

๓. ฉัตตมาณวกวิมาน

๔. กักกฏรสทายกวิมาน

๕. ทวารปาลกวิมาน

๖. กรณียวิมานที่ ๑

๗. กรณียวิมานที่ ๒

๘. สูจิวิมานที่ ๑

๙. สูจิวิมานที่ ๒

๑๐. นาควิมานที่ ๑

๑๑. นาควิมานที่ ๒

๑๒. นาควิมานที่ ๓

๑๓. จูฬรถวิมาน

๑๔. มหารถวิมาน จบมหารถวรรคที่ ๕ -----------------------------------------------------

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/pali/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๔

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้docs/legal/PERMISSIONS.md#มจร

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสารdocs/legal/PERMISSIONS.md#อรรถกถา