๓. สกลิกสูตร
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง · ผู้ดำเนินการอ่านข้อเท็จจริงสาธารณะแล้วสรุปเอง
บาลีและคำแปล
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
ตติยํ สกลิกสุตฺตํ
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๕ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๗ สังยุตตนิกาย สคาถวรรค สกลิกสูตรที่ ๓
เอวมฺเม สุตํ เอกํ สมยํ ภควา ราชคเห วิหรติ มทฺทกุจฺฉิสฺมึ มิคทาเย ฯ เตน โข ปน สมเยน ภควโต ปาโท สกลิกาย ขโต โหติ ฯ ภุสา สุทํ ภควโต เวทนา วตฺตนฺติ สารีริกา ทุกฺขา ติพฺพา ขรา กฏุกา อสาตา อมนาปา ฯ ตา สุทํ ภควา สโต สมฺปชาโน อธิวาเสติ อวิหญฺญมาโน ฯ อถ โข ภควา จตุคฺคุณํ สงฺฆาฏึ ปญฺญเปตฺวา ทกฺขิเณน ปสฺเสน สีหเสยฺยํ กปฺเปสิ ปาเทน ปาทํ อจฺจาธาย สโต สมฺปชาโน ฯ
ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้- สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ มัททกุจฉิมิคทายวัน เขตกรุงราชคฤห์ ฯ ก็โดยสมัยนั้นแล พระบาทของพระผู้มีพระภาคถูกสะเก็ดหินเจาะแล้วได้ยินว่า เวทนาทั้งหลาย อันยิ่ง เป็นไปในพระสรีระ เป็นทุกข์ แรงกล้า เผ็ดร้อน ไม่เป็นที่ยินดี ไม่เป็นที่ทรงสบาย ย่อมเป็นไปแด่พระผู้มีพระภาค พระองค์มีพระสติสัมปชัญญะอดกลั้นซึ่งเวทนาเหล่านั้น ไม่กระสับกระส่าย ฯ ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาครับสั่งให้ลาดผ้าสังฆาฏิเป็น ๔ ชั้น แล้วสำเร็จสีหไสยา โดยพระปรัศเบื้องขวา พระบาทซ้ายเหลื่อมพระบาทขวา มีพระสติสัมปชัญญะ ฯ
อถ โข มาโร ปาปิมา เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ คาถาย อชฺฌภาสิ มนฺทิยา นุ เสสิ อุทาหุ กาเวยฺยมตฺโต อตฺถา นุ เต สมฺปจุรา น สนฺติ เอโก วิวิตฺเต สยนาสนมฺหิ นิทฺทามุโข กิมิทํ โสปฺปเสวาติ ฯ
ครั้งนั้นแล มารผู้มีบาปเข้าไปเฝ้าพระองค์ถึงที่ประทับ แล้วทูล ถามพระผู้มีพระภาคด้วยคาถาว่า ท่านนอนด้วยความเขลา หรือมัวเมาคิดกาพย์กลอนอยู่ ประโยชน์ทั้งหลายของท่านไม่มีมาก ท่านอยู่ ณ ที่นั่งที่นอน อันสงัดแต่ผู้เดียว ตั้งหน้านอนหลับ นี่อะไร ท่านหลับ ทีเดียวหรือ ฯ
น มนฺทิยา สยามิ นาปิ กาเวยฺยมตฺโต อตฺถํ สเมจฺจาหมเปตโสโก เอโก วิวิตฺเต สยนาสนมฺหิ สยามหํ สพฺพภูตานุกมฺปี เยสมฺปิ สลฺลํ อุรสิ ปวิฏฺฐํ มุหุํ มุหุํ หทยํ เสวมานํ เตปีธ โสปฺปํ ลภเร สสลฺลา กสฺมา อหํ น สุเป วีตสลฺโล ชคฺคํ น สงฺเกมิ นปิ เภมิ โสตฺตุํ รตฺตินฺทิวา นานุตปนฺติ มามํ หานึ น ปสฺสามิ กุหิญฺจิ โลเก ตสฺมา สุเป สพฺพภูตานุกมฺปีติ ฯ อถ โข มาโร ปาปิมา ชานาติ มํ ภควา ชานาติ มํ สุคโตติ ทุกฺขี ทุมฺมโน ตตฺเถวนฺตรธายีติ ฯ
พระผู้มีพระภาคจึงตรัสตอบว่า เราไม่ได้นอนด้วยความเขลา ทั้งมิได้มัวเมาคิดกาพย์กลอนอยู่ เราบรรลุประโยชน์แล้วปราศจากความโศก อยู่ ณ ที่นั่งที่นอน อันสงัดแต่ผู้เดียว นอนรำพึงด้วยความเอ็นดูในสัตว์ทั้งปวง ฯ ลูกศรเข้าไปในอกของชนเหล่าใด ร้อยหทัยให้ลุ่มหลงอยู่ แม้ ชนเหล่านั้นในโลกนี้ ผู้มีลูกศรเสียบอกอยู่ ยังได้ความหลับ เราผู้ปราศจากลูกศรแล้ว ไฉนจะไม่หลับเล่า ฯ เราเดินทางไปในทางที่มีราชสีห์เป็นต้น ก็มิได้หวาดหวั่น ถึง หลับในที่เช่นนั้นก็มิได้กลัวเกรง กลางคืนและกลางวันย่อม ไม่ทำให้เราเดือดร้อน เราย่อมไม่พบเห็นความเสื่อมอะไรๆ ในโลก ฉะนั้น เราผู้มีความเอ็นดูในสัตว์ทั้งปวงจึงนอนหลับ ฯ ครั้งนั้นแล มารผู้มีบาปเป็นทุกข์ เสียใจว่า พระผู้มีพระภาคทรงรู้จักเราพระสุคตทรงรู้จักเรา ดังนี้ จึงได้หายไปในที่นั้นเอง ฯ
ฉบับมหาจุฬาฯ
ชั้นตัวบทพุทธพจน์หน่วยที่ตำแหน่งเดียวกันของเล่มนี้ · เลขข้อเป็นของฉบับนี้เอง · ชื่อเรื่องตรงกันทั้งสองฉบับ
เปิดหน้าของฉบับนี้ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค [๔. มารสังยุต] ๒. ทุติยวรรค ๓. สกลิกสูตร ๓. สกลิกสูตร ว่าด้วยสะเก็ดหิน
ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ มัททกุจฉิ สถานที่พระราชทานอภัยแก่หมู่เนื้อ เขตกรุงราชคฤห์ สมัยนั้น สะเก็ดหินกระทบพระบาทของพระผู้มีพระภาค ได้ยินว่า พระผู้มีพระภาคทรงมีทุกขเวทนาทางพระวรกายที่กล้าแข็งอย่างหนักเผ็ดร้อน อันไม่สบายพระทัย ได้ยินว่า พระผู้มีพระภาคมีพระสติสัมปชัญญะทรงอดกลั้นทุกขเวทนานั้นไว้ได้ ไม่ทรงเดือดร้อน ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาครับสั่งให้ปูผ้าสังฆาฏิ ๔ ชั้น ทรงสำเร็จสีหไสยา โดยพระปรัศว์เบื้องขวา ทรงซ้อนพระบาทเหลื่อมพระบาท มีพระสติสัมปชัญญะ ครั้งนั้น มารผู้มีบาปเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับแล้วทูลถามพระผู้มีพระภาคด้วยคาถาว่า ท่านนอนด้วยความซึมเซา หรือมัวเมาคิดกาพย์กลอนอะไรอยู่ ประโยชน์ของท่านมีไม่มาก ท่านอยู่ ณ ที่นอนที่นั่งอันสงัดแต่ผู้เดียว ตั้งหน้าแต่จะหลับ ทำไมท่านยังหลับอยู่เล่า พระผู้มีพระภาคจึงตรัสตอบว่า เราไม่ได้นอนด้วยความซึมเซา ทั้งมิได้มัวเมาคิดกาพย์กลอนอะไรอยู่หรอก เราบรรลุประโยชน์แล้ว ปราศจากความเศร้าโศก
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๕ หน้า : ๑๘๙}
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค [๔. มารสังยุต] ๒. ทุติยวรรค ๓. สกลิกสูตร อยู่ ณ ที่นอนที่นั่งอันสงัดแต่ผู้เดียว นอนคำนึงถึงสัตว์ทั้งปวงด้วยความเอ็นดู ลูกศรเสียบอกของชนเหล่าใด ร้อยหทัยให้ลุ่มหลงอยู่ แม้ชนเหล่านั้นในโลกนี้ ทั้งๆ ที่มีลูกศรเสียบอกอยู่ ก็ยังหลับได้ ทำไมเราผู้ปราศจากลูกศรแล้ว จะหลับไม่ได้เล่า เราเดินไป ก็ไม่หวาดหวั่น ถึงหลับอยู่ก็มิได้กลัวเกรง กลางคืนและกลางวันไม่ทำให้เราเดือดร้อน เราไม่พบเห็นความเสื่อมอะไรๆ ในโลก ฉะนั้น เราจึงนอนคำนึงถึงสัตว์ทั้งปวงด้วยความเอ็นดู ครั้งนั้น มารผู้มีบาปเป็นทุกข์เสียใจว่า “พระผู้มีพระภาคทรงรู้จักเรา พระสุคตทรงรู้จักเรา” จึงหายตัวไป ณ ที่นั้นเอง สกลิกสูตรที่ ๓ จบ @เชิงอรรถ : @ เดินไป ในที่นี้หมายถึงเดินไปในทางที่มีราชสีห์เป็นต้น (สํ.ส.อ. ๑/๑๔๙/๑๖๘)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๑๕ หน้า : ๑๙๐}
ข้อความหน้าปกของฉบับพิมพ์
อรรถกถาสกลิกสูตรที่ ๓
พึงทราบวินิจฉัยในสกลิกสูตรที่ ๓ ต่อไป :-
บทว่า มนฺทิยา นุ เสสิ ได้แก่ ท่านนอนด้วยความเขลา ด้วยความลุ่มหลง.
บทว่า อุทาหุ กาเวยฺยมตฺโต ได้แก่ ก็หรือว่า ท่านนอนเหมือนอย่างกวี นอนครุ่นคิดคำที่จะพึงกล่าว หมกมุ่นด้วยเหตุที่จะพึงแต่งนั้น.
บทว่า สมฺปจุรา แปลว่า มาก.
บทว่า กิมิทํ โสปฺปเสว ได้แก่ เหตุไร ท่านจึงหลับอย่างนี้เล่า.
บทว่า อตฺถํ สเมจฺจ ได้แก่ มาถึงพร้อม คือบรรลุประโยชน์แล้ว ด้วยว่า เราไม่มีประโยชน์ [ความต้องการ] ว่า ขึ้นชื่อว่า ผู้ไม่เกี่ยวข้อง ก็วิบัติจากผู้เกี่ยวข้องดังนี้.
บทว่า สลฺลํ ได้แก่ หอกแลลูกศรอันคม.
บทว่า ชคฺคํ น สงฺเกมิ ความว่า เราถึงเดินทางก็ไม่ระแวง อย่างคนบางคนเดินไปในทางสีหะเป็นต้นก็ระแวง.
บทว่า นปิ เภมิ โสตฺตุํ ความว่า เราไม่กลัวจะหลับ อย่างคนบางคน กลัวจะหลับในทางสีหะเป็นต้น.
บทว่า นานุปตนฺติ มา มํ ความว่า คนทั้งหลายไม่เดือดร้อนตามไปกะเรา อย่างเมื่ออาจารย์หรืออันเตวาสิกเกิดไม่สบายอันเตวาสิกมัวแต่เล่าเรียนและสอบถามเสีย คืนวันล่วงไปๆ ก็เดือดร้อนถึง ด้วยว่า กิจที่ยังไม่เสร็จไรๆ ของเราไม่มี. ด้วยเหตุนั้นนั่นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า หานึ น ปสฺสามิ กุหิญฺจิ โลเก เราไม่เห็นความเสื่อมในโลกไหนๆ.
จบอรรถกถาสกลิกสูตรที่ ๓ -----------------------------------------------------