๖. กามทสูตร
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
ฉฏฺฐํ กามทสุตฺตํ
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๕ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๗ สังยุตตนิกาย สคาถวรรค กามทสูตรที่ ๖
เอกมนฺตํ ฐิโต โข กามโท เทวปุตฺโต ภควนฺตํ เอตทโวจ ทุกฺกรํ ภควา สุทุกฺกรํ ภควาติ ฯ ทุกฺกรํ วาปิ กโรนฺติ [กามทาติ ภควา] เสกฺขสีลสมาหิตา ฐิตตฺตา อนคาริยุเปตสฺส ตุฏฺฐิ โหติ สุขาวหาติ ฯ
กามทเทวบุตร ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้วได้กราบทูล พระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาค สมณธรรมทำได้โดยยาก ข้าแต่พระผู้มีพระภาค สมณธรรมทำได้โดยยากยิ่ง ฯ พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ชนทั้งหลาย ผู้ตั้งมั่นแล้วด้วยศีลแห่งพระเสขะ มีตนตั้งมั่น แล้ว ย่อมกระทำ แม้ซึ่งสมณธรรมอันบุคคลทำได้โดยยาก ความยินดี ย่อมนำสุขมาให้แก่บุคคลผู้เข้าถึงแล้วซึ่งความ เป็นผู้ไม่มีเรือน ฯ
ทุลฺลภา ภควา ยทิทํ ตุฏฺฐีติ ฯ ทุลฺลภํ วาปิ ลภนฺติ [กามทาติ ภควา] จิตฺตวูปสเม รตา เยสํ ทิวา จ รตฺโต จ ภาวนาย รโต มโนติ ฯ
กามทเทวบุตรกราบทูลว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาค ข้อที่หาได้ยาก นี้ คือความสันโดษ ยินดี ฯ พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ชนเหล่าใด ยินดีแล้วในความสงบแห่งจิต ชนเหล่าใด มีใจ ยินดีแล้วในความอบรมจิต ทั้งกลางวันและกลางคืน ชน เหล่านั้น ย่อมได้แม้ซึ่งสิ่งที่ได้โดยยาก ฯ
ทุสฺสมาทหํ ภควา ยทิทํ จิตฺตนฺติ ฯ ทุสฺสมาทหํ วาปิ สมาทหนฺติ [กามทาติ ภควา] อินฺทฺริยูปสเม รตา เต เฉตฺวา มจฺจุโน ชาลํ อริยา คจฺฉนฺติ กามทาติ ฯ
กามทเทวบุตรกราบทูลว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาค ธรรมชาติที่ ตั้งมั่นได้ยากนี้ คือจิต ฯ พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ชนเหล่าใด ยินดีแล้วในความสงบอินทรีย์ ชนเหล่านั้น ย่อมตั้งมั่น ซึ่งจิตที่ตั้งมั่นได้ยาก ดูกรกามทเทวบุตร อริยะ ทั้งหลายเหล่านั้นตัดข่ายแห่งมัจจุไปได้ ฯ
ทุคฺคโม ภควา วิสโม มคฺโคติ ฯ ทุคฺคเม วิสเม วาปิ อริยา คจฺฉนฺติ กามท อนริยา วิสเม มคฺเค ปปตนฺติ อวํสิรา อริยานํ สโม มคฺโค อริยา หิ วิสเม สมาติ ฯ
กามทเทวบุตรกราบทูลว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาค ทางที่ไปได้ ยาก คือ ทางที่ไม่เสมอ ฯ พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรกามทเทวบุตร อริยะทั้งหลาย ย่อมไปได้ แม้ในทางที่ ไม่เสมอ ที่ไปได้ยาก ผู้มิใช่อริยะ ย่อมเป็นผู้บ่ายศีรษะลงเบื้องต่ำ ตกไปในทาง อันไม่เสมอ ทางนั้นสม่ำเสมอสำหรับอริยะทั้งหลาย เพราะ อริยะทั้งหลาย เป็นผู้สม่ำเสมอ ในทางอันไม่เสมอ ฯ
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค [๒. เทวปุตตสังยุต] ๑. ปฐมวรรค ๖. กามทสูตร ๖. กามทสูตร ว่าด้วยกามทเทพบุตร
เรื่องเกิดขึ้นที่กรุงสาวัตถี กามทเทพบุตรยืนอยู่ ณ ที่สมควรแล้ว ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า“ข้าแต่พระผู้มีพระภาค สมณธรรมบำเพ็ญได้ยาก ข้าแต่พระผู้มีพระภาค สมณธรรมบำเพ็ญได้ยากยิ่ง” พระผู้มีพระภาคตรัสว่า กามทเทพบุตร ชนทั้งหลายผู้ตั้งมั่นในศีล ของพระเสขะ ผู้ตั้งตนไว้มั่นคงแล้ว ย่อมบำเพ็ญสมณธรรมที่บำเพ็ญได้ยาก ความสันโดษ ย่อมนำความสุขมาให้ แก่บุคคลผู้ออกจากเรือนบวช กามทเทพบุตรกราบทูลว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาค สิ่งที่ได้ยากนี้ คือ ความสันโดษ พระผู้มีพระภาคตรัสว่า กามทเทพบุตร ชนเหล่าใด ยินดีในความสงบทางใจ มีใจยินดีในการอบรมจิตทั้งกลางวันและกลางคืน ชนเหล่านั้นย่อมได้แม้สิ่งที่ได้ยาก @เชิงอรรถ : @ ความสันโดษ หมายถึงความสันโดษในปัจจัย ๔ (คือ จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ คิลานปัจจัยเภสัช-@บริขาร) (สํ.ส.อ. ๑/๘๗/๑๐๑)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๕ หน้า : ๙๑}
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค [๒. เทวปุตตสังยุต] ๑. ปฐมวรรค ๖. กามทสูตร กามทเทพบุตรกราบทูลว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาค สิ่งที่ตั้งมั่นได้ยากนี้ คือ จิต พระผู้มีพระภาคตรัสว่า กามทเทพบุตร ชนเหล่าใด ยินดีในความสงบแห่งอินทรีย์ ชนเหล่านั้นย่อมตั้งจิตที่ตั้งมั่นได้ยากให้ตั้งมั่นได้ กามทเทพบุตร พระอริยะเหล่านั้นตัดข่ายแห่งมัจจุได้แล้ว กามทเทพบุตรกราบทูลว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาค ทางที่ไปได้ยาก คือ ทางที่ไม่สม่ำเสมอ พระผู้มีพระภาคตรัสว่า กามทเทพบุตร อริยบุคคลทั้งหลาย ย่อมไปได้แม้ในทางที่ไปได้ยาก ซึ่งเป็นทางที่ไม่สม่ำเสมอ ส่วนผู้ไม่ใช่อริยบุคคลย่อมดิ่งศีรษะ ตกลงไปในทางที่ไม่สม่ำเสมอ ทางนั้นสม่ำเสมอสำหรับอริยบุคคลทั้งหลาย เพราะอริยบุคคลทั้งหลาย เป็นผู้สม่ำเสมอในทางที่ไม่สม่ำเสมอ กามทสูตรที่ ๖ จบ @เชิงอรรถ : @ ทางที่ไม่สม่ำเสมอ ในที่นี้หมายถึงหมู่สัตว์ผู้ไม่สม่ำเสมอ (สํ.ส.อ. ๑/๘๗/๑๐๒)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๕ หน้า : ๙๒}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถากามทสูตรที่ ๖
พึงทราบวินิจฉัยในกามทสูตรที่ ๖ ต่อไป :-
บทว่า ทุกฺกรํ ความว่า ได้ยินว่า เทพบุตรองค์นี้เคยเป็นพระโยคาวจร ข่มกิเลสทั้งหลายด้วยความพากเพียร เพราะเป็นผู้มีกิเลสหนา กระทำสมณธรรม ก็ยังไม่บรรลุอริยภูมิ เพราะมีอุปนิสัยในปางก่อนน้อย กระทำกาละ [ตาย] แล้วไปบังเกิดในเทวโลก ไปยังสำนักพระตถาคต มาด้วยหวังจะทูลบอกว่า สมณธรรมทำได้ยาก จึงทูลอย่างนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทุกฺกรํ ความว่า ขึ้นชื่อว่า การกระทำสมณธรรมให้บริสุทธิ์โดยส่วนเดียวตลอด ๑๐ ปีบ้าง ฯลฯ ๖๐ ปีบ้าง ชื่อว่ากระทำได้ยาก.
บทว่า เสกฺขา ได้แก่ พระเสขะ ๗.
บทว่า สีลสมาหิตา แปลว่า ตั้งมั่นเข้าประกอบแล้วด้วยศีล.
บทว่า ฐิตตฺตา แปลว่า สภาวะที่ตั้งมั่นแล้ว.
พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นทรงแก้ปัญหาที่เทพบุตรทูลถามอย่างนี้แล้ว บัดนี้ เมื่อจะทรงตั้งปัญหาให้สูงขึ้นไปอีก จึงตรัสว่า อนคาริยุเปตสฺส เป็นต้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อนคาริยุเปตสฺส ได้แก่ ผู้เข้าถึงความไม่มีเรือน คือปราศจากเรือน.
จริงอยู่ ภิกษุอยู่บนปราสาทแม้ ๗ ชั้น เมื่อถูกพระภิกษุผู้แก่กว่ามาบอกว่า เสนาสนะนี้ตกถึงผม ดังนี้ ย่อมถือเอาบาตรจีวรออกไปโดยดี เพราะฉะนั้น ภิกษุนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสเรียกว่า ผู้เข้าถึงความไม่มีเรือน.
บทว่า ตุฏฐิ ได้แก่ ความสันโดษด้วยปัจจัย ๔.
บทว่า ภาวนาย ได้แก่ ในการอบรมความสงบแห่งจิต.
บทว่า เต เฉตฺวา มจฺจุโน ชาลํ ความว่า พระอริยะเหล่าใดยินดีแล้วในความสงบแห่งอินทรีย์ ทั้งกลางวันและกลางคืน พระอริยะเหล่านั้นย่อมตั้งมั่นจิตที่ตั้งมั่นได้ยาก. พระอริยะเหล่าใดมีจิตตั้งมั่นแล้ว พระอริยะเหล่านั้นทำความสันโดษในปัจจัย ๔ ให้บริบูรณ์ ย่อมไม่ลำบากพระอริยะเหล่าใดสันโดษแล้ว พระอริยเหล่านั้นทำศีลให้บริบูรณ์ ย่อมไม่ลำบาก พระอริยเหล่าใดตั้งมั่นในศีล พระอริยะเหล่านั้น คือพระเสขะ ๗ ตัดข่ายคือกิเลส ที่เรียกว่าข่ายมัจจุไป.
คำทั้งหมดว่า ทุคฺคโม นี้ ท่านอธิบายว่า
เทพบุตรทูลถามว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระอริยะเหล่าใดยินดีในอินทรีย์อันสงบ พระอริยะเหล่านั้นย่อมตั้งมั่นจิตที่ตั้งมั่นได้ยาก พระอริยะเหล่าใดตั้งมั่นในศีล พระอริยะเหล่านั้นตัดข่ายมัจจุไปได้ ก็บุคคลนี้จักไปได้อย่างไร ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ทางนี้เป็นทางที่ไปได้ยาก เป็นทางที่ไม่เรียบ มิใช่หรือ ดังนี้
ในข้อนั้น อริยมรรคไม่เป็นทางที่ไปได้ยาก ไม่เป็นทางที่ไม่เรียบ ก็จริงอยู่ ถึงอย่างนั้น อันตรายเป็นอันมากย่อมมีแก่บุคคลนั้น เพราะปฏิปทาเป็นบุพภาคส่วนเบื้องต้น เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสอย่างนั้น.
บทว่า อวํสิรา ได้แก่ เป็นผู้บ่ายศีรษะลง เพราะศีรษะคือญาณย่อมตกไป และเพราะไม่อาจยกขึ้นสู่อริยมรรคได้ ชนเหล่านั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสเรียกว่า ตกไปในทางอันไม่เรียบ.
บทว่า อริยานํ สโม มคฺโค ความว่า ทางนั้นนั่นแล ย่อมเป็นทางเรียบของพระอริยะทั้งหลาย.
บทว่า วิสเม สมา ความว่า แท้จริง พระอริยะทั้งหลายเป็นผู้เรียบอย่างเดียว ในหมู่สัตว์ที่ไม่เรียบ.
จบอรรถกถากามทสูตรที่ ๖ -----------------------------------------------------