๓. ราชสูตร
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
ตติยํ ราชสุตฺตํ
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๕ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๗ สังยุตตนิกาย สคาถวรรค ราชสูตรที่ ๓
สาวตฺถิยํ ... เอกมนฺตํ นิสินฺโน โข ราชา ปเสนทิโกสโล ภควนฺตํ เอตทโวจ อตฺถิ นุ โข ภนฺเต ชาตสฺส อญฺญตฺร ชรามรณาติ ฯ
ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้- สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามแห่งท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี ฯ ครั้งนั้นแล พระเจ้าปเสนทิโกศลเสด็จเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประ-*ทับ ครั้นแล้วจึงทรงถวายบังคมพระผู้มีพระภาค แล้วประทับนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ฯ พระเจ้าปเสนทิโกศลประทับนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้วแล ได้กราบ-*ทูลพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ผู้ที่เกิดมาแล้วที่พ้นจากชราและมรณะมีอยู่บ้างหรือไม่ ฯ
นตฺถิ โข มหาราช ชาตสฺส อญฺญตฺร ชรามรณา เยปิ เต มหาราช ขตฺติยมหาสาลา อฑฺฒา มหทฺธนา มหาโภคา ปหูตชาตรูปรชตา ปหูตวิตฺตูปกรณา ปหูตธนธญฺญา เตสมฺปิ ชาตานํ นตฺถิ อญฺญตฺร ชรามรณา เยปิ เต มหาราช พฺราหฺมณมหาสาลา ฯเปฯ คหปติมหาสาลา อฑฺฒา มหทฺธนา มหาโภคา ปหูตชาตรูปรชตา ปหูตวิตฺตูปกรณา ปหูตธนธญฺญา เตสมฺปิ ชาตานํ นตฺถิ อญฺญตฺร ชรามรณา เยปิ เต มหาราช ภิกฺขู อรหนฺโต ขีณาสวา วุสิตวนฺโต กตกรณียา โอหิตภารา อนุปฺปตฺตสทตฺถา ปริกฺขีณภวสญฺโญชนา สมฺมทญฺญา วิมุตฺตา เตสมฺปายํ กาโย เภทนธมฺโม นิกฺเขปนธมฺโมติ ฯ
พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า ดูกรมหาบพิตร คนเกิดมาแล้วที่จะพ้นจากชรามรณะไม่มีเลย แม้กษัตริย์มหาศาลซึ่งเป็นผู้มั่งคั่ง มีทรัพย์มาก มีโภคะมาก มีทองและเงินมากมาย มีทรัพย์เครื่องอุปกรณ์น่าปลื้มใจมากมาย มีทรัพย์คือข้าวเปลือกมากมาย ก็ไม่มีพ้นจากชรามรณะ แม้พราหมณ์มหาศาลซึ่งเป็นผู้มั่งคั่ง ฯลฯ ก็ไม่มีพ้นจากชรามรณะ แม้คฤหบดีมหาศาล ก็ไม่มีพ้นจากชรามรณะ ภิกษุแม้ทุกองค์ ซึ่งเป็นพระอรหันต์ หมดสิ้นอาสวะแล้ว อยู่จบพรหมจรรย์แล้ว กระทำกรณียะเสร็จแล้ว วางภาระหนักลงได้แล้ว ได้บรรลุประโยชน์ของตนแล้ว หมดสิ้นกิเลสเครื่องประกอบไว้ในภพแล้ว หลุดพ้นแล้วเพราะรู้โดยชอบร่างกายนี้แม้แห่งพระอรหันต์เหล่านั้น ก็เป็นสภาพแตกดับ ถูกทอดทิ้งเป็นธรรมดา ฯ
อิทมโวจ ฯเปฯ ชีรนฺติ เว ราชรถา สุจิตฺตา อโถ สรีรมฺปิ ชรํ อุเปติ สตญฺจ ธมฺโม น ชรํ อุเปติ สนฺโต หเว สพฺภิ ปเวทยนฺตีติ ฯ
พระผู้มีพระภาคผู้พระสุคตศาสดา ครั้นตรัสไวยากรณ์ภาษิตนี้ จบลงแล้ว จึงได้ตรัสคาถาประพันธ์ต่อไปอีกว่า ราชรถอันวิจิตรดีย่อมชำรุดโดยแท้ อนึ่ง แม้สรีระก็ย่อมเข้า ถึงชรา แต่ว่าธรรมของสัตบุรุษหาเข้าถึงชราไม่ สัตบุรุษ เท่านั้น ย่อมรู้กันได้กับสัตบุรุษ ฯ
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · จับคู่ตามตำแหน่ง · เล่มนี้ทั้งสองฉบับแบ่งเรื่องเท่ากัน จึงเทียบตามลำดับได้ · ชื่อเรื่องไม่ตรงกัน จึงยังไม่ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องเดียวกัน
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค [๓. โกสลสังยุต] ๑. ปฐมวรรค ๓. ชรามรณสูตร ๓. ชรามรณสูตร ว่าด้วยชราและมรณะ
เรื่องเกิดขึ้นที่กรุงสาวัตถี พระเจ้าปเสนทิโกศลประทับนั่ง ณ ที่สมควรแล้ว ได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ คนเกิดมาแล้วที่พ้นจากชราและมรณะมีบ้างหรือไม่” พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า “มหาบพิตร คนเกิดมาแล้วที่จะพ้นจากชราและมรณะไม่มีเลย แม้ขัตติยมหาศาลซึ่งเป็นผู้มั่งคั่ง มีทรัพย์มาก มีโภคะมาก มีทองและเงินมากมาย มีทรัพย์เครื่องปลื้มใจมากมาย มีทรัพย์และธัญชาติมากมายก็ไม่พ้นจากชราและมรณะ แม้พราหมณมหาศาล ฯลฯ แม้คหบดีมหาศาลซึ่งเป็นผู้มั่งคั่ง มีทรัพย์มาก มีโภคะมาก มีทองและเงินมากมาย มีทรัพย์เครื่องปลื้มใจมากมาย มีทรัพย์และธัญชาติมากมาย ก็ไม่พ้นจากชราและมรณะ แม้ภิกษุทุกรูปซึ่งเป็นพระอรหันต์ สิ้นอาสวะแล้ว อยู่จบพรหมจรรย์ ทำกิจที่ควรทำเสร็จแล้ว ปลงภาระได้แล้ว บรรลุประโยชน์ตนโดยลำดับแล้ว สิ้นภวสังโยชน์แล้ว หลุดพ้นเพราะรู้โดยชอบ ร่างกายนี้แม้ของพระอรหันต์เหล่านั้น ก็เป็นสภาพแตกดับต้องทอดทิ้งเป็นธรรมดา” พระผู้มีพระภาคผู้สุคตศาสดา ฯลฯ จึงได้ตรัสคาถาประพันธ์ต่อไปอีกว่า ราชรถอันวิจิตรย่อมชำรุด แม้สรีระก็ย่อมเข้าถึงชรา แต่ว่าธรรมของสัตบุรุษหาเข้าถึงชราไม่ สัตบุรุษกับสัตบุรุษเท่านั้นจึงรู้กันได้ ชรามรณสูตรที่ ๓ จบ
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๕ หน้า : ๑๓๑}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาราชสูตรที่ ๓
พึงทราบวินิจฉัยในราชสูตรที่ ๓ ต่อไป :-
บทว่า อญฺญตฺร ชรามรณา ความว่า พระเจ้าปเสนทิโกศลทูลถามว่า คนที่พ้นจากชรามรณะมีอยู่หรือ.
บทว่า ขตฺติยมหาสาลา แปลว่า กษัตริย์มหาศาล คือกษัตริย์ที่ถึงความเป็นผู้มีสารสมบัติมาก.
จริงอยู่ กษัตริย์เหล่าใดมีทรัพย์เก็บไว้ ๑๐๐ โกฏิเป็นอย่างต่ำ มีกหาปณะ ๓ หม้อจัดกองไว้กลางคฤหะ (เรือน) สำหรับใช้สอย กษัตริย์เหล่านั้น ชื่อว่ากษัตริย์มหาศาล. พราหมณ์เหล่าใดมีทรัพย์เก็บไว้ ๘๐ โกฏิ มีกหาปณะหม้อครึ่งจัดกองไว้กลางคฤหะ สำหรับใช้สอย พราหมณ์เหล่านั้น ชื่อว่าพราหมณมหาศาล. คฤหบดีเหล่าใดมีทรัพย์เก็บไว้ ๔๐ โกฏิ มีกหาปณะหม้อหนึ่งจัดกองไว้กลางคฤหะ สำหรับใช้สอย คฤหบดีเหล่านั้น ชื่อว่าคฤหบดีมหาศาล.
บทว่า อฑฺฒา ได้แก่ เป็นใหญ่.
ชื่อว่ามีทรัพย์มาก ก็เพราะทรัพย์ที่เก็บไว้มีมาก. ชื่อว่ามีโภคะมาก ก็เพราะของใช้สอยมีภาชนะทองเงินเป็นต้นมีมาก. ชื่อว่ามีทองและเงินมากพอ ก็เพราะทองและเงินที่ยังไม่ได้เก็บไว้มีมากพอ. ชื่อว่ามีอุปกรณ์ทรัพย์เครื่องปลื้มใจมากพอ ก็เพราะมีอุปกรณ์ทรัพย์เครื่องปลื้มใจ คือเหตุแห่งความยินดีมีมากพอ. ชื่อว่ามีทรัพย์และข้าวเปลือกมากพอ ก็เพราะทรัพย์คือโคเป็นต้นและข้าวเปลือก ๗ อย่างมีมากพอ.
บทว่า เตสมฺปิ ชาตานํ นตฺถิ อญฺญตฺร ชรามรณา ความว่า อิสรชนดังกล่าวมาแม้เหล่านั้น เกิดมาแล้ว คือบังเกิดแล้วจะละเว้นจากชรามรณะไม่มี คือชื่อว่าพ้นจากชรามรณะ เพราะเกิดมาแล้วนั่นและไม่มี อิสรชนเหล่านั้นตกอยู่ภายในชรามรณะนั่นเทียว.
ในบทว่า อรหนฺโต เป็นต้น เหล่าภิกษุชื่อว่าอรหันต์ เพราะไกลจากกิเลสทั้งหลาย. ชื่อว่าขีณาสพ ก็เพราะภิกษุเหล่านั้นสิ้นอาสวะ ๔ แล้ว. ชื่อว่าวุสิตวันตะ ก็เพราะอยู่ประพฤติพรหมจรรย์แล้ว คืออยู่จบพรหมจรรย์แล้ว. ชื่อว่ากตกรณียะ เพราะภิกษุเหล่านั้นมีกิจที่ควรทำด้วยมรรค ๔ ทำเสร็จแล้ว. ชื่อว่าโอหิตภาระ เพราะภิกษุเหล่านั้นปลงภาระเหล่านี้ คือขันธภาระ กิเลสภาระ อภิสังขารภาระ กามคุณภาระเสียแล้ว. ชื่อว่าอนุปปัตตสทัตถะ ก็เพราะภิกษุเหล่านั้นบรรลุประโยชน์ของตน กล่าวคือพระอรหัตแล้ว. ชื่อว่าภวปริกขีณสังโยชนะ เพราะภิกษุเหล่านั้นสิ้นภวสังโยชน์ทั้ง ๑๐ แล้ว. ชื่อว่าสัมมทัญญาวิมุตตะ เพราะภิกษุเหล่านั้นหลุดพ้นแล้วเพราะรู้โดยชอบ คือโดยเหตุ.
อธิบายว่า รู้สัจธรรม ๔ ด้วยมรรคปัญญาแล้ว หลุดพ้นโดยผลวิมุตติ.
บทว่า เภทนธมฺโม แปลว่า มีอันแตกไปเป็นสภาพ.
บทว่า นิกฺเขปนธมฺโม แปลว่า มีอันจะพึงทอดทิ้งเป็นสภาพ.
จริงอยู่ แม้ธรรมคือความไม่ชราของพระขีณาสพมีอยู่ คือพระนิพพานที่ท่านแทงตลอดโดยอารมณ์ แท้จริง พระนิพพานนั้นย่อมไม่ชรา แต่ในสูตรนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อทรงแสดงธรรม คือความชราของพระขีณาสพนั้น จึงตรัสอย่างนี้.
ได้ยินว่า การตั้งพระสูตรมีอัตถุปปัตติ เหตุเกิดเรื่อง ดังนี้
อาจารย์บางพวกกล่าวว่า เป็นเรื่องที่นั่งพูดกันที่โรงเก็บวอ. ณ ที่นั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเห็นยานคือรถเป็นต้นอันงดงาม จึงทรงทำสิ่งที่ทรงเห็นนั่นแหละให้เป็นข้อเปรียบเทียบ ตรัสพระคาถาว่า ชีรนฺติ เว ราชรถา สุจิตฺตา เป็นต้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ชีรนฺติ ได้แก่ เข้าถึงชรา.
บทว่า ราชรถา ได้แก่ รถอันงดงามของพระราชา.
บทว่า สุจิตฺตา ได้แก่ อันงามดีด้วยทองและเงินเป็นต้น.
บทว่า อโถ สรีรมฺปิ ชรํ อุเปติ ความว่า เมื่อรถทั้งหลายอันทำด้วยไม้แก่น ไม่มีใจครองเห็นปานนี้ คร่ำคร่าไป คำอะไรๆ ที่จะพึงกล่าวในสรีระที่ทำด้วยเนื้อและเลือดเป็นต้น ซึ่งมีใจครองอันเป็นภายในนี้ คือสรีระก็ถึงความชราทั้งนั้น.
บทว่า สนฺโต หเว สพฺภิ ปเวทยนฺติ ความว่า เหล่าสัตบุรุษย่อมรู้กันกับเหล่าสัตบุรุษอย่างนี้ว่า ธรรมของเหล่าสัตบุรุษไม่ถึงความชรา พระนิพพานชื่อว่าธรรมของเหล่าสัตบุรุษ พระนิพพานนั้นไม่ชรา. อธิบายว่า เหล่าสัตบุรุษกล่าวอย่างนี้ว่า พระนิพพานไม่แก่ ไม่ตาย.
อีกอย่างหนึ่ง ก็เพราะอาศัยพระนิพพาน กิเลสทั้งหลายที่มีสภาพจมจึงแตกไป ฉะนั้น พระนิพพานนั้น ท่านจึงเรียกว่า สพฺภิ.
พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อทรงแสดงเหตุของบทต้น จึงตรัสว่า สนฺโต หเว สพฺภิ ปเวทยนฺติ. จริงอยู่ ท่านอธิบายไว้ดังนี้ว่า ธรรมของเหล่าสัตบุรุษย่อมไม่เข้าถึงชรา. เพราะเหตุไร เพราะเหล่าสัตบุรุษย่อมประกาศกับเหล่าสัตบุรุษ.
อธิบายว่า ย่อมบอกกันว่า พระนิพพานที่ไม่แก่ ชื่อว่าธรรมของเหล่าสัตบุรุษ
อีกนัยหนึ่ง คำว่า สัพภิ นี้ เป็นชื่อที่ดี.
อธิบายว่า เหล่าสัตบุรุษย่อมประกาศบอกพระนิพพาน ที่เป็นสัพภิธรรม สัพภิธรรมของสัตบุรุษอันใด ธรรมของเหล่าสัตบุรุษอันนั้นย่อมไม่เข้าถึงความชรา.
จบอรรถกถาราชสูตรที่ ๓ -----------------------------------------------------