๑๐. อนิจจสัญญาสูตร
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ · อ้างว่าได้รับอนุญาต แต่ยังไม่มีเอกสาร
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
๑๐. อนิจจสัญญาสูตร ว่าด้วยอนิจจสัญญา
เรื่องเกิดขึ้นที่กรุงสาวัตถี พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย อนิจจสัญญา (ความหมายรู้ว่า ไม่เที่ยง) ที่บุคคลเจริญ ทำให้มากแล้ว ย่อมครอบงำกามราคะ (ความติดใจในกามคุณ) รูปราคะ (ความติดใจในรูปธรรม) ภวราคะ (ความติดใจในภพ) และอวิชชา(ความไม่รู้จริง) ทั้งปวงได้ ถอนอัสมิมานะ (ความถือตัวว่าเป็นเรา) ทั้งปวงได้ ในสารทฤดู ชาวนาเมื่อไถนาด้วยไถคันใหญ่ ย่อมไถทำลายราก (หญ้า) ที่เกี่ยวเนื่องทุกชนิด แม้ฉันใด อนิจจสัญญาที่บุคคลเจริญ ทำให้มากแล้ว ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ย่อมครอบงำกามราคะ รูปราคะ ภวราคะ และอวิชชาทั้งปวงได้ถอนอัสมิมานะทั้งปวงได้ @เชิงอรรถ : @ ดูเทียบ สํ.ม. (แปล) ๑๙/๑๕๘/๘๖
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๗ หน้า : ๑๙๕}
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค [๑. ขันธสังยุต] มัชฌิมปัณณาสก์ ๕. ปุปผวรรค ๑๐. อนิจจสัญญาสูตร คนเกี่ยวหญ้ามุงกระต่าย เกี่ยวเสร็จแล้ว จับปลาย เขย่า ฟาด สลัดออกแม้ฉันใด อนิจจสัญญาที่บุคคลเจริญ ทำให้มากแล้ว ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ฯลฯ ถอนอัสมิมานะทั้งปวงได้ เมื่อพวงมะม่วงขาดจากขั้ว บรรดามะม่วงเหล่านั้น มะม่วงที่ยังติดอยู่ที่ขั้วทั้งหมดก็หลุดไปตามพวงมะม่วงนั้น แม้ฉันใด อนิจจสัญญาที่บุคคลเจริญ ทำให้มากแล้ว ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ฯลฯ ถอนอัสมิมานะทั้งปวงได้ กลอนของเรือนยอดทั้งหมดทอดไปถึงยอด รวมลงที่ยอด ยอดเรือนชาวโลกกล่าวว่าเลิศกว่ากลอนเหล่านั้น แม้ฉันใด อนิจจสัญญาที่บุคคลเจริญ ทำให้มากแล้วก็ฉันนั้นเหมือนกัน ฯลฯ ถอนอัสมิมานะทั้งปวงได้ กลิ่นหอมที่เกิดจากรากชนิดใดชนิดหนึ่ง กฤษณาชาวโลกกล่าวว่าเลิศกว่ากลิ่นหอมที่เกิดจากรากเหล่านั้น แม้ฉันใด อนิจจสัญญาที่บุคคลเจริญ ทำให้มากแล้ว ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ฯลฯ ถอนอัสมิมานะทั้งปวงได้ กลิ่นหอมที่เกิดจากแก่นชนิดใดชนิดหนึ่ง จันทน์แดงชาวโลกกล่าวว่าเลิศกว่ากลิ่นหอมที่เกิดจากแก่นเหล่านั้น แม้ฉันใด อนิจจสัญญาที่บุคคลเจริญ ทำให้มากแล้ว ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ฯลฯ ถอนอัสมิมานะทั้งปวงได้ กลิ่นหอมที่เกิดจากดอกชนิดใดชนิดหนึ่ง ดอกมะลิชาวโลกกล่าวว่าเลิศกว่ากลิ่นหอมที่เกิดจากดอกเหล่านั้น แม้ฉันใด อนิจจสัญญาที่บุคคลเจริญ ทำให้มากแล้ว ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ฯลฯ ถอนอัสมิมานะทั้งปวงได้ พระราชาผู้มีอำนาจน้อยทั้งปวง ย่อมคล้อยตามพระเจ้าจักรพรรดิ พระเจ้าจักรพรรดิชาวโลกกล่าวว่าเลิศกว่าพระราชาผู้มีอำนาจน้อยเหล่านั้น แม้ฉันใดอนิจจสัญญาที่บุคคลเจริญ ทำให้มากแล้ว ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ฯลฯ ถอนอัสมิ-มานะทั้งปวงได้ แสงสว่างของดวงดาวทั้งหมด ไม่ถึงเสี้ยวที่ ๑๖ แห่งแสงสว่างของดวงจันทร์แสงสว่างของดวงจันทร์ชาวโลกกล่าวว่าเลิศกว่าแสงสว่างของดวงดาวเหล่านั้นแม้ฉันใด อนิจจสัญญาที่บุคคลเจริญ ทำให้มากแล้ว ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ฯลฯ ถอนอัสมิมานะทั้งปวงได้ ในสารทฤดู เมื่อฝนขาดหาย ปราศจากเมฆ ดวงอาทิตย์อุทัยขึ้นสู่ท้องฟ้ากำจัดความมืดที่มีอยู่ในอากาศทั้งหมด ย่อมส่องแสง แผดแสง และแจ่มกระจ่าง
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๗ หน้า : ๑๙๖}
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค [๑. ขันธสังยุต] มัชฌิมปัณณาสก์ ๕. ปุปผวรรค รวมพระสูตรที่มีในวรรค แม้ฉันใด อนิจจสัญญาที่บุคคลเจริญ ทำให้มากแล้ว ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ย่อม ครอบงำกามราคะ รูปราคะ ภวราคะ และอวิชชาทั้งปวงได้ ถอนอัสมิมานะทั้งปวงได้ อนิจจสัญญาที่บุคคลเจริญ ทำให้มากแล้วอย่างไร จึงครอบงำกามราคะ ทั้งปวงได้ ฯลฯ ถอนอัสมิมานะทั้งปวงได้ คือ อนิจจสัญญาที่บุคคลเจริญ ทำให้มากแล้วอย่างนี้ว่า ‘รูปเป็นดังนี้ ความเกิดขึ้นแห่งรูปเป็นดังนี้ ความดับแห่งรูปเป็นดังนี้ เวทนาเป็นดังนี้ ... สัญญาเป็นดังนี้... สังขารเป็นดังนี้ ... วิญญาณเป็นดังนี้ ความเกิดขึ้นแห่งวิญญาณเป็นดังนี้ความดับแห่งวิญญาณเป็นดังนี้ ภิกษุทั้งหลาย อนิจจสัญญาที่บุคคลเจริญ ทำให้มากแล้วอย่างนี้แล ย่อม ครอบงำกามราคะ รูปราคะ ภวราคะ และอวิชชาทั้งปวงได้ ถอนอัสมิมานะทั้งปวงได้”อนิจจสัญญาสูตรที่ ๑๐ จบ ปุปผวรรคที่ ๕ จบ รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ ๑. นทีสูตร ๒. ปุปผสูตร ๓. เผณปิณฑูปมสูตร ๔. โคมยปิณฑสูตร ๕. นขสิขาสูตร ๖. สุทธิกสูตร ๗. คัททูลพัทธสูตร ๘. ทุติยคัททูลพัทธสูตร ๙. วาสิชฏสูตร ๑๐. อนิจจสัญญาสูตร มัชฌิมปัณณาสก์ จบบริบูรณ์ รวมวรรคที่มีในมัชฌิมปัณณาสก์นี้ คือ ๑. อุปยวรรค ๒. อรหันตวรรค ๓. ขัชชนียวรรค ๔. เถรวรรค ๕. ปุปผวรรค รวม ๕ วรรค เรียกว่า ทุติยปัณณาสก์
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๗ หน้า : ๑๙๗}
ฉบับหลวง
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๗ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๙ สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ๑๐. สัญญาสูตร ว่าด้วยการเจริญอนิจจสัญญา
สาวตฺถี ฯ อนิจฺจสญฺญา ภิกฺขเว ภาวิตา พหุลีกตา สพฺพํ กามราคํ ปริยาทิยติ สพฺพํ รูปราคํ ปริยาทิยติ สพฺพํ ภวราคํ ปริยาทิยติ สพฺพํ อวิชฺชํ ปริยาทิยติ สพฺพํ อสฺมิมานํ สมูหนติ ฯ เสยฺยถาปิ ภิกฺขเว สรทสมเย กสฺสโก มหานงฺคเลน กสฺสนฺโต สพฺพานิ มูลสนฺตานกานิ สมฺปทาเลนฺโต กสฺสติ ฯ เอวเมว โข ภิกฺขเว อนิจฺจสญฺญา ภาวิตา พหุลีกตา สพฺพํ กามราคํ ปริยาทิยติ สพฺพํ รูปราคํ ปริยาทิยติ สพฺพํ ภวราคํ ปริยาทิยติ สพฺพํ อวิชฺชํ ปริยาทิยติ สพฺพํ อสฺมิมานํ สมูหนติ ฯ
พระนครสาวัตถี ฯลฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนิจจสัญญา อันบุคคลเจริญแล้วกระทำให้มากแล้ว ย่อมครอบงำกามราคะทั้งปวงได้ ย่อมครอบงำรูปราคะทั้งปวงได้ ย่อมครอบงำภวราคะทั้งปวงได้ ย่อมครอบงำอวิชชาทั้งปวงได้ ย่อมถอนขึ้นซึ่งอัสมิมานะทั้งปวงได้. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในสรทสมัย ชาวนาเมื่อไถนาด้วยไถคันใหญ่ ย่อมไถทำลายความสืบต่อแห่งราก (หญ้า)ทุกชนิด แม้ฉันใด. อนิจจสัญญา อันบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อมครอบงำ กามราคะทั้งปวงได้ ย่อมครอบงำ รูปราคะทั้งปวงได้ ย่อมครอบงำภวราคะทั้งปวงได้ ย่อมครอบงำอวิชชาทั้งปวงได้ ย่อมถอนขึ้นซึ่งอัสมิมานะทั้งปวงได้ ฉันนั้นเหมือนกันแล.
เสยฺยถาปิ ภิกฺขเว ปพฺพชลายโก ปพฺพชํ ลายิตฺวา อคฺเค คเหตฺวา โอธุนาติ นิธุนาติ นิปฺโผเฏติ ฯ เอวเมว โข ภิกฺขเว อนิจฺจสญฺญา ภาวิตา ฯเปฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย คนเกี่ยวหญ้ามุงกระต่าย เกี่ยวหญ้ามุงกระต่ายแล้ว จับปลาย เขย่า ฟาด สลัดออก แม้ฉันใด. อนิจจสัญญา อันบุคคลเจริญแล้ว ฯลฯ ฉันนั้นเหมือนกันแล.
เสยฺยถาปิ ภิกฺขเว อมฺพปิณฺฑิยา วณฺฑจฺฉินฺนาย ยานิ ตตฺร อมฺพานิ วณฺฑปฺปฏิพทฺธานิ สพฺพานิ ตานิ ตนฺวยานิ ภวนฺติ ฯ เอวเมว โข ภิกฺขเว อนิจฺจสญฺญา ภาวิตา พหุลีกตา ฯเปฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อพวงมะม่วงขาดจากขั้ว ในมะม่วงเหล่านั้น มะม่วงเหล่าใดเนื่องด้วยขั้ว มะม่วงเหล่านั้นทั้งหมด ย่อมเป็นของหลุดไปตามขั้วมะม่วงนั้น แม้ฉันใด. อนิจจสัญญา อันบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ฯลฯ ฉันนั้นเหมือนกันแล.
เสยฺยถาปิ ภิกฺขเว กูฏาคารสฺส ยา กาจิ โคปานสิโย สพฺพา ตา กูฏงฺคมา กูฏนินฺนา กูฏสโมสรณา กูฏํ ตาสํ อคฺคมกฺขายติ ฯ เอวเมว โข ภิกฺขเว อนิจฺจสญฺญา ภาวิตา ฯเปฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย กลอนใดๆ แห่งเรือนยอด กลอนทั้งหมดนั้นไปสู่ยอดน้อมไปที่ยอด ประชุมลงที่ยอด ยอด ชนทั้งหลายกล่าวว่า เลิศกว่ากลอนเหล่านั้น แม้ฉันใด. อนิจจสัญญา อันบุคคลเจริญแล้ว ฯลฯ ฉันนั้นเหมือนกันแลฯ
เสยฺยถาปิ ภิกฺขเว เย เกจิ มูลคนฺธา กาฬานุสารี เตสํ อคฺคมกฺขายติ ฯ เอวเมว โข ภิกฺขเว อนิจฺจสญฺญา ภาวิตา ฯเปฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ไม้มีกลิ่นที่รากใดๆ ไม้กระลำพัก ชนทั้งหลายกล่าวว่าเลิศกว่าไม้มีกลิ่นที่รากเหล่านั้น แม้ฉันใด. อนิจจสัญญา อันบุคคลเจริญแล้ว ฉันนั้นเหมือนกันแล.
เสยฺยถาปิ ภิกฺขเว เย เกจิ สารคนฺธา โลหิตจนฺทนํ เตสํ อคฺคมกฺขายติ ฯ เอวเมว โข ภิกฺขเว อนิจฺจสญฺญา ภาวิตา ฯเปฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ไม้มีกลิ่นที่แก่นใดๆ จันทน์แดง ชนทั้งหลายกล่าวว่าเลิศกว่าไม้ที่มีกลิ่นเหล่านั้น แม้ฉันใด. อนิจจสัญญา อันบุคคลเจริญแล้ว ฯลฯ ฉันนั้นเหมือนกันแล.
เสยฺยถาปิ ภิกฺขเว เย เกจิ ปุปฺผคนฺธา วสฺสิกํ เตสํ อคฺคมกฺขายติ ฯ เอวเมว โข ภิกฺขเว อนิจฺจสญฺญา ภาวิตา ฯเปฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ไม้มีกลิ่นที่ดอกใดๆ มะลิ ชนทั้งหลายกล่าวว่า เลิศกว่าไม้มี กลิ่นที่ดอกเหล่านั้น แม้ฉันใด. อนิจจสัญญา อันบุคคลเจริญแล้ว ฯลฯ ฉันนั้นเหมือนกันแล.
เสยฺยถาปิ ภิกฺขเว เย เกจิ กุฏฺฐราชาโน สพฺเพ เต รญฺโญ จกฺกวตฺติสฺส อนุยนฺตา ภวนฺติ ราชา เตสํ จกฺกวตฺติ อคฺคมกฺขายติ ฯ เอวเมว โข ภิกฺขเว อนิจฺจสญฺญา ภาวิตา ฯเปฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย พระราชาผู้น้อยใดๆ ทั้งหมดนั้น ย่อมเป็นผู้เสด็จไปตาม(คล้อยตาม) พระเจ้าจักรพรรดิ พระเจ้าจักรพรรดิ ชนทั้งหลายย่อมกล่าวว่า เลิศกว่าพระราชาผู้น้อยเหล่านั้น แม้ฉันใด. อนิจจสัญญา อันบุคคลเจริญแล้ว ฯลฯ ฉันนั้นเหมือนกันแล.
เสยฺยถาปิ ภิกฺขเว ยา กาจิ ตารกรูปานํ ปภา สพฺพา ตา จนฺทิมปฺปภาย กลํ นาคฺฆนฺติ โสฬสึ จนฺทปฺปภา ตาสํ อคฺคมกฺขายติ ฯ เอวเมว โข ภิกฺขเว อนิจฺจสญฺญา ภาวิตา ฯเปฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย แสงดาวทั้งหลาย ชนิดใดชนิดหนึ่ง แสงดาวทั้งหมดนั้นไม่ถึงเสี้ยวที่ ๑๖ แห่งแสงพระจันทร์ แสงพระจันทร์ ชนทั้งหลายกล่าวว่า เลิศกว่าแสงดาวเหล่านั้น แม้ฉันใด. อนิจจสัญญา อันบุคคลเจริญแล้ว ฯลฯ ฉันนั้นเหมือนกันแล.
เสยฺยถาปิ ภิกฺขเว สรทสมเย วิสุทฺเธ วิคตพลาหเก เทเว อาทิจฺโจ นภํ อพฺภุสฺสกฺกมาโน สพฺพํ อากาสคตํ ตมคตํ อภิวิหจฺจ ภาสเต จ ตปเต จ วิโรจเต จ ฯ เอวเมว โข ภิกฺขเว อนิจฺจสญฺญา ภาวิตา พหุลีกตา สพฺพํ กามราคํ ปริยาทิยติ สพฺพํ รูปราคํ ปริยาทิยติ สพฺพํ ภวราคํ ปริยาทิยติ สพฺพํ อวิชฺชํ ปริยาทิยติ สพฺพํ อสฺมิมานํ สมูหนติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในสรทสมัย ท้องฟ้าบริสุทธิ์ ปราศจากเมฆ พระอาทิตย์ขึ้นไปสู่ท้องฟ้า ย่อมส่องแสงและแผดแสงไพโรจน์ กำจัดความมืดอันอยู่ในอากาศทั่วไปแม้ฉันใด. อนิจจสัญญา อันบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อมครอบงำกามราคะทั้งปวงได้ ย่อมครอบงำรูปราคะทั้งปวงได้ ย่อมครอบงำภวราคะทั้งปวงได้ ย่อมครอบงำอวิชชาทั้งปวงได้ย่อมถอนขึ้นซึ่งอัสมิมานะได้ทั้งหมด ฉันนั้นเหมือนกันแล.
กถํ ภาวิตา จ ภิกฺขเว อนิจฺจสญฺญา กถํ พหุลีกตา สพฺพํ กามราคํ ปริยาทิยติ ฯเปฯ สพฺพํ อสฺมิมานํ สมูหนติ ฯ อิติ รูปํ อิติ รูปสฺส สมุทโย อิติ รูปสฺส อตฺถงฺคโม อิติ เวทนา ฯ อิติ สญฺญา ฯ อิติ สงฺขารา ฯ อิติ วิญฺญาณํ อิติ วิญฺญาณสฺส สมุทโย อิติ วิญฺญาณสฺส อตฺถงฺคโมติ ฯ เอวํ ภาวิตา โข ภิกฺขเว อนิจฺจสญฺญา เอวํ พหุลีกตา สพฺพํ กามราคํ ปริยาทิยติ สพฺพํ รูปราคํ ปริยาทิยติ สพฺพํ ภวราคํ ปริยาทิยติ สพฺพํ อวิชฺชํ ปริยาทิยติ สพฺพํ อสฺมิมานํ สมูหนตีติ ฯ ปุปฺผวคฺโค ปญฺจโม ฯ ตสฺสุทฺทานํ ฯ นที ปุปฺผญฺจ เผณญฺจ โคมยญฺจ นขสิขํ สามุทฺทกํ เทฺว จ คทฺทูลา นาวสญฺญาย เต ทสาติ ฯ มชฺฌิมปณฺณาสโก สมตฺโต ฯ ตสฺส มชฺฌิมปณฺณาสกสฺส วคฺคุทฺทานํ อุปาโย อรหนฺโต จ ขชฺชนิเถรสวฺหยํ ปุปฺผวคฺเคน ปณฺณาส ทุติโย เตน ปวุจฺจติ ฯ --------------
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็อนิจจสัญญา อันบุคคลเจริญแล้วอย่างไร? กระทำให้ มากแล้วอย่างไร? จึงครอบงำกามราคะทั้งปวง ฯลฯ ถอนขึ้นซึ่งอัสมิมานะได้หมด. อนิจจ-*สัญญา อันบุคคลเจริญแล้วอย่างนี้ กระทำให้มากแล้วอย่างนี้ว่า รูปดังนี้ ความเกิดแห่งรูปดังนี้ความดับแห่งรูปดังนี้. เวทนาดังนี้ ... สัญญาดังนี้ ... สังขารดังนี้ ... วิญญาณดังนี้ ความเกิดขึ้นแห่งวิญญาณดังนี้ ความดับแห่งวิญญาณดังนี้ ย่อมครอบงำกามราคะทั้งปวงได้ ฯลฯ ถอนขึ้นซึ่งอัสมิมานะได้ทั้งหมด. ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนิจจสัญญา อันบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้วอย่างนี้แล ย่อมครอบงำกามราคะทั้งปวงได้ ย่อมครอบงำรูปราคะทั้งปวงได้ ย่อมครอบงำภวราคะทั้งปวงได้ ย่อมครอบงำอวิชชาทั้งปวงได้ ย่อมถอนขึ้นซึ่งอัสมิมานะได้หมด. จบ สูตรที่ ๑๐. จบ ปุปผวรรคที่ ๕. -----------------------------------------------------รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ ๑. นทีสูตร ๖. สามุททกสูตร ๒. ปุปผสูตร ๗. คัททูลสูตรที่ ๑ ๓. เผณปิณฑสูตร ๘. คัททูลสูตรที่ ๒ ๔. โคมยสูตร ๙. นาวาสูตร ๕. นขสิขสูตร ๑๐. สัญญาสูตร. จบ มัชฌิมปัณณาสก์. -----------------------------------------------------รวมวรรคที่มีในมูลปัณณาสก์นี้ คือ ๑. อุปายวรรค ๒. อรหันตวรรค ๓. ขัชชนิยวรรค ๔. เถรวรรค ๕. ปุปผวรรค รวม ๕ วรรค ทุติยปัณณาสก์ก็เรียกในขันธสังยุตนั้น. -----------------------------------------------------