อ่านตัวบท · ไม่ตีความ

คลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ฉบับหลวง · ทั้งหมด · ตำแหน่งที่กำลังอ่าน ข้อ ๔๐๕

๔. อิสสัตถสูตร

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๔๐๕–๔๑๐พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ 6 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง 6 ข้อ / พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ 1 ข้อ4 ฉบับเทียบฉบับได้ข้อต่อข้อ

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง


บาลีและคำแปล

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

จตุตฺถํ อิสฺสตฺถสุตฺตํ

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๕ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๗ สังยุตตนิกาย สคาถวรรค อิสสัตถสูตรที่ ๔

ข้อ ๔๐๕

สาวตฺถิยํ ... เอกมนฺตํ นิสินฺโน โข ราชา ปเสนทิโกสโล ภควนฺตํ เอตทโวจ กตฺถ นุ โข ภนฺเต ทานํ ทาตพฺพนฺติ ฯ ยตฺถ โข มหาราช จิตฺตํ ปสีทตีติ ฯ กตฺถ ปน ภนฺเต ทินฺนํ มหปฺผลนฺติ ฯ

สาวัตถีนิทาน ฯ พระเจ้าปเสนทิโกศลประทับนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ทาน บุคคลพึงให้ในที่ไหนหนอแล ฯ พ. ดูกรมหาบพิตร จิตย่อมเลื่อมใสในที่ใด พึงให้ในที่นั้นแล ฯ ป. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ และทานที่ให้แล้วในที่ไหนจึงมีผลมาก ฯ

ข้อ ๔๐๖

อญฺญํ โข เอตํ มหาราช กตฺถ ทานํ ทาตพฺพํ อญฺญํ ปเนตํ กตฺถ ทินฺนํ มหปฺผลนฺติ สีลวโต โข มหาราช ทินฺนํ มหปฺผลํ โน ตถา ทุสฺสีเล ฯ เตน หิ มหาราช ตญฺเญเวตฺถ ปฏิปุจฺฉิสฺสามิ ยถา เต ขเมยฺย ตถา นํ พฺยากเรยฺยาสิ ฯ

พ. ดูกรมหาบพิตร ทานพึงให้ในที่ไหนนั่นเป็นข้อหนึ่ง และทานที่ให้แล้วในที่ไหนจึงมีผลมาก นั่นเป็นอีกข้อหนึ่ง ดูกรมหาบพิตร ทานที่ให้แล้วแก่ผู้มีศีลแลมีผลมาก ทานที่ให้แล้วในผู้ทุศีลหามีผลมากไม่ ดูกรมหาบพิตร และด้วยเหตุนั้น อาตมภาพจักย้อนถามมหาบพิตรในปัญหากรรมข้อนั้นบ้าง มหาบพิตรพอพระทัยอย่างใด พึงพยากรณ์อย่างนั้น ฯ

ข้อ ๔๐๗

ตํ กึ มญฺญสิ มหาราช อิธ ตฺยสฺส ยุทฺธํ ปจฺจุปฏฺฐิตํ สงฺคาโม สมุปพฺยูโฬฺห อถ อาคจฺเฉยฺย ขตฺติยกุมาโร อสิกฺขิโต อกตหตฺโถ อกตโยคฺโค อกตุปาสโน ภีรุ ฉมฺภี อุตฺราสี ปลายี ภเรยฺยาสิ ตํ ปุริสํ อตฺโถ จ เต ตาทิเสน ปุริเสนาติ ฯ นาหํ ภนฺเต ภเรยฺยํ ตํ ปุริสํ น จ เม อตฺโถ ตาทิเสน ปุริเสนาติ ฯ อถ อาคจฺเฉยฺย พฺราหฺมณกุมาโร อสิกฺขิโต ฯเปฯ อถ อาคจฺเฉยฺย เวสฺสกุมาโร อสิกฺขิโต ฯเปฯ อถ อาคจฺเฉยฺย สุทฺทกุมาโร อสิกฺขิโต ฯเปฯ น จ เม อตฺโถ ตาทิเสน ปุริเสนาติ ฯ

มหาบพิตรจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน ณ ที่นี้การยุทธพึง ปรากฏเฉพาะหน้าแด่พระองค์ สงครามพึงปะทะกัน ถ้าว่ากุมารที่เป็นกษัตริย์ผู้ไม่ได้ศึกษา ไม่ได้หัดมือ ไม่ได้รับความชำนาญ ไม่ได้ประลองการยิง เป็นคนขลาด เป็นคนมักสั่น เป็นคนมักสะดุ้ง เป็นคนมักวิ่งหนี พึงมาอาสาไซร้ พระองค์พึงทรงชุบเลี้ยงบุรุษนั้นหรือ และพระองค์พึงทรงต้องการบุรุษเช่นนั้นหรือ ฯ ป. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ไม่พึงชุบเลี้ยงบุรุษเช่นนั้น และข้าพระองค์ไม่ต้องการบุรุษเช่นนั้นเลย ฯ พ. ถ้าว่า กุมารที่เป็นพราหมณ์ ผู้ไม่ได้ศึกษา ฯลฯ พึงมาอาสาไซร้ ฯลฯ ถ้าว่ากุมารที่เป็นแพศย์ ผู้ไม่ได้ศึกษา ฯลฯ พึงมาอาสาไซร้ ฯลฯ ถ้าว่ากุมารที่เป็นศูทร ผู้ไม่ได้ศึกษา ฯลฯ พึงมาอาสาไซร้ พระองค์พึงทรงชุบเลี้ยงบุรุษนั้นหรือและพระองค์พึงทรงต้องการบุรุษเช่นนั้นหรือ ฯ ป. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ไม่พึงชุบเลี้ยงบุรุษนั้น และข้า-*พระองค์ไม่พึงต้องการบุรุษเช่นนั้นแล ฯ

ข้อ ๔๐๘

ตํ กึ มญฺญสิ มหาราช อิธ ตฺยสฺส ยุทฺธํ ปจฺจุปฏฺฐิตํ สงฺคาโม สมุปพฺยูโฬฺห อถ อาคจฺเฉยฺย ขตฺติยกุมาโร สุสิกฺขิโต กตหตฺโถ กตโยคฺโค กตุปาสโน อภีรุ อจฺฉมฺภี อนุตฺราสี อปลายี ภเรยฺยาสิ ตํ ปุริสํ อตฺโถ จ เต ตาทิเสน ปุริเสนาติ ฯ ภเรยฺยาหํ ภนฺเต ตํ ปุริสํ อตฺโถ จ เม ตาทิเสน ปุริเสนาติ ฯ อถ อาคจฺเฉยฺย พฺราหฺมณกุมาโร ฯเปฯ อถ อาคจฺเฉยฺย เวสฺสกุมาโร ฯเปฯ อถ อาคจฺเฉยฺย สุทฺทกุมาโร สุสิกฺขิโต กตหตฺโถ กตโยคฺโค กตุปาสโน อภีรุ อจฺฉมฺภี อนุตฺราสี อปลายี ภเรยฺยาสิ ตํ ปุริสํ อตฺโถ จ เต ตาทิเสน ปุริเสนาติ ฯ ภเรยฺยาหํ ภนฺเต ตํ ปุริสํ อตฺโถ จ เม ตาทิเสน ปุริเสนาติ ฯ

พ. ดูกรมหาบพิตร พระองค์จะทรงสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน ณ ที่นี้การยุทธพึงปรากฏแก่พระองค์ สงครามพึงปะทะกัน ถ้าว่า กุมารที่เป็นกษัตริย์ผู้ศึกษาดีแล้ว ได้หัดมือแล้ว ได้รับความชำนาญแล้ว ได้ประลองการยิงมาแล้วไม่เป็นคนขลาด ไม่เป็นคนสั่น ไม่เป็นคนสะดุ้ง ไม่เป็นคนมักวิ่งหนี พึงมาอาสาไซร้ พระองค์พึงทรงชุบเลี้ยงบุรุษนั้นหรือ และพระองค์พึงทรงมีพระประสงค์บุรุษเช่นนั้นหรือ ฯ ป. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ หม่อมฉันพึงชุบเลี้ยงบุรุษนั้น และหม่อมฉันพึงต้องการบุรุษเช่นนั้น ฯ พ. ถ้าว่ากุมารที่เป็นพราหมณ์ ผู้ศึกษาดีแล้ว ฯลฯ พึงมาอาสาไซร้ ฯลฯ ถ้าว่า กุมารที่เป็นแพศย์ ผู้ศึกษาดีแล้ว ฯลฯ พึงมาอาสาไซร้ ฯลฯ ถ้าว่า กุมารที่เป็นศูทร ผู้ศึกษาดีแล้ว ฯลฯ พึงมาอาสาไซร้ พระองค์จะพึงทรงชุบเลี้ยงบุรุษนั้นหรือ และพระองค์จะพึงทรงมีพระประสงค์บุรุษเช่นนั้นหรือ ป. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ หม่อมฉันพึงชุบเลี้ยงบุรุษนั้น และหม่อมฉันพึงต้องการบุรุษเช่นนั้น ฯ

ข้อ ๔๐๙

เอวเมว โข มหาราช ยสฺมา เจปิ กุลา อคารสฺมา อนคาริยํ ปพฺพชิโต โหติ โส จ โหติ ปญฺจงฺควิปฺปหีโน ปญฺจงฺคสมนฺนาคโต ตสฺมึ ทินฺนํ มหปฺผลํ โหติ ฯ กตมานิ ปญฺจงฺคานิ ปหีนานิ โหนฺติ ฯ กามจฺฉนฺโท ปหีโน โหติ พฺยาปาโท ปหีโน โหติ ถีนมิทฺธํ ปหีนํ โหติ อุทฺธจฺจกุกฺกุจฺจํ ปหีนํ โหติ วิจิกิจฺฉา ปหีนา โหติ ฯ อิมานิ ปญฺจงฺคานิ ปหีนานิ โหนฺติ ฯ กตเมหิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคโต โหติ ฯ อเสกฺเขน สีลกฺขนฺเธน สมนฺนาคโต โหติ อเสกฺเขน สมาธิกฺขนฺเธน สมนฺนาคโต โหติ อเสกฺเขน ปญฺญากฺขนฺเธน สมนฺนาคโต โหติ อเสกฺเขน วิมุตฺติกฺขนฺเธน สมนฺนาคโต โหติ อเสกฺเขน วิมุตฺติญาณทสฺสนกฺขนฺเธน สมนฺนาคโต โหติ ฯ อิเมหิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคโต โหติ ฯ อิติ ปญฺจงฺควิปฺปหีเน ปญฺจงฺคสมนฺนาคเต ทินฺนํ มหปฺผลนฺติ ฯ

พ. ฉันนั้นนั่นแล มหาบพิตร แม้หากว่า กุลบุตรออกจากเรือนตระกูลไรๆ เป็นผู้บวชหาเรือนมิได้ และกุลบุตรนั้น เป็นผู้มีองค์ ๕ อันละได้แล้ว เป็นผู้ประกอบแล้วด้วยองค์ ๕ ทานที่ให้แล้วในกุลบุตรนั้น ย่อมเป็นทานมีผลมาก องค์ ๕ อันกุลบุตรนั้นละได้แล้วเป็นไฉน กามฉันทะอันกุลบุตรนั้นละได้แล้ว พยาบาทอันกุลบุตรนั้นละได้แล้ว ถีนมิทธะอันกุลบุตรนั้นละได้แล้วอุทธัจจกุกกุจจะอันกุลบุตรนั้นละได้แล้ว วิจิกิจฉาอันกุลบุตรนั้นละได้แล้ว องค์ ๕เหล่านี้อันกุลบุตรนั้นละได้แล้ว กุลบุตรนั้นเป็นผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ เป็นไฉนกุลบุตรนั้นเป็นผู้ประกอบแล้วด้วยศีลขันธ์ อันเป็นของพระอเสขะ เป็นผู้ประกอบแล้วด้วยสมาธิขันธ์อันเป็นของพระอเสขะ เป็นผู้ประกอบแล้วด้วยปัญญาขันธ์อันเป็นของพระอเสขะ เป็นผู้ประกอบแล้วด้วยวิมุตติขันธ์อันเป็นของพระอเสขะเป็นผู้ประกอบแล้วด้วยวิมุตติญาณทัสสนขันธ์ อันเป็นของพระอเสขะ กุลบุตรนั้นเป็นผู้ประกอบแล้วด้วยองค์ ๕ เหล่านี้ ทานที่ให้แล้วในกุลบุตรผู้มีองค์ ๕ อันละได้แล้ว ผู้ประกอบแล้วด้วยองค์ ๕ ดังนี้ ย่อมมีผลมาก ฯ

ข้อ ๔๑๐

อิทมโวจ ภควา ฯเปฯ สตฺถา อิสฺสตฺถํ พลวิริยญฺจ ยสฺมึ วิชฺเชถ มาณเว ตํ ยุทฺธตฺโถ ภเร ราชา นาสูรํ ชาติปจฺจยา ตเถว ขนฺติโสรจฺจํ ธมฺมา ยสฺมึ ปติฏฺฐิตา ตมริยวุตฺติ เมธาวึ หีนชจฺจมฺปิ ปูชเย การเย อสฺสเม รมฺเม วาสเยตฺถ พหุสฺสุเต ปปญฺจวิวเน กยิรา ทุคฺเค สงฺกมนานิ จ อนฺนํ ปานํ ขาทนียํ วตฺถเสนาสนานิ จ ทเทยฺย อุชุภูเตสุ วิปฺปสนฺเนน เจตสา ยถาปิ เมโฆ ถนยํ วิชฺชุมาลี สตกฺกุกุ ถลํ นินฺนญฺจ ปูเรติ อภิวสฺสํ วสุนฺธรํ ตเถว สทฺโธ สุตวา อภิสงฺขจฺจ โภชนํ วณิพฺพเก ตปฺปยติ อนฺนปาเนน ปณฺฑิโต อนุโมทมาโน ปกิเรติ เทถ เทถาติ ภาสติ ตญฺหิสฺส ตชฺชิตํ โหติ เทวสฺเสว ปวสฺสโต สา ปุญฺญธารา วิปุลา ทาตารํ อภิวสฺสตีติ ฯ

พระผู้มีพระภาคผู้พระสุคตศาสดา ครั้นตรัสไวยากรณ์ภาษิตนี้ จบลงแล้ว จึงได้ตรัสคาถาประพันธ์ต่อไปอีกว่า ศิลปะการยิงแม่น กำลังเข้มแข็ง และความกล้าหาญมีอยู่ ในชายหนุ่มผู้ใด พระราชาผู้ทรงพระประสงค์ด้วยการยุทธ พึงทรงชุบเลี้ยงชายหนุ่มเช่นนั้น ไม่พึงทรงชุบเลี้ยงชายหนุ่ม ผู้ไม่กล้าหาญ เพราะเหตุแห่งชาติ ฉันใด ฯ ธรรมะคือขันติ และโสรัจจะ ตั้งอยู่แล้วในบุคคลใด บุคคล พึงบูชาบุคคลนั้นผู้มีปัญญา มีความประพฤติเยี่ยงพระอริยะ แม้มีชาติทราม ฉันนั้นเหมือนกัน ฯ พึงสร้างอาศรมอันเป็นที่รื่นรมย์ ยังผู้พหูสูตทั้งหลายให้สำนัก อยู่ ณ ที่นั้น พึงสร้างบ่อน้ำไว้ในป่าที่กันดารน้ำ และสะพาน ในที่เป็นหล่ม พึงถวาย ข้าว น้ำ ของเคี้ยว ผ้า และ เสนาสนะในท่านผู้ซื่อตรงทั้งหลาย ด้วยน้ำใจอันผ่องใส เมฆมีสายฟ้าแลบแปลบปลาบ (เมฆอันประกอบด้วยถ่องแถว แห่งสายฟ้า) มียอดตั้งร้อยกระหึ่มอยู่ ยังแผ่นดินให้โชกชุ่มอยู่ ย่อมยังที่ดอนและที่ลุ่มให้เต็ม แม้ฉันใด ฯ ทายกผู้มีศรัทธา เป็นบัณฑิตได้ฟังแล้ว ย่อมจัดหาโภชนา- หารมาเลี้ยงวณิพก ด้วยข้าวน้ำให้อิ่มหนำ บันเทิงใจ เที่ยวไป ในโรงทาน สั่งว่า ท่านทั้งหลายจงให้ ท่านทั้งหลายจงให้ ดังนี้ และทายกนั้นบันลือเสียงเหมือนเสียงกระหึ่มแห่งเมฆ เมื่อฝนกำลังตก ฉะนั้น ธารแห่งบุญอันไพบูลย์นั้น ย่อมยัง ทายกผู้ให้ ให้ชุ่มชื่น ฯ

ฉบับมหาจุฬาฯ

ชั้นตัวบทพุทธพจน์

หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ

เปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค [๓. โกสลสังยุต] ๓. ตติยวรรค ๔. อิสสัตถสูตร ๔. อิสสัตถสูตร ว่าด้วยทานที่ประกอบด้วยองค์ ๕ มีผลมาก

ข้อ ๑๓๕

เรื่องเกิดขึ้นที่กรุงสาวัตถี พระเจ้าปเสนทิโกศลประทับนั่ง ณ ที่สมควรแล้ว ได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ บุคคลควรให้ทาน ณ ที่ไหน” พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า “มหาบพิตร จิตเลื่อมใสในที่ใดล่ะ” “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ทานที่ให้ในที่ไหนจึงมีผลมาก” “มหาบพิตร บุคคลควรให้ทานในที่ไหน นั่นประการหนึ่ง และทานที่ให้ในที่ไหนจึงมีผลมาก นั่นประการหนึ่ง ทานที่ให้แก่ผู้มีศีลมีผลมาก ทานที่ให้ในผู้ทุศีลไม่มีผลมากด้วยเหตุนั้น อาตมภาพจักย้อนถามพระองค์ในปัญหาข้อนั้นบ้าง พระองค์พอพระทัยอย่างใดพึงชี้แจงอย่างนั้น พระองค์จะทรงเข้าพระทัยความข้อนั้นว่าอย่างไร ณ ที่นี้การยุทธ์พึงปรากฏเฉพาะพระพักตร์ของพระองค์ สงครามพึงประชิดกัน ถ้ากษัตริย์หนุ่มเป็นผู้ไม่ได้ศึกษา ไม่ได้ฝึกปรือ ไม่มีความชำนาญ ไม่ได้ประลองการยิง เป็นคนขลาด หวาดสะดุ้ง มักวิ่งหนี มาอาสา พระองค์พึงชุบเลี้ยงคนนั้นหรือ และพระองค์พึงต้องการคนเช่นนั้นหรือ” “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ไม่พึงชุบเลี้ยงคนนั้น และข้าพระองค์ไม่ต้องการคนเช่นนั้นเลย” “ถ้าพราหมณ์หนุ่มเป็นผู้ไม่ได้ศึกษา ฯลฯ มาอาสา ฯลฯ ถ้าแพศย์หนุ่มเป็นผู้ไม่ได้ศึกษา ฯลฯ มาอาสา ฯลฯ ถ้าศูทรหนุ่มเป็นผู้ไม่ได้ศึกษา ฯลฯ มาอาสาพระองค์พึงชุบเลี้ยงคนนั้นหรือ และพระองค์พึงต้องการคนเช่นนั้นหรือ” “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ไม่พึงชุบเลี้ยงคนนั้น และข้าพระองค์ไม่ต้องการคนเช่นนั้นเลย” “มหาบพิตร พระองค์จะทรงเข้าพระทัยความข้อนั้นว่าอย่างไร ณ ที่นี้การยุทธ์พึงปรากฏเฉพาะพระพักตร์ของพระองค์ สงครามพึงประชิดกัน ถ้ากษัตริย์หนุ่มเป็น

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๕ หน้า : ๑๖๘}

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค [๓. โกสลสังยุต] ๓. ตติยวรรค ๔. อิสสัตถสูตร ผู้ศึกษาดีแล้ว ได้ฝึกปรือแล้ว มีความชำนาญ ได้ฝึกการยิงมาแล้ว ไม่เป็นคนขลาด ไม่หวาดสะดุ้ง ไม่หลบหนี มาอาสา พระองค์พึงชุบเลี้ยงคนนั้นหรือและพระองค์พึงต้องการคนเช่นนั้นหรือ” “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์พึงชุบเลี้ยงคนนั้น และข้าพระองค์พึงต้องการคนเช่นนั้น” “ถ้าพราหมณ์หนุ่มเป็นผู้ศึกษาดีแล้ว ฯลฯ มาอาสา ฯลฯ ถ้าแพศย์หนุ่ม เป็นผู้ศึกษาดีแล้ว ฯลฯ มาอาสา ฯลฯ ถ้าศูทรหนุ่มเป็นผู้ศึกษาดีแล้ว ฯลฯ มาอาสา พระองค์พึงชุบเลี้ยงคนนั้นหรือ และพระองค์พึงต้องการคนเช่นนั้นหรือ” “ฉันนั้นนั่นแล มหาบพิตร แม้หากว่ากุลบุตรออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตจากตระกูลใด และกุลบุตรนั้นเป็นผู้ละองค์ ๕ เป็นผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ ทานที่ให้แล้วในกุลบุตรนั้นจากตระกูลนั้น ย่อมมีผลมาก” องค์ ๕ อะไรบ้างอันกุลบุตรนั้นละได้ คือ ๑. กามฉันทะ (ความพอใจในกาม) อันกุลบุตรนั้นละได้ ๒. พยาบาท (ความคิดปองร้าย) อันกุลบุตรนั้นละได้ ๓. ถีนมิทธะ (ความหดหู่และเซื่องซึม) อันกุลบุตรนั้นละได้ ๔. อุทธัจจกุกกุจจะ (ความฟุ้งซ่านและร้อนใจ) อันกุลบุตรนั้นละได้ ๕. วิจิกิจฉา (ความลังเลสงสัย) อันกุลบุตรนั้นละได้ องค์ ๕ นี้แลอันกุลบุตรนั้นละได้ กุลบุตรนั้นเป็นผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ อะไรบ้าง คือ กุลบุตรนั้น ๑. เป็นผู้ประกอบด้วยสีลขันธ์ของพระอเสขะ ๒. เป็นผู้ประกอบด้วยสมาธิขันธ์ของพระอเสขะ ๓. เป็นผู้ประกอบด้วยปัญญาขันธ์ของพระอเสขะ ๔. เป็นผู้ประกอบด้วยวิมุตติขันธ์ของพระอเสขะ ๕. เป็นผู้ประกอบด้วยวิมุตติญาณทัสสนขันธ์ของพระอเสขะ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๕ หน้า : ๑๖๙}

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค [๓. โกสลสังยุต] ๓. ตติยวรรค ๔. อิสสัตถสูตร กุลบุตรนั้นเป็นผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ นี้แล ทานที่ให้แล้วในกุลบุตรผู้ละองค์ ๕ผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ ย่อมมีผลมาก” พระผู้มีพระภาคผู้สุคตศาสดา ฯลฯ จึงได้ตรัสคาถาประพันธ์ต่อไปอีกว่า ศิลปะธนู กำลัง และความเพียร มีอยู่ในชายใด พระราชาผู้ทรงการยุทธ์พึงชุบเลี้ยงชายหนุ่มผู้เช่นนั้น ไม่พึงชุบเลี้ยงชายหนุ่มผู้ไม่กล้าหาญ เพราะเหตุแห่งชาติ ฉันใด ธรรมคือขันติและโสรัจจะ ตั้งอยู่ในบุคคลใด บุคคลพึงบูชาบุคคลนั้นผู้มีปัญญา มีความประพฤติเยี่ยงพระอริยะ แม้มีชาติตระกูลต่ำ ฉันนั้นเหมือนกัน บุคคลพึงสร้างอาศรมอันเป็นที่รื่นรมย์ อาราธนาพระพหูสูตทั้งหลายให้อยู่ ณ ที่นั้น พึงสร้างบ่อน้ำไว้ในป่าที่กันดารน้ำ และสร้างสะพานในที่เป็นหล่ม พึงถวายข้าว น้ำ ของเคี้ยว ผ้าและเสนาสนะ ในท่านผู้ซื่อตรงทั้งหลาย ด้วยใจอันเลื่อมใส เมฆมีสายฟ้าแลบแปลบปลาบ มียอดตั้งร้อย คำรามอยู่ ตกรดแผ่นดิน ทำที่ดอนและที่ลุ่มให้เต็ม แม้ฉันใด @เชิงอรรถ : @ ความเพียร ในที่นี้หมายถึงความเพียรทางกายและทางจิต (สํ.ส.อ. ๑/๑๓๕/๑๕๘)@ ขันติ ในที่นี้หมายถึงอธิวาสนขันติ โสรัจจะ ในที่นี้หมายถึงพระอรหัต (สํ.ส.อ.๑/๑๓๕/๑๕๘)

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๕ หน้า : ๑๗๐}

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค [๓. โกสลสังยุต] ๓. ตติยวรรค ๕. ปัพพโตปมสูตร ทายกผู้มีศรัทธา เป็นบัณฑิตได้ฟังแล้ว ตกแต่งโภชนาหาร เลี้ยงวณิพกด้วยข้าวน้ำให้อิ่มหนำ เที่ยวไปในโรงทาน สั่งว่า ท่านทั้งหลายจงให้ ท่านทั้งหลายจงให้ และทายกนั้นบันลือเสียงเหมือนเมฆคำราม เมื่อฝนกำลังตก สายธารแห่งบุญอันไพบูลย์นั้น ย่อมหลั่งรดทายกผู้ให้ ฉันนั้น อิสสัตถสูตรที่ ๔ จบ

อรรถกถา

ชั้นตัวบทอรรถกถาอธิบายพระไตรปิฎกเปิดหน้าของฉบับนี้

ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์

อรรถกถาอิสสัตถสูตรที่ ๔

การตั้งขึ้นแห่งอิสสัตถสูตรที่ ๔ มีอัตถุปปัตติ เหตุเกิดเรื่องดังนี้ :-

ได้ยินว่า ในปฐมโพธิกาล พระผู้มีพระภาคเจ้าและภิกษุสงฆ์มีลาภสักการะเกิดขึ้นเป็นอันมาก. เหล่าเดียรถีย์เสื่อมลาภสักการะ ก็เที่ยวพูดไปในตระกูลทั้งหลายอย่างนี้ว่าพระสมณโคดมกล่าวอย่างนี้ว่า พึงให้ทานแก่เราเท่านั้น ไม่พึงให้ทานแก่พวกอื่น พึงให้ทานแก่สาวกของเราเท่านั้น ไม่พึงให้ทานแก่เหล่าสาวกของพวกอื่นทานที่ให้แก่เราเท่านั้นมีผลมาก ทานที่ให้แก่พวกอื่นไม่มีผลมาก ทานที่ให้แก่สาวกของเราเท่านั้นมีผลมาก ทานที่ให้แก่เหล่าสาวกของพวกอื่นไม่มีผลมาก. แม้ทั้งที่ตนเองก็ยังอาศัยภิกขาจาร ควรละหรือที่มาทำอันตรายแก่ปัจจัย ๔ ของพวกอื่นซึ่งก็อาศัยภิกขาจารเหมือนกัน พระสมณโคดมทำไม่ถูก ไม่สมควรเลย ถ้อยคำนั้นก็แผ่กระจายไปถึงราชสกุล.

พระราชาทรงสดับแล้ว ทรงพระดำริว่า มิใช่ฐานะเลย (เป็นไปไม่ได้) ที่พระตถาคตจะพึงทรงทำอันตรายแก่สาวกของคนพวกอื่นมีแต่คนอื่นเหล่านั้นกระเสือกกระสน เพื่อไม่ให้มีลาภ เพื่อไม่ให้มียศแก่พระตถาคต ถ้าเรายังอยู่ในที่นี้แหละ ก็จะพึงพูดว่า พวกท่านอย่าพูดอย่างนี้ พระศาสดาย่อมไม่ตรัสอย่างนั้นถ้อยคำนั้นไม่พึงถึงความไม่มีมลทินโทษ เราจักทำถ้อยคำนั้นให้หมดมลทิน ในเวลาที่มหาชนนี้ชุมนุมกัน จึงทรงนิ่งรอคอยวันมหรสพวันหนึ่งอยู่.

สมัยต่อมา เมื่อมหาชนชุมนุมกัน พระราชาทรงพระดำริว่า เวลานี้เป็นกาลแห่งมหรสพนี้แล้วโปรดให้ตีกลองประกาศไปในพระนครว่า คนทั้งหลายไม่ว่ามีศรัทธาหรือไม่มีศรัทธา เป็นสัมมาทิฏฐิ หรือมิจฉาทิฏฐิยกเว้นเด็กหรือสตรีเฝ้าเรือน ต้องไปยังพระวิหาร ผู้ใดไม่ไปจะต้องถูกปรับไหม ๕๐ กหาปณะ.

แม้พระองค์เองก็ทรงสรงสนานแต่เช้าตรู่ เสวยพระกระยาหารเช้าแล้ว ทรงประดับพระองค์ด้วยเครื่องประดับทุกอย่าง แล้วได้เสด็จไปยังพระวิหาร พร้อมด้วยหมู่ทหารหมู่ใหญ่เมื่อกำลังเสด็จ ทรงพระดำริว่า เราจักทูลถามปัญหาที่ไม่ควรจะถามอย่างนี้ว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า เขาว่าพระองค์ตรัสว่า พึงให้ทานแก่เราเท่านั้น ฯลฯ ทานที่ให้แก่เหล่าสาวกของคนพวกอื่น ไม่มีผลมาก ดังนี้ก็พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบปัญหาของเรา ก็จักทรงทำลายวาทะของเหล่าเดียรถีย์ได้ในที่สุด ท้าวเธอเมื่อทรงทูลถามปัญหา จึงตรัสว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ บุคคลควรให้ทานในที่ไหนหนอ.

บทว่า ยตฺถ ความว่า จิตเลื่อมใสในบุคคลใด พึงให้ทานในบุคคลนั้น หรือพึงให้แก่บุคคลนั้น.

เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้ พระราชาก็ทอดพระเนตรดูเหล่าผู้คนที่บอกกล่าวคำของเหล่าเดียรถีย์. ผู้คนเหล่านั้นพอสบพระเนตรพระราชา ก็เก้อเขิน ก้มหน้ายืนเอาหัวนิ้วเท้าขุดพื้นดิน. พระราชาเมื่อจะทรงประกาศแก่มหาชน ก็ได้ตรัสด้วยพระสุรเสียงอันดัง บทเดียวเท่านั้นว่า พวกเดียรถีย์ถูกขจัดแล้ว. ครั้นตรัสพระดำรัสอย่างนี้แล้ว จึงทูลถามว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ขึ้นชื่อว่าจิตย่อมเลื่อมใสในเหล่านิครนถ์อเจลกและปริพาชกเป็นต้นเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ก็ทานที่ให้แล้วในคนพวกไหนเล่ามีผลมาก.

บทว่า อญฺญํ โข เอตํ ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ถวายพระพร มหาบพิตรตรัสถามครั้งแรกอย่างหนึ่ง ครั้งหลังก็ทรงกำหนดอีกอย่างหนึ่ง แม้การตอบปัญหานี้ ก็เป็นภาระหน้าที่ของอาตมภาพ จึงตรัสว่า สีลวโต โข เป็นต้น.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อิธ ตฺยสฺส แยกเป็น อิธ เต อสฺส การยุทธ์พึงปรากฏต่อมหาบพิตรในที่นี้.

บทว่า สมุปพฺยุฬฺโห แปลว่า ปะทะกันเป็นกลุ่มๆ.

บทว่า อสิกฺขิโต ได้แก่ ไม่ศึกษาในธนูศิลป์.

บทว่า อกตหตฺโถ ได้แก่ มีมือยังไม่พร้อม โดยการพันมือเป็นต้น.

บทว่า อกตโยคฺโค ได้แก่ ยังฝึกไม่ชำนาญ ในการกองหญ้ากองดินเป็นต้น.

บทว่า อกตุปาสโน ได้แก่ ฝีมือยิงธนูยังมิได้แสดง [ประลอง] ต่อพระราชาและมหาอมาตย์ของพระราชา.

บทว่า ฉมฺภี ได้แก่ มีกายสั่นเทา.

ในบทว่า กามฉนฺโท ปหีโน เป็นต้น กามฉันทะเป็นอันละได้ด้วยพระอรหัตมรรค. พยาบาทละได้ด้วยอนาคามิมรรค. ถีนมิทธะและอุทธัจจะก็ละได้ด้วยอรหัตมรรคเหมือนกัน กุกกุจจะละได้ด้วยมรรคที่ ๓ เหมือนกัน วิจิกิจฉาเป็นอันละได้ด้วยมรรคแรก.

บทว่า อเสกฺเขน สีลกฺขนฺเธน ความว่า สีลขันธ์ของพระอเสกขะ ชื่อว่าสีลขันธ์ฝ่ายอเสกขะ.

ในบททุกบท ก็นัยนี้.

ก็บรรดาบทเหล่านั้น สีลสมาธิปัญญาและวิมุตติ ทั้งโลกิยะและโลกุตระ ท่านกล่าวด้วย ๔ บทต้น วิมุตติญาณทัสสนะย่อมเป็นปัจจเวกขณญาณ ปัจจเวกขณญาณนั้นเป็นโลกิยะเท่านั้น.

บทว่า อิสฺสตฺถํ ได้แก่ ธนูศิลป์.

ในบทว่า พลวิริยํ นี้ วาโยธาตุ ชื่อว่าพละ วิริยะก็คือความเพียรทางกายทางจิต.

บทว่า ภเร แปลว่า พึงเลี้ยง.

บทว่า นาสูรํ ชาติปจฺจยา ความว่า ไม่พึงเลี้ยงคนไม่กล้า เพราะถือชาติเป็นเหตุ อย่างนี้ว่า ผู้นี้สมบูรณ์ด้วยชาติ.

อธิวาสนขันติ ชื่อว่าขันติ ในคำว่า ขนฺติโสรจฺจํ นี้.

บทว่า โสรจฺจํ ได้แก่ พระอรหัต.

บทว่า ธมฺมา ได้แก่ ธรรมทั้งสองนี้.

บทว่า อสฺสเม แปลว่า ที่อยู่.

บทว่า วิวเน แปลว่า ที่เป็นป่า. อธิบายว่า พึงสร้างสระโบกขรณี ๔ เหลี่ยมเป็นต้นในป่าที่ไม่มีน้ำ.

บทว่า ทุคฺเค ได้แก่ ในที่ขลุขละ.

บทว่า สงฺกมนานิ ความว่า พึงทำทางเดินมีทรายสะอาดเกลี่ยเรียบ ๕๐-๖๐ ศอก.

บัดนี้ เมื่อจะตรัสบอกธรรมเนียมภิกขาจารของเหล่าภิกษุผู้อยู่ในเสนาสนะป่าเหล่านั้น จึงตรัสว่า อนฺนปานํ เป็นต้น.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เสนาสนานิ ได้แก่ เตียงและตั่งเป็นต้น.

บทว่า วิปฺปสนฺเนน ความว่า แม้เมื่อจะถวายแก่พระขีณาสพ ไม่ถวายด้วยจิตมีความสงสัย มีมลทินคือกิเลส พึงถวายด้วยจิตที่ผ่องใสเท่านั้น.

บทว่า ถนยํ ได้แก่ คำราม.

บทว่าสตกฺกุกฺกุ ได้แก่ มีปลายร้อยหนึ่ง. อธิบายว่า มียอดเป็นอันมาก.

บทว่า อภิสงฺขจฺจ ได้แก่ ปรุงแต่ง คือรวบรวมทำเป็นอาหาร.

บทว่า อนุโมทมาโน ได้แก่ เป็นผู้มีใจยินดี.

บทว่า ปกิเรติ ได้แก่ เที่ยวในโรงทาน หรือประหนึ่งโปรยให้ทาน.

บทว่า ปุญฺญธรา ได้แก่ ธารแห่งบุญที่สำเร็จมาแต่ทานเจตนามิใช่น้อย.

บทว่า ทาตารํ อภิวสฺสติ ความว่า สายน้ำที่หลั่งออกจากเมฆซึ่งตั้งขึ้นในอากาศ ย่อมตกรดแผ่นดินเปียกชุ่ม ฉันใด ธารแห่งบุญที่เกิดในภายในทายกแม้นี้ ก็หลั่งรดภายในทายกนั้นให้ชุ่มเต็มเปี่ยม ฉันนั้นเหมือนกัน ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ทาตารํ อภิวสฺสติ.

จบอรรถกถาอิสสัตถสูตรที่ ๔ -----------------------------------------------------

ฉบับที่ใช้และสัญญาอนุญาต

พระไตรปิฎกบาลี อักษรไทย ฉบับสยามรัฐ

pli-siamrath · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ฉบับสยามรัฐ จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๔๖๘–๒๔๗๑ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/pali/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง

th-chabab-luang · Public domain (term expired) — operator determination · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๔

ฉบับหลวง จัดพิมพ์โดยทางราชการ พ.ศ. ๒๕๑๔ · พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒ อายุคุ้มครองงานนิติบุคคล ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา · การพิจารณาของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมายhttps://84000.org/tipitaka/

พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาฯ

th-mahachula · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยให้เผยแพร่ตัวบทฉบับนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีหนังสืออนุญาตประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสารและไม่ใช่ความเห็นที่ปรึกษากฎหมาย · ข้อเท็จจริงที่ยังเป็นจริง: จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ งานที่นิติบุคคลเป็นเจ้าของคุ้มครอง ๕๐ ปีนับแต่โฆษณา (พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ ๒๕๓๗ ม.๑๙–๒๒) ถึงราว พ.ศ. ๒๕๘๙ — การอนุญาตจึงจำเป็นและต้องเก็บเอกสารไว้ให้ได้docs/legal/PERMISSIONS.md#มจร

อรรถกถาแปลไทย

th-attha-84000 · ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิ์ — บันทึกจากคำยืนยันของผู้ดำเนินการ ยังไม่มีเอกสารประกอบ · ตรวจหลักฐานเมื่อ ๒๐๒๖-๐๘-๒๕

ผู้ดำเนินการแจ้ง ๒๕ ส.ค. ๖๙ ว่าได้รับอนุญาตให้เผยแพร่ตัวบทชุดนี้ · **เป็นคำยืนยันด้วยวาจา ยังไม่มีเอกสารประกอบ** ⇒ ฐานของการเผยแพร่คือวินิจฉัยของผู้ดำเนินการ ไม่ใช่หลักฐานเอกสาร · สิ่งที่ยังไม่รู้และไม่ได้หายไปเพราะการอนุญาต: **หน้าเว็บไม่ระบุผู้แปล ผู้จัดพิมพ์ หรือปี** จึงยังไม่รู้ว่าเป็นฉบับพิมพ์ของใคร (ที่เชื่อกันคือชุดมหามกุฏราชวิทยาลัย ๙๑ เล่ม ราว พ.ศ. ๒๕๒๕) — การอนุญาตครอบคลุมใครและอะไร จึงยังระบุไม่ได้จนกว่าจะได้เอกสารdocs/legal/PERMISSIONS.md#อรรถกถา