๖. สัปปสูตร
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
ฉฏฺฐํ สปฺปสุตฺตํ
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๕ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๗ สังยุตตนิกาย สคาถวรรค สัปปสูตรที่ ๖
เอวมฺเม สุตํ เอกํ สมยํ ภควา ราชคเห วิหรติ เวฬุวเน กลนฺทกนิวาเป ฯ เตน โข ปน สมเยน ภควา รตฺตนฺธการติมิสายํ อชฺโฌกาเส นิสินฺโน โหติ ฯ เทโว จ เอกเมกํ ผุสายติ ฯ
ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้- สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเวฬุวันอันเป็นสถานที่พระราชทานเหยื่อแก่กระแต เขตกรุงราชคฤห์ ฯ ก็โดยสมัยนั้นแล พระผู้มีพระภาคได้ประทับนั่งในที่กลางแจ้งในราตรีอันมืดทึบ และฝนกำลังตกประปรายอยู่ ฯ
อถ โข มาโร ปาปิมา ภควโต ภยํ ฉมฺภิตตฺตํ โลมหํสํ อุปฺปาเทตุกาโม มหนฺตํ สปฺปราชวณฺณํ อภินิมฺมินิตฺวา เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ ฯ เสยฺยถาปิ นาม มหตี เอกรุกฺขิกา นาวา เอวมสฺส กาโย โหติ ฯ เสยฺยถาปิ นาม มหนฺตํ โสณฺฑิกา กิลญฺชํ เอวมสฺส ผโณ โหติ ฯ เสยฺยถาปิ นาม มหตี โกสลิกา กํสปาฏิ เอวมสฺส อกฺขีนิ ภวนฺติ ฯ เสยฺยถาปิ นาม เทเว คฬคฬายนฺเต วิชฺชุลฺลตา นิจฺฉรนฺติ เอวมสฺส มุขโต ชิวฺหา นิจฺฉรนฺติ ฯ เสยฺยถาปิ นาม กมฺมารคคฺคริยา ธมมานาย สทฺโท โหติ เอวมสฺส อสฺสาสปสฺสาสานํ สทฺโท โหติ ฯ
ครั้งนั้นแล มารผู้มีบาปใคร่จะให้เกิดความกลัว ความครั่นคร้ามขนลุกขนพองแก่พระผู้มีพระภาค จึงนิรมิตเพศเป็นพระยางูใหญ่เข้าไปใกล้พระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ กายของพระยางูนั้นเป็นเหมือนเรือลำใหญ่ที่ขุดด้วยซุงทั้งต้น พังพานของมันเป็นเหมือนเสื่อลำแพนผืนใหญ่ สำหรับปูตากแป้งของช่างทำสุรา นัยน์ตาของมันเป็นเหมือนถาดสำริดใบใหญ่ของพระเจ้าโกศล ลิ้นของมันแลบออกจากปากเหมือนสายฟ้าแลบ ในขณะที่เมฆกำลังกระหึ่ม ฉะนั้น เสียงหายใจเข้าออกของมัน เหมือนเสียงสูบช่างทองที่กำลังพ่นลมอยู่ก็ปานกัน ฯ
อถ โข ภควา มาโร อยํ ปาปิมา อิติ วิทิตฺวา มารํ ปาปิมนฺตํ คาถาหิ อชฺฌภาสิ โย สุญฺญเคหานิ เสวติ เสยฺยา โส มุนิ อตฺตสญฺญโต โวสฺสชฺช จเรยฺย ตตฺถ โส ปฏิรูปญฺหิ ตถาวิธสฺส ตํ จรกา พหู เภรวา พหู อโถ ฑํสสิรึสปา พหู โลมมฺปิ น ตตฺถ อิญฺชเย สุญฺญาคารคโต มหา มุนิ นภํ ผเลยฺย ปฐวี จเลยฺย สพฺเพว ปาณา อุท สนฺตเสยฺยุํ สลฺลมฺปิ เจ อุรสิ กมฺปเสยฺยุํ อุปธีสุ ตาณํ น กโรนฺติ พุทฺธาติ ฯ อถ โข มาโร ปาปิมา ชานาติ มํ ภควา ชานาติ มํ สุคโตติ ทุกฺขี ทุมฺมโน ตตฺเถวนฺตรธายีติ ฯ
ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคทรงทราบว่า นี่มารผู้มีบาป ดังนี้ จึงได้ตรัสกะมารผู้มีบาปด้วยพระคาถาทั้งหลายว่า มุนีเสพเรือนว่างเปล่าเพื่ออยู่อาศัย มุนีนั้นเป็นผู้มีตนอัน สำรวมแล้ว เขาสละความอาลัยในอัตภาพนั้นเที่ยวไป เพราะ การสละความอาลัยในอัตภาพแล้วเที่ยวไปนั้น เหมาะสมแก่ ผู้เช่นนั้น ฯ สัตว์ที่สัญจรไปมาก็มาก สิ่งที่น่ากลัวก็มาก อนึ่ง เหลือบ และสัตว์เลื้อยคลานก็ชุกชุม (แต่) มหามุนีผู้อยู่ในเรือน ว่างเปล่า ย่อมไม่ยังแม้แต่ขนให้ไหว ในเพราะสิ่งที่น่ากลัว เหล่านั้น ฯ ถึงแม้ท้องฟ้าจะพึงแตก แผ่นดินจะพึงไหว สัตว์ทั้งหลาย พึงสะดุ้งกลัวกันหมดก็ตามที แม้ถึงว่าหอกหรือหลาวจะจ่ออยู่ ที่อกก็ตามเถิด พระพุทธเจ้าทั้งหลายย่อมไม่ทรงทำการป้องกัน ในเพราะอุปธิ (คือขันธ์) ทั้งหลาย ฯ ครั้งนั้นแล มารผู้มีบาป เป็นทุกข์ เสียใจว่า พระผู้มีพระภาคทรงรู้จักเราพระสุคตทรงรู้จักเรา ดังนี้ จึงได้อันตรธานไปในที่นั้นเอง ฯ
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค [๔. มารสังยุต] ๑. ปฐมวรรค ๖. สัปปสูตร ๖. สัปปสูตร ว่าด้วยมารแปลงกายเป็นพญางู
ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเวฬุวัน สถานที่ให้เหยื่อกระแตเขตกรุงราชคฤห์ สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคประทับนั่งในที่กลางแจ้ง ในราตรีอันมืดมิด และฝนกำลังตกประปรายอยู่ ครั้งนั้น มารผู้มีบาปต้องการจะให้ความกลัว ความหวาดสะดุ้ง ความขนพองสยองเกล้าเกิดขึ้นแก่พระผู้มีพระภาค จึงแปลงกายเป็นพญางูใหญ่ เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ พญางูนั้นมีกายเหมือนเรือลำใหญ่ที่ขุดด้วยซุงทั้งต้น มีพังพานเหมือนเสื่อลำแพนผืนใหญ่สำหรับปูตากแป้งของช่างทำสุรา มีนัยน์ตาเหมือนถาดสำริดใบใหญ่ของพระเจ้าโกศล มีลิ้นแลบออกจากปากเหมือนสายฟ้าแลบในขณะที่เมฆกำลังกระหึ่ม มีเสียงหายใจเข้าหายใจออกเหมือนเสียงสูบของช่างทองที่กำลังพ่นลมอยู่ ฉะนั้น ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคทรงทราบว่า “นี้คือมารผู้มีบาป” จึงตรัสกับมารผู้มีบาปด้วยพระคาถาว่า มุนีใดอาศัยเรือนว่างอยู่ มุนีนั้นสำรวมตนได้แล้ว เขาสละความอาลัยในอัตภาพนั้นเที่ยวไป เพราะการสละความอาลัยในอัตภาพแล้วเที่ยวไปนั้น เหมาะสมแก่ผู้เช่นนั้น สัตว์ที่สัญจรไปมาก็มาก สิ่งที่น่ากลัวก็มาก อนึ่ง เหลือบและสัตว์เลื้อยคลานก็ชุกชุม
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๕ หน้า : ๑๘๑}
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค [๔. มารสังยุต] ๑. ปฐมวรรค ๗. สุปติสูตร แต่มหามุนีผู้อยู่ในเรือนว่าง ไม่หวั่นไหวเพราะสิ่งที่น่ากลัวเหล่านั้นแม้เพียงขนลุก ถึงแม้ท้องฟ้าจะแตก แผ่นดินจะไหว สัตว์ทั้งหลายจะสะดุ้งกลัวกันก็ตามที ถึงแม้หอกจะจ่ออยู่ที่อกก็ตามเถิด พระพุทธเจ้าทั้งหลายก็ไม่ทรงป้องกันตัว ครั้งนั้น มารผู้มีบาปเป็นทุกข์เสียใจว่า “พระผู้มีพระภาคทรงรู้จักเรา พระสุคตทรงรู้จักเรา” จึงหายตัวไป ณ ที่นั้นเอง สัปปสูตรที่ ๖ จบ
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาสัปปสูตรที่ ๖
พึงทราบวินิจฉัยในสัปปสูตรที่ ๖ ต่อไป :-
บทว่า โสณฺฑิกา กิลญฺชํ ได้แก่ เสื่อลำแพนสำหรับเกลี่ยแป้งของพวกทำสุรา.
บทว่า โกสลิกา กํสจาฏิ ได้แก่ ภาชนะใส่ของเสวยขนาดล้อรถของพระเจ้าโกศล.
บทว่า คฬคฬายนฺเต ได้แก่ ออกเสียงดัง.
บทว่า กมฺมารคคฺคริยา ได้แก่ สูบเตาไฟของช่างทอง.
บทว่า ธมมานาย ได้แก่ ให้เต็มด้วยลมในกระสอบหนัง.
บทว่า อิติ วิทิตฺวา ความว่า มารคิดว่า พระสมณโคดมประกอบความเพียรเนืองๆ นั่งเป็นสุขจำเราจักกระทบกระเทียบเขาดู แล้วเนรมิตอัตภาพมีประการดังกล่าวแล้วจึงเดินด้อมๆ ณ ที่ทรงทำความเพียร. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเห็นด้วยแสงฟ้าแลบ ทรงนึกว่า สัตว์ผู้นี้เป็นใครกันหนอ ก็ทรงทราบว่า ผู้นี้เป็นมาร ดังนี้.
บทว่า สุญฺญเคหานิ แปลว่า เรือนว่าง.
บทว่า เสยฺยา ความว่า ผู้ใดเสพเรือนว่างทั้งหลาย เพื่อจะนอน คือเพื่อต้องการอย่างนี้ว่า เราจักยืนจักเดินจักนั่งจักนอน.
บทว่า โส มุนิ อตฺตสญฺญโต ความว่า พุทธมุนีใดสำรวมตัวแล้ว เพราะไม่มีการคะนองมือและเท้า.
บทว่า โวสฺสชฺช จเรยฺย ตตฺถ โส ความว่า พุทธมุนีนั้นสละความอาลัยเยื่อใยในอัตภาพนั้น พึงจาริกไป.
บทว่า ปฏิรูปํ หิ ตถาวิธสฺส ตํ ความว่า ความสละความเยื่อใยในอัตภาพนั้นจาริกไปของพุทธมุนีผู้เช่นนั้น คือผู้ดำรงอยู่อย่างนั้น ก็เหมาะ ก็ชอบ ก็สมควร.
บทว่า จรกา ได้แก่ สัตว์ผู้สัญจรไปมีสีหะและเสือเป็นต้น.
บทว่า เภรวา ได้แก่ สภาพที่น่ากลัว ทั้งมีวิญญาณและไม่มีวิญญาณ
บรรดาสภาพที่น่ากลัวเหล่านั้น สัตว์มีสีหะและเสือเป็นต้น ชื่อว่าสภาพที่น่ากลัวมีวิญญาณ. ตอไม้และจอมปลวกเป็นต้น ในเวลากลางคืน ชื่อว่าสภาพที่น่ากลัวไม่มีวิญญาณ.
เป็นความจริง สภาพที่น่ากลัวแม้เหล่านั้น ย่อมปรากฏเป็นประหนึ่งยักษ์ในเวลานั้น เชือกและเถาวัลย์เป็นต้น ก็ปรากฏประหนึ่งงู.
บทว่า ตตฺถ ความว่า พุทธมุนีเข้าไปสู่เรือนว่าง ไม่ทำอาการแม้เพียงขนลุก ในสภาพที่น่ากลัวเหล่านั้น.
บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อทรงแสดงการกำหนดสิ่งที่มิใช่ฐานะ จึงตรัสว่า นภํ ผเลยฺย เป็นต้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ผเลยฺย ได้แก่ ท้องฟ้าจะพึงแตกเป็นริ้วๆ ประหนึ่งตีนกา.
บทว่า จเลยฺย ได้แก่ แผ่นดินจะพึงไหว เหมือนหยาดน้ำบนใบบัวที่ต้องลม.
บทว่า สลฺลมฺปิ เจ อุรสกํ ปสฺเสยฺยุํ ความว่า แม้ว่าคนทั้งหลายจะพึงจ่อหอกและหลาวอันคมไว้ตรงอก.
บทว่า อุปธีสุ ได้แก่ ในเพราะอุปธิ คือขันธ์ทั้งหลาย.
บทว่า ตาณํ น กโรนฺติ ความว่า คนทั้งหลาย เมื่อเขาจ่อหลาวอันคมไว้ตรงอก ก็หนีเข้าระหว่างที่กำบังและภายในกระท่อมเป็นต้น เพราะความกลัว ชื่อว่ากระทำการป้องกัน.
แต่พระพุทธะทั้งหลายไม่กระทำการป้องกันเห็นปานนั้น เพราะท่านเพิกถอนความกลัวหมดทุกอย่างแล้ว.
จบอรรถกถาสัปปสูตรที่ ๖ -----------------------------------------------------